GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Grand Hôtel du Lion d'Or
1 MICHELIN Star

FranceGrand Hôtel du Lion d'Or · กรองด์ โฮเต็ล ดู ลียง ดอร์

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — 69 rue Georges-Clemenceau, Romorantin-Lanthenay, 41200, France

🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟที่ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาค Sologne ตัวร้านตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหราและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากจนสร้างความประทับใจกับเราได้อย่างมาก

🎗 [THE PLACE] Jean Gitton ผู้ดำรงตำแหน่งเป็น Lord of Montgiron และเพื่อนของเขาคือ King Francis I ตัดสินใจสร้างแมนชั่นสไตล์เรอเนสซองส์หลังนี้ขึ้นในปี 1540 ก่อนที่ Canon Nicolas Gitton จะขายตัวอาคารและที่ดินให้กับ Sir Pierre Boiffard ในปี 1774 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในช่วงระหว่างปี 1842 ถึง 1871 นาย Augustin, François และ Achille Fouque Lacroix ได้เปลี่ยนแปลงตัวโรงแรมให้กลายมาเป็น Grand Hôtel โดยการติดตั้งแก๊สในทุก ๆ ชั้น, ติดตั้งกระจกในห้องอาหาร และต่อเติมน้ำพุที่บริเวณคอร์ทยาร์ดด้านใน ต่อมาในปี 1961 คุณ Colette และ Alain Barrat เข้าซื้อกิจการและสานต่อการให้บริการระดับสูงก่อนที่ลูกสาวคือคุณ Marie-Christine และลูกเขยคือเชฟ Didier Clément จะรับไม้ต่อในปี 1980 โดยทั้งคู่ยังได้ปรับปรุงโรงแรมเพิ่มเติมอีกหลายจุดเช่นการต่อเติมระเบียงสไตล์ Napoleon III ในห้องฝั่ง Renaissance Wing หรือการวางองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นของโบราณ กระจก งานไม้ เข้าไปในหลาย ๆ จุด และด้วยตำแหน่งของโรงแรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Châteaux de la Loire หรือปราสาทแห่งลุ่มแม่น้ำ Loire ไม่ว่าจะเป็น Chambord, Chenonceau, Valencay, Cheverny, Chaumont และ Amboise ทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน สำหรับห้องอาหารประจำโรงแรมนั้นยังคงเป็นห้องเดิมที่เปิดทำการมาพร้อมกับโรงแรมในปี 1774 ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นหลายส่วนและกั้นออกจากกันด้วยประตูไม้สูงจากพื้นเกือบจรดเพดาน บนผนังเต็มไปด้วยกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนทำให้แต่ละส่วนแลดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น บนเพดานมีโคมแชนเดอเลียร์ห้อยระย้าลงมาส่องแสงสว่างให้กับพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงมื้อค่ำ

🎗 [THE CHEF] Didier Clément เกิดในปี 1955 ที่เมือง Blois โดยตัวเขามีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานอย่าง Jean Guinot และเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งเช่น Le Taillevent, Pavillon Ledoyen และ L'Oasis ต่อมาในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางกลับหรือยังแถบบ้านเกิดเพื่อดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับ Grand Hôtel du Lion d'Or และเริ่มต้นค้นคว้าวัตถุดิบและตำรับอาหารโบราณที่สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างเช่นการนำสมุนไพรที่ถูกลืมเช่น Rocambole, Angelica, Shepherd's Thyme กลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้เขายังนำ Grains of Paradise (Maniguette) ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ถูกลืมไปนานกว่า 50 ปีกลับมาใช้ในครัวฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1982 รวมไปถึงการเป็นผู้คิดค้น Tabac de Cuisine (“Kitchen Snuff”) ที่มีลักษณะเป็นผงซึ่งเตรียมขึ้นมาจากเห็ดกว่า 10 ชนิดอีกด้วย สำหรับงานด้านอื่น ๆ นั้นเขากับภรรยาคือคุณ Marie-Christine Clément ยังมีงานเขียนอีกมากมายจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของพื้นที่แถบ Sologne อย่างแท้จริง

