GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Gaggan Anand
Others

ThailandGaggan Anand · กากั้น อนันด์

Innovative · อาหารเชิงนวัตกรรม — 68 ซอยสุขุมวิท 31, แขวง คลองตันเหนือ, เขตวัฒนา, กรุงเทพมหานคร 10110

🎗 [Intro] วันที่ 16 ธันวาคม 2020 ณ งานประกาศผลมิชลินไกด์ฉบับกรุงเทพฯ เหล่าเชฟระดับแนวหน้าของประเทศต่างได้รับจดหมายเชิญเพื่อขึ้นรับรางวัลดาวมิชลิน แต่ผลออกมากลับไร้ซึ่งชื่อของเชฟระดับตำนานเจ้าของรางวัล 2 ดาวประจำปี 2018-2019 สร้างความงุนงงให้กับเหล่า Foodie เป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นที่มาของรีวิวฉบับนี้

🎗 [The Chef] Gaggan Anand เกิดในครอบครัวชาวปัญจาบีที่เมืองกัลกัตตาประเทศอินเดีย ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นักจนกระทั่งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น Gaggan ได้เลือกเข้าศึกษาต่อเกี่ยวกับการโรงแรมและการจัดเลี้ยงที่สถาบัน IHMCT Kovalam ทั้งยังจบออกมาด้วยคะแนนยอดเยี่ยมจนได้ฝึกงานกับหนึ่งในเครือร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ แต่ด้วยปัญหาบางประการเชฟจึงลาออกมาทำอาหารสไตล์ Catering และ Home Delivery ตามลำดับ ต่อมาไม่นานมีคนเห็นแววจึงได้นำเสนองานร้านอาหารอินเดียในกรุงเทพชื่อว่า Red ให้จึงทำให้เชฟ Gaggan มีโอกาสย้ายมาตั้งรกรากเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เมืองไทย อาหารที่ Red ทำออกมาในสไตล์ฟิวชั่นอินเดีย-อิตาเลียนจึงมีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครและกลายเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากในช่วงเวลานั้น กระทั่งวันหนึ่งมีลูกค้าได้แนะนำห้องอาหาร elBulli (⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars) ของมาสเตอร์เชฟ Ferran Adrià ให้กับเชฟ Gaggan ได้รู้จัก อาหารที่นั่นนำเสนอออกมาในสไตล์ Molecular Gastronomy และเป็นที่ถูกอกถูกใจ Gaggan มากจนตัวเขาเองเขียนจดหมายขอสมัครไปฝึกงานถึงแคว้น Catalonia ประเทศสเปนเลยทีเดียว เมื่อกลับมาที่เมืองไทยเชฟ Gaggan และหุ้นส่วนจึงเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในชื่อ Restaurant Gaggan โดยประยุกต์ใส่ความเป็นอาหารโมเลกุลเข้าไปในอาหารอินเดียซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากในช่วงนั้น ตัวร้านประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายการันตีด้วยรางวัล 2 Michelin Stars ตั้งแต่ปีแรกทีมีการจัดอันดับรวมไปถึงการมีชื่อเข้าไปติดใน Asia's 50 Best Restaurant ถึง 4 ครั้ง และ 3 ครั้งจากทั้งหมดเป็นการคว้ารางวัลอันดับ 1 มาครองได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2019 เพียง 1 วันก่อนการประกาศผล World's 50 Best Restaurant ปัญหาระหว่างเชฟ Gaggan และหุ้นส่วนก็ปะทุขึ้น เชฟ Gaggan และลูกทีมอีก 65 คนต่อต้านผู้ร่วมหุ้นเดิมก่อนที่ Restaurant Gaggan จะปิดตัวลงอย่างอย่างกะทันหันแม้ว่าในปีนั้นชื่อของร้านจะถูกโหวตให้เป็นร้านอาหารอันดับ 4 ของโลกสูงสุดเท่าที่ร้านอาหารในทวีปเอเชียเคยทำได้พ่วงด้วยรางวัล 2 ดาวมิชลินก็ตาม

🎗 [The Place] วันที่ 1 สิงหาคม 2019 เชฟ Gaggan ได้เซ็นสัญญาเช่าพื้นที่แห่งใหม่และสร้าง Restaurant Gaggan Anand ขึ้นในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น ตัวร้านตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 มองจากด้านหน้าเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น 3 ชั้นโดยแบ่งด้านล่างเป็นโซน G-Spot ที่ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินไปกับครัวเปิดแบบ Open Kitchen ล้อมรอบด้วยโต๊ะครึ่งวงกลมในรูปแบบ Chef's Table โดยมีเชฟ Gaggan คอยเอ็นเตอร์เทนให้กับทุกคนตลอดมื้ออาหาร ชั้นสองเป็นโซน Arena G ควบคุมโดย Head Chef ชาวอินโดนีเซีย Rydo Anton ลูกค้าสามารถนัดเพื่อนๆมาสังสรรค์กันในห้องทานอาหารหลักที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป บนเพดานประดับประดาด้วยโคมไฟรูปดวงจันทร์และแสงไฟคล้ายหมู่ดาวจำนวนมาก ตรงกลางมีครัวขนาดใหญ่ ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟผู้ช่วยหลายคนจัดเตรียมอาหารให้เราทานกันตลอดเวลา พนักงานบริการดีและเป็นกันเอง ที่สำคัญคือไม่มี Dress Code ลูกค้าสามารถเลือกใส่ชุดได้ทุกรูปแบบตามใจชอบได้เลย

🎗 [The Food] ลูกค้าสามารถเลือกทานเซ็ตเมนูช่วงกลางวันจำนวน 9 คอร์สเฉพาะวันธรรมดาที่ราคาเพียง 2,000++/p เท่านั้น ส่วนในช่วงกลางคืนเชฟ Gaggan นำเสนอ GAGGAN EXPERIENCE เซ็ตเมนูจำนวน 15 คอร์สที่ราคา 4,000++/p และ 18 คอร์สที่ราคา 5,000++/p นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถอับเกรดวัตถุดิบพื้นถิ่นขึ้นไปเป็นสุดยอดวัตถุดิบระดับโลกอย่าง Spanish Carabinero, Ogawa Bafun Uni, Royal Oscietra Caviar และ Alba White Truffle ในราคาอย่างละ 800++/p ที่หน้าร้านอีกด้วย และเช่นเคยอาหารที่นี่นำเสนอในรูปแบบ Emoji Menu โดยพนักงานจะให้ลูกค้าลองทายสติ๊กเกอร์เพื่อจับคู่กับทั้ง 18 คอร์ส หลายจานเป็นเมนูจาก Restaurant Gaggan เดิมที่เชฟได้นำมาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น

✨ Yogurt Explosion

มื้ออาหารเริ่มต้นด้วย “ระเบิดโยเกิร์ต” เมนู Signature Dish อันโด่งดังที่เชฟ Gaggan ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนู Spherified Olive เมื่อครั้งไปฝึกงานที่ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินอย่าง elBulli ของเชฟ Ferran Adrià ในแคว้น Catalonia ประเทศสเปน ที่ร้านใหม่เชฟได้เปลี่ยนองค์ประกอบพื้นฐานจากมะกอกของครัวอาหารสเปนมาเป็นโยเกิร์ตซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารอินเดีย ขั้นตอนการทำเริ่มจากการตั้งอ่างสาหร่าย Algin แล้วผสมเกลือให้ได้อัตราส่วนที่พอเหมาะ จากนั้นหยดโยเกิร์ตลงไปในอ่าง แคลเซียมจากสาหร่ายจะทำปฏิกิริยากับผิวโยเกิร์ต ด้วยแรงตึงผิวทำให้โยเกิร์ตรักษาสมดุลจนกลายเป็นทรงกลมแล้วจากกระบวนการ Spherication ค่อยๆตกลงสู้ก้นอ่างตามแรงโน้มถ่วง ตักขึ้นมาล้างรสชาติโยเกิร์ตส่วนเกินออก แล้วนำไปแช่เย็นจนขึ้นรูปเป็น Yogurt Explosion ยังมีอีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Green Chutney Candy หรือใบบัวทานได้ทำมาจากผักชีทอปด้วย Whey gel เมื่อทานจะให้ความกรอบตัดกันกับความนุ่มของระเบิดโยเกิร์ต ตอนเคี้ยวจะได้รสชาติของ Chaat Masala และ Black salt แตกระเบิดออกมาน่าประทับใจเช่นเคย เพิ่มเติมคือ Popping candy หรือเป๊าะแป๊ะที่กระจายไปทั่วทั้งปาก ยังมีกรอบของใบบัวด้านนอกช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสได้อีก ดีงามสมกับเป็น Signature Dish และเป็น Symbolic ของอาหารอินเดียยุคก้าวหน้าเลยจริงๆ (17/20)

