
Il Piccolo Principe · อิล ปิกโกโล ปรินชีเป
Creative, Contemporary · อาหารเชิงสร้างสรรค์, ร่วมสมัย — piazza Giacomo Puccini 1, Viareggio, 55049, Italy
🎗️ [INTRO] Viareggio เป็นเมืองชายฝั่งในจังหวัด Lucca แคว้น Tuscany มีชื่อเสียงในฐานะเมืองตากอากาศริมทะเล Ligurian อันแสนงดงาม ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนริมหาดรวมถึงการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยเฉพาะเทศกาล Carnevale di Viareggio ที่โด่งดังไปทั่วโลก
🎗️ [THE PLACE] Grand Hotel Principe di Piemonte เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 ภายใต้ชื่อ Select Palace Hotel ตัวอาคารดั้งเดิมออกแบบโดยสถาปนิกชาว Florence นามว่า Giuseppe De Micheli และต่อมาโดย Ugo Giovannozzi จึงเรียกได้ว่าโรงแรมแห่งนี้มีสายเลือดทางสถาปัตยกรรมแบบ Tuscany แท้ ๆ และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค Belle Époque ของพื้นที่แถบ Italian Riviera นอกจากนี้โรงแรมแห่งนี้ยังดึงดูดของชนชั้นสูง นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล สมาชิกราชวงศ์ และเหล่าบุคคลสำคัญในแวดวงศิลปะและวัฒนธรรมมากมาย ลูกค้าในสมัยนั้นต่างเดินทางมาด้วยรถยนต์สุดหรูอย่างเช่น Bugatti และ Silver Ghost ขณะที่เรือเดินสมุทรก็พาชาวอเมริกันมาสัมผัสความงดงามของชายหาดทรายสีทองอันโด่งดังและบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ ในช่วงแรก ๆ โรงแรมแห่งนี้แสดงออกถึงความล้ำสมัยการติดตั้งโทรศัพท์ในห้องพักและมีบริการซักรีดอัตโนมัติ ต่อมาในปี 1930 โรงแรมได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Principe di Piemonte เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลี Umberto II แห่งราชวงศ์ซาวอย Grand Hotel Principe di Piemonte ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดในปี 2021 ไม่ว่าจะเป็นห้องพักและพื้นที่ต่าง ๆ ถูกออกแบบใหม่ให้มีความกว้างขวาง โปร่งสบาย และสะท้อนถึงหลักการความยั่งยืน พร้อมกับการผสมผสานฝีมือช่างศิลป์ชาว Tuscany ได้อย่างลงตัว ในส่วนของห้องอาหาร Il Piccolo Principe ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ภายในตกแต่งแบบร่วมสมัยและหรูหรา โต๊ะกลมตัวใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาวเข้าคู่กันกับเก้าอี้สานนั่งสบาย ผนังฝั่งหนึ่งแสดงถึงภาพวาดของตระกูล Medici ที่มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองของฟลอเรนซ์ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกฝั่งหนึ่งคือกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นภาพมุมกว้างของท้องทะเลอันสวยงามส่งผ่านแสงสีน้ำเงินเข้มตัดกันกับแสงไฟอ่อนละมุนในห้องอาหารได้อย่างไร้ที่ติ
🎗️ [THE CHEF] Giuseppe Mancino เกิดในปี 1981 ที่เมือง Sarno จังหวัด Salerno ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรม Hotel School of Salerno เขาเริ่มต้นทำงานในร้านพิซซ่าที่บ้านเกิดแต่กลับก่อความผิดพลาดบ่อยครั้งจนถูกย้ายจากการเป็นเชฟพิซซ่าเตาฟืนไปอยู่ที่ครัวหลักและกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกของชีวิต ในปี 1997 เขาย้ายไปทำงานที่ Grand Hotel Baglioni ในนคร Florence และมีโอกาสได้สัมผัสกับศิลปะการปรุงอาหารระดับนานาชาติและเรียนรู้แนวทางใหม่ๆ ในการปรุงอาหารชั้นสูงหรือ Haute Cuisine ในช่วงปี 1998 ถึง 2001 เขาอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง Etruscan ที่เมือง San Vincenzo โดยรับงานเป็น Chef de Partie ที่โรงแรมหรู Park Hotel I Lecci