
Grand Hôtel du Lion d'Or · กรองด์ โฮเต็ล ดู ลียง ดอร์
Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — 69 rue Georges-Clemenceau, Romorantin-Lanthenay, 41200, France
🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟที่ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาค Sologne ตัวร้านตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหราและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากจนสร้างความประทับใจกับเราได้อย่างมาก
🎗 [THE PLACE] Jean Gitton ผู้ดำรงตำแหน่งเป็น Lord of Montgiron และเพื่อนของเขาคือ King Francis I ตัดสินใจสร้างแมนชั่นสไตล์เรอเนสซองส์หลังนี้ขึ้นในปี 1540 ก่อนที่ Canon Nicolas Gitton จะขายตัวอาคารและที่ดินให้กับ Sir Pierre Boiffard ในปี 1774 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในช่วงระหว่างปี 1842 ถึง 1871 นาย Augustin, François และ Achille Fouque Lacroix ได้เปลี่ยนแปลงตัวโรงแรมให้กลายมาเป็น Grand Hôtel โดยการติดตั้งแก๊สในทุก ๆ ชั้น, ติดตั้งกระจกในห้องอาหาร และต่อเติมน้ำพุที่บริเวณคอร์ทยาร์ดด้านใน ต่อมาในปี 1961 คุณ Colette และ Alain Barrat เข้าซื้อกิจการและสานต่อการให้บริการระดับสูงก่อนที่ลูกสาวคือคุณ Marie-Christine และลูกเขยคือเชฟ Didier Clément จะรับไม้ต่อในปี 1980 โดยทั้งคู่ยังได้ปรับปรุงโรงแรมเพิ่มเติมอีกหลายจุดเช่นการต่อเติมระเบียงสไตล์ Napoleon III ในห้องฝั่ง Renaissance Wing หรือการวางองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นของโบราณ กระจก งานไม้ เข้าไปในหลาย ๆ จุด และด้วยตำแหน่งของโรงแรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Châteaux de la Loire หรือปราสาทแห่งลุ่มแม่น้ำ Loire ไม่ว่าจะเป็น Chambord, Chenonceau, Valencay, Cheverny, Chaumont และ Amboise ทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน สำหรับห้องอาหารประจำโรงแรมนั้นยังคงเป็นห้องเดิมที่เปิดทำการมาพร้อมกับโรงแรมในปี 1774 ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา ห้องรับประทานอาหารหลักแบ่งออกเป็นหลายส่วนและกั้นออกจากกันด้วยประตูไม้สูงจากพื้นเกือบจรดเพดาน บนผนังเต็มไปด้วยกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนทำให้แต่ละส่วนแลดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น บนเพดานมีโคมแชนเดอเลียร์ห้อยระย้าลงมาส่องแสงสว่างให้กับพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงมื้อค่ำ
🎗 [THE CHEF] Didier Clément เกิดในปี 1955 ที่เมือง Blois โดยตัวเขามีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานอย่าง Jean Guinot และเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งเช่น Le Taillevent, Pavillon Ledoyen และ L'Oasis ต่อมาในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางกลับหรือยังแถบบ้านเกิดเพื่อดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับ Grand Hôtel du Lion d'Or และเริ่มต้นค้นคว้าวัตถุดิบและตำรับอาหารโบราณที่สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างเช่นการนำสมุนไพรที่ถูกลืมเช่น Rocambole, Angelica, Shepherd's Thyme กลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้เขายังนำ Grains of Paradise (Maniguette) ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ถูกลืมไปนานกว่า 50 ปีกลับมาใช้ในครัวฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1982 รวมไปถึงการเป็นผู้คิดค้น Tabac de Cuisine (“Kitchen Snuff”) ที่มีลักษณะเป็นผงซึ่งเตรียมขึ้นมาจากเห็ดกว่า 10 ชนิดอีกด้วย สำหรับงานด้านอื่น ๆ นั้นเขากับภรรยาคือคุณ Marie-Christine Clément ยังมีงานเขียนอีกมากมายจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของพื้นที่แถบ Sologne อย่างแท้จริง
🎗 [THE FOOD] ปัจจุบันเชฟ Didier Clément ในวัยเข้าใกล้ 70 ปียังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนออาหารในสไตล์โมเดิร์นตามที่เขาถนัดโดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นจากแถบ Sologne หรือมองให้กว้างออกไปคือพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำ Loire มาใช้ประกอบกันเป็น Tasting Menu ให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลองกัน สำหรับผู้ที่มาในช่วงกลางวันของวันธรรมดาสามารถเลือกชิมเมนูที่ใช้ชื่อว่า Taste of The Day (72 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สรวมกาแฟมาในราคาสุดคุ้มค่า ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นหรืออยากงอฝชิมเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่มีเมนูเด็ดประจำร้านรวมอยู่ด้วยสามารถเลือกชิม Menu Impressions (130 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างและ Menu Vagabonds (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างเช่นกัน ห้ามพลาดที่จะลิ้มลองไวน์ท้องถิ่นของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ซึ่งผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีในราคาเป็นมิตร ส่วนเมนูที่เราประทับใจในวันนี้คือ
✨ Frothy egg with Fresh Chanterelles
Green asparagus, Garlic Triquetrum
ไข่ไก่เสิร์ฟมากับโฟมที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกไก่ ภายในเต็มไปด้วยผักตามฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งเขียว ถั่ว แครอท และเห็ด Chanterelles คุณภาพสูง ด้านบนคือใบ Chénopode หรือใบ Goosefoots ให้อโรมาฉุนเฉพาะตัว ข้าง ๆ กันคือขนมปังท็อปด้วยเนยและผงเห็ดกว่า 10 ชนิด (16/20)
✨ Pigeon stuffed between Flesh and Skin, Babylonian style
Contised thigh
Pigeon Farci เป็นคอร์สที่เชฟตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อรักษารสชาติของเนื้อนกในระหว่างการเตรียมอาหาร เชฟนำเครื่องเทศต่าง ๆ และกระเทียมอีกเล็กน้อยยัดไส้เอาไส้ตรงกลางระหว่างหนังและเนื้อ ข้าง ๆ กันคือผักเคียงต่าง ๆ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากนกและเครื่องเทศลงไปในจาน หลังจากที่เชฟใส่คอร์สนี้เข้าไว้ในสมุดเมนูเพียงไม่กี่อาทิตย์ภรรยาของเขาคือคุณ Marie-Christine Clément ได้พบบทความที่เขียนอธิบายถึงหลักฐานการมีอยู่ของเมนูที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและมีลักษณะคล้ายกันนี้ย้อนไปจนถึงสมัย 20 ปีก่อนคริสตกาลอันเป็นที่มาของชื่อสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านหรือก็คือนกพิราบที่เสิร์ฟมาในสไตล์ Babylon โบราณหรือแถบเมโสโปเตเมียนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอีกคอร์สย่อยคือส่วนขานกมาคู่กับผักและบีทรูทอีกด้วย (16/20)
✨ Candied Strawberries like Jam
Chiboust Cream, Iced Milk Cone
สตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นของภูมิภาค Sologne ที่เริ่มต้นการเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เชฟถอนก้านออกเพื่อให้สตรอว์เบอร์รี่มีความ Fruity จากนั้นนำไปหมักในน้ำไซรัป เชฟยังจับคู่มากับโคนกรอบ ข้าง ๆ กันคือสตรอว์เบอร์รี่ที่จับคู่กับ Chiboust Cream หอมมัน (16/20)
🎗 [WHY GO] Grand Hôtel du Lion d'Or เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Sologne ที่นำเสนอ Tasting Menu ซึ่งประกอบขึ้นจากวัตถุดิบชั้นยอด การบริการเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง พนักงานทุกคนสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้อย่างละเอียด สำหรับใครที่แวะมายังแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ก็สามารถแวะมาชิมกันได้เพราะตัวร้านเปิดทำการทั้งในช่วงกลางวันและเย็นรวมไปถึงวันอาทิตย์และจันทร์ซึ่งเป็นวันที่ห้องอาหารส่วนมากมักปิดทำการกันอีกด้วย
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 31 รูป

![🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟที่ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาค Sologne ตัวร้านตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหราและมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากจนสร้างความประทับใจกับเราได้อย่างมาก](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/10/463617559_1090696459380573_4141032764837099492_n.webp)



















![🎗 [THE PLACE] Jean Gitton ผู้ดำรงตำแหน่งเป็น Lord of Montgiron และเพื่อนของเขาคือ King Francis I ตัดสินใจสร้างแมนชั่นสไตล์เรอเนสซองส์หลังนี้ขึ้นในปี 1540 ก่อนที่ Canon Nicolas Gitton จะขายตัวอาคารและที่ดินให้กับ Sir Pierre Boiffard ในปี 1774 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/10/463487415_1090695816047304_6401704434731064134_n.webp)





![🎗 [THE CHEF] Didier Clément เกิดในปี 1955 ที่เมือง Blois โดยตัวเขามีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานอย่าง Jean Guinot และเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งเช่น Le Taillevent, Pavillon Ledoyen และ L'Oasis ต่อมาในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางกลับหรือยังแถบบ้านเกิดเพื่อดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับ Grand Hôtel du Lion d'Or และเริ่มต้นค้นคว้าวัตถุดิบและตำรับอาหารโบราณที่สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างเช่นการนำสมุนไพรที่ถูกลืมเช่น Rocambole, Angelica, Shepherd's Thyme กลับมาใช้ใหม่](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/10/463458802_1090696672713885_2677295383617417105_n.webp)

![🎗 [THE FOOD] ปัจจุบันเชฟ Didier Clément ในวัยเข้าใกล้ 70 ปียังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนออาหารในสไตล์โมเดิร์นตามที่เขาถนัดโดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นจากแถบ Sologne หรือมองให้กว้างออกไปคือพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำ Loire มาใช้ประกอบกันเป็น Tasting Menu ให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลองกัน สำหรับผู้ที่มาในช่วงกลางวันของวันธรรมดาสามารถเลือกชิมเมนูที่ใช้ชื่อว่า Taste of The Day (72 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สรวมกาแฟมาในราคาสุดคุ้มค่า ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นหรืออยากงอฝชิมเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่มีเมนูเด็ดประจำร้านรวมอยู่ด้วยสามารถเลือกชิม Menu Impressions (130 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างและ Menu Vagabonds (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สต่อด้วยชีสรวมไปถึงขนมหวานอีก 2 อย่างเช่นกัน ห้ามพลาดที่จะลิ้มลองไวน์ท้องถิ่นของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ซึ่งผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีในราคาเป็นมิตร](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/10/463385417_1090691286047757_7820702071411129270_n.webp)
![🎗 [WHY GO] Grand Hôtel du Lion d'Or เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Sologne ที่นำเสนอ Tasting Menu ซึ่งประกอบขึ้นจากวัตถุดิบชั้นยอด การบริการเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง พนักงานทุกคนสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้อย่างละเอียด สำหรับใครที่แวะมายังแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ก็สามารถแวะมาชิมกันได้เพราะตัวร้านเปิดทำการทั้งในช่วงกลางวันและเย็นรวมไปถึงวันอาทิตย์และจันทร์ซึ่งเป็นวันที่ห้องอาหารส่วนมากมักปิดทำการกันอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/10/463482421_1090696639380555_6040820628213019733_n.webp)