✨ Brain

จานที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้เป็นไอศกรีมรูป “สมอง” ชวนสยองแต่แท้จริงแล้วนั้นทำมาจากฟัวกราส์ผสมกับยูซูชัทนีย์และเหล้ารสเชอร์รี่ ทานแล้วได้ความเย็นสดชื่น ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่ได้สีแดงมาจากดอกชบา รสชาติให้ความครีมมี่ หอม มัน แต่ไม่มีรสขมหรือคาวปนมาแม้แต่น้อย เนื้อสัมผัสตัดกันดีกับขนมปังกรอบด้านล่าง รสชาติออกไปทางของหวานมากกว่าอาหารคาว อร่อยอย่างน่าตกใจ (16/20)

✨ Prawn Balchao

อีกหนึ่งจานที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันมาจากร้านเดิมที่หลังสวนคือ “กุ้งบาวชาว” ปกติเชฟจะใช้กุ้งลายเสือไปทาด้วยซอสผักดอง จากนั้นนำไปย่างบนเตาถ่าน Binchōtan แต่เราขอแนะนำให้เพื่อนๆอับเกรดวัตถุดิบหลักเป็น “คาราบิเนโร่บาวชาว” ที่จะเปลี่ยนมาใช้เป็นกุ้งแดงจากทะเลเมดิเตอเรเนียนแทน ตัวกุ้งแดงจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มมากกว่ากุ้งลายเสือชัดเจนทานกับซอสบาวชาวรสเลิศอร่อยมากจริงๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเพราะเชฟยังนำเสิร์ฟส่วนหัวกุ้งเพิ่มมาด้วยโดยไปปรุงกับชัทนีย์มะพร้าวและ Garam masala จนหอม ครีมมี่ แนะนำให้ใช้มือหยิบขึ้นมาดูดจากหัวกุ้งโดยตรงเลย (16/20)

🎗 [Conclusion] อย่างไรก็ตามแม้ทุกคอร์สจะแฝงไปด้วยเทคนิคการปรุงระดับสูงแต่ที่ในแง่รสชาติก็มีบางคอร์สที่ดูเหมือนจะยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นักเช่น World Map ที่ผงทำจากผักต่างๆด้านบนแยกเนื้อสัมผัสและดูไม่เข้ากันกับเพสท์ด้านล่างต่างจาก Lick It Up เดิมที่พูเรทุกสีรสชาติและเนื้อสัมผัสเข้ากันได้ไร้ที่ติ หรือบางเมนูอย่าง Idli Sambar, Crab Curry และของหวานทุกจานที่ดูจะเป็นรองเมื่อเทียบกับเมนูจากร้านเดิมอย่าง Chutoro Sushi, Tom Yum Kung หรือ King Crab Curry Rice Paturi ที่เราเคยทาน ในทางกลับกันเชฟ Gaggan และลูกทีมสามารถใส่ความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องสนใจรางวัลต่างๆที่การันตีเอาไว้ เรายังคงยืนยันว่าอาหารจำนวน 18 คอร์สเทียบกับราคาที่ตั้งไว้ถือว่าพอรับได้ ทุกคนที่แวะมาทานน่าจะมีความสุขกลับไปหากเข้าใจได้ว่านี่คือเส้นทางใหม่ที่เชฟเลือกเดินและไม่ใช่ Restaurant Gaggan ในซอยหลังสวนอีกต่อไป Restaurant Gaggan Anand อาจมีลุ้นดาวอย่างมาก 1 ดวงในมิชลินไกด์ปี 2022 แต่ถ้าแลกมาด้วยชีวิตส่วนตัว, ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่ดีขึ้น นี่อาจเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือดีกว่าเดิมก็เป็นได้

