GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Glam Enrico Bartolini
2 MICHELIN Stars

ItalyGlam Enrico Bartolini · แกลม เอ็นรีโก บาร์โตลินี

Creative, Contemporary · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย — calle Tron, sestiere Santa Croce 1961, Venice, 30135, Italy

🎗️ [INTRO] Enrico Bartolini เป็นเชฟผู้มีส่วนร่วมในการควบคุมห้องอาหารระดับ MICHELIN Star มากที่สุดในประเทศอิตาลี เขาได้เปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองในหลากหลายภูมิภาคตั้งแต่เหนือจรดใต้โดยมี Head Chef มากความสามารถรังสรรค์เมนูที่มีความโดดเด่นและไม่ซ้ำใครโดยใช้แนวคิดของอาหารท้องถิ่นจากภูมิภาคนั้น ๆ

🎗️ [THE PLACE] Palazzo Venart Luxury Hotel เป็นโรงแรมขนาด 18 ห้องที่การันตีด้วยรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ในนคร Venice ตัวโรงแรมควบคุมโดย LDC Hotels Group โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่บน Grand Canal ของย่าน Santa Croce ตัวอาคารปรับปรุงมาจาก Palazzo เก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงสมัยศตวรรษที่ 15 ก่อนจะเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2016 โดยผสมผสานคำว่า Venice และ Art ออกมาเป็นคำว่า Venart ห้องรับประทานอาหารหลักกั้นด้วยกระจกใสมองออกเห็นพื้นที่สวนที่เต็มไปด้วยต้นแมกโนเลียช่วยสร้างความร่มรื่นให้กับผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน นอกจากนี้ยังมีคอร์ทยาร์ดที่เชื่อมต่อกันกับ Grand Canal ได้โดยตรงอีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Glam Enrico Bartolini นั้นควบคุมโดยเชฟ Donato Ascani เขาเป็นชาวเมือง Fiuggi และยังเคยผ่านงานในห้องอาหารหลายแห่งเช่น Antica Pesa (Selected by MICHELIN Guide) รวมไปถึงระดับสูงอย่าง Piazza Duomo (3 MICHELIN Stars) อีกด้วย

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Enrico Bartolini และเชฟ Donato Ascani ได้หยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Venice และแนวคิดของอาหารอิตาลีสไตล์เวนิสมาผสมผสานกับวัตถุดิบจากแถบ Tuscany ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟทั้งคู่เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูใหม่ที่มีความร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Art, Garden And Lagoon (250 €) นำเสนอเมนูลายเซ็นต์และเมนูตามฤดูกาลมาผสมผสานกันไว้อย่างกลมกลืนจำนวน 8 คอร์ส ถัดมาคือ Glam Classics (280 €) ที่ได้รวบรวมเมนูลายเซ็นต์ประจำร้านทั้งหมดนำเสนอมาที่จำนวน 10 คอร์ส ส่วนรายการแบบ À La Carte ที่นำเสนอมาจำนวน 3 จานที่ราคา 180 € นั้นดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก รายการไวน์โดดเด่นไปด้วยไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Veneto, Fruili-Venezia Giulia และ Trentino-Alto Adige ภายใต้ราคาที่เหมาะสม เราประทับใจเมนูเด็ดอย่างเช่น

✨ SAND SMELT AND SAUCES