🎗 [THE FOOD] ปัจจุบันเชฟ Didier Clément ในวัยเข้าใกล้ 70 ปียังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนออาหารในสไตล์โมเดิร์นตามที่เขาถนัดโดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นจากแถบ Sologne หรือมองให้กว้างออกไปคือพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำ Loire มาใช้ประกอบกันเป็น Tasting Menu ให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลองกัน สำหรับผู้ที่มาในช่วงกลางวันของวันธรรมดาสามารถเลือกชิมเมนูที่ใช้ชื่อว่า Taste of The Day (72 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สรวมกาแฟมาในราคาสุดคุ้มค่า ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นหรืออยากงอฝชิมเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่มีเมนูเด็ดประจำร้านรวมอยู่ด้วยสามารถเลือกชิม Menu Impressions (130 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างและ Menu Vagabonds (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างเช่นกัน ห้ามพลาดที่จะลิ้มลองไวน์ท้องถิ่นของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ซึ่งผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีในราคาเป็นมิตร ส่วนเมนูที่เราประทับใจในวันนี้คือ

✨ Frothy egg with Fresh Chanterelles

Green asparagus, Garlic Triquetrum

ไข่ไก่เสิร์ฟมากับโฟมที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกไก่ ภายในเต็มไปด้วยผักตามฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งเขียว ถั่ว แครอท และเห็ด Chanterelles คุณภาพสูง ด้านบนคือใบ Chénopode หรือใบ Goosefoots ให้อโรมาฉุนเฉพาะตัว ข้าง ๆ กันคือขนมปังท็อปด้วยเนยและผงเห็ดกว่า 10 ชนิด (16/20)

✨ Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian style

Contised thigh

Pigeon Farci เป็นคอร์สที่เชฟตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อรักษารสชาติของเนื้อนกในระหว่างการเตรียมอาหาร เชฟนำเครื่องเทศต่าง ๆ และกระเทียมอีกเล็กน้อยยัดไส้เอาไส้ตรงกลางระหว่างหนังและเนื้อ ข้าง ๆ กันคือผักเคียงต่าง ๆ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากนกและเครื่องเทศลงไปในจาน หลังจากที่เชฟใส่คอร์สนี้เข้าไว้ในสมุดเมนูเพียงไม่กี่อาทิตย์ภรรยาของเขาคือคุณ Marie-Christine Clément ได้พบบทความที่เขียนอธิบายถึงหลักฐานการมีอยู่ของเมนูที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและมีลักษณะคล้ายกันนี้ย้อนไปจนถึงสมัย 20 ปีก่อนคริสตกาลอันเป็นที่มาของชื่อสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านหรือก็คือนกพิราบที่เสิร์ฟมาในสไตล์ Babylon โบราณหรือแถบเมโสโปเตเมียนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอีกคอร์สย่อยคือส่วนขานกมาคู่กับผักและบีทรูทอีกด้วย (16/20)

✨ Candied Strawberries like Jam

Chiboust Cream, Iced Milk Cone

สตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นของภูมิภาค Sologne ที่เริ่มต้นการเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เชฟถอนก้านออกเพื่อให้สตรอว์เบอร์รี่มีความ Fruity จากนั้นนำไปหมักในน้ำไซรัป เชฟยังจับคู่มากับโคนกรอบ ข้าง ๆ กันคือสตรอว์เบอร์รี่ที่จับคู่กับ Chiboust Cream หอมมัน (16/20)

🎗 [WHY GO] Grand Hôtel du Lion d'Or เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Sologne ที่นำเสนอ Tasting Menu ซึ่งประกอบขึ้นจากวัตถุดิบชั้นยอด การบริการเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง พนักงานทุกคนสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้อย่างละเอียด สำหรับใครที่แวะมายังแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ก็สามารถแวะมาชิมกันได้เพราะตัวร้านเปิดทำการทั้งในช่วงกลางวันและเย็นรวมไปถึงวันอาทิตย์และจันทร์ซึ่งเป็นวันที่ห้องอาหารส่วนมากมักปิดทำการกันอีกด้วย