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 50 รูป

🇹🇭 Gaggan Anand - กากั้น อนันด์ 🍴 Innovative - อาหารเชิงนวัตกรรม
รูปที่ 1
🇹🇭 Gaggan Anand - กากั้น อนันด์ 🍴 Innovative - อาหารเชิงนวัตกรรม
Gaggan Anand เกิดในครอบครัวชาวปัญจาบีที่เมืองกัลกัตตาประเทศอินเดีย ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นักจนกระทั่งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น Gaggan ได้เลือกเข้าศึกษาต่อเกี่ยวกับการโรงแรมและการจัดเลี้ยงที่สถาบัน IHMCT Kovalam ทั้งยังจบออกมาด้วยคะแนนยอดเยี่ยมจนได้ฝึกงานกับหนึ่งในเครือร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ แต่ด้วยปัญหาบางประการเชฟจึงลาออกมาทำอาหารสไตล์ Catering และ Home Delivery ตามลำดับ ต่อมาไม่นานมีคนเห็นแววจึงได้นำเสนองานร้านอาหารอินเดียในกรุงเทพชื่อว่า Red ให้จึงทำให้เชฟ Gaggan มีโอกาสย้ายมาตั้งรกรากเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เมืองไทย อาหารที่ Red ทำออกมาในสไตล์ฟิวชั่นอินเดีย-อิตาเลียนจึงมีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครและกลายเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากในช่วงเวลานั้น กระทั่งวันหนึ่งมีลูกค้าได้แนะนำห้องอาหาร elBulli (⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars) ของมาสเตอร์เชฟ Ferran Adrià ให้กับเชฟ Gaggan ได้รู้จัก อาหารที่นั่นนำเสนอออกมาในสไตล์ Molecular Gastronomy และเป็นที่ถูกอกถูกใจ Gaggan มากจนตัวเขาเองเขียนจดหมายขอสมัครไปฝึกงานถึงแคว้น Catalonia ประเทศสเปนเลยทีเดียว เมื่อกลับมาที่เมืองไทยเชฟ Gaggan และหุ้นส่วนจึงเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในชื่อ Restaurant Gaggan โดยประยุกต์ใส่ความเป็นอาหารโมเลกุลเข้าไปในอาหารอินเดียซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากในช่วงนั้น ตัวร้านประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายการันตีด้วยรางวัล 2 Michelin Stars ตั้งแต่ปีแรกทีมีการจัดอันดับรวมไปถึงการมีชื่อเข้าไปติดใน Asia's 50 Best Restaurant ถึง 4 ครั้ง และ 3 ครั้งจากทั้งหมดเป็นการคว้ารางวัลอันดับ 1 มาครองได้อีกด้วย
รูปที่ 2
Gaggan Anand เกิดในครอบครัวชาวปัญจาบีที่เมืองกัลกัตตาประเทศอินเดีย ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นักจนกระทั่งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น Gaggan ได้เลือกเข้าศึกษาต่อเกี่ยวกับการโรงแรมและการจัดเลี้ยงที่สถาบัน IHMCT Kovalam ทั้งยังจบออกมาด้วยคะแนนยอดเยี่ยมจนได้ฝึกงานกับหนึ่งในเครือร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ แต่ด้วยปัญหาบางประการเชฟจึงลาออกมาทำอาหารสไตล์ Catering และ Home Delivery ตามลำดับ ต่อมาไม่นานมีคนเห็นแววจึงได้นำเสนองานร้านอาหารอินเดียในกรุงเทพชื่อว่า Red ให้จึงทำให้เชฟ Gaggan มีโอกาสย้ายมาตั้งรกรากเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เมืองไทย อาหารที่ Red ทำออกมาในสไตล์ฟิวชั่นอินเดีย-อิตาเลียนจึงมีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครและกลายเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากในช่วงเวลานั้น กระทั่งวันหนึ่งมีลูกค้าได้แนะนำห้องอาหาร elBulli (⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars) ของมาสเตอร์เชฟ Ferran Adrià ให้กับเชฟ Gaggan ได้รู้จัก อาหารที่นั่นนำเสนอออกมาในสไตล์ Molecular Gastronomy และเป็นที่ถูกอกถูกใจ Gaggan มากจนตัวเขาเองเขียนจดหมายขอสมัครไปฝึกงานถึงแคว้น Catalonia ประเทศสเปนเลยทีเดียว เมื่อกลับมาที่เมืองไทยเชฟ Gaggan และหุ้นส่วนจึงเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในชื่อ Restaurant Gaggan โดยประยุกต์ใส่ความเป็นอาหารโมเลกุลเข้าไปในอาหารอินเดียซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากในช่วงนั้น ตัวร้านประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายการันตีด้วยรางวัล 2 Michelin Stars ตั้งแต่ปีแรกทีมีการจัดอันดับรวมไปถึงการมีชื่อเข้าไปติดใน Asia's 50 Best Restaurant ถึง 4 ครั้ง และ 3 ครั้งจากทั้งหมดเป็นการคว้ารางวัลอันดับ 1 มาครองได้อีกด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2019 เพียง 1 วันก่อนการประกาศผล World's 50 Best Restaurant ปัญหาระหว่างเชฟ Gaggan และหุ้นส่วนก็ปะทุขึ้น เชฟ Gaggan และลูกทีมอีก 65 คนต่อต้านผู้ร่วมหุ้นเดิมก่อนที่ Restaurant Gaggan จะปิดตัวลงอย่างอย่างกะทันหันแม้ว่าในปีนั้นชื่อของร้านจะถูกโหวตให้เป็นร้านอาหารอันดับ 4 ของโลกสูงสุดเท่าที่ร้านอาหารในทวีปเอเชียเคยทำได้พ่วงด้วยรางวัล 2 ดาวมิชลินก็ตาม
รูปที่ 3
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2019 เพียง 1 วันก่อนการประกาศผล World's 50 Best Restaurant ปัญหาระหว่างเชฟ Gaggan และหุ้นส่วนก็ปะทุขึ้น เชฟ Gaggan และลูกทีมอีก 65 คนต่อต้านผู้ร่วมหุ้นเดิมก่อนที่ Restaurant Gaggan จะปิดตัวลงอย่างอย่างกะทันหันแม้ว่าในปีนั้นชื่อของร้านจะถูกโหวตให้เป็นร้านอาหารอันดับ 4 ของโลกสูงสุดเท่าที่ร้านอาหารในทวีปเอเชียเคยทำได้พ่วงด้วยรางวัล 2 ดาวมิชลินก็ตาม
Yogurt Explosion เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “ระเบิดโยเกิร์ต” เมนู Signature Dish อันโด่งดังที่เชฟ Gaggan ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนู Spherified Olive เมื่อครั้งไปฝึกงานที่ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินอย่าง elBulli ของเชฟ Ferran Adrià ในแคว้น Catalonia ประเทศสเปน (17/20)
รูปที่ 4
Yogurt Explosion เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “ระเบิดโยเกิร์ต” เมนู Signature Dish อันโด่งดังที่เชฟ Gaggan ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนู Spherified Olive เมื่อครั้งไปฝึกงานที่ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินอย่าง elBulli ของเชฟ Ferran Adrià ในแคว้น Catalonia ประเทศสเปน (17/20)
Yogurt Explosion เชฟ Gaggan เปลี่ยนองค์ประกอบพื้นฐานจากมะกอกของครัวอาหารสเปนมาเป็นโยเกิร์ตซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารอินเดีย ขั้นตอนการทำเริ่มจากการตั้งอ่างสาหร่ายแล้วผสมเกลือให้ได้อัตราส่วนที่พอเหมาะ จากนั้นหยดโยเกิร์ตลงไปในอ่าง Algin แคลเซียมจากสาหร่ายจะทำปฏิกิริยากับผิวโยเกิร์ต ด้วยแรงตึงผิวทำให้โยเกิร์ตรักษาสมดุลจนกลายเป็นทรงกลมจากกระบวนการ Spherication แล้วค่อยๆตกลงสู้ก้นอ่างตามแรงโน้มถ่วง ตักขึ้นมาล้างรสชาติโยเกิร์ตส่วนเกินออก แล้วนำไปแช่เย็นจนขึ้นรูปเป็น Yogurt Explosion (17/20)
รูปที่ 5