และได้ทำความรู้จักกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star ต่อมาในปี 2001 เขาย้ายร่วมงานกับห้องอาหาร Il Sogno di Angelo ระดับ 1 MICHELIN Star ที่เมือง La Spezia กับเชฟ Davide Raschi ต่อด้วยงานที่ห้องอาหาร Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris ของเชฟ Alain Ducasse ในราชรัฐโมนาโกทำให้เขาพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์เมนูอาหารชั้นเลิศได้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2002 เขาย้ายกลับมาร่วมงานกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star อีกครั้งที่ร้านอาหารประภาคาร Capo d’Orso ณ ชายฝั่งแถบ Amalfi และในปี 2003 เขายังได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Gualtiero Marchesi ที่ Albereta อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2005 เขาได้รับงานเป็น Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Il Piccolo Principe ในโรงแรม Grand Hotel Principe di Piemonte และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้เป็นร้านแรกของภูมิภาค Versilia ในปี 2008 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 และรางวัล 3 Forks จาก Gambero Rosso Italian Restaurant Guide ในปี 2021
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Giuseppe Mancino พัฒนาเทคนิคการปรุงอาหารอย่างต่อเนื่องจากการนำเสนออาหารรสชาติเข้มข้นแบบดั้งเดิมไปสู่อาหารเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นความประณีตและมีเทคนิคอันซับซ้อนโดยอาศัยอิทธิพลจากการเดินทางไปทวีปเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน ทุกจานมีความ Photogenic และมีการจัดวางแต่ละองค์ประกอบอย่างมีมิติ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Essential Green Menu (175 €) นำเสนออาหารมังสวิรัติมาทั้งหมด 7 คอร์ส ถัดมาคือ Menu The Classics (200 €) นำเสนอจานคลาสสิก 7 คอร์สที่สร้างชื่อให้กับห้องอาหารแห่งนี้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน สุดท้ายคือ Experience Menu (250 €) ที่รวมรวมอาหาร 9 จานที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ยังมีรายการ À La Carte ให้เลือกได้แบบ 2 Dishes (120 €) และ 3 Dishes (160 €) ซึ่งดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก ตัวอย่างเมนูที่มีความโดดเด่นในมื้อนี้คือ
✨ SPAGHETTI CREAMED WITH BUTTER, ANCHOVIES AND SMOKED TEA
พาสต้าเส้น Spaghetti เกรดพรีเมี่ยมแบรนด์ Mancini เสิร์ฟมาที่ความสุก Al Dente ไร้ที่ติ เชฟคลุกเคล้ากับซอสเนยหอมมันและปลาแอนโชวี่จากเมือง Cetara ในแคว้น Campania ให้รสเค็มอูมามิที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีอโรมาของผงที่เตรียมมาจากชาดำรมควัน Lapsang Souchong ของจีนบ่งบอกถึงการเดินทางของเชฟมายังทวีปเอเชียอีกด้วย (18/20)
✨ TORTELLO STUFFED WITH SWEET ONION, OXTAIL, PECORINO CHEESE AND TRUFFLE
พาสต้าเส้นสดทรงเกี๊ยว Tortello ตรงกลางยัดไส้หัวหอมและครีม Mascarpone ผสานเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ด้านล่างรองด้วยชิ้นหางวัวตุ๋นที่เตรียมมานุ่มพอเหมาะ ด้านบนคือทรัฟเฟิลดำจากเมือง San Miniato และซอสชีส Pecorino จากนั้นเชฟราดด้วยซอสวัวรสชาติเข้มข้นลงไปในจาน (17/20)
✨ ”PASTA IN BIANCO“
Pasta in Bianco หรือ Pasta in White เป็นหนึ่งในเมนูที่เชฟเพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ในปีนี้ เชฟเลือกใช้เส้น Spaghetti แบรนด์ Mancini เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Al Dente ไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาน้ำมะเขือเทศผสานเข้ากับผักอื่น ๆ อีกเล็กน้อยเช่นหัวหอมและกระเทียมจนได้รสชาติเปรี้ยวอูมามิกลมกล่อม ไฮไลท์คือการนำเสนอใบ Basil ถึง 3 ชนิดรวมกันมาในจานเดียวคือ Italian Basil, Greek Basil และ Thai Basil (17/20)