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 31 รูป

🇫🇷 Grand Hôtel du Lion d'Or - กรองด์ โฮเต็ล ดู ลียง ดอร์🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️ 16.5/20 Gault&Millau - 16.5/20 โก&มีโย🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Didier Clément - เชฟดิดิเยร์ เกลม็องต์
รูปที่ 1
🇫🇷 Grand Hôtel du Lion d'Or - กรองด์ โฮเต็ล ดู ลียง ดอร์🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน🏵️🏵️🏵️ 16.5/20 Gault&Millau - 16.5/20 โก&มีโย🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น👨🏻‍🍳 Chef Didier Clément - เชฟดิดิเยร์ เกลม็องต์
🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟที่ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาค Sologne ตัวร้านตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหราและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากจนสร้างความประทับใจกับเราได้อย่างมาก
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟที่ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาค Sologne ตัวร้านตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหราและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากจนสร้างความประทับใจกับเราได้อย่างมาก
Amuse-boucheแรดิชจากสวนของทางร้านเสิร์ฟมา 3 รูปแบบ ถัดมาตรงกลางคือซุปผักปวยเล้งจับคู่กับแผ่นกรอบ จากนั้นปิดท้ายด้วยลูกชิ้นที่ผสมเนื้อสับกับผักเข้าด้วยกัน (15/20)
รูปที่ 3
Amuse-boucheแรดิชจากสวนของทางร้านเสิร์ฟมา 3 รูปแบบ ถัดมาตรงกลางคือซุปผักปวยเล้งจับคู่กับแผ่นกรอบ จากนั้นปิดท้ายด้วยลูกชิ้นที่ผสมเนื้อสับกับผักเข้าด้วยกัน (15/20)
Bread and Butterจากนั้นเป็นขนมปังเสิร์ฟมากับเนยจืดและเนยเค็ม
รูปที่ 4
Bread and Butterจากนั้นเป็นขนมปังเสิร์ฟมากับเนยจืดและเนยเค็ม
Amuse-boucheถัดมาเป็นชาที่เตรียมมาจาก Bouleau ต้นเบิร์ชมีอโรมาเฉพาะตัว (15/20)
รูปที่ 5
Amuse-boucheถัดมาเป็นชาที่เตรียมมาจาก Bouleau ต้นเบิร์ชมีอโรมาเฉพาะตัว (15/20)
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneภูมิภาค Sologne ประกอบไปด้วยดินทรายจำนวนมากจึงเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งของประเทศฝรั่งเศสมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เชฟเสิร์ฟมาใน 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน (16/20)
รูปที่ 6
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneภูมิภาค Sologne ประกอบไปด้วยดินทรายจำนวนมากจึงเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งของประเทศฝรั่งเศสมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เชฟเสิร์ฟมาใน 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน (16/20)
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneในถ้วยแรกคือเจลลี่หน่อไม้ฝรั่งขาวท็อปด้วยซอร์เบท์หน่อไม้ฝรั่ง (16/20)
รูปที่ 7
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneในถ้วยแรกคือเจลลี่หน่อไม้ฝรั่งขาวท็อปด้วยซอร์เบท์หน่อไม้ฝรั่ง (16/20)
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneถัดมาคือหน่อไม้ฝรั่งขาวสดแล่เป็นชิ้นบางมาก ๆ จับคู่กับความสดชื่นของนมอัลมอนด์ที่ Infused ด้วยอโรมาของส้มและตะไคร้ (16/20)
รูปที่ 8
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneถัดมาคือหน่อไม้ฝรั่งขาวสดแล่เป็นชิ้นบางมาก ๆ จับคู่กับความสดชื่นของนมอัลมอนด์ที่ Infused ด้วยอโรมาของส้มและตะไคร้ (16/20)