คอร์สนี้เป็น Signature Dish ที่ผสมผสานวัตถุดิบจาก Tuscany บ้านเกิดของเชฟเข้ากันกับวัตถุดิบท้องถิ่นของ Venice ได้อย่างลงตัว องค์ประกอบหลักคือปลา Acquadelle ขนาดเล็กที่จับจากแถบ Venice ทอดในสไตล์เทมปุระจนกรอบเคี้ยวได้ทั้งตัว ชิ้นที่มีสีแดงได้สีมาจาก Peperone di Senise หรือพริกหวานจากตอนกลางของประเทศอิตาลี ชิ้นสีดำได้สีมาจากดีหมึก เชฟยังจับคู่มากับเจลหลายชนิดคือเจลสีใสเตรีบมมาจากน้ำส้มสายชูและเลมอนช่วยสร้างความสดชื่น เจลสีเหลืองคือเลมอน เจลสีแดงคือซอส Ponzu ผสมกันกับ Soy Sauce และเจลสีดำเตรียมมาจากดีหมึก นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรสดจากคุ้งน้ำและกลีบดอกไม้นานาชนิดสำหรับสร้างรสชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคำ (16/20)

✨ CHARGRILLED CUTTLEFISH

สุดยอด Signature Dish ประจำร้านคือหมึกกระดองที่ผ่านการย่างจนสุกและรมควันออกมาได้อย่างไร้ที่ติสังเกตจากเนื้อสัมผัสที่มีความนุ่มและเด้งไปพร้อม ๆ กันโดยไร้ซึ่งความเหนียว ซอสสีขาวรอบ ๆ เตรียมมาจากไข่หมึกให้ความครีมมี่ ส่วนซอสสีเข้มเตรียมมาจากดีหมึก นอกจากนี้จานที่ใช้เสิร์ฟคอร์สนี้ยังได้มาจาก Geminiano Cozzi ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเซรามิคที่มีชื่อเสียงที่สุดของนคร Venice อีกด้วย (18/20)

✨ CARAMEL, MUSHROOMS AND TRUFFLE

ของหวานจานหลักที่เตรียมออกมาได้อย่างสร้างสรรค์คือการผสมผสานรสชาติของเห็ดพอร์ชินี เห็ดทรัฟเฟิล และคาราเมลเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว (18/20)

🎗️ [WHY GO] Glam Enrico Bartolini เป็นห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในแคว้น Veneto โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars เพียงแห่งเดียวบนเกาะ Venice ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงและอาจต้องใช้การตีความที่ค่อนข้างมากในบางจาน พนักงานบริการดีตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตามตัวร้านยังสามารถทำการจองได้ไม่ยากนักทำให้ผู้ที่มองหาร้านอาหารระดับสูงสามารถแวะมาชิมกันได้โดนไม่ต้องวางแผนล่วงหน้านั่นเอง

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 41 รูป

🇮🇹 Glam Enrico Bartolini - แกลม เอ็นรีโก บาร์โตลินี🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🍴 Creative, Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Enrico Bartolini & Chef Donato Ascani - เชฟเอ็นรีโก บาร์โตลินี & เชฟโดนาโต อัสคานี
รูปที่ 1
🇮🇹 Glam Enrico Bartolini - แกลม เอ็นรีโก บาร์โตลินี🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🍴 Creative, Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Enrico Bartolini & Chef Donato Ascani - เชฟเอ็นรีโก บาร์โตลินี & เชฟโดนาโต อัสคานี
🎗️ [INTRO] Enrico Bartolini เป็นเชฟผู้มีส่วนร่วมในการควบคุมห้องอาหารระดับ MICHELIN Star มากที่สุดในประเทศอิตาลี เขาได้เปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองในหลากหลายภูมิภาคตั้งแต่เหนือจรดใต้โดยมี Head Chef มากความสามารถรังสรรค์เมนูที่มีความโดดเด่นและไม่ซ้ำใครโดยใช้แนวคิดของอาหารท้องถิ่นจากภูมิภาคนั้น ๆ
