GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Gaa
2 MICHELIN Stars

ThailandGaa · กา

Innovative · อาหารเชิงนวัตกรรม — 46 ซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

🎗 [INTRO] Gaa เป็นห้องอาหารเชิงนวัตกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารท้องถิ่นและอาหารริมทางของประเทศอินเดีย เจ้าของร้าน Garima Arora เป็นเชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกของโลกที่สามารถคุมร้านจนสามารถคว้า Michelin Star มาครองได้สำเร็จทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจคไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Food Forward India อีกด้วย

🎗 [THE PLACE] บ้านเรือนไทยหลังเก่าอายุกว่า 60 ปีได้ถูกย้ายรื้อโครงจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อนำมาประกอบใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 ดีไซน์สตูดิโอ Architectkidd ปรับเปลี่ยนส่วนใต้ถุนบ้านให้กลายมาเป็นร้านอาหารสไตล์ Indian All Day Eatery ที่มีชื่อว่า HERE นำเสนอเมนูพื้นถิ่นอินเดียที่ถูกยกระดับให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ส่วนห้องอาหาร Gaa ตั้งอยู่บริเวณชั้นบนกินอาณาบริเวณทั้งหมดของตัวบ้าน เมื่อเดินผ่านประตูไม้เข้าไปจะพบกับห้องรับประทานอาหารขนาดย่อมพร้อมด้วยครัวแบบเปิดสำหรับรองรับลูกค้าที่มากันเป็นกลุ่ม เดินต่อเข้ามาด้านในจะพบกับห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งด้วยโทนสีโทปกลืนกันไปกับสีของไม้ เพดานทรงโค้งโดดเด่นด้วยเส้นสายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสายสิญจน์แสดงออกถึงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณรวมไปถึงความสุขของทุกคนในตัวอาคารนั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Garima Arora เกิดและเติบโตใน Mumbai เมืองใหญ่ทางทิศตะวันตกของประเทศอินเดีย แม้จะมีความคุ้นเคยกับการทำอาหารมาตั้งแต่ยังเด็กแต่ตัวเธอกลับเรียนจบทางด้านวารสารศาสตร์ทั้งยังใช้ชีวิตทำงานเป็นนักข่าวอยู่พักหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปเธอได้เลือกตามรอยความฝันในการเป็นเชฟโดยเริ่มต้นเข้าศึกษาที่โรงเรียน Le Cordon Bleu ในกรุง Paris ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟชั้นนำระดับโลกมากมายเช่น Verre ของเชฟ Gordon Ramsay ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรม Hilton Dubai หรือจะเป็น Noma ของเชฟ René Redzepi ในกรุง Copenhagen ก่อนที่จะย้ายมายังกรุงเทพและร่วมงานกับห้องอาหาร Gaggan กับเชฟ Gaggan Anand และเปิดร้านอาหาร Gaa เป็นของตัวเองขึ้นในซอยหลังสวน ตัวร้านได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน Michelin Guide Bangkok ปี 2018 ก่อนที่จะถูกเลื่อนระดับสู่ 🌟 1 Michelin Star ในปีถัดมาทำให้ Garima Arora ถูกยกย่องในฐานะเชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกของโลกที่สามารถเปิดห้องอาหารและคว้าดาวมิชลินมาครองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามช่วงปลายปี 2019 เชฟ Garima ตัดสินใจปิดห้องอาหาร Gaa ณ ซอยหลังสวนเพื่อย้ายร้านมายังตำแหน่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 ก่อนที่จะได้รับ 🌟 1 Michelin Star มาครองอีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล Michelin Guide Young Chef Award Presented by Blancpain ในงานประกาศ Michelin Guide Thailand ฉบับปี 2022 ที่ผ่านมา

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Gaa เป็น Tasting Menu Restaurant โดยจะมีบางจานหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปทุก ๆ 3 เดือนตามการรังสรรค์ของเชฟ Garima สำหรับในวันนี้ทางร้านนำเสนอ The Rasa Menu (4,400++/p) หรือคำภาษาสันสกฤตว่า रस ประกอบไปด้วยอาหาร Street Food ยอดนิยมของประเทศอินเดียที่ผ่านการยกระดับและผสมผสานเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศไทยและวัตถุดิบนำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศอินเดียและญี่ปุ่นจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร สำหรับจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นมาก ๆ อย่างเช่น

✨ Sweet, Sour, Salty, Spicy, Umami