Yogurt Explosion เชฟ Gaggan เปลี่ยนองค์ประกอบพื้นฐานจากมะกอกของครัวอาหารสเปนมาเป็นโยเกิร์ตซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารอินเดีย ขั้นตอนการทำเริ่มจากการตั้งอ่างสาหร่ายแล้วผสมเกลือให้ได้อัตราส่วนที่พอเหมาะ จากนั้นหยดโยเกิร์ตลงไปในอ่าง Algin แคลเซียมจากสาหร่ายจะทำปฏิกิริยากับผิวโยเกิร์ต ด้วยแรงตึงผิวทำให้โยเกิร์ตรักษาสมดุลจนกลายเป็นทรงกลมจากกระบวนการ Spherication แล้วค่อยๆตกลงสู้ก้นอ่างตามแรงโน้มถ่วง ตักขึ้นมาล้างรสชาติโยเกิร์ตส่วนเกินออก แล้วนำไปแช่เย็นจนขึ้นรูปเป็น Yogurt Explosion (17/20)
Yogurt Explosion อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Green Chutney Candy หรือใบบัวทานได้ทำมาจากผักชีทอปด้วย Whey gel เมื่อทานจะให้ความกรอบตัดกันกับความนุ่มของระเบิดโยเกิร์ต (17/20)
รูปที่ 6
Yogurt Explosion อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Green Chutney Candy หรือใบบัวทานได้ทำมาจากผักชีทอปด้วย Whey gel เมื่อทานจะให้ความกรอบตัดกันกับความนุ่มของระเบิดโยเกิร์ต (17/20)
Yogurt Explosion ตอนเคี้ยวจะได้มีรสชาติของ Chaat Masala และ Black salt แตกระเบิดออกมาน่าประทับใจเช่นเคย เพิ่มเติมคือ Popping candy หรือเป๊าะแป๊ะที่กระจายไปทั่วทั้งปาก ยังมีความกรอบของใบบัวด้านนอกช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสได้อีก ดีงามสมกับเป็น Signature Dish และเป็น Symbolic ของอาหารอินเดียยุคก้าวหน้าเลยจริงๆ (17/20)
รูปที่ 7
Yogurt Explosion ตอนเคี้ยวจะได้มีรสชาติของ Chaat Masala และ Black salt แตกระเบิดออกมาน่าประทับใจเช่นเคย เพิ่มเติมคือ Popping candy หรือเป๊าะแป๊ะที่กระจายไปทั่วทั้งปาก ยังมีความกรอบของใบบัวด้านนอกช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสได้อีก ดีงามสมกับเป็น Signature Dish และเป็น Symbolic ของอาหารอินเดียยุคก้าวหน้าเลยจริงๆ (17/20)
World Map ถัดมาคือจานขนาดใหญ่พร้อมลวดลายของ “แผนที่โลก” และสีสันอันหลากหลาย สีต่างๆได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Holi เทศกาลสาดสีอันขึ้นชื่อในประเทศอินเดีย แต่ละสีในจานล้วนมีที่มาจากผักต่างชนิดกันคือบีทรูท แครอท ใบ Curry leaf และดอกอัญชัญ ส่วนเพสต์ด้านล่างเป็นส่วนผสมของดอกกะหล่ำ มะพร้าว พริก และยูซู ส่วนวิธีการกินคือการยกจานขึ้น “เลีย” จากขวาหรือซ้ายก่อนก็ได้เช่นเดียวกับเมนูคลาสสิคจากร้านเดิมอย่าง Lick It Up นั่นเอง … อย่างไรก็ตามในแง่รสชาติยังทำออกมาได้ไม่ดีนัก ตัวเพสด้านล่างเนื้อเนียน ละเอียด ให้ความหวานเพียงเบาๆ แต่ปัญหาของจานอยู่ที่ผงด้านบนซึ่งให้รสเค็มจัดคล้ายผงปรุงรส ทั้งยังมีความหนาไม่เท่ากัน หากเผลอหายใจเข้าคอไปก็อาจระคายเคืองได้ ต่างจาก Lick It Up เดิมซึ่งมีรสชาติที่กลมกล่อมมากกว่า (12/20)
รูปที่ 8
World Map ถัดมาคือจานขนาดใหญ่พร้อมลวดลายของ “แผนที่โลก” และสีสันอันหลากหลาย สีต่างๆได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Holi เทศกาลสาดสีอันขึ้นชื่อในประเทศอินเดีย แต่ละสีในจานล้วนมีที่มาจากผักต่างชนิดกันคือบีทรูท แครอท ใบ Curry leaf และดอกอัญชัญ ส่วนเพสต์ด้านล่างเป็นส่วนผสมของดอกกะหล่ำ มะพร้าว พริก และยูซู ส่วนวิธีการกินคือการยกจานขึ้น “เลีย” จากขวาหรือซ้ายก่อนก็ได้เช่นเดียวกับเมนูคลาสสิคจากร้านเดิมอย่าง Lick It Up นั่นเอง … อย่างไรก็ตามในแง่รสชาติยังทำออกมาได้ไม่ดีนัก ตัวเพสด้านล่างเนื้อเนียน ละเอียด ให้ความหวานเพียงเบาๆ แต่ปัญหาของจานอยู่ที่ผงด้านบนซึ่งให้รสเค็มจัดคล้ายผงปรุงรส ทั้งยังมีความหนาไม่เท่ากัน หากเผลอหายใจเข้าคอไปก็อาจระคายเคืองได้ ต่างจาก Lick It Up เดิมซึ่งมีรสชาติที่กลมกล่อมมากกว่า (12/20)
Dum Aloo คำถัดมาเป็น Snack ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนูชื่อ “ดัม อลู” อาหารจากแคว้นแคชเมียร์ที่ปกติแล้วจะใช้มันฝรั่งทอดเสิร์ฟมาในน้ำเกรวี่ แต่เชฟ Gaggan นำมาดัดแปลงเสียใหม่ เริ่มจากองค์ประกอบทรงตาข่ายกรอบๆด้านล่างทำมาจากมันฝรั่ง ทรงกลมด้านบนสีม่วงทำมาจากมันม่วงญี่ปุ่นที่ผ่านการปรุงรสด้วย Mustard oil ยังมีหอมใหญ่และเจลกระเทียม ทานทุกองค์ประกอบในคำเดียว ตาข่ายด้านล่างกรอบไม่อมน้ำมัน มีกลิ่นหอมจากหอมใหญ่และกระเทียม มีเนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวของมันม่วง จัดเป็นการเปลี่ยนรูปแบบเมนูพื้นบ้านและนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ (14/20)
รูปที่ 9
Dum Aloo คำถัดมาเป็น Snack ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนูชื่อ “ดัม อลู” อาหารจากแคว้นแคชเมียร์ที่ปกติแล้วจะใช้มันฝรั่งทอดเสิร์ฟมาในน้ำเกรวี่ แต่เชฟ Gaggan นำมาดัดแปลงเสียใหม่ เริ่มจากองค์ประกอบทรงตาข่ายกรอบๆด้านล่างทำมาจากมันฝรั่ง ทรงกลมด้านบนสีม่วงทำมาจากมันม่วงญี่ปุ่นที่ผ่านการปรุงรสด้วย Mustard oil ยังมีหอมใหญ่และเจลกระเทียม ทานทุกองค์ประกอบในคำเดียว ตาข่ายด้านล่างกรอบไม่อมน้ำมัน มีกลิ่นหอมจากหอมใหญ่และกระเทียม มีเนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวของมันม่วง จัดเป็นการเปลี่ยนรูปแบบเมนูพื้นบ้านและนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ (14/20)
Idli Sambar “อิดลี ซัมบาร์” เป็นสตูว์ถั่วเลนทิลจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดียที่มีจุดเด่นคือกลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมทานคู่กับ Dosa หรือแพนเค้กทำจากแป้ง ในที่นี้เชฟ Gaggan เปลี่ยนรูปแบบให้ออกมาเป็นฟิงเกอร์ฟู้ดชิ้นจิ๋ว ด้านล่างเป็นสปองเค้กทำมาจากถั่วและข้าวหมัก ด้านกลางเป็นเลเยอร์ของชัทนีย์มะพร้าวและ Gunpowder oil (เป็นน้ำมันที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวข้องกับดินปืนแต่อย่างใด) ด้านบนมีองค์ประกอบของซัมบาร์โฟมทำจากสตูว์ถั่วเลนทิลและมะขาม ทอปด้วยใบ Curry leaf อีกทีหนึ่ง ทานคำใหญ่ๆคำเดียวเพื่อให้ได้รสชาติครบทุกองค์ประกอบ จานนี้มีความคล้ายคลึงกับร้าน Gaggan เดิมมากแต่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ด้วยความที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นถั่วเล็นทิลทำให้ตัวสปองเค้กด้านล่างมีเนื้อสัมผัสหยาบเล็กน้อย แกงด้านบนมีกลิ่นและอโรม่าเฉพาะตัว รสชาติไม่หวือหวามากนัก (13/20)
รูปที่ 10
Idli Sambar “อิดลี ซัมบาร์” เป็นสตูว์ถั่วเลนทิลจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดียที่มีจุดเด่นคือกลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมทานคู่กับ Dosa หรือแพนเค้กทำจากแป้ง ในที่นี้เชฟ Gaggan เปลี่ยนรูปแบบให้ออกมาเป็นฟิงเกอร์ฟู้ดชิ้นจิ๋ว ด้านล่างเป็นสปองเค้กทำมาจากถั่วและข้าวหมัก ด้านกลางเป็นเลเยอร์ของชัทนีย์มะพร้าวและ Gunpowder oil (เป็นน้ำมันที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวข้องกับดินปืนแต่อย่างใด) ด้านบนมีองค์ประกอบของซัมบาร์โฟมทำจากสตูว์ถั่วเลนทิลและมะขาม ทอปด้วยใบ Curry leaf อีกทีหนึ่ง ทานคำใหญ่ๆคำเดียวเพื่อให้ได้รสชาติครบทุกองค์ประกอบ จานนี้มีความคล้ายคลึงกับร้าน Gaggan เดิมมากแต่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ด้วยความที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นถั่วเล็นทิลทำให้ตัวสปองเค้กด้านล่างมีเนื้อสัมผัสหยาบเล็กน้อย แกงด้านบนมีกลิ่นและอโรม่าเฉพาะตัว รสชาติไม่หวือหวามากนัก (13/20)