รูปที่ 2
🎗️ [INTRO] Enrico Bartolini เป็นเชฟผู้มีส่วนร่วมในการควบคุมห้องอาหารระดับ MICHELIN Star มากที่สุดในประเทศอิตาลี เขาได้เปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองในหลากหลายภูมิภาคตั้งแต่เหนือจรดใต้โดยมี Head Chef มากความสามารถรังสรรค์เมนูที่มีความโดดเด่นและไม่ซ้ำใครโดยใช้แนวคิดของอาหารท้องถิ่นจากภูมิภาคนั้น ๆ
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREของว่างเรียกน้ำย่อยชุดแรกเริ่มต้นด้วย Egg ที่มีรสชาติของไข่ผสมกันกับไข่ปลาแห้ง Bottarga เชฟปรุงรสด้วย Chili Pepper และมะนาว (17/20)
รูปที่ 3
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREของว่างเรียกน้ำย่อยชุดแรกเริ่มต้นด้วย Egg ที่มีรสชาติของไข่ผสมกันกับไข่ปลาแห้ง Bottarga เชฟปรุงรสด้วย Chili Pepper และมะนาว (17/20)
A BLEND OF TASTES AND TEXTURERostro หรือส่วนหน้าของเรือกอนโดลาเตรียมมาจากดีหมึก ชีสพาเมซาน และไข่ปลาแฮร์ริง (17/20)
รูปที่ 4
A BLEND OF TASTES AND TEXTURERostro หรือส่วนหน้าของเรือกอนโดลาเตรียมมาจากดีหมึก ชีสพาเมซาน และไข่ปลาแฮร์ริง (17/20)
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREแผ่นกรอบสีทองเสิร์ฟมาในกอของโรสแมรี ด้านในบรรจุ Chicken Liver หรือตับไก่ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวไม่คาวจนเกินไปและให้รสชาติหวานพอเหมาะ เมื่อแรกชิมจะชวนให้เรานึกถึงเมนูขึ้นชื่อของอาหารอิตาลีสไตล์เวนิสอย่าง Fegato alla Veneziana แต่เปลี่ยนจากตับเป็ดมาใช้ตับไก่แทนนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 5
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREแผ่นกรอบสีทองเสิร์ฟมาในกอของโรสแมรี ด้านในบรรจุ Chicken Liver หรือตับไก่ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวไม่คาวจนเกินไปและให้รสชาติหวานพอเหมาะ เมื่อแรกชิมจะชวนให้เรานึกถึงเมนูขึ้นชื่อของอาหารอิตาลีสไตล์เวนิสอย่าง Fegato alla Veneziana แต่เปลี่ยนจากตับเป็ดมาใช้ตับไก่แทนนั่นเอง (17/20)
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREจากนั้นจบด้วย Pillow กรอบ ๆ ภายในบรรจุองค์ประกอบแครอทที่หมักกับน้ำส้มสายชูและไวน์ในสไตล์ของ Carpione (17/20)
รูปที่ 6
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREจากนั้นจบด้วย Pillow กรอบ ๆ ภายในบรรจุองค์ประกอบแครอทที่หมักกับน้ำส้มสายชูและไวน์ในสไตล์ของ Carpione (17/20)
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREของว่างเรียกน้ำย่อยชุดถัดมาเริ่มต้นด้วย Cuttlefish Tagliatella หรือเส้น Tagliatella ที่เตรียมมาจากเนื้อหมึกกระดองแล่เป็นเส้นยาว ๆ เชฟผสมผสานรสชาติของอาร์ติโชคและความเค็มของไข่ปลาแฮร์ริงลงไปด้วย (17/20)
รูปที่ 7
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREของว่างเรียกน้ำย่อยชุดถัดมาเริ่มต้นด้วย Cuttlefish Tagliatella หรือเส้น Tagliatella ที่เตรียมมาจากเนื้อหมึกกระดองแล่เป็นเส้นยาว ๆ เชฟผสมผสานรสชาติของอาร์ติโชคและความเค็มของไข่ปลาแฮร์ริงลงไปด้วย (17/20)