เริ่มต้น Tasting Menu ด้วยจาฏ เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมที่มีต้นกำเนิดมาจากตอนเหนือของประเทศอินเดีย เชฟ Garima ปรับรูปแบบการนำเสนอเป็น Pomegranate Chaat หรือจาฏทับทิม ด้านล่างเป็นพูเรทำมาจากใบแมงลักเสิร์ฟกับโยเกิร์ตให้ความมีเปรี้ยว มัน โดยเฉพาะกลิ่นหอมที่โดดเด่นมาก ๆ ยังมีเมล็ดทับทิมและองค์ประกอบสีเหลืองที่เรียกว่า Sev ช่วยให้คำนี้มีเนื้อสัมผัสความกรอบที่แตกต่างกัน แผ่นสีชมพูตรงกลางคือ Frozen Pomegranate ช่วยเรียกความสดชื่น จบด้วยการทอปใบชะพลูและใบชะมวงทอดไว้ด้านบนอีกทีหนึ่งเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว ใช้ช้อนเคาะแผ่นทัมทิมให้แตกแล้วตักให้ครบทุกองค์ประกอบเพื่อให้ได้รสชาติที่ครบถ้วนทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และอุมามินั่นเอง (16/20)

✨ Uni Chilli Toast

คอร์สที่สองของเซ็ตเสิร์ฟมาเป็น Chilli Toast ที่ได้จากการทอดขนมปังบริยอชจนได้ที่เสิร์ฟมากับ Chilli Paste และ Pickled Cucumber โดยมี Uni ทอปเอาไว้ที่ด้านบนอีกทีหนึ่ง ขนมปัง Toast อุ่น ๆ เนื้อสัมผัสเบา ฟู กรอบ มีรสชาติออกเผ็ดและเปรี้ยวนิด ๆ ในขณะที่ Uni มีความเย็น ครีมมี่ และความมันจนเรียกได้ว่าทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วแต่กลับสามารถเชื่อมกันได้เพราะความกรอบและรสเผ็ดจัดจ้านของพริกและแตงกวาดองตรงกลาง นอกจากนี้รสเผ็ดที่ลงตัวยังช่วยเบรคความครีมมี่ของ Uni ไม่ให้โดดเด่นจนเกินไปอีกด้วย (16/20)

✨ Surin Wild Rice, Mustard, Tamarind Cola

หนึ่งในคอร์สที่เราประทับใจที่สุดในวันนี้คือข้าวน้ำนมจากจังหวัดสุรินทร์ที่ไม่ผ่านการขัดสีทำให้มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ แต่ยังคงความนุ่มและไม่กระด้างแม้แต่น้อย มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำนม เชฟนำข้าวไปผัดกับ Ghee ให้มีความหอมมันมากยิ่งขึ้น จากนั้นใส่ผักกาดดองลงไปช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวอุมามิเบรคความมันไม่ให้โดดจนเกินไปและเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสได้อย่างพอเหมาะพอดีอีกด้วย เชฟ Garima เสิร์ฟมาคู่กันกับเครื่องดื่มที่ให้ชื่อว่า Tamarind Cola โดดเด่นด้วย Floral Aroma รวมไปถึงรสชาติเปรี้ยว หวาน เผ็ด และมีซ่าคล้ายกันกับโค้ก อร่อยและช่วยตัดความมันของข้าวได้ดีเช่นกัน (15/20)

🎗 [CONCLUSION] Gaa ถือเป็นตัวอย่างของห้องอาหารยุคใหม่ที่สามารถผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับวัตถุดิบนำเข้าจนสามารถยกระดับอาหารอินเดียพื้นบ้านออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทุกคอร์สเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ชนิดหาใครเทียบได้ยากทั้งยังแฝง Femininity หรือความเป็นผู้หญิงของเชฟ Garima Arora เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน บริการอาจยังไม่ถึงขั้นเพอร์เฟคแต่จัดว่ามีความเป็นกันเอง ทั้งหมดที่กล่าวมาแลกมาด้วยราคาต่อคอร์สที่ค่อนข้างสูงพอสมควร เราเชื่อว่าทุก ๆ คนที่แวะมายังห้องอาหารแห่งนี้หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ชอบอาหารอินเดียจะได้มุมมองใหม่และความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 55 รูป

🇹🇭 Gaa - กา 🌟 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Innovative - อาหารเชิงนวัตกรรม 🧑🏻‍🍳 Chef Garima Arora - เชฟการิมา อาโรรา
รูปที่ 1
🇹🇭 Gaa - กา 🌟 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Innovative - อาหารเชิงนวัตกรรม 🧑🏻‍🍳 Chef Garima Arora - เชฟการิมา อาโรรา
Gaa เป็นห้องอาหารเชิงนวัตกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารท้องถิ่นและอาหารริมทางของประเทศอินเดีย เจ้าของร้าน Garima Arora เป็นเชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกของโลกที่สามารถคุมร้านจนสามารถคว้า Michelin Star มาครองได้สำเร็จทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจคไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Food Forward India อีกด้วย
รูปที่ 2
Gaa เป็นห้องอาหารเชิงนวัตกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารท้องถิ่นและอาหารริมทางของประเทศอินเดีย เจ้าของร้าน Garima Arora เป็นเชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกของโลกที่สามารถคุมร้านจนสามารถคว้า Michelin Star มาครองได้สำเร็จทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจคไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Food Forward India อีกด้วย