Bhel Puri “เบล ปุริ” เป็นของว่างที่ปกติจะทำมาจากข้าวพองกรอบ นิยมกันมากในหลายภูมิภาคของประเทศอินเดีย เชฟ Gaggan นำมาแปลงสภาพให้มีหน้าตาคล้ายคุกกี้เรียกว่าเบล ปุริคุกกี้ องค์ประกอบที่ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบบน-ล่างทำมาจากหอมใหญ่ มะเขือเทศ และน้ำมันมัสตาร์ดนำไปฟรีซดรายจนมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างละเอียด แต่มีรสติดเค็มค่อนข้างจัด ตรงกลางเป็นชัทนีย์มะขามให้รสเปรี้ยวหวานเบาๆ (13/20)
รูปที่ 11
Bhel Puri “เบล ปุริ” เป็นของว่างที่ปกติจะทำมาจากข้าวพองกรอบ นิยมกันมากในหลายภูมิภาคของประเทศอินเดีย เชฟ Gaggan นำมาแปลงสภาพให้มีหน้าตาคล้ายคุกกี้เรียกว่าเบล ปุริคุกกี้ องค์ประกอบที่ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบบน-ล่างทำมาจากหอมใหญ่ มะเขือเทศ และน้ำมันมัสตาร์ดนำไปฟรีซดรายจนมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างละเอียด แต่มีรสติดเค็มค่อนข้างจัด ตรงกลางเป็นชัทนีย์มะขามให้รสเปรี้ยวหวานเบาๆ (13/20)
Keema Pao “คีมา เปา” เมนูอาหารริมทางคลาสสิคที่ปกติจะเห็นเป็นขนมปังเสิร์ฟมาให้ทานคู่กับแกงเนื้อหมูหรือเนื้อแพะ แต่ที่นี่เชฟ Gaggan ได้ทำออกมาใหม่ในรูปแบบคล้ายแฮมเบอเกอร์ ขนมปังบนล่างเป็นบริยอชนุ่มๆ ด้านในเป็นเนื้อแพะผสมกับหอมใหญ่ กระเทียม พริก ชัทนีย์มะม่วง และเครื่องเทศ จุดเด่นคือเนื้อแพะที่ดีเกินหนเาตาไปมาก มีทั้งความนุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบอย่างน่าตกใจ แซมด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศเพียงเบาๆ สุดยอดมากๆ อร่อยจนอยากขอเพิ่ม (16/20)
รูปที่ 12
Keema Pao “คีมา เปา” เมนูอาหารริมทางคลาสสิคที่ปกติจะเห็นเป็นขนมปังเสิร์ฟมาให้ทานคู่กับแกงเนื้อหมูหรือเนื้อแพะ แต่ที่นี่เชฟ Gaggan ได้ทำออกมาใหม่ในรูปแบบคล้ายแฮมเบอเกอร์ ขนมปังบนล่างเป็นบริยอชนุ่มๆ ด้านในเป็นเนื้อแพะผสมกับหอมใหญ่ กระเทียม พริก ชัทนีย์มะม่วง และเครื่องเทศ จุดเด่นคือเนื้อแพะที่ดีเกินหนเาตาไปมาก มีทั้งความนุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบอย่างน่าตกใจ แซมด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศเพียงเบาๆ สุดยอดมากๆ อร่อยจนอยากขอเพิ่ม (16/20)
Charcoal “ชาโคล” แปลว่าถ่าน เป็นก้อนสีดำๆที่ได้จากการนำปลากะพงผสมกับน้ำมันมัสตาร์ดแล้วนำลงไปทอดจนผิวนอกกรอบแต่เนื้อปลาด้านในยังคงนุ่มละมุนคล้ายสำลี ด้านบนทอปด้วยผงเถ้าถ่านของหัวหอม ด้านล่างเป็นชัทนีย์มะม่วงดิบสีเขียวให้เปรี้ยวเบาๆตัดกันกับความหวานจากเนื้อปลา เสิร์ฟมาร้อนๆ แนะนำให้ค่อยๆแบ่งกัดสัก 3-4 คำกำลังดี ถือเป็นเมนูคลาสสิคขึ้นชื่อของเชฟ Gaggan รองจาก Yogurt Explosion เลยก็ว่าได้ (15/20)
รูปที่ 13
Charcoal “ชาโคล” แปลว่าถ่าน เป็นก้อนสีดำๆที่ได้จากการนำปลากะพงผสมกับน้ำมันมัสตาร์ดแล้วนำลงไปทอดจนผิวนอกกรอบแต่เนื้อปลาด้านในยังคงนุ่มละมุนคล้ายสำลี ด้านบนทอปด้วยผงเถ้าถ่านของหัวหอม ด้านล่างเป็นชัทนีย์มะม่วงดิบสีเขียวให้เปรี้ยวเบาๆตัดกันกับความหวานจากเนื้อปลา เสิร์ฟมาร้อนๆ แนะนำให้ค่อยๆแบ่งกัดสัก 3-4 คำกำลังดี ถือเป็นเมนูคลาสสิคขึ้นชื่อของเชฟ Gaggan รองจาก Yogurt Explosion เลยก็ว่าได้ (15/20)
เมื่อนำจานหน้าตาประหลาดของคอร์สก่อนหน้านี้มาต่อกันจะได้เป็นรูปของประเทศอินเดียบ้านเกิดของเชฟ
รูปที่ 14
เมื่อนำจานหน้าตาประหลาดของคอร์สก่อนหน้านี้มาต่อกันจะได้เป็นรูปของประเทศอินเดียบ้านเกิดของเชฟ
Ring ถัดมาเป็นจานชื่อว่า “ริง” ที่แปลว่าวงแหวน เชฟ Gaggan ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับหุ้นส่วนเก่าที่ไม่ลงรอยกัน พนักงานจะนำเสิร์ฟมาเป็นปลอกนิ้วสีดำกับวงแหวนทานได้สีขาว (13/20)
รูปที่ 15
Ring ถัดมาเป็นจานชื่อว่า “ริง” ที่แปลว่าวงแหวน เชฟ Gaggan ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับหุ้นส่วนเก่าที่ไม่ลงรอยกัน พนักงานจะนำเสิร์ฟมาเป็นปลอกนิ้วสีดำกับวงแหวนทานได้สีขาว (13/20)
Ring วิธีทานให้ใส่ปลอกนิ้วที่นิ้วกลางแล้วจึงนำวงแหวนสีขาวมาครอบไว้ ตัววงแหวนได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารริมทางอย่าง Panipuri เชฟเปลี่ยนองค์ประกอบด้านนอกจากแผ่นกรอบแบบดั้งเดิมมาเป็นไวท์ช็อกโกแลต ด้านในเป็นซุปสมุนไพรรสเผ็ดจัดจ้าน ทั้งยังมีรสเปรี้ยวจากมะนาว และกลิ่นของผักชีแทรกมาด้วย ผงสีเขียวทำมาจากผักชีมีกลิ่นเฉพาะตัว สุดท้ายคือ Compressed Jicama ซึ่งเป็นองค์ประกอบของมันแกว ตอนทานจะได้รสเผ็ดอมเปรี้ยวที่แตกระเบิดออกมาจากไวท์ช็อกโกแลตนำมาก่อนแล้วจึงแทรกด้วยรสหวานจากไวท์ช็อกโกแลตเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเราคิดว่าความเผ็ดกับความหวานของไวท์ช็อกโกแลตดูจะยังผสมผสานกันไม่ลงตัวเท่าไหร่ (13/20)
รูปที่ 16
Ring วิธีทานให้ใส่ปลอกนิ้วที่นิ้วกลางแล้วจึงนำวงแหวนสีขาวมาครอบไว้ ตัววงแหวนได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารริมทางอย่าง Panipuri เชฟเปลี่ยนองค์ประกอบด้านนอกจากแผ่นกรอบแบบดั้งเดิมมาเป็นไวท์ช็อกโกแลต ด้านในเป็นซุปสมุนไพรรสเผ็ดจัดจ้าน ทั้งยังมีรสเปรี้ยวจากมะนาว และกลิ่นของผักชีแทรกมาด้วย ผงสีเขียวทำมาจากผักชีมีกลิ่นเฉพาะตัว สุดท้ายคือ Compressed Jicama ซึ่งเป็นองค์ประกอบของมันแกว ตอนทานจะได้รสเผ็ดอมเปรี้ยวที่แตกระเบิดออกมาจากไวท์ช็อกโกแลตนำมาก่อนแล้วจึงแทรกด้วยรสหวานจากไวท์ช็อกโกแลตเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเราคิดว่าความเผ็ดกับความหวานของไวท์ช็อกโกแลตดูจะยังผสมผสานกันไม่ลงตัวเท่าไหร่ (13/20)
Brain จานที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้เป็นไอศกรีมรูป “สมอง” ชวนสยองแต่แท้จริงแล้วนั้นทำมาจากฟัวกราส์ผสมกับยูซูชัทนีย์และเหล้ารสเชอร์รี่ ทานแล้วได้ความเย็นสดชื่น ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่ได้สีแดงมาจากดอกชบา รสชาติให้ความครีมมี่ หอม มัน แต่ไม่มีรสขมหรือคาวปนมาแม้แต่น้อย เนื้อสัมผัสตัดกันดีกับขนมปังกรอบด้านล่าง รสชาติออกไปทางของหวานมากกว่าอาหารคาว อร่อยอย่างน่าตกใจ (16/20)
รูปที่ 17
Brain จานที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้เป็นไอศกรีมรูป “สมอง” ชวนสยองแต่แท้จริงแล้วนั้นทำมาจากฟัวกราส์ผสมกับยูซูชัทนีย์และเหล้ารสเชอร์รี่ ทานแล้วได้ความเย็นสดชื่น ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่ได้สีแดงมาจากดอกชบา รสชาติให้ความครีมมี่ หอม มัน แต่ไม่มีรสขมหรือคาวปนมาแม้แต่น้อย เนื้อสัมผัสตัดกันดีกับขนมปังกรอบด้านล่าง รสชาติออกไปทางของหวานมากกว่าอาหารคาว อร่อยอย่างน่าตกใจ (16/20)