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREถัดมาคือปลาเนื้อขาวให้เนื้อสัมผัสที่สู้ฟันเบา ๆ เสิร์ฟมากับ Tartare ของพริกหวานให้อโรมาเฉพาะตัว (17/20)
รูปที่ 8
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREถัดมาคือปลาเนื้อขาวให้เนื้อสัมผัสที่สู้ฟันเบา ๆ เสิร์ฟมากับ Tartare ของพริกหวานให้อโรมาเฉพาะตัว (17/20)
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREBrussels Sprouts มีความกรอบและรสขมเฉพาะตัว เชฟบาลานซ์ด้วยความละมุนของซอสสีขาวที่เตรียมมาจาก Pecorino Cheese และหอยลายอิตาลี (17/20)
รูปที่ 9
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREBrussels Sprouts มีความกรอบและรสขมเฉพาะตัว เชฟบาลานซ์ด้วยความละมุนของซอสสีขาวที่เตรียมมาจาก Pecorino Cheese และหอยลายอิตาลี (17/20)
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREจากนั้นจบด้วยซุปที่เตรียมมาจากผักที่ปลูกบนเกาะ Sant’Erasmo หรือเกาะดินทรายที่ได้รับสมญานามว่า Vegetable Garden of Venice เชฟตัดด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของเครื่องเทศจากประเทศโมรอคโคที่มีชื่อว่า Ras el Hanout (رأس الحانوت) นั่นเอง (17/20)
รูปที่ 10
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREจากนั้นจบด้วยซุปที่เตรียมมาจากผักที่ปลูกบนเกาะ Sant’Erasmo หรือเกาะดินทรายที่ได้รับสมญานามว่า Vegetable Garden of Venice เชฟตัดด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของเครื่องเทศจากประเทศโมรอคโคที่มีชื่อว่า Ras el Hanout (رأس الحانوت) นั่นเอง (17/20)
FOCACCIAขนมปัง Focaccia ให้เนื้อสัมผัสที่ดีงามไร้ที่ติ
รูปที่ 11
FOCACCIAขนมปัง Focaccia ให้เนื้อสัมผัสที่ดีงามไร้ที่ติ
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREของว่างเรียกน้ำย่อยอย่างสุดท้ายคือ Double Cooked Bun หรือซาลาเปาที่ผ่านการปรุง 2 ครั้งคือการนึ่งและทอดมาแบบไม่อมน้ำมัน ตรงกลางบรรจุเนื้อปลา Sea Bass ที่ผ่านการหมักกับซอส Ponzu และ Soy Sauce จากนั้นเสริมด้วยความอุมามิของแผ่นสาหร่าย Nori (17/20)
รูปที่ 12
A BLEND OF TASTES AND TEXTUREของว่างเรียกน้ำย่อยอย่างสุดท้ายคือ Double Cooked Bun หรือซาลาเปาที่ผ่านการปรุง 2 ครั้งคือการนึ่งและทอดมาแบบไม่อมน้ำมัน ตรงกลางบรรจุเนื้อปลา Sea Bass ที่ผ่านการหมักกับซอส Ponzu และ Soy Sauce จากนั้นเสริมด้วยความอุมามิของแผ่นสาหร่าย Nori (17/20)
SAND SMELT AND SAUCESคอร์สนี้เป็น Signature Dish ที่ผสมผสานวัตถุดิบจาก Tuscany บ้านเกิดของเชฟเข้ากันกับวัตถุดิบท้องถิ่นของ Venice ได้อย่างลงตัว องค์ประกอบหลักคือปลา Acquadelle ขนาดเล็กที่จับจากแถบ Venice ทอดในสไตล์เทมปุระจนกรอบเคี้ยวได้ทั้งตัว ชิ้นที่มีสีแดงได้สีมาจาก Peperone di Senise หรือพริกหวานจากตอนกลางของประเทศอิตาลี ชิ้นสีดำได้สีมาจากดีหมึก (16/20)
รูปที่ 13