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneจากนั้นค่อยปิดท้ายด้วยหน่อไม้ฝรั่งขาวย่างเสิร์ฟมาอุ่น ๆ กับ Sabayon ที่มีความครีมมี่และช่วยดึงรสชาติของหน่อไม้ฝรั่งขาวให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (16/20)
รูปที่ 9
Variation of White Asparagus from SologneIn Jelly, Asparagus Ice Cream with Musk ChervilRaw, Almond Milk & LemongrassRoasted, sparkling zabaglioneจากนั้นค่อยปิดท้ายด้วยหน่อไม้ฝรั่งขาวย่างเสิร์ฟมาอุ่น ๆ กับ Sabayon ที่มีความครีมมี่และช่วยดึงรสชาติของหน่อไม้ฝรั่งขาวให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (16/20)
Frothy egg with Fresh ChanterellesGreen asparagus, Garlic Triquetrumไข่ไก่เสิร์ฟมากับโฟมที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกไก่ ภายในเต็มไปด้วยผักตามฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งเขียว ถั่ว แครอท และเห็ด Chanterelles คุณภาพสูง ด้านบนคือใบ Chénopode หรือใบ Goosefoots ให้อโรมาฉุนเฉพาะตัว ข้าง ๆ กันคือขนมปังท็อปด้วยเนยและ Tabac de Cuisine หรือ Cooking Tabacco ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากผงเห็ดกว่า 10 ชนิด (16/20)
รูปที่ 10
Frothy egg with Fresh ChanterellesGreen asparagus, Garlic Triquetrumไข่ไก่เสิร์ฟมากับโฟมที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกไก่ ภายในเต็มไปด้วยผักตามฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งเขียว ถั่ว แครอท และเห็ด Chanterelles คุณภาพสูง ด้านบนคือใบ Chénopode หรือใบ Goosefoots ให้อโรมาฉุนเฉพาะตัว ข้าง ๆ กันคือขนมปังท็อปด้วยเนยและ Tabac de Cuisine หรือ Cooking Tabacco ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากผงเห็ดกว่า 10 ชนิด (16/20)
Turbot with Tarragon, Béarnaise lettuceMilk of Potatoesปลาเทอร์บอทชิ้นใหญ่จากทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส เชฟยังเสิร์ฟมากับผักต่าง ๆ หลากหลายเนื้อสัมผัสและซอสที่เตรียมมาจากทาร์รากอนให้อโรมาเฉพาะตัว ในถ้วยข้าง ๆ กันคือ Mashed Potato ที่เตรียมมาได้เนื้อสัมผัสเนียนละมุนลิ้น (15/20)
รูปที่ 11
Turbot with Tarragon, Béarnaise lettuceMilk of Potatoesปลาเทอร์บอทชิ้นใหญ่จากทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส เชฟยังเสิร์ฟมากับผักต่าง ๆ หลากหลายเนื้อสัมผัสและซอสที่เตรียมมาจากทาร์รากอนให้อโรมาเฉพาะตัว ในถ้วยข้าง ๆ กันคือ Mashed Potato ที่เตรียมมาได้เนื้อสัมผัสเนียนละมุนลิ้น (15/20)
Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian styleContised thighPigeon Farci เป็นคอร์สที่เชฟตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อรักษารสชาติของเนื้อนกในระหว่างการเตรียมอาหาร เชฟนำเครื่องเทศต่าง ๆ และกระเทียมอีกเล็กน้อยยัดไส้เอาไส้ตรงกลางระหว่างหนังและเนื้อ ข้าง ๆ กันคือผักเคียงต่าง ๆ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากนกและเครื่องเทศลงไปในจาน (16/20)
รูปที่ 12
Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian styleContised thighPigeon Farci เป็นคอร์สที่เชฟตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อรักษารสชาติของเนื้อนกในระหว่างการเตรียมอาหาร เชฟนำเครื่องเทศต่าง ๆ และกระเทียมอีกเล็กน้อยยัดไส้เอาไส้ตรงกลางระหว่างหนังและเนื้อ ข้าง ๆ กันคือผักเคียงต่าง ๆ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากนกและเครื่องเทศลงไปในจาน (16/20)
Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian styleContised thighหลังจากที่เชฟใส่คอร์สนี้เข้าไว้ในสมุดเมนูเพียงไม่กี่อาทิตย์ภรรยาของเขาคือคุณ Marie-Christine Clément ได้พบบทความที่เขียนอธิบายถึงหลักฐานการมีอยู่ของเมนูที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและมีลักษณะคล้ายกันนี้ย้อนไปจนถึงสมัย 20 ปีก่อนคริสตกาลอันเป็นที่มาของชื่อสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านหรือก็คือนกพิราบที่เสิร์ฟมาในสไตล์ Babylon โบราณหรือแถบเมโสโปเตเมียนั่นเอง (16/20)
รูปที่ 13
Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian styleContised thighหลังจากที่เชฟใส่คอร์สนี้เข้าไว้ในสมุดเมนูเพียงไม่กี่อาทิตย์ภรรยาของเขาคือคุณ Marie-Christine Clément ได้พบบทความที่เขียนอธิบายถึงหลักฐานการมีอยู่ของเมนูที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและมีลักษณะคล้ายกันนี้ย้อนไปจนถึงสมัย 20 ปีก่อนคริสตกาลอันเป็นที่มาของชื่อสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านหรือก็คือนกพิราบที่เสิร์ฟมาในสไตล์ Babylon โบราณหรือแถบเมโสโปเตเมียนั่นเอง (16/20)
Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian styleContised thighนอกจากนี้ยังมีอีกคอร์สย่อยคือส่วนขานกมาคู่กับผักและบีทรูทอีกด้วย (16/20)
รูปที่ 14
Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian styleContised thighนอกจากนี้ยังมีอีกคอร์สย่อยคือส่วนขานกมาคู่กับผักและบีทรูทอีกด้วย (16/20)
Local Farm cheesesก่อนเข้าของหวานพนักงานจะเสิร์ฟชีสท้องถิ่นมา 4 ชนิดคือ Cheffe de Faisselle, Selles-sur-Cher, Pont-l'Évêque และ Fourme d'Ambert
รูปที่ 15
Local Farm cheesesก่อนเข้าของหวานพนักงานจะเสิร์ฟชีสท้องถิ่นมา 4 ชนิดคือ Cheffe de Faisselle, Selles-sur-Cher, Pont-l'Évêque และ Fourme d'Ambert
Mignardisesล้างปากด้วยของหวานจิ๋วประกอบไปด้วย Snow Elderflower with Citrus Jelly, Caramel Tart with Walnut, Angelica Macaron, Lemon Tart, Chocolate with Coffee Opera และ Quince Jelly with Rose Water and Sugar Bread
รูปที่ 16
Mignardisesล้างปากด้วยของหวานจิ๋วประกอบไปด้วย Snow Elderflower with Citrus Jelly, Caramel Tart with Walnut, Angelica Macaron, Lemon Tart, Chocolate with Coffee Opera และ Quince Jelly with Rose Water and Sugar Bread
Rhubarb JellyGrenadine Milkshakeของหวานจานแรกคือ Rhubarb À la Française เสิร์ฟมาหลากหลายรูปแบบ ชิ้นรูบาร์บนุ่ม ๆ เสริมกันกับความละมุนของเจลลี่ ข้าง ๆ กันคือ Grenadine Milkshake หอม ๆ รสชาติละมุนคล้ายชานม (16/20)
รูปที่ 17
Rhubarb JellyGrenadine Milkshakeของหวานจานแรกคือ Rhubarb À la Française เสิร์ฟมาหลากหลายรูปแบบ ชิ้นรูบาร์บนุ่ม ๆ เสริมกันกับความละมุนของเจลลี่ ข้าง ๆ กันคือ Grenadine Milkshake หอม ๆ รสชาติละมุนคล้ายชานม (16/20)
Candied Strawberries like JamChiboust Cream, Iced Milk Coneสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นของภูมิภาค Sologne ที่เริ่มต้นการเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เชฟถอนก้านออกเพื่อให้สตรอว์เบอร์รี่มีความ Fruity จากนั้นนำไปหมักในน้ำไซรัป เชฟยังจับคู่มากับโคนกรอบ ข้าง ๆ กันคือสตรอว์เบอร์รี่ที่จับคู่กับ Chiboust Cream หอมมัน (16/20)
รูปที่ 18
Candied Strawberries like JamChiboust Cream, Iced Milk Coneสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นของภูมิภาค Sologne ที่เริ่มต้นการเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เชฟถอนก้านออกเพื่อให้สตรอว์เบอร์รี่มีความ Fruity จากนั้นนำไปหมักในน้ำไซรัป เชฟยังจับคู่มากับโคนกรอบ ข้าง ๆ กันคือสตรอว์เบอร์รี่ที่จับคู่กับ Chiboust Cream หอมมัน (16/20)