Rasam อีกหนึ่งเมนูคลาสิคที่ติดมาจากร้าน Gaggan เดิมคือซุป “ราซัม” เมนูซุปถั่วที่มีต้นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของทวีปอินเดีย เชฟ Gaggan เสิร์ฟมาในถ้วยสีน้ำเงินเข้ม แล้วเทลงในถ้วยซุปต่อหน้าเราบนโต๊ะ (15/20)
รูปที่ 18
Rasam อีกหนึ่งเมนูคลาสิคที่ติดมาจากร้าน Gaggan เดิมคือซุป “ราซัม” เมนูซุปถั่วที่มีต้นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของทวีปอินเดีย เชฟ Gaggan เสิร์ฟมาในถ้วยสีน้ำเงินเข้ม แล้วเทลงในถ้วยซุปต่อหน้าเราบนโต๊ะ (15/20)
Rasam เชฟใช้ถั่วเลนทิลมาทำเป็นซุป ด้านในมีส่วนผสมของแครอท บีทรูท รากผักชี และมะเขือเทศนำไปผัดกับเครื่องเทศจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ยังมีน้ำมันใบ Curry leaf สีเขียวที่รองไว้ด้านล่าง มีบีทรูทดองแบะแครอทดองเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบ ทานแล้วมีกลิ่นเฉพาะตัวจากถั่วเลนทิล ทั้งยังให้ความรู้สึกร้อนแต่ไม่เผ็ด นิยมทานกันในหน้าหนาวเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย (15/20)
รูปที่ 19
Rasam เชฟใช้ถั่วเลนทิลมาทำเป็นซุป ด้านในมีส่วนผสมของแครอท บีทรูท รากผักชี และมะเขือเทศนำไปผัดกับเครื่องเทศจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ยังมีน้ำมันใบ Curry leaf สีเขียวที่รองไว้ด้านล่าง มีบีทรูทดองแบะแครอทดองเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบ ทานแล้วมีกลิ่นเฉพาะตัวจากถั่วเลนทิล ทั้งยังให้ความรู้สึกร้อนแต่ไม่เผ็ด นิยมทานกันในหน้าหนาวเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย (15/20)
Momo ถัดมาเป็นอีกหนึ่งจานที่นำเมนูคลาสสิคจากร้านเดิมมายกระดับให้รสชาติโดดเด่นมากยิ่งขึ้น “โมโม่” อาหารทรงเกี๊ยวที่มีต้นกำเนิดมาจากทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย สำหรับเวอร์ชั่นของร้านเชฟผสมกระเทียมดำเข้ากับตัวแป้ง ไส้ด้านในเป็นเห็ดพอร์ชินี่ แกง และเนื้อสับ (15/20)
รูปที่ 20
Momo ถัดมาเป็นอีกหนึ่งจานที่นำเมนูคลาสสิคจากร้านเดิมมายกระดับให้รสชาติโดดเด่นมากยิ่งขึ้น “โมโม่” อาหารทรงเกี๊ยวที่มีต้นกำเนิดมาจากทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย สำหรับเวอร์ชั่นของร้านเชฟผสมกระเทียมดำเข้ากับตัวแป้ง ไส้ด้านในเป็นเห็ดพอร์ชินี่ แกง และเนื้อสับ (15/20)
Momo ส่วนด้านล่างเป็นซอส Verjuice ทำมาจากผลไม้รสเปรี้ยวทั้งแอปเปิ้ล เลมอน องุ่น ทอปด้านบนด้วยทรัฟเฟิลเพิ่มกลิ่นหอมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น (15/20)
รูปที่ 21
Momo ส่วนด้านล่างเป็นซอส Verjuice ทำมาจากผลไม้รสเปรี้ยวทั้งแอปเปิ้ล เลมอน องุ่น ทอปด้านบนด้วยทรัฟเฟิลเพิ่มกลิ่นหอมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น (15/20)
Prawn Balchao อีกหนึ่งจานที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันมาจากร้านเดิมที่หลังสวนคือ “กุ้งบาวชาว” เชฟใช้กุ้งลายเสือไปทาด้วยซอสผักดอง จากนั้นนำไปย่างบนเตาถ่าน Binchōtan เนื้อกุ้งแน่น สุกกำลังดี ตัวซอสทำออกทั้งในรูปผงและซอสแบบปกติ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของผักชีและ Garam masala (15/20)
รูปที่ 22
Prawn Balchao อีกหนึ่งจานที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันมาจากร้านเดิมที่หลังสวนคือ “กุ้งบาวชาว” เชฟใช้กุ้งลายเสือไปทาด้วยซอสผักดอง จากนั้นนำไปย่างบนเตาถ่าน Binchōtan เนื้อกุ้งแน่น สุกกำลังดี ตัวซอสทำออกทั้งในรูปผงและซอสแบบปกติ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของผักชีและ Garam masala (15/20)
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) เพื่อนๆสามารถอับเกรดวัตถุดิบหลักเป็น “คาราบิเนโร่บาวชาว” ที่จะเปลี่ยนจากกุ้งลายเสือแบบปกติมาใช้เป็นกุ้งแดงจากทะเลเมดิเตอเรเนียน ประเทศสเปน (16/20)
รูปที่ 23
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) เพื่อนๆสามารถอับเกรดวัตถุดิบหลักเป็น “คาราบิเนโร่บาวชาว” ที่จะเปลี่ยนจากกุ้งลายเสือแบบปกติมาใช้เป็นกุ้งแดงจากทะเลเมดิเตอเรเนียน ประเทศสเปน (16/20)
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) สำหรับกุ้งแดงจะนำเสิร์ฟมาทั้งหัวและตัวกุ้งเป็นสองคอร์สย่อย (16/20)
รูปที่ 24
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) สำหรับกุ้งแดงจะนำเสิร์ฟมาทั้งหัวและตัวกุ้งเป็นสองคอร์สย่อย (16/20)
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) กุ้งแดงคาราบิเนโร่จะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มมากกว่ากุ้งลายเสือชัดเจน อย่างไรก็ตามผิวด้านนอกมีความกรอบนิดๆจากการย่างถ่านอาจมีบางคนรู้สึกเสียดายธรรมชาติของวัตถุดิบได้เหมือนกัน ทานกับซอสบาวชาวรสเลิศอร่อยมากจริงๆ (16/20)
รูปที่ 25
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) กุ้งแดงคาราบิเนโร่จะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มมากกว่ากุ้งลายเสือชัดเจน อย่างไรก็ตามผิวด้านนอกมีความกรอบนิดๆจากการย่างถ่านอาจมีบางคนรู้สึกเสียดายธรรมชาติของวัตถุดิบได้เหมือนกัน ทานกับซอสบาวชาวรสเลิศอร่อยมากจริงๆ (16/20)
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) ส่วนหัวกุ้งเชฟนำไปปรุงกับชัทนีย์มะพร้าวและ Garam masala จนหอม ครีมมี่ แนะนำให้ใช้มือหยิบขึ้นมาดูดจากหัวกุ้งโดยตรงเลย (16/20)
รูปที่ 26
Prawn Balchao (Additional 800++ for Carabinero) ส่วนหัวกุ้งเชฟนำไปปรุงกับชัทนีย์มะพร้าวและ Garam masala จนหอม ครีมมี่ แนะนำให้ใช้มือหยิบขึ้นมาดูดจากหัวกุ้งโดยตรงเลย (16/20)
Cold Curry Scallop ถัดมาคือ “แกงเย็นหอยเชลล์” เสิร์ฟมาในเปลือกหอย เชฟเลือกใช้หอยเชลล์โฮตาเตะนำเข้าจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ นำไปหมักกับคอมบุหรือสาหร่ายญี่ปุ่น ด้านล่างเป็นแกงกะทิที่มีส่วนผสมของน้ำมันพริกและน้ำมันใบ Curry leaf เสิร์ฟมาแบบเย็น ด้านบนมีสาหร่ายและ Coconut snow หอมกลิ่นมะพร้าวมากๆ (15/20)
รูปที่ 27
Cold Curry Scallop ถัดมาคือ “แกงเย็นหอยเชลล์” เสิร์ฟมาในเปลือกหอย เชฟเลือกใช้หอยเชลล์โฮตาเตะนำเข้าจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ นำไปหมักกับคอมบุหรือสาหร่ายญี่ปุ่น ด้านล่างเป็นแกงกะทิที่มีส่วนผสมของน้ำมันพริกและน้ำมันใบ Curry leaf เสิร์ฟมาแบบเย็น ด้านบนมีสาหร่ายและ Coconut snow หอมกลิ่นมะพร้าวมากๆ (15/20)
Cold Curry Scallop ก่อนทานผสมทุกองค์ประกอบให้เข้ากัน ทานแล้วให้ความสดชื่นช่วยล้างกลิ่นคาวของอาหารจานก่อนหน้าได้เกือบหมด (15/20)
รูปที่ 28
Cold Curry Scallop ก่อนทานผสมทุกองค์ประกอบให้เข้ากัน ทานแล้วให้ความสดชื่นช่วยล้างกลิ่นคาวของอาหารจานก่อนหน้าได้เกือบหมด (15/20)