Sweet, Sour, Salty, Spicy, Umami เริ่มต้นด้วยจาฏ เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมที่มีต้นกำเนิดมาจากตอนเหนือของประเทศอินเดีย เชฟ Garima ปรับรูปแบบการนำเสนอเป็น Pomegranate Chaat หรือจาฏทับทิม ด้านล่างเป็นพูเรทำมาจากใบแมงลักเสิร์ฟกับโยเกิร์ตให้ความมีเปรี้ยว มัน โดยเฉพาะกลิ่นหอมที่โดดเด่นมาก ๆ ยังมีเมล็ดทับทิมและองค์ประกอบสีเหลืองที่เรียกว่า Sev ช่วยให้คำนี้มีเนื้อสัมผัสความกรอบที่แตกต่างกัน แผ่นสีชมพูตรงกลางคือ Frozen Pomegranate ช่วยเรียกความสดชื่น จบด้วยการทอปใบชะพลูและใบชะมวงทอดไว้ด้านบนอีกทีหนึ่งเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว ใช้ช้อนเคาะแผ่นทัมทิมให้แตกแล้วตักให้ครบทุกองค์ประกอบเพื่อให้ได้รสชาติที่ครบถ้วนทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และอุมามินั่นเอง (16/20)
รูปที่ 3
Sweet, Sour, Salty, Spicy, Umami เริ่มต้นด้วยจาฏ เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมที่มีต้นกำเนิดมาจากตอนเหนือของประเทศอินเดีย เชฟ Garima ปรับรูปแบบการนำเสนอเป็น Pomegranate Chaat หรือจาฏทับทิม ด้านล่างเป็นพูเรทำมาจากใบแมงลักเสิร์ฟกับโยเกิร์ตให้ความมีเปรี้ยว มัน โดยเฉพาะกลิ่นหอมที่โดดเด่นมาก ๆ ยังมีเมล็ดทับทิมและองค์ประกอบสีเหลืองที่เรียกว่า Sev ช่วยให้คำนี้มีเนื้อสัมผัสความกรอบที่แตกต่างกัน แผ่นสีชมพูตรงกลางคือ Frozen Pomegranate ช่วยเรียกความสดชื่น จบด้วยการทอปใบชะพลูและใบชะมวงทอดไว้ด้านบนอีกทีหนึ่งเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว ใช้ช้อนเคาะแผ่นทัมทิมให้แตกแล้วตักให้ครบทุกองค์ประกอบเพื่อให้ได้รสชาติที่ครบถ้วนทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และอุมามินั่นเอง (16/20)
Strawberry Kombucha Juice Pairing แก้วแรกคือสตรอว์เบอร์รี่ที่ผ่านการหมักและมีส่วนผสมของคอมบุฉะให้รสหวานที่ละมุนช่วยลดทอนความจัดจ้านหลังรับประทานจาฏได้เป็นอย่างดี
รูปที่ 4
Strawberry Kombucha Juice Pairing แก้วแรกคือสตรอว์เบอร์รี่ที่ผ่านการหมักและมีส่วนผสมของคอมบุฉะให้รสหวานที่ละมุนช่วยลดทอนความจัดจ้านหลังรับประทานจาฏได้เป็นอย่างดี
🥄 Many Bites, Limitless Flavours, One Country จากนั้นพนักงานจะเริ่มนำเสิร์ฟอาหารคอร์สเล็ก ๆ ทีละคำต่อกันไปเรื่อย ๆ
รูปที่ 5
🥄 Many Bites, Limitless Flavours, One Country จากนั้นพนักงานจะเริ่มนำเสิร์ฟอาหารคอร์สเล็ก ๆ ทีละคำต่อกันไปเรื่อย ๆ
Paniyaram Paniyaram หรือ Paddu เป็นอาหารเช้าของคนอินเดียทางตอนเหนือมีลักษณะเป็นแป้งนึ่งในแม่พิมพ์ดูคล้ายขนมครก ในที่นี้เชฟ Garima ยัดไส้ด้านในด้วยเห็ดโมเรลจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดียเสมือนเป็นการผสมผสานความเป็นเหนือ-ใต้เข้าด้วยกัน เนื้อแป้งมีความนุ่มและแน่นพอสมควรแต่ไม่กระด้างแม้แต่น้อย ไส้เห็ดโมเรลด้านในหอมโดดเด่น ด้านบนทอปด้วยถั่วลันเตาหั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทำให้เคี้ยวไปแล้วมีความกรอบแตกต่างกับความนุ่มของแป้งนึ่งด้านล่างนั่นเอง (14/20)
รูปที่ 6
Paniyaram Paniyaram หรือ Paddu เป็นอาหารเช้าของคนอินเดียทางตอนเหนือมีลักษณะเป็นแป้งนึ่งในแม่พิมพ์ดูคล้ายขนมครก ในที่นี้เชฟ Garima ยัดไส้ด้านในด้วยเห็ดโมเรลจากทางตอนใต้ของประเทศอินเดียเสมือนเป็นการผสมผสานความเป็นเหนือ-ใต้เข้าด้วยกัน เนื้อแป้งมีความนุ่มและแน่นพอสมควรแต่ไม่กระด้างแม้แต่น้อย ไส้เห็ดโมเรลด้านในหอมโดดเด่น ด้านบนทอปด้วยถั่วลันเตาหั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทำให้เคี้ยวไปแล้วมีความกรอบแตกต่างกับความนุ่มของแป้งนึ่งด้านล่างนั่นเอง (14/20)
Uni Chilli Toast ถัดมาคือ Chilli Toast ที่ได้จากการทอดขนมปังบริยอชจนได้ที่เสิร์ฟมากับ Chilli Paste และ Pickled Cucumber โดยมี Uni ทอปเอาไว้ที่ด้านบนอีกทีหนึ่ง ขนมปัง Toast อุ่น ๆ เนื้อสัมผัสเบา ฟู กรอบ มีรสชาติออกเผ็ดและเปรี้ยวนิด ๆ ในขณะที่ Uni มีความเย็น ครีมมี่ และความมันจนเรียกได้ว่าทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วแต่กลับสามารถเชื่อมกันได้เพราะความกรอบและรสเผ็ดจัดจ้านของพริกและแตงกวาดองตรงกลาง นอกจากนี้รสเผ็ดที่ลงตัวยังช่วยเบรคความครีมมี่ของ Uni ไม่ให้โดดเด่นจนเกินไปอีกด้วย (16/20)