SAND SMELT AND SAUCESคอร์สนี้เป็น Signature Dish ที่ผสมผสานวัตถุดิบจาก Tuscany บ้านเกิดของเชฟเข้ากันกับวัตถุดิบท้องถิ่นของ Venice ได้อย่างลงตัว องค์ประกอบหลักคือปลา Acquadelle ขนาดเล็กที่จับจากแถบ Venice ทอดในสไตล์เทมปุระจนกรอบเคี้ยวได้ทั้งตัว ชิ้นที่มีสีแดงได้สีมาจาก Peperone di Senise หรือพริกหวานจากตอนกลางของประเทศอิตาลี ชิ้นสีดำได้สีมาจากดีหมึก (16/20)
SAND SMELT AND SAUCESเชฟยังจับคู่มากับเจลหลายชนิดคือเจลสีใสเตรีบมมาจากน้ำส้มสายชูและเลมอนช่วยสร้างความสดชื่น เจลสีเหลืองคือเลมอน เจลสีแดงคือซอส Ponzu ผสมกันกับ Soy Sauce และเจลสีดำเตรียมมาจากดีหมึก นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรสดจากคุ้งน้ำและกลีบดอกไม้นานาชนิดสำหรับสร้างรสชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคำ (16/20)
รูปที่ 14
SAND SMELT AND SAUCESเชฟยังจับคู่มากับเจลหลายชนิดคือเจลสีใสเตรีบมมาจากน้ำส้มสายชูและเลมอนช่วยสร้างความสดชื่น เจลสีเหลืองคือเลมอน เจลสีแดงคือซอส Ponzu ผสมกันกับ Soy Sauce และเจลสีดำเตรียมมาจากดีหมึก นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรสดจากคุ้งน้ำและกลีบดอกไม้นานาชนิดสำหรับสร้างรสชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคำ (16/20)
CARDOON, VIN JEUNETristle หรือคาดูนเป็นพืชเป็นพืชที่คล้ายกันกับอาร์ติโชคโดยเชฟจะเลือกก้านส่วนหนามาใช้ประกอบอาหารให้ความสู้ฟันแต่ไม่เหนียวตัดกันกับความกรอบของถั่วฮาเซลนัท เชฟจับคู่กับ Earthy Flavour ที่ได้จากเห็ดดิบ ด้านบนท็อปด้วยทรัฟเฟิล ส่วนซอสรอบ ๆ เตรียมมาจาก Vin Jeune นั่นเอง (16/20)
รูปที่ 15
CARDOON, VIN JEUNETristle หรือคาดูนเป็นพืชเป็นพืชที่คล้ายกันกับอาร์ติโชคโดยเชฟจะเลือกก้านส่วนหนามาใช้ประกอบอาหารให้ความสู้ฟันแต่ไม่เหนียวตัดกันกับความกรอบของถั่วฮาเซลนัท เชฟจับคู่กับ Earthy Flavour ที่ได้จากเห็ดดิบ ด้านบนท็อปด้วยทรัฟเฟิล ส่วนซอสรอบ ๆ เตรียมมาจาก Vin Jeune นั่นเอง (16/20)
BREADนอกจากนี้ยังมีขนมปังโฮมเมดชิ้นโตจับคู่มากับเนยจากแถบเทือกเขา Dolomites
รูปที่ 16
BREADนอกจากนี้ยังมีขนมปังโฮมเมดชิ้นโตจับคู่มากับเนยจากแถบเทือกเขา Dolomites
CHARGRILLED CUTTLEFISHสุดยอด Signature Dish ประจำร้านคือหมึกกระดองที่ผ่านการย่างจนสุกและรมควันออกมาได้อย่างไร้ที่ติสังเกตจากเนื้อสัมผัสที่มีความนุ่มและเด้งไปพร้อม ๆ กันโดยไร้ซึ่งความเหนียว ซอสสีขาวรอบ ๆ เตรียมมาจากไข่หมึกให้ความครีมมี่ ส่วนซอสสีเข้มเตรียมมาจากดีหมึก นอกจากนี้จานที่ใช้เสิร์ฟคอร์สนี้ยังได้มาจาก Geminiano Cozzi ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเซรามิคที่มีชื่อเสียงที่สุดของนคร Venice อีกด้วย (18/20)
รูปที่ 17
CHARGRILLED CUTTLEFISHสุดยอด Signature Dish ประจำร้านคือหมึกกระดองที่ผ่านการย่างจนสุกและรมควันออกมาได้อย่างไร้ที่ติสังเกตจากเนื้อสัมผัสที่มีความนุ่มและเด้งไปพร้อม ๆ กันโดยไร้ซึ่งความเหนียว ซอสสีขาวรอบ ๆ เตรียมมาจากไข่หมึกให้ความครีมมี่ ส่วนซอสสีเข้มเตรียมมาจากดีหมึก นอกจากนี้จานที่ใช้เสิร์ฟคอร์สนี้ยังได้มาจาก Geminiano Cozzi ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเซรามิคที่มีชื่อเสียงที่สุดของนคร Venice อีกด้วย (18/20)