Aged Duck จานนี้คือ “เนื้อเป็ด” พันธุ์ฝรั่งเศสจากฟาร์มที่เขาใหญ่ซึ่งผ่านการ Dry-aged มานาน 2 อาทิตย์ จากนั้นนำมาย่างบนถ่าน Binchōtan หนังเป็ดด้านบนกรอบ เนื้อด้านล่างมีความหนึบจากกระบวนการ Dry aging รสชาติเข้มข้น ซอสสีน้ำตาลเข้มได้จากการผสมน้ำผึ้ง มะขาม และพริกเข้าด้วยกันให้รสชาติหวานนำแซมด้วยรสเค็มสมดุลกันลงตัวข้างกันคือตะลิงปลิงเพิ่มความเปรี้ยว ด้านมีใบ Curry leaf และแผ่นสีม่วงทำจากมันหวาน ปิดท้ายด้วยการโรยผงมันหวานลงไปอีกทีหนึ่ง ก่อนทานจิ้มกับเกลือนิดๆเพื่อดังรสชาติของเนื้อเป็ดให้ออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น (15/20)
รูปที่ 29
Aged Duck จานนี้คือ “เนื้อเป็ด” พันธุ์ฝรั่งเศสจากฟาร์มที่เขาใหญ่ซึ่งผ่านการ Dry-aged มานาน 2 อาทิตย์ จากนั้นนำมาย่างบนถ่าน Binchōtan หนังเป็ดด้านบนกรอบ เนื้อด้านล่างมีความหนึบจากกระบวนการ Dry aging รสชาติเข้มข้น ซอสสีน้ำตาลเข้มได้จากการผสมน้ำผึ้ง มะขาม และพริกเข้าด้วยกันให้รสชาติหวานนำแซมด้วยรสเค็มสมดุลกันลงตัวข้างกันคือตะลิงปลิงเพิ่มความเปรี้ยว ด้านมีใบ Curry leaf และแผ่นสีม่วงทำจากมันหวาน ปิดท้ายด้วยการโรยผงมันหวานลงไปอีกทีหนึ่ง ก่อนทานจิ้มกับเกลือนิดๆเพื่อดังรสชาติของเนื้อเป็ดให้ออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น (15/20)
Crab Curry Rice มาถึงเมนคอร์สที่จะช่วยปิดให้ทุกคนอิ่มท้องกลับบ้านกันอย่าง “แกงปู” นั่นเอง (13/20)
รูปที่ 30
Crab Curry Rice มาถึงเมนคอร์สที่จะช่วยปิดให้ทุกคนอิ่มท้องกลับบ้านกันอย่าง “แกงปู” นั่นเอง (13/20)
Crab Curry Rice ตั้งแต่ช่วงแรกของมื้ออาหารพนักงานจะนำพืชจำพวกถั่วหลายชนิดมาถามว่าลูกค้าสามารถทาน/ไม่ทานอะไรบ้าง ในถาดจะมีทั้ง ถั่วแระญี่ปุ่นจากจังหวัดเชียงใหม่ ข้าวโพดขาวสายพันธุ์ฮอกไกโดจากเขาใหญ่ และสะตอที่เชฟเปรียบว่าเป็น Green Almonds (13/20)
รูปที่ 31
Crab Curry Rice ตั้งแต่ช่วงแรกของมื้ออาหารพนักงานจะนำพืชจำพวกถั่วหลายชนิดมาถามว่าลูกค้าสามารถทาน/ไม่ทานอะไรบ้าง ในถาดจะมีทั้ง ถั่วแระญี่ปุ่นจากจังหวัดเชียงใหม่ ข้าวโพดขาวสายพันธุ์ฮอกไกโดจากเขาใหญ่ และสะตอที่เชฟเปรียบว่าเป็น Green Almonds (13/20)
Crab Curry Rice เชฟนำข้าวบาสมาติหิมาลายันไปหุงกับน้ำสต็อกไก่ ข้าวโพด Iranian Barberry ถั่วเม็ดสนอบ และถั่วหลายชนิดที่เราเลือกกันไว้ตั้งแต่แรก เสิร์ฟมาในภาชนะสำหรับใช้หุงข้าวกันจากประเทศญี่ปุ่น (13/20)
รูปที่ 32
Crab Curry Rice เชฟนำข้าวบาสมาติหิมาลายันไปหุงกับน้ำสต็อกไก่ ข้าวโพด Iranian Barberry ถั่วเม็ดสนอบ และถั่วหลายชนิดที่เราเลือกกันไว้ตั้งแต่แรก เสิร์ฟมาในภาชนะสำหรับใช้หุงข้าวกันจากประเทศญี่ปุ่น (13/20)
Crab Curry Rice ข้างกันคือแกงปูที่มีต้นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ตัวแกงค่อนข้างครีมมี่ จุดเด่นคือเนื้อปูที่ใส่มาให้ก้อนโตๆ ตักแกงร้อนๆทานกับข้าวที่ให้มาอร่อยไม่เบา (13/20)
รูปที่ 33
Crab Curry Rice ข้างกันคือแกงปูที่มีต้นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ตัวแกงค่อนข้างครีมมี่ จุดเด่นคือเนื้อปูที่ใส่มาให้ก้อนโตๆ ตักแกงร้อนๆทานกับข้าวที่ให้มาอร่อยไม่เบา (13/20)
Crab Curry Rice เนื้อปูไซซ์ใหญ่มาก (13/20)
รูปที่ 34
Crab Curry Rice เนื้อปูไซซ์ใหญ่มาก (13/20)
Crab Curry Rice ทานสลับกับผักดองต่างๆ มีทั้งชมพู่ พริกหวาน ข้าวโพดอ่อน อินทผลัม และกุ้ง (13/20)
รูปที่ 35
Crab Curry Rice ทานสลับกับผักดองต่างๆ มีทั้งชมพู่ พริกหวาน ข้าวโพดอ่อน อินทผลัม และกุ้ง (13/20)
Strawberry Ghevar “กีวา” เป็นขนมหวานของประเทศอินเดีย นิยมทานกันในช่วงเทศกาล Teej ปกติจะมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งแช่ในน้ำไซรัปหวานๆ วันนี้เชฟ Gaggan ได้เปลี่ยนรูปแบบการเสิร์ฟโดยใช้สตรอว์เบอร์รี่นำเข้าจากฮอกไกโดลูกโตๆ รสชาติออกเปรี้ยวอมหวานกำลังดี แผ่นกรอบด้านนอกได้จากการผสมนมเข้ากับกับ Ghee ซึ่งเป็นเนยพื้นเมืองของอินเดียแล้วนำไปทอดจนกรอบ ด้านในเป็นมูสไวท์ช็อกโกแลต พนักงานแนะนำให้กัดสตรอว์เบอร์รี่ไปก่อนครึ่งลูก แล้วจึงทานที่เหลือพร้อมกัน (14/20)
รูปที่ 36
Strawberry Ghevar “กีวา” เป็นขนมหวานของประเทศอินเดีย นิยมทานกันในช่วงเทศกาล Teej ปกติจะมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งแช่ในน้ำไซรัปหวานๆ วันนี้เชฟ Gaggan ได้เปลี่ยนรูปแบบการเสิร์ฟโดยใช้สตรอว์เบอร์รี่นำเข้าจากฮอกไกโดลูกโตๆ รสชาติออกเปรี้ยวอมหวานกำลังดี แผ่นกรอบด้านนอกได้จากการผสมนมเข้ากับกับ Ghee ซึ่งเป็นเนยพื้นเมืองของอินเดียแล้วนำไปทอดจนกรอบ ด้านในเป็นมูสไวท์ช็อกโกแลต พนักงานแนะนำให้กัดสตรอว์เบอร์รี่ไปก่อนครึ่งลูก แล้วจึงทานที่เหลือพร้อมกัน (14/20)
Pineapple wafer ถัดมาคือ “เวเฟอร์สับปะรด” กรอบ คั่นแต่ละชั้นด้วย Coated coconut ice cream ไอศกรีมมะพร้าวสีขาว และเลเยอร์ของเจลสับปะรดรสชาติออกหวานนิดๆ (14/20)
รูปที่ 37
Pineapple wafer ถัดมาคือ “เวเฟอร์สับปะรด” กรอบ คั่นแต่ละชั้นด้วย Coated coconut ice cream ไอศกรีมมะพร้าวสีขาว และเลเยอร์ของเจลสับปะรดรสชาติออกหวานนิดๆ (14/20)
Bonsai Tiramisù จานสุดท้ายในเซ็ตเมนูหลักคือขนม “ทิรามิสุ” ที่ตกแต่งขึ้นมาเป็นทาง 3 มิติดูคล้ายบอนไซแบบญี่ปุ่น ด้านล่างเป็นมัสคาโปเน่ครีมชีส ผงโกโก้ ช็อกโกแลตกานาช ส่วนของต้นไม้เป็นตัวแทนขนมเลดี้ฟิงเกอร์แต่ทานแล้วให้เนื้อสัมผัสเหมือนบิสกิตมากกว่า ด้านบนเป็นสปองเค้กนุ่มๆ รสชาติถือว่าเทียบเคียงได้กับห้องอาหารอิตาเลียนชั้นนำทั่วไป (14/20)
รูปที่ 38
Bonsai Tiramisù จานสุดท้ายในเซ็ตเมนูหลักคือขนม “ทิรามิสุ” ที่ตกแต่งขึ้นมาเป็นทาง 3 มิติดูคล้ายบอนไซแบบญี่ปุ่น ด้านล่างเป็นมัสคาโปเน่ครีมชีส ผงโกโก้ ช็อกโกแลตกานาช ส่วนของต้นไม้เป็นตัวแทนขนมเลดี้ฟิงเกอร์แต่ทานแล้วให้เนื้อสัมผัสเหมือนบิสกิตมากกว่า ด้านบนเป็นสปองเค้กนุ่มๆ รสชาติถือว่าเทียบเคียงได้กับห้องอาหารอิตาเลียนชั้นนำทั่วไป (14/20)
Special Dessert สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญทางร้านจะมีขนมพิเศษเพิ่มเติมให้ 1 จาน ในที่นี้คือไอศกรีมวานิลลาเสิร์ฟมาคู่กับซอสคาราเมลมิโซหอมๆเข้ากันดีอย่างน่าตกใจ ด้านในเป็นโอรีโอครัมเบิ้ลกรอบอร่อย ห่อหุ้มองค์ประกอบทั้งหมดด้วย Sugar dome เคาะโดมให้แตกออกและทานได้เลย แม้จะเป็นจานที่เสริมมาให้นอกคอร์สแต่ในแง่รสชาติกลับทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดจริงๆ (14/20)
รูปที่ 39
Special Dessert สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญทางร้านจะมีขนมพิเศษเพิ่มเติมให้ 1 จาน ในที่นี้คือไอศกรีมวานิลลาเสิร์ฟมาคู่กับซอสคาราเมลมิโซหอมๆเข้ากันดีอย่างน่าตกใจ ด้านในเป็นโอรีโอครัมเบิ้ลกรอบอร่อย ห่อหุ้มองค์ประกอบทั้งหมดด้วย Sugar dome เคาะโดมให้แตกออกและทานได้เลย แม้จะเป็นจานที่เสริมมาให้นอกคอร์สแต่ในแง่รสชาติกลับทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดจริงๆ (14/20)
💰 ราคา 12,970.54 บาท
รูปที่ 40
💰 ราคา 12,970.54 บาท
ลูกค้าสามารถเลือกทานเซ็ตเมนูช่วงกลางวันจำนวน 9 คอร์สเฉพาะวันธรรมดาที่ราคาเพียง 2,000++/p เท่านั้น ส่วนในช่วงกลางคืนเชฟ Gaggan นำเสนอ GAGGAN EXPERIENCE เซ็ตเมนูจำนวน 15 คอร์สที่ราคา 4,000++/p และ 18 คอร์สที่ราคา 5,000++/p อาหารที่นี่นำเสนอในรูปแบบ Emoji Menu โดยพนักงานจะให้ลูกค้าลองทายสติ๊กเกอร์เพื่อจับคู่กับทั้ง 18 คอร์ส