รูปที่ 7
Uni Chilli Toast ถัดมาคือ Chilli Toast ที่ได้จากการทอดขนมปังบริยอชจนได้ที่เสิร์ฟมากับ Chilli Paste และ Pickled Cucumber โดยมี Uni ทอปเอาไว้ที่ด้านบนอีกทีหนึ่ง ขนมปัง Toast อุ่น ๆ เนื้อสัมผัสเบา ฟู กรอบ มีรสชาติออกเผ็ดและเปรี้ยวนิด ๆ ในขณะที่ Uni มีความเย็น ครีมมี่ และความมันจนเรียกได้ว่าทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วแต่กลับสามารถเชื่อมกันได้เพราะความกรอบและรสเผ็ดจัดจ้านของพริกและแตงกวาดองตรงกลาง นอกจากนี้รสเผ็ดที่ลงตัวยังช่วยเบรคความครีมมี่ของ Uni ไม่ให้โดดเด่นจนเกินไปอีกด้วย (16/20)
Bombay Sandwich สุดท้ายคือ Bombay Sandwich เสิร์ฟมาในลักษณะ Open Sandwich โดยมีองค์ประกอบด้านล่างเป็นแผ่นกรอบแล้วคั่นตรงกลางด้วย Ghee ที่ทางร้านหมักเอง ด้านบนคือองค์ประกอบของ Amul Cheese ที่มีกลิ่นโดดเด่นเฉพาะตัวแล้วทอปด้วย Caviar Lime รสเปรี้ยวเพื่อเบรคกลิ่นและความมันขององค์ประกอบอื่น ๆ นั่นเอง (15/20)
รูปที่ 8
Bombay Sandwich สุดท้ายคือ Bombay Sandwich เสิร์ฟมาในลักษณะ Open Sandwich โดยมีองค์ประกอบด้านล่างเป็นแผ่นกรอบแล้วคั่นตรงกลางด้วย Ghee ที่ทางร้านหมักเอง ด้านบนคือองค์ประกอบของ Amul Cheese ที่มีกลิ่นโดดเด่นเฉพาะตัวแล้วทอปด้วย Caviar Lime รสเปรี้ยวเพื่อเบรคกลิ่นและความมันขององค์ประกอบอื่น ๆ นั่นเอง (15/20)
Cucumber & Coriander Juice Pairing แก้วที่สองเสิร์ฟเป็นน้ำสีเขียวที่มีส่วนผสมของแตงกวาและผักชีมีรสชาติเผ็ดนิด ๆ ทั้งยังมีกลิ่นแตงกวาพอประมาณไม่โดดเด่นจนเกินไปเข้ากันกับอาหารทั้ง 3 คำได้ดี
รูปที่ 9
Cucumber & Coriander Juice Pairing แก้วที่สองเสิร์ฟเป็นน้ำสีเขียวที่มีส่วนผสมของแตงกวาและผักชีมีรสชาติเผ็ดนิด ๆ ทั้งยังมีกลิ่นแตงกวาพอประมาณไม่โดดเด่นจนเกินไปเข้ากันกับอาหารทั้ง 3 คำได้ดี
Spicy Tuna Bhel, Khakra Khakra เป็นชื่อของขนมปัง Flabtbread ที่มีต้นกำเนิดมาจากรัฐคุชราฏ ในที่นี้เชฟเสิร์ฟมากับ Chutoro หรือส่วนท้องของปลาทูน่าที่มีอัตราส่วนไขมันปานกลางให้เนื้อสัมผัสนุ่มมันตัดกันกับความกรอบของ Khakra ได้พอเหมาะ (15/20)
รูปที่ 10
Spicy Tuna Bhel, Khakra Khakra เป็นชื่อของขนมปัง Flabtbread ที่มีต้นกำเนิดมาจากรัฐคุชราฏ ในที่นี้เชฟเสิร์ฟมากับ Chutoro หรือส่วนท้องของปลาทูน่าที่มีอัตราส่วนไขมันปานกลางให้เนื้อสัมผัสนุ่มมันตัดกันกับความกรอบของ Khakra ได้พอเหมาะ (15/20)
Spicy Tuna Bhel, Khakra จากนั้นเบรคความมันไม่ให้โดดจนเกินไปด้วยความเผ็ดจากวาซาบิ ยังมี Sweet Corn Emulsion ที่แอบซ่อนอยู่ระหว่าง Khakra กับ Chutoro ที่ช่วยเชื่อมความเผ็ดและมันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว (15/20)
รูปที่ 11
Spicy Tuna Bhel, Khakra จากนั้นเบรคความมันไม่ให้โดดจนเกินไปด้วยความเผ็ดจากวาซาบิ ยังมี Sweet Corn Emulsion ที่แอบซ่อนอยู่ระหว่าง Khakra กับ Chutoro ที่ช่วยเชื่อมความเผ็ดและมันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว (15/20)
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟอาหารว่างอีก 3 คอร์สพร้อมกัน
รูปที่ 12
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟอาหารว่างอีก 3 คอร์สพร้อมกัน
Liver, Longan & Sweet Potato Sweet Potato Nest มีลักษณะคล้ายเส้นหมี่กรอบทำมาจากมันหวานเสิร์ฟมาในลักษณะคล้ายรังนก ตรงกลางเป็นลำไยให้รสหวานและกลิ่นหอมเฉพาะตัว จากนั้นทอปด้วยตับไก่แช่แข็งฝานมาบาง ๆ เมื่อเคี้ยวในปากจะเริ่มละลายให้ความเนียน ละมุน ครีมมี่ ทั้งยังช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว (15/20)
รูปที่ 13
Liver, Longan & Sweet Potato Sweet Potato Nest มีลักษณะคล้ายเส้นหมี่กรอบทำมาจากมันหวานเสิร์ฟมาในลักษณะคล้ายรังนก ตรงกลางเป็นลำไยให้รสหวานและกลิ่นหอมเฉพาะตัว จากนั้นทอปด้วยตับไก่แช่แข็งฝานมาบาง ๆ เมื่อเคี้ยวในปากจะเริ่มละลายให้ความเนียน ละมุน ครีมมี่ ทั้งยังช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว (15/20)
Pulled Lamb & Rice Bread Koji Bread ได้จากการหมักเชื้อรากับข้าวในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนเริ่มมีรสหวาน จากนั้นเชฟนำมาทำเป็นขนมปังที่มีเนื้อสัมผัสกรอบนิด ๆ หนึบหน่อย ๆ ด้านบนคือ Pulled Lamb เนื้อนุ่ม ๆ ทั้งยังมีกลิ่นหอมเข้ากันกับเครื่องเทศสไตล์อินเดียได้อย่างพอเหมาะ (14/20)