LASAGNA FROM THE LAGOONLasagna จากคุ้งน้ำจานนี้เชฟได้เลือกใช้วัตถุดิบที่จับโดยชาวประมงบนเกาะ Pellestrina (17/20)
รูปที่ 18
LASAGNA FROM THE LAGOONLasagna จากคุ้งน้ำจานนี้เชฟได้เลือกใช้วัตถุดิบที่จับโดยชาวประมงบนเกาะ Pellestrina (17/20)
LASAGNA FROM THE LAGOONด้านล่างรองด้วยสัตว์ทะเลหลายชนิดทั้งหมึก กุ้ง เครฟิช หอยต่าง ๆ จับคู่มากับ Bechemel และซอส Pesto (17/20)
รูปที่ 19
LASAGNA FROM THE LAGOONด้านล่างรองด้วยสัตว์ทะเลหลายชนิดทั้งหมึก กุ้ง เครฟิช หอยต่าง ๆ จับคู่มากับ Bechemel และซอส Pesto (17/20)
???สำหรับโปรตีนนั้นเชฟจะสลับสับเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่มีในแต่ละวัน รอบนี้คือนกพิราบจากฟาร์มในเมือง San Miniato ในแคว้น Tuscany โดยเชฟเลือกใช้ส่วนอกย่างแล้วเสิร์ฟมาสุกกำลังดี รอบ ๆ คือซอส Jus ให้รสชาติออกไปในโทนสว่างและไม่เข้มข้นนัก ข้าง ๆ กันคือ Endive Salad และเมล็ดมัสตาร์ด นอกจากนี้ยังมี Black Cabbage ใส่มาให้อีกด้วย (16/20)
รูปที่ 20
???สำหรับโปรตีนนั้นเชฟจะสลับสับเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่มีในแต่ละวัน รอบนี้คือนกพิราบจากฟาร์มในเมือง San Miniato ในแคว้น Tuscany โดยเชฟเลือกใช้ส่วนอกย่างแล้วเสิร์ฟมาสุกกำลังดี รอบ ๆ คือซอส Jus ให้รสชาติออกไปในโทนสว่างและไม่เข้มข้นนัก ข้าง ๆ กันคือ Endive Salad และเมล็ดมัสตาร์ด นอกจากนี้ยังมี Black Cabbage ใส่มาให้อีกด้วย (16/20)
PRICKLY PEAR AND CITRUSจากนั้นล้างปากด้วย Prickly Pear จับคู่กับซอสซิตรัสรสเปรี้ยวและความกรอบของถั่วอัลมอนด์ (17/20)
รูปที่ 21
PRICKLY PEAR AND CITRUSจากนั้นล้างปากด้วย Prickly Pear จับคู่กับซอสซิตรัสรสเปรี้ยวและความกรอบของถั่วอัลมอนด์ (17/20)
CARAMEL, MUSHROOMS AND TRUFFLEของหวานจานหลักที่เตรียมออกมาได้อย่างสร้างสรรค์คือการผสมผสานรสชาติของเห็ดพอร์ชินี เห็ดทรัฟเฟิล และคาราเมลเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว (18/20)
รูปที่ 22
CARAMEL, MUSHROOMS AND TRUFFLEของหวานจานหลักที่เตรียมออกมาได้อย่างสร้างสรรค์คือการผสมผสานรสชาติของเห็ดพอร์ชินี เห็ดทรัฟเฟิล และคาราเมลเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว (18/20)
CARAMEL, MUSHROOMS AND TRUFFLEภาพอีกฝั่งหนึ่งของของหวาน (18/20)
รูปที่ 23
CARAMEL, MUSHROOMS AND TRUFFLEภาพอีกฝั่งหนึ่งของของหวาน (18/20)
MIGNARDISESปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วมากมายอย่างเช่น Macaron with Peanut Butter & Caper, Tarte Tatin, Little Tiramisu, Chocolate, Plum and Thyme, Apple with Vanilla และ Glam Box of Mint Jelly & Poppling Candy
รูปที่ 24
MIGNARDISESปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วมากมายอย่างเช่น Macaron with Peanut Butter & Caper, Tarte Tatin, Little Tiramisu, Chocolate, Plum and Thyme, Apple with Vanilla และ Glam Box of Mint Jelly & Poppling Candy
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 25
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 26