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 19
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 20
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 347 €
รูปที่ 21
💰 ราคา 347 €
🎗 [THE PLACE] Jean Gitton ผู้ดำรงตำแหน่งเป็น Lord of Montgiron และเพื่อนของเขาคือ King Francis I ตัดสินใจสร้างแมนชั่นสไตล์เรอเนสซองส์หลังนี้ขึ้นในปี 1540 ก่อนที่ Canon Nicolas Gitton จะขายตัวอาคารและที่ดินให้กับ Sir Pierre Boiffard ในปี 1774 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส
รูปที่ 22
🎗 [THE PLACE] Jean Gitton ผู้ดำรงตำแหน่งเป็น Lord of Montgiron และเพื่อนของเขาคือ King Francis I ตัดสินใจสร้างแมนชั่นสไตล์เรอเนสซองส์หลังนี้ขึ้นในปี 1540 ก่อนที่ Canon Nicolas Gitton จะขายตัวอาคารและที่ดินให้กับ Sir Pierre Boiffard ในปี 1774 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในช่วงระหว่างปี 1842 ถึง 1871 นาย Augustin, François และ Achille Fouque Lacroix ได้เปลี่ยนแปลงตัวโรงแรมให้กลายมาเป็น Grand Hôtel โดยการติดตั้งแก๊สในทุก ๆ ชั้น, ติดตั้งกระจกในห้องอาหาร และต่อเติมน้ำพุที่บริเวณคอร์ทยาร์ดด้านใน ต่อมาในปี 1961 คุณ Colette และ Alain Barrat เข้าซื้อกิจการและสานต่อการให้บริการระดับสูงก่อนที่ลูกสาวคือคุณ Marie-Christine และลูกเขยคือเชฟ Didier Clément จะรับไม้ต่อในปี 1980 โดยทั้งคู่ยังได้ปรับปรุงโรงแรมเพิ่มเติมอีกหลายจุดเช่นการต่อเติมระเบียงสไตล์ Napoleon III ในห้องฝั่ง Renaissance Wing หรือการวางองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นของโบราณ กระจก งานไม้ เข้าไปในหลาย ๆ จุด และด้วยตำแหน่งของโรงแรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Châteaux de la Loire หรือปราสาทแห่งลุ่มแม่น้ำ Loire ไม่ว่าจะเป็น Chambord, Chenonceau, Valencay, Cheverny, Chaumont และ Amboise ทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน
รูปที่ 23
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในช่วงระหว่างปี 1842 ถึง 1871 นาย Augustin, François และ Achille Fouque Lacroix ได้เปลี่ยนแปลงตัวโรงแรมให้กลายมาเป็น Grand Hôtel โดยการติดตั้งแก๊สในทุก ๆ ชั้น, ติดตั้งกระจกในห้องอาหาร และต่อเติมน้ำพุที่บริเวณคอร์ทยาร์ดด้านใน ต่อมาในปี 1961 คุณ Colette และ Alain Barrat เข้าซื้อกิจการและสานต่อการให้บริการระดับสูงก่อนที่ลูกสาวคือคุณ Marie-Christine และลูกเขยคือเชฟ Didier Clément จะรับไม้ต่อในปี 1980 โดยทั้งคู่ยังได้ปรับปรุงโรงแรมเพิ่มเติมอีกหลายจุดเช่นการต่อเติมระเบียงสไตล์ Napoleon III ในห้องฝั่ง Renaissance Wing หรือการวางองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นของโบราณ กระจก งานไม้ เข้าไปในหลาย ๆ จุด และด้วยตำแหน่งของโรงแรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Châteaux de la Loire หรือปราสาทแห่งลุ่มแม่น้ำ Loire ไม่ว่าจะเป็น Chambord, Chenonceau, Valencay, Cheverny, Chaumont และ Amboise ทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน
สำหรับห้องอาหารประจำโรงแรมนั้นยังคงเป็นห้องเดิมที่เปิดทำการมาพร้อมกับโรงแรมในปี 1774 ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา
รูปที่ 24
สำหรับห้องอาหารประจำโรงแรมนั้นยังคงเป็นห้องเดิมที่เปิดทำการมาพร้อมกับโรงแรมในปี 1774 ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา
ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นหลายส่วนและกั้นออกจากกันด้วยประตูไม้สูงจากพื้นเกือบจรดเพดาน