รูปที่ 14
Pulled Lamb & Rice Bread Koji Bread ได้จากการหมักเชื้อรากับข้าวในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนเริ่มมีรสหวาน จากนั้นเชฟนำมาทำเป็นขนมปังที่มีเนื้อสัมผัสกรอบนิด ๆ หนึบหน่อย ๆ ด้านบนคือ Pulled Lamb เนื้อนุ่ม ๆ ทั้งยังมีกลิ่นหอมเข้ากันกับเครื่องเทศสไตล์อินเดียได้อย่างพอเหมาะ (14/20)
Gaen Ta Wan Kebab คอร์สนี้เชฟใช้แก่นตะวันนำไปย่างบนเตาถ่านจนหวาน ผิวด้านนอกกรอบนิด ๆ ด้านในนุ่มอร่อย จากนั้น Glazed ด้วยซอสมะขามให้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้มข้นและให้ความ Smokey เล็กน้อย ด้านล่างเป็น Mint Chutney และโยเกิร์ตช่วยปรุงแต่งรสชาติให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น (14/20)
รูปที่ 15
Gaen Ta Wan Kebab คอร์สนี้เชฟใช้แก่นตะวันนำไปย่างบนเตาถ่านจนหวาน ผิวด้านนอกกรอบนิด ๆ ด้านในนุ่มอร่อย จากนั้น Glazed ด้วยซอสมะขามให้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้มข้นและให้ความ Smokey เล็กน้อย ด้านล่างเป็น Mint Chutney และโยเกิร์ตช่วยปรุงแต่งรสชาติให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น (14/20)
Watermelon & Chilli ทั้งสามคอร์สจับคู่กับน้ำแตงโมโดยมีฝั่งหนึ่งของแก้วทาด้วยน้ำตาลและพริกเกลือเพื่อให้ลูกค้าเลือกดื่มได้ทั้งสองฝั่งและได้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป
รูปที่ 16
Watermelon & Chilli ทั้งสามคอร์สจับคู่กับน้ำแตงโมโดยมีฝั่งหนึ่งของแก้วทาด้วยน้ำตาลและพริกเกลือเพื่อให้ลูกค้าเลือกดื่มได้ทั้งสองฝั่งและได้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป
Surin Wild Rice, Mustard, Tamarind Cola หนึ่งในคอร์สที่เราประทับใจที่สุดในวันนี้คือเมนูที่เชฟจับคู่ข้าวน้ำนมจากจังหวัดสุรินทร์เข้ากันกับมะขามโคล่าจนได้ออกมาเป็นอาหารที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร (15/20)
รูปที่ 17
Surin Wild Rice, Mustard, Tamarind Cola หนึ่งในคอร์สที่เราประทับใจที่สุดในวันนี้คือเมนูที่เชฟจับคู่ข้าวน้ำนมจากจังหวัดสุรินทร์เข้ากันกับมะขามโคล่าจนได้ออกมาเป็นอาหารที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร (15/20)
Surin Wild Rice, Mustard, Tamarind Cola ข้าวน้ำนมจากจังหวัดสุรินทร์ที่ไม่ผ่านการขัดสีทำให้มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบแต่ยังคงความนุ่มและไม่กระด้างแม้แต่น้อย เนื้อสัมผัสเรียกได้ว่าดีงามจนเราต้องตกใจ เชฟนำไปผัดกับ Ghee ให้มีความหอมมันมากยิ่งขึ้นทั้งยังมีกลิ่นคล้ายน้ำนม จากนั้นใส่ผักกาดดองลงไปช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวอุมามิเบรคความมันไม่ให้โดดจนเกินไปและเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสได้อย่างพอเหมาะพอดีอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 18
Surin Wild Rice, Mustard, Tamarind Cola ข้าวน้ำนมจากจังหวัดสุรินทร์ที่ไม่ผ่านการขัดสีทำให้มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบแต่ยังคงความนุ่มและไม่กระด้างแม้แต่น้อย เนื้อสัมผัสเรียกได้ว่าดีงามจนเราต้องตกใจ เชฟนำไปผัดกับ Ghee ให้มีความหอมมันมากยิ่งขึ้นทั้งยังมีกลิ่นคล้ายน้ำนม จากนั้นใส่ผักกาดดองลงไปช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวอุมามิเบรคความมันไม่ให้โดดจนเกินไปและเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสได้อย่างพอเหมาะพอดีอีกด้วย (15/20)
Surin Wild Rice, Mustard, Tamarind Cola ในภาพเป็นเครื่องดื่มที่เสิร์ฟมาคู่กับคอร์สนี้ที่เชฟ Garima ให้ชื่อว่า Tamarind Cola โดดเด่นด้วย Floral Aroma รวมไปถึงรสชาติเปรี้ยว หวาน เผ็ด และมีซ่าคล้ายกันกับโค้ก อร่อยและช่วยตัดความมันของข้าวได้ดีเช่นกัน (15/20)
รูปที่ 19
Surin Wild Rice, Mustard, Tamarind Cola ในภาพเป็นเครื่องดื่มที่เสิร์ฟมาคู่กับคอร์สนี้ที่เชฟ Garima ให้ชื่อว่า Tamarind Cola โดดเด่นด้วย Floral Aroma รวมไปถึงรสชาติเปรี้ยว หวาน เผ็ด และมีซ่าคล้ายกันกับโค้ก อร่อยและช่วยตัดความมันของข้าวได้ดีเช่นกัน (15/20)
Crayfish, Kerala Surf and Turf คอร์สนี้เชฟ Garima ตั้งใจเสิร์ฟมาเป็น 2 คอร์สย่อยตามคอนเซป Surf and Turf (15/20)
รูปที่ 20