🎗️ [WHY GO] Il Piccolo Principe เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่สามารถมอบประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับเหล่านักชิมที่ตัดสินใจเลือกร้านนี้เป็นจุดแวะพัก ราคาที่ตั้งไว้จัดว่าคุ้มค่า รายการไวน์ทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากฝรั่งเศสมีความโดดเด่นและมีราคาที่จับต้องได้ พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเองในสไตล์อิตาลี สำหรับใครที่พอมีเวลาเหลือเราขอแนะนำอย่างมากให้แวะพักค้างคืนเพื่อสัมผัสถึงบรรยากาศของเมืองและชายหาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงกลางวัน
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 41 รูป

![🎗️ [INTRO] Viareggio เป็นเมืองชายฝั่งในจังหวัด Lucca แคว้น Tuscany มีชื่อเสียงในฐานะเมืองตากอากาศริมทะเล Ligurian อันแสนงดงาม ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนริมหาดรวมถึงการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยเฉพาะเทศกาล Carnevale di Viareggio ที่โด่งดังไปทั่วโลก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/09/536267794_1321781112938772_6680821373987919405_n.webp)






























![🎗️ [THE CHEF] Giuseppe Mancino เกิดในปี 1981 ที่เมือง Sarno จังหวัด Salerno ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรม Hotel School of Salerno เขาเริ่มต้นทำงานในร้านพิซซ่าที่บ้านเกิดแต่กลับก่อความผิดพลาดบ่อยครั้งจนถูกย้ายจากการเป็นเชฟพิซซ่าเตาฟืนไปอยู่ที่ครัวหลักและกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกของชีวิต ในปี 1997 เขาย้ายไปทำงานที่ Grand Hotel Baglioni ในนคร Florence และมีโอกาสได้สัมผัสกับศิลปะการปรุงอาหารระดับนานาชาติและเรียนรู้แนวทางใหม่ๆ ในการปรุงอาหารชั้นสูงหรือ Haute Cuisine ในช่วงปี 1998 ถึง 2001 เขาอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง Etruscan ที่เมือง San Vincenzo โดยรับงานเป็น Chef de Partie ที่โรงแรมหรู Park Hotel I Lecci และได้ทำความรู้จักกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star ต่อมาในปี 2001 เขาย้ายร่วมงานกับห้องอาหาร Il Sogno di Angelo ระดับ 1 MICHELIN Star ที่เมือง La Spezia กับเชฟ Davide Raschi ต่อด้วยงานที่ห้องอาหาร Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris ของเชฟ Alain Ducasse ในราชรัฐโมนาโกทำให้เขาพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์เมนูอาหารชั้นเลิศได้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2002 เขาย้ายกลับมาร่วมงานกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star อีกครั้งที่ร้านอาหารประภาคาร Capo d’Orso ณ ชายฝั่งแถบ Amalfi และในปี 2003 เขายังได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Gualtiero Marchesi ที่ Albereta อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2005 เขาได้รับงานเป็น Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Il Piccolo Principe ในโรงแรม Grand Hotel Principe di Piemonte และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้เป็นร้านแรกของภูมิภาค Versilia ในปี 2008 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 และรางวัล 3 Forks จาก Gambero Rosso Italian Restaurant Guide ในปี 2021](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/09/538032935_1321781306272086_7310153225820190148_n.webp)