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 584 €
รูปที่ 27
💰 ราคา 584 €
🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Glam Enrico Bartolini นั้นควบคุมโดยเชฟ Donato Ascani เขาเป็นชาวเมือง Fiuggi และยังเคยผ่านงานในห้องอาหารหลายแห่งเช่น Antica Pesa (Selected by MICHELIN Guide) รวมไปถึงระดับสูงอย่าง Piazza Duomo (3 MICHELIN Stars) อีกด้วย
รูปที่ 28
🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Glam Enrico Bartolini นั้นควบคุมโดยเชฟ Donato Ascani เขาเป็นชาวเมือง Fiuggi และยังเคยผ่านงานในห้องอาหารหลายแห่งเช่น Antica Pesa (Selected by MICHELIN Guide) รวมไปถึงระดับสูงอย่าง Piazza Duomo (3 MICHELIN Stars) อีกด้วย
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Enrico Bartolini และเชฟ Donato Ascani ได้หยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Venice และแนวคิดของอาหารอิตาลีสไตล์เวนิสมาผสมผสานกับวัตถุดิบจากแถบ Tuscany ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Donato Ascani เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูใหม่ที่มีความร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Art, Garden And Lagoon (250 €) นำเสนอเมนูลายเซ็นต์และเมนูตามฤดูกาลมาผสมผสานกันไว้อย่างกลมกลืนจำนวน 8 คอร์ส ถัดมาคือ Glam Classics (280 €) ที่ได้รวบรวมเมนูลายเซ็นต์ประจำร้านทั้งหมดนำเสนอมาที่จำนวน 10 คอร์ส ส่วนรายการแบบ À La Carte ที่นำเสนอมาจำนวน 3 จานที่ราคา 180 € นั้นดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก รายการไวน์โดดเด่นไปด้วยไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Veneto, Fruili-Venezia Giulia และ Trentino-Alto Adige ภายใต้ราคาที่เหมาะสม
รูปที่ 29
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Enrico Bartolini และเชฟ Donato Ascani ได้หยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Venice และแนวคิดของอาหารอิตาลีสไตล์เวนิสมาผสมผสานกับวัตถุดิบจากแถบ Tuscany ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Donato Ascani เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูใหม่ที่มีความร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Art, Garden And Lagoon (250 €) นำเสนอเมนูลายเซ็นต์และเมนูตามฤดูกาลมาผสมผสานกันไว้อย่างกลมกลืนจำนวน 8 คอร์ส ถัดมาคือ Glam Classics (280 €) ที่ได้รวบรวมเมนูลายเซ็นต์ประจำร้านทั้งหมดนำเสนอมาที่จำนวน 10 คอร์ส ส่วนรายการแบบ À La Carte ที่นำเสนอมาจำนวน 3 จานที่ราคา 180 € นั้นดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก รายการไวน์โดดเด่นไปด้วยไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Veneto, Fruili-Venezia Giulia และ Trentino-Alto Adige ภายใต้ราคาที่เหมาะสม
🎗️ [THE PLACE] Palazzo Venart Luxury Hotel เป็นโรงแรมขนาด 18 ห้องที่การันตีด้วยรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ในนคร Venice ตัวโรงแรมควบคุมโดย LDC Hotels Group โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่บน Grand Canal ของย่าน Santa Croce