Crayfish, Kerala Surf and Turf คอร์สนี้เชฟ Garima ตั้งใจเสิร์ฟมาเป็น 2 คอร์สย่อยตามคอนเซป Surf and Turf (15/20)
Crayfish, Kerala Surf and Turf เริ่มต้นที่กล้วยที่เชฟฝานเป็นชิ้นบาง ๆ จากนั้นนำลงทอดจนกรอบ ด้านในเป็น Sour Cream ที่ทางร้านทำเองให้รสเปรี้ยวบาง ๆ จากนั้นทอปด้วย Royal Oscietra Caviar จาก Thai Sturgeon Farm ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ Jasmine Oil Drop ช่วยเพิ่มความเค็มอุมามิและกลิ่นหอมให้กับรสชาติโดยรวม (15/20)
รูปที่ 21
Crayfish, Kerala Surf and Turf เริ่มต้นที่กล้วยที่เชฟฝานเป็นชิ้นบาง ๆ จากนั้นนำลงทอดจนกรอบ ด้านในเป็น Sour Cream ที่ทางร้านทำเองให้รสเปรี้ยวบาง ๆ จากนั้นทอปด้วย Royal Oscietra Caviar จาก Thai Sturgeon Farm ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ Jasmine Oil Drop ช่วยเพิ่มความเค็มอุมามิและกลิ่นหอมให้กับรสชาติโดยรวม (15/20)
Crayfish, Kerala Surf and Turf อีกจานหนึ่งคือกุ้งเครฟิชที่ผ่านการย่างมาอย่างดีบนเตาถ่านเสิร์ฟมาบนใบชะพลูทอดกรอบ ใต้ชิ้นกุ้งรองด้วยองค์ประกอบของ Techa ซึ่งเป็นพริกชนิดหนึ่งทำมาเป็น Chutney ให้รสชาติเผ็ดจัดจ้าน ข้าง ๆ กันคือ Crayfish Mayonnaise ช่วยเชื่อมความหวานของเนื้อกุ้งและเบรคความเผ็ดของ Chutney ไม่ให้โดดจนเกินไปแล้วจึงจบด้วยการวางดอก Nasturtium ที่ไม่เพียงช่วยแต่งแต้มสีสันให้ดูน่ารับประทานแต่ยังมีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายกับพริกไทยช่วยเสริมกันกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในคอร์สได้อย่างพอเหมาะพอดีอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 22
Crayfish, Kerala Surf and Turf อีกจานหนึ่งคือกุ้งเครฟิชที่ผ่านการย่างมาอย่างดีบนเตาถ่านเสิร์ฟมาบนใบชะพลูทอดกรอบ ใต้ชิ้นกุ้งรองด้วยองค์ประกอบของ Techa ซึ่งเป็นพริกชนิดหนึ่งทำมาเป็น Chutney ให้รสชาติเผ็ดจัดจ้าน ข้าง ๆ กันคือ Crayfish Mayonnaise ช่วยเชื่อมความหวานของเนื้อกุ้งและเบรคความเผ็ดของ Chutney ไม่ให้โดดจนเกินไปแล้วจึงจบด้วยการวางดอก Nasturtium ที่ไม่เพียงช่วยแต่งแต้มสีสันให้ดูน่ารับประทานแต่ยังมีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายกับพริกไทยช่วยเสริมกันกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในคอร์สได้อย่างพอเหมาะพอดีอีกด้วย (15/20)
Scallop, Seaweed, Coconut ตามมาด้วย Seaweed Tartlette แป้งบางกรอบด้านในเป็นหอยเชลล์หั่นมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผัดกับ Coriander Chilli Sauce ให้กลิ่นหอมและรสเผ็ดเฉพาะตัว ด้านบนเป็น Coconut Salad ที่ได้จากการยำเนื้อมะพร้าวเข้ากับ Hor Wor Oil จบด้วยการวาง Fried Thai Seaweed หรือสาหร่ายทอดกรอบเอาไว้ด้านบนเพื่อเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส เราประทับใจที่แม้ในจานจะมีองค์ประกอบที่ต้องเคี้ยวและมีความกรอบมากมายแต่หอยเชลล์ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีเนื้อนุ่มกลับไม่โดนบดบังเนื้อสัมผัสหรือแย่งความโดดเด่นไปเลยแม้แต่น้อย สุดยอดมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 23
Scallop, Seaweed, Coconut ตามมาด้วย Seaweed Tartlette แป้งบางกรอบด้านในเป็นหอยเชลล์หั่นมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผัดกับ Coriander Chilli Sauce ให้กลิ่นหอมและรสเผ็ดเฉพาะตัว ด้านบนเป็น Coconut Salad ที่ได้จากการยำเนื้อมะพร้าวเข้ากับ Hor Wor Oil จบด้วยการวาง Fried Thai Seaweed หรือสาหร่ายทอดกรอบเอาไว้ด้านบนเพื่อเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส เราประทับใจที่แม้ในจานจะมีองค์ประกอบที่ต้องเคี้ยวและมีความกรอบมากมายแต่หอยเชลล์ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีเนื้อนุ่มกลับไม่โดนบดบังเนื้อสัมผัสหรือแย่งความโดดเด่นไปเลยแม้แต่น้อย สุดยอดมาก ๆ (15/20)
“Crab Curry” จานนี้คือแกงปูที่เชฟเลือกใช้เนื้อปูม้าสด ๆ นึ่งมาจนสุกได้ที่ จากนั้นเสิร์ฟมาบน Long Peppercorn and Jaggery Emulsion เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ลูกเดือยลงไปด้วย ด้านบนทอปด้วยกระเจี๊ยบทอดสีสันโดดเด่น (14/20)
รูปที่ 24
“Crab Curry” จานนี้คือแกงปูที่เชฟเลือกใช้เนื้อปูม้าสด ๆ นึ่งมาจนสุกได้ที่ จากนั้นเสิร์ฟมาบน Long Peppercorn and Jaggery Emulsion เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ลูกเดือยลงไปด้วย ด้านบนทอปด้วยกระเจี๊ยบทอดสีสันโดดเด่น (14/20)