![🎗️ [THE PLACE] Grand Hotel Principe di Piemonte เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 ภายใต้ชื่อ Select Palace Hotel ตัวอาคารดั้งเดิมออกแบบโดยสถาปนิกชาว Florence นามว่า Giuseppe De Micheli และต่อมาโดย Ugo Giovannozzi จึงเรียกได้ว่าโรงแรมแห่งนี้มีสายเลือดทางสถาปัตยกรรมแบบ Tuscany แท้ ๆ และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค Belle Époque ของพื้นที่แถบ Italian Riviera นอกจากนี้โรงแรมแห่งนี้ยังดึงดูดของชนชั้นสูง นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล สมาชิกราชวงศ์ และเหล่าบุคคลสำคัญในแวดวงศิลปะและวัฒนธรรมมากมาย ลูกค้าในสมัยนั้นต่างเดินทางมาด้วยรถยนต์สุดหรูอย่างเช่น Bugatti และ Silver Ghost ขณะที่เรือเดินสมุทรก็พาชาวอเมริกันมาสัมผัสความงดงามของชายหาดทรายสีทองอันโด่งดังและบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ ในช่วงแรก ๆ โรงแรมแห่งนี้แสดงออกถึงความล้ำสมัยการติดตั้งโทรศัพท์ในห้องพักและมีบริการซักรีดอัตโนมัติ ต่อมาในปี 1930 โรงแรมได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Principe di Piemonte เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลี Umberto II แห่งราชวงศ์ซาวอย Grand Hotel Principe di Piemonte ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดในปี 2021 ไม่ว่าจะเป็นห้องพักและพื้นที่ต่าง ๆ ถูกออกแบบใหม่ให้มีความกว้างขวาง โปร่งสบาย และสะท้อนถึงหลักการความยั่งยืน พร้อมกับการผสมผสานฝีมือช่างศิลป์ชาว Tuscany ได้อย่างลงตัว](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/09/537370049_1321781419605408_3752147447445421521_n.webp)




![🎗️ [THE FOOD] เชฟ Giuseppe Mancino พัฒนาเทคนิคการปรุงอาหารอย่างต่อเนื่องจากการนำเสนออาหารรสชาติเข้มข้นแบบดั้งเดิมไปสู่อาหารเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นความประณีตและมีเทคนิคอันซับซ้อนโดยอาศัยอิทธิพลจากการเดินทางไปทวีปเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน ทุกจานมีความ Photogenic และมีการจัดวางแต่ละองค์ประกอบอย่างมีมิติ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Essential Green Menu (175 €) นำเสนออาหารมังสวิรัติมาทั้งหมด 7 คอร์ส ถัดมาคือ Menu The Classics (200 €) นำเสนอจานคลาสสิก 7 คอร์สที่สร้างชื่อให้กับห้องอาหารแห่งนี้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน สุดท้ายคือ Experience Menu (250 €) ที่รวมรวมอาหาร 9 จานที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ยังมีรายการ À La Carte ให้เลือกได้แบบ 2 Dishes (120 €) และ 3 Dishes (160 €) ซึ่งดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/09/536267353_1321781389605411_583384911076292538_n.webp)
![🎗️ [WHY GO] Il Piccolo Principe เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่สามารถมอบประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับเหล่านักชิมที่ตัดสินใจเลือกร้านนี้เป็นจุดแวะพัก ราคาที่ตั้งไว้จัดว่าคุ้มค่า รายการไวน์ทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากฝรั่งเศสมีความโดดเด่นและมีราคาที่จับต้องได้ พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเองในสไตล์อิตาลี](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/09/536267721_1321780756272141_4189170840199689081_n.webp)