รูปที่ 41
ลูกค้าสามารถเลือกทานเซ็ตเมนูช่วงกลางวันจำนวน 9 คอร์สเฉพาะวันธรรมดาที่ราคาเพียง 2,000++/p เท่านั้น ส่วนในช่วงกลางคืนเชฟ Gaggan นำเสนอ GAGGAN EXPERIENCE เซ็ตเมนูจำนวน 15 คอร์สที่ราคา 4,000++/p และ 18 คอร์สที่ราคา 5,000++/p อาหารที่นี่นำเสนอในรูปแบบ Emoji Menu โดยพนักงานจะให้ลูกค้าลองทายสติ๊กเกอร์เพื่อจับคู่กับทั้ง 18 คอร์ส
นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถอับเกรดวัตถุดิบพื้นถิ่นขึ้นไปเป็นสุดยอดวัตถุดิบระดับโลกอย่าง Spanish Carabinero, Ogawa Bafun Uni, Royal Oscietra Caviar และ Alba White Truffle ในราคาอย่างละ 800++/p ที่หน้าร้านอีกด้วย
รูปที่ 42
นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถอับเกรดวัตถุดิบพื้นถิ่นขึ้นไปเป็นสุดยอดวัตถุดิบระดับโลกอย่าง Spanish Carabinero, Ogawa Bafun Uni, Royal Oscietra Caviar และ Alba White Truffle ในราคาอย่างละ 800++/p ที่หน้าร้านอีกด้วย
วันที่ 1 สิงหาคม 2019 เชฟ Gaggan ได้เซ็นสัญญาเช่าพื้นที่แห่งใหม่และสร้าง Restaurant Gaggan Anand ขึ้นในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น
รูปที่ 43
วันที่ 1 สิงหาคม 2019 เชฟ Gaggan ได้เซ็นสัญญาเช่าพื้นที่แห่งใหม่และสร้าง Restaurant Gaggan Anand ขึ้นในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น
ตรงกลางมีครัวขนาดใหญ่ ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟผู้ช่วยหลายคนจัดเตรียมอาหารให้เราทานกันตลอดเวลา พนักงานบริการดีและเป็นกันเอง ที่สำคัญคือไม่มี Dress Code ลูกค้าสามารถเลือกใส่ชุดได้ทุกรูปแบบตามใจชอบได้เลย
รูปที่ 44
ตรงกลางมีครัวขนาดใหญ่ ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟผู้ช่วยหลายคนจัดเตรียมอาหารให้เราทานกันตลอดเวลา พนักงานบริการดีและเป็นกันเอง ที่สำคัญคือไม่มี Dress Code ลูกค้าสามารถเลือกใส่ชุดได้ทุกรูปแบบตามใจชอบได้เลย
วันที่ 16 ธันวาคม 2020 ณ งานประกาศผลมิชลินไกด์ฉบับกรุงเทพฯ เหล่าเชฟระดับแนวหน้าของประเทศต่างได้รับจดหมายเชิญเพื่อขึ้นรับรางวัลดาวมิชลิน แต่ผลออกมากลับไร้ซึ่งชื่อของเชฟระดับตำนานเจ้าของรางวัล 2 ดาวประจำปี 2018-2019 สร้างความงุนงงให้กับเหล่า Foodie เป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นที่มาของรีวิวฉบับนี้
รูปที่ 45
วันที่ 16 ธันวาคม 2020 ณ งานประกาศผลมิชลินไกด์ฉบับกรุงเทพฯ เหล่าเชฟระดับแนวหน้าของประเทศต่างได้รับจดหมายเชิญเพื่อขึ้นรับรางวัลดาวมิชลิน แต่ผลออกมากลับไร้ซึ่งชื่อของเชฟระดับตำนานเจ้าของรางวัล 2 ดาวประจำปี 2018-2019 สร้างความงุนงงให้กับเหล่า Foodie เป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นที่มาของรีวิวฉบับนี้
บนเพดานประดับประดาด้วยโคมไฟรูปดวงจันทร์และแสงไฟคล้ายหมู่ดาวจำนวนมาก
รูปที่ 46
บนเพดานประดับประดาด้วยโคมไฟรูปดวงจันทร์และแสงไฟคล้ายหมู่ดาวจำนวนมาก
ด้านล่างเป็นโซน G-Spot ที่ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินไปกับครัวเปิดแบบ Open Kitchen ล้อมรอบด้วยโต๊ะครึ่งวงกลมในรูปแบบ Chef's Table โดยมีเชฟ Gaggan คอยเอ็นเตอร์เทนให้กับทุกคนตลอดมื้ออาหาร
รูปที่ 47
ด้านล่างเป็นโซน G-Spot ที่ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินไปกับครัวเปิดแบบ Open Kitchen ล้อมรอบด้วยโต๊ะครึ่งวงกลมในรูปแบบ Chef's Table โดยมีเชฟ Gaggan คอยเอ็นเตอร์เทนให้กับทุกคนตลอดมื้ออาหาร
ชั้นสองเป็นโซน Arena G ควบคุมโดย Head Chef ชาวอินโดนีเซีย Rydo Anton ลูกค้าสามารถนัดเพื่อนๆมาสังสรรค์กันในห้องทานอาหารหลักที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป
รูปที่ 48
ชั้นสองเป็นโซน Arena G ควบคุมโดย Head Chef ชาวอินโดนีเซีย Rydo Anton ลูกค้าสามารถนัดเพื่อนๆมาสังสรรค์กันในห้องทานอาหารหลักที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป
ตัวร้านตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 มองจากด้านหน้าเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น 3 ชั้น
รูปที่ 49
ตัวร้านตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 มองจากด้านหน้าเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น 3 ชั้น
แม้ทุกคอร์สจะแฝงไปด้วยเทคนิคการปรุงระดับสูงแต่ที่ในแง่รสชาติก็มีบางคอร์สที่ดูเหมือนจะยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นักเช่น World Map ที่ผงทำจากผักต่างๆด้านบนแยกเนื้อสัมผัสและดูไม่เข้ากันกับเพสท์ด้านล่างต่างจาก Lick It Up เดิมที่พูเรทุกสีรสชาติและเนื้อสัมผัสเข้ากันได้ไร้ที่ติ หรือบางเมนูอย่าง Idli Sambar, Crab Curry และของหวานทุกจานที่ดูจะเป็นรองเมื่อเทียบกับเมนูจากร้านเดิมอย่าง Chutoro Sushi, Tom Yum Kung หรือ King Crab Curry Rice Paturi ที่เราเคยทาน ในทางกลับกันเชฟ Gaggan และลูกทีมสามารถใส่ความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องสนใจรางวัลต่างๆที่การันตีเอาไว้ เรายังคงยืนยันว่าอาหารจำนวน 18 คอร์สเทียบกับราคาที่ตั้งไว้ถือว่าพอรับได้ ทุกคนที่แวะมาทานน่าจะมีความสุขกลับไปหากเข้าใจได้ว่านี่คือเส้นทางใหม่ที่เชฟเลือกเดินและไม่ใช่ Restaurant Gaggan ในซอยหลังสวนอีกต่อไป Restaurant Gaggan Anand อาจมีลุ้นดาวอย่างมาก 1 ดวงในมิชลินไกด์ปี 2022 แต่ถ้าแลกมาด้วยชีวิตส่วนตัว, ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่ดีขึ้น นี่อาจเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือดีกว่าเดิมก็เป็นได้
รูปที่ 50
แม้ทุกคอร์สจะแฝงไปด้วยเทคนิคการปรุงระดับสูงแต่ที่ในแง่รสชาติก็มีบางคอร์สที่ดูเหมือนจะยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นักเช่น World Map ที่ผงทำจากผักต่างๆด้านบนแยกเนื้อสัมผัสและดูไม่เข้ากันกับเพสท์ด้านล่างต่างจาก Lick It Up เดิมที่พูเรทุกสีรสชาติและเนื้อสัมผัสเข้ากันได้ไร้ที่ติ หรือบางเมนูอย่าง Idli Sambar, Crab Curry และของหวานทุกจานที่ดูจะเป็นรองเมื่อเทียบกับเมนูจากร้านเดิมอย่าง Chutoro Sushi, Tom Yum Kung หรือ King Crab Curry Rice Paturi ที่เราเคยทาน ในทางกลับกันเชฟ Gaggan และลูกทีมสามารถใส่ความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องสนใจรางวัลต่างๆที่การันตีเอาไว้ เรายังคงยืนยันว่าอาหารจำนวน 18 คอร์สเทียบกับราคาที่ตั้งไว้ถือว่าพอรับได้ ทุกคนที่แวะมาทานน่าจะมีความสุขกลับไปหากเข้าใจได้ว่านี่คือเส้นทางใหม่ที่เชฟเลือกเดินและไม่ใช่ Restaurant Gaggan ในซอยหลังสวนอีกต่อไป Restaurant Gaggan Anand อาจมีลุ้นดาวอย่างมาก 1 ดวงในมิชลินไกด์ปี 2022 แต่ถ้าแลกมาด้วยชีวิตส่วนตัว, ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่ดีขึ้น นี่อาจเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือดีกว่าเดิมก็เป็นได้