“Crab Curry” จากนั้นพนักงานจะเทราด Maccadamia Milk และ Curry Leaf Oil ลงไปด้วย (14/20)
รูปที่ 25
“Crab Curry” จากนั้นพนักงานจะเทราด Maccadamia Milk และ Curry Leaf Oil ลงไปด้วย (14/20)
“Crab Curry” เนื้อปูสด หอม รสชาติหวานธรรมชาติเสริมด้วยความหอมมันของนมถั่วแมคาเดเมียและน้ำมันใบแกง อีกหนึ่งความโดดเด่นของจานคือเนื้อสัมผัสที่หลากหลายไล่ระดับตั้งแต่เนื้อปู ลูกเดือย และกระเจี๊ยบทอด อย่างไรก็ตามกระเจี๊ยบทอดหลายชิ้นยังพบว่ามีความกระด้างอยู่บ้างเล็กน้อย (14/20)
รูปที่ 26
“Crab Curry” เนื้อปูสด หอม รสชาติหวานธรรมชาติเสริมด้วยความหอมมันของนมถั่วแมคาเดเมียและน้ำมันใบแกง อีกหนึ่งความโดดเด่นของจานคือเนื้อสัมผัสที่หลากหลายไล่ระดับตั้งแต่เนื้อปู ลูกเดือย และกระเจี๊ยบทอด อย่างไรก็ตามกระเจี๊ยบทอดหลายชิ้นยังพบว่ามีความกระด้างอยู่บ้างเล็กน้อย (14/20)
Dragon Fruit & Rose ทั้งสามคอร์สที่ผ่านมาจับคู่กับน้ำแก้วมังกรสีสันสวยงามทั้งยังมีกลิ่นหอมจาก Rose Petal Infusion อีกด้วย
รูปที่ 27
Dragon Fruit & Rose ทั้งสามคอร์สที่ผ่านมาจับคู่กับน้ำแก้วมังกรสีสันสวยงามทั้งยังมีกลิ่นหอมจาก Rose Petal Infusion อีกด้วย
Beef Panki ถัดมาเป็น Beef Kebab หรือเนื้อวัวท้องถิ่นของไทยที่ผ่านการเสียบไม้แล้วย่างในเตา Tandoor จากนั้นหมักกับซอสสไตล์อินเดียจนเข้าเนื้อ (14/20)
รูปที่ 28
Beef Panki ถัดมาเป็น Beef Kebab หรือเนื้อวัวท้องถิ่นของไทยที่ผ่านการเสียบไม้แล้วย่างในเตา Tandoor จากนั้นหมักกับซอสสไตล์อินเดียจนเข้าเนื้อ (14/20)
Beef Panki ด้านบนทอปด้วยซอสกระเพราและมิ้นท์สูตรพิเศษของเชฟ ก้านผักชี หอมแดง มะละกอดองหวาน และพริกเขียวยาวย่าง ส่วนองค์ประกอบข้าง ๆ คือ Panki มีลักษณะเป็นแป้งหมักที่ผ่านการย่างในใบตองจนนุ่ม (14/20)
รูปที่ 29
Beef Panki ด้านบนทอปด้วยซอสกระเพราและมิ้นท์สูตรพิเศษของเชฟ ก้านผักชี หอมแดง มะละกอดองหวาน และพริกเขียวยาวย่าง ส่วนองค์ประกอบข้าง ๆ คือ Panki มีลักษณะเป็นแป้งหมักที่ผ่านการย่างในใบตองจนนุ่ม (14/20)
Smoked Green Apple & Cucumber เครื่องดื่มที่เสิร์ฟมาคู่กันทำมาจากแอปเปิ้ลเขียวรมควันและแตงกวามีอโรม่าคล้ายสมุนไพร
รูปที่ 30
Smoked Green Apple & Cucumber เครื่องดื่มที่เสิร์ฟมาคู่กันทำมาจากแอปเปิ้ลเขียวรมควันและแตงกวามีอโรม่าคล้ายสมุนไพร
Chilled Mango, Orange, Pomelo ล้างปากด้วยซุปมะม่วงเย็นที่มีส่วนผสมของวุ้นมะพร้าว 1 ชิ้น ส้มโอ ส้มแห้ง และมะม่วงแห้ง ให้รสชาติเปรี้ยวนำเสริมด้วยความขมนิด ๆ มีกลิ่นหอมจากผงวานิลลาที่ใส่เอาไว้ด้านบน ช่วยดับคาวจากอาหารคาวจานก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี (14/20)
รูปที่ 31
Chilled Mango, Orange, Pomelo ล้างปากด้วยซุปมะม่วงเย็นที่มีส่วนผสมของวุ้นมะพร้าว 1 ชิ้น ส้มโอ ส้มแห้ง และมะม่วงแห้ง ให้รสชาติเปรี้ยวนำเสริมด้วยความขมนิด ๆ มีกลิ่นหอมจากผงวานิลลาที่ใส่เอาไว้ด้านบน ช่วยดับคาวจากอาหารคาวจานก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี (14/20)
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery เราตกใจมากที่ทางร้านนำเสนอของหวานจากวัตถุดิบที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้อย่างทุเรียนและเห็ดทรัฟเฟิล เสิร์ฟมากับเครื่องเคียงดูอลังการไม่เบา (14/20)
รูปที่ 32
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery เราตกใจมากที่ทางร้านนำเสนอของหวานจากวัตถุดิบที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้อย่างทุเรียนและเห็ดทรัฟเฟิล เสิร์ฟมากับเครื่องเคียงดูอลังการไม่เบา (14/20)
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery เชฟเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองสุกเพื่อให้เนื้อมีความครีมมี่และรสชาติหวาน จากนั้นนำไปย่างกับ Brown Butter แล้ว Glazed ด้วย Jaggery หรือน้ำตาลอ้อยนำเข้าจากประเทศอินเดียและเห็ด Truffle รวมไปถึงมีองค์ประกอบของขิงและเครื่องเทศเล็กน้อยจนผิวส้มผัสเกิดกระบวนการ Caramelization ให้รสหวานนำและรสขมตามมาเป็น Aftertaste จากนั้นจบด้วยการฝน Truffle ทอปลงได้ด้านบนเพื่อเสริมให้มีกลิ่นหอมของ Truffle โดดเด่นนั่นเอง (14/20)
รูปที่ 33