รูปที่ 30
🎗️ [THE PLACE] Palazzo Venart Luxury Hotel เป็นโรงแรมขนาด 18 ห้องที่การันตีด้วยรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ในนคร Venice ตัวโรงแรมควบคุมโดย LDC Hotels Group โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่บน Grand Canal ของย่าน Santa Croce
ตัวอาคารปรับปรุงมาจาก Palazzo เก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงสมัยศตวรรษที่ 15 ก่อนจะเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2016 โดยผสมผสานคำว่า Venice และ Art ออกมาเป็นคำว่า Venart
รูปที่ 31
ตัวอาคารปรับปรุงมาจาก Palazzo เก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงสมัยศตวรรษที่ 15 ก่อนจะเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2016 โดยผสมผสานคำว่า Venice และ Art ออกมาเป็นคำว่า Venart
ห้องรับประทานอาหารหลักกั้นด้วยกระจกใสมองออกเห็นพื้นที่สวนที่เต็มไปด้วยต้นแมกโนเลียช่วยสร้างความร่มรื่นให้กับผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน นอกจากนี้ยังมีคอร์ทยาร์ดที่เชื่อมต่อกันกับ Grand Canal ได้โดยตรงอีกด้วย
รูปที่ 32
ห้องรับประทานอาหารหลักกั้นด้วยกระจกใสมองออกเห็นพื้นที่สวนที่เต็มไปด้วยต้นแมกโนเลียช่วยสร้างความร่มรื่นให้กับผู้ที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวัน นอกจากนี้ยังมีคอร์ทยาร์ดที่เชื่อมต่อกันกับ Grand Canal ได้โดยตรงอีกด้วย
ภายในโรงแรม
รูปที่ 33
ภายในโรงแรม
ภายในโรงแรม
รูปที่ 34
ภายในโรงแรม
จุดตรวจสอบการจอง
รูปที่ 35
จุดตรวจสอบการจอง
ภาพเขียนผนังดั้งเดิม
รูปที่ 36
ภาพเขียนผนังดั้งเดิม
ภาพเขียนผนังดั้งเดิม
รูปที่ 37
ภาพเขียนผนังดั้งเดิม
ทางเข้าห้องอาหาร
รูปที่ 38
ทางเข้าห้องอาหาร
ทางเข้าโรงแรม
รูปที่ 39
ทางเข้าโรงแรม
รางวัลต่าง ๆ
รูปที่ 40
รางวัลต่าง ๆ
🎗️ [WHY GO] Glam Enrico Bartolini เป็นห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในแคว้น Veneto โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars เพียงแห่งเดียวบนเกาะ Venice ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงและอาจต้องใช้การตีความที่ค่อนข้างมากในบางจาน พนักงานบริการดีตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตามตัวร้านยังสามารถทำการจองได้ไม่ยากนักทำให้ผู้ที่มองหาร้านอาหารระดับสูงสามารถแวะมาชิมกันได้โดนไม่ต้องวางแผนล่วงหน้านั่นเอง
รูปที่ 41
🎗️ [WHY GO] Glam Enrico Bartolini เป็นห้องอาหารที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในแคว้น Veneto โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars เพียงแห่งเดียวบนเกาะ Venice ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงและอาจต้องใช้การตีความที่ค่อนข้างมากในบางจาน พนักงานบริการดีตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตามตัวร้านยังสามารถทำการจองได้ไม่ยากนักทำให้ผู้ที่มองหาร้านอาหารระดับสูงสามารถแวะมาชิมกันได้โดนไม่ต้องวางแผนล่วงหน้านั่นเอง