รูปที่ 25
ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นหลายส่วนและกั้นออกจากกันด้วยประตูไม้สูงจากพื้นเกือบจรดเพดาน
บนผนังเต็มไปด้วยกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนทำให้แต่ละส่วนแลดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
รูปที่ 26
บนผนังเต็มไปด้วยกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนทำให้แต่ละส่วนแลดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
บนเพดานมีโคมแชนเดอเลียร์ห้อยระย้าลงมาส่องแสงสว่างให้กับพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงมื้อค่ำ
รูปที่ 27
บนเพดานมีโคมแชนเดอเลียร์ห้อยระย้าลงมาส่องแสงสว่างให้กับพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงมื้อค่ำ
🎗 [THE CHEF] Didier Clément เกิดในปี 1955 ที่เมือง Blois โดยตัวเขามีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานอย่าง Jean Guinot และเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งเช่น Le Taillevent, Pavillon Ledoyen และ L'Oasis ต่อมาในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางกลับหรือยังแถบบ้านเกิดเพื่อดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับ Grand Hôtel du Lion d'Or และเริ่มต้นค้นคว้าวัตถุดิบและตำรับอาหารโบราณที่สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างเช่นการนำสมุนไพรที่ถูกลืมเช่น Rocambole, Angelica, Shepherd's Thyme กลับมาใช้ใหม่
รูปที่ 28
🎗 [THE CHEF] Didier Clément เกิดในปี 1955 ที่เมือง Blois โดยตัวเขามีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานอย่าง Jean Guinot และเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งเช่น Le Taillevent, Pavillon Ledoyen และ L'Oasis ต่อมาในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางกลับหรือยังแถบบ้านเกิดเพื่อดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับ Grand Hôtel du Lion d'Or และเริ่มต้นค้นคว้าวัตถุดิบและตำรับอาหารโบราณที่สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างเช่นการนำสมุนไพรที่ถูกลืมเช่น Rocambole, Angelica, Shepherd's Thyme กลับมาใช้ใหม่
นอกจากนี้เขายังนำ Grains of Paradise (Maniguette) ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ถูกลืมไปนานกว่า 50 ปีกลับมาใช้ในครัวฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1982 รวมไปถึงการเป็นผู้คิดค้น Tabac de Cuisine (“Kitchen Snuff”) ที่มีลักษณะเป็นผงซึ่งเตรียมขึ้นมาจากเห็ดกว่า 10 ชนิดอีกด้วย สำหรับงานด้านอื่น ๆ นั้นเขากับภรรยาคือคุณ Marie-Christine Clément ยังมีงานเขียนอีกมากมายจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของพื้นที่แถบ Sologne อย่างแท้จริง
รูปที่ 29
นอกจากนี้เขายังนำ Grains of Paradise (Maniguette) ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ถูกลืมไปนานกว่า 50 ปีกลับมาใช้ในครัวฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1982 รวมไปถึงการเป็นผู้คิดค้น Tabac de Cuisine (“Kitchen Snuff”) ที่มีลักษณะเป็นผงซึ่งเตรียมขึ้นมาจากเห็ดกว่า 10 ชนิดอีกด้วย สำหรับงานด้านอื่น ๆ นั้นเขากับภรรยาคือคุณ Marie-Christine Clément ยังมีงานเขียนอีกมากมายจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของพื้นที่แถบ Sologne อย่างแท้จริง