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery เชฟเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองสุกเพื่อให้เนื้อมีความครีมมี่และรสชาติหวาน จากนั้นนำไปย่างกับ Brown Butter แล้ว Glazed ด้วย Jaggery หรือน้ำตาลอ้อยนำเข้าจากประเทศอินเดียและเห็ด Truffle รวมไปถึงมีองค์ประกอบของขิงและเครื่องเทศเล็กน้อยจนผิวส้มผัสเกิดกระบวนการ Caramelization ให้รสหวานนำและรสขมตามมาเป็น Aftertaste จากนั้นจบด้วยการฝน Truffle ทอปลงได้ด้านบนเพื่อเสริมให้มีกลิ่นหอมของ Truffle โดดเด่นนั่นเอง (14/20)
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery เชฟเสิร์ฟมากับองค์ประกอบเสริมคือ Cultured Butter รสชาติอมเปรี้ยวและ Jaggery หวาน (14/20)
รูปที่ 34
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery เชฟเสิร์ฟมากับองค์ประกอบเสริมคือ Cultured Butter รสชาติอมเปรี้ยวและ Jaggery หวาน (14/20)
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery ยังมีแผ่น Missi Roti กรอบที่มีอโรม่าเฉพาะตัวจาก Cardamom Powder เสิร์ฟมาคู่กันด้วย วิธีรับประทานให้ตักเนื้อทุเรียนมาวางบนแผ่นโรตี ผสมเนยและน้ำตาลลงไป แล้วลิ้มลองกันได้เลย (14/20)
รูปที่ 35
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery ยังมีแผ่น Missi Roti กรอบที่มีอโรม่าเฉพาะตัวจาก Cardamom Powder เสิร์ฟมาคู่กันด้วย วิธีรับประทานให้ตักเนื้อทุเรียนมาวางบนแผ่นโรตี ผสมเนยและน้ำตาลลงไป แล้วลิ้มลองกันได้เลย (14/20)
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery ในแง่ของรสชาติทุเรียนหมอนทองมีรสหวาน เข้ากันดีกับความหวานปนขมของผิวด้านบนที่เกิดการ Caramelization เชฟตัดไม่ให้รสชาติหวานแสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไปด้วยความเปรี้ยวของ Cultured Butter ส่วนในแง่ของกลิ่นนั้น Earthy Aroma ของ Truffle ช่วยลดทอนกลิ่นเฉพาะตัวของทุเรียนหมอนทองสุกไปได้บ้างแต่ก็ยังถือว่าหลงเหลืออยู่พอสมควร โดยรวมถือเป็นของหวานที่มีความคิดสร้างสรรค์ทั้งยังถูกรังสรรค์ออกมาได้น่าสนใจ จุดสังเกตเดียวที่อาจพูดได้คือปริมาณที่ให้มาค่อนข้างเยอะเพราะรสชาติในช่วง 1-2 คำแรกนั้นถือว่าน่าสนใจแต่ด้วยความหนัก ความมัน และความครีมมี่ของทุเรียนประกอบกับความหวานของน้ำตาลทำให้ในคำถัด ๆ มาอาจเกิดการเลี่ยนขึ้นได้ง่ายนั่นเอง (14/20)
รูปที่ 36
Durian, Truffles, Missi Roti, Butter & Jaggery ในแง่ของรสชาติทุเรียนหมอนทองมีรสหวาน เข้ากันดีกับความหวานปนขมของผิวด้านบนที่เกิดการ Caramelization เชฟตัดไม่ให้รสชาติหวานแสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไปด้วยความเปรี้ยวของ Cultured Butter ส่วนในแง่ของกลิ่นนั้น Earthy Aroma ของ Truffle ช่วยลดทอนกลิ่นเฉพาะตัวของทุเรียนหมอนทองสุกไปได้บ้างแต่ก็ยังถือว่าหลงเหลืออยู่พอสมควร โดยรวมถือเป็นของหวานที่มีความคิดสร้างสรรค์ทั้งยังถูกรังสรรค์ออกมาได้น่าสนใจ จุดสังเกตเดียวที่อาจพูดได้คือปริมาณที่ให้มาค่อนข้างเยอะเพราะรสชาติในช่วง 1-2 คำแรกนั้นถือว่าน่าสนใจแต่ด้วยความหนัก ความมัน และความครีมมี่ของทุเรียนประกอบกับความหวานของน้ำตาลทำให้ในคำถัด ๆ มาอาจเกิดการเลี่ยนขึ้นได้ง่ายนั่นเอง (14/20)
Boozy Warm “Thandai”, Petits Fours ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Thandai เครื่องดื่มเย็นของอินเดียที่มีส่วนผสมหลักจากอัลมอนด์เสิร์ฟมาพร้อมกับเซ็ท Petits Fours ในถาดสีขาวดูน่ารัปประทานมาก ๆ (14/20)
รูปที่ 37
Boozy Warm “Thandai”, Petits Fours ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Thandai เครื่องดื่มเย็นของอินเดียที่มีส่วนผสมหลักจากอัลมอนด์เสิร์ฟมาพร้อมกับเซ็ท Petits Fours ในถาดสีขาวดูน่ารัปประทานมาก ๆ (14/20)
Boozy Warm “Thandai”, Petits Fours Thandai มีส่วนประกอบของนมถั่วพิสตาชิโอ้ ถั่วอัลมอนด์ และเครื่องเทศ เชฟ Garima ตั้งใจผสม Amaretto ลงไปเพื่อให้มีกลิ่นหอมของอัลมอนด์โดดเด่นขึ้นมาด้วย เสิร์ฟมากับ Petits Fours ทั้ง 4 อย่างคือ Pistachio Meringue หวานกรอบ White Chocolate Rice Pop เป็นข้าวพองกรอบเคลือบด้วยไวท์ช็อกโกแลตหอมมัน Coconut Laddu เนื้อแน่นกรอบและ Chocolate Papadum ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (14/20)
รูปที่ 38
Boozy Warm “Thandai”, Petits Fours Thandai มีส่วนประกอบของนมถั่วพิสตาชิโอ้ ถั่วอัลมอนด์