🎗 [THE FOOD] ปัจจุบันเชฟ Didier Clément ในวัยเข้าใกล้ 70 ปียังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนออาหารในสไตล์โมเดิร์นตามที่เขาถนัดโดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นจากแถบ Sologne หรือมองให้กว้างออกไปคือพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำ Loire มาใช้ประกอบกันเป็น Tasting Menu ให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลองกัน สำหรับผู้ที่มาในช่วงกลางวันของวันธรรมดาสามารถเลือกชิมเมนูที่ใช้ชื่อว่า Taste of The Day (72 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สรวมกาแฟมาในราคาสุดคุ้มค่า ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นหรืออยากงอฝชิมเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่มีเมนูเด็ดประจำร้านรวมอยู่ด้วยสามารถเลือกชิม Menu Impressions (130 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างและ Menu Vagabonds (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างเช่นกัน ห้ามพลาดที่จะลิ้มลองไวน์ท้องถิ่นของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ซึ่งผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีในราคาเป็นมิตร
รูปที่ 30
🎗 [THE FOOD] ปัจจุบันเชฟ Didier Clément ในวัยเข้าใกล้ 70 ปียังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนออาหารในสไตล์โมเดิร์นตามที่เขาถนัดโดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นจากแถบ Sologne หรือมองให้กว้างออกไปคือพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำ Loire มาใช้ประกอบกันเป็น Tasting Menu ให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลองกัน สำหรับผู้ที่มาในช่วงกลางวันของวันธรรมดาสามารถเลือกชิมเมนูที่ใช้ชื่อว่า Taste of The Day (72 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สรวมกาแฟมาในราคาสุดคุ้มค่า ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นหรืออยากงอฝชิมเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่มีเมนูเด็ดประจำร้านรวมอยู่ด้วยสามารถเลือกชิม Menu Impressions (130 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างและ Menu Vagabonds (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างเช่นกัน ห้ามพลาดที่จะลิ้มลองไวน์ท้องถิ่นของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ซึ่งผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีในราคาเป็นมิตร
🎗 [WHY GO] Grand Hôtel du Lion d'Or เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Sologne ที่นำเสนอ Tasting Menu ซึ่งประกอบขึ้นจากวัตถุดิบชั้นยอด การบริการเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง พนักงานทุกคนสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้อย่างละเอียด สำหรับใครที่แวะมายังแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ก็สามารถแวะมาชิมกันได้เพราะตัวร้านเปิดทำการทั้งในช่วงกลางวันและเย็นรวมไปถึงวันอาทิตย์และจันทร์ซึ่งเป็นวันที่ห้องอาหารส่วนมากมักปิดทำการกันอีกด้วย
รูปที่ 31
🎗 [WHY GO] Grand Hôtel du Lion d'Or เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Sologne ที่นำเสนอ Tasting Menu ซึ่งประกอบขึ้นจากวัตถุดิบชั้นยอด การบริการเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง พนักงานทุกคนสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้อย่างละเอียด สำหรับใครที่แวะมายังแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ก็สามารถแวะมาชิมกันได้เพราะตัวร้านเปิดทำการทั้งในช่วงกลางวันและเย็นรวมไปถึงวันอาทิตย์และจันทร์ซึ่งเป็นวันที่ห้องอาหารส่วนมากมักปิดทำการกันอีกด้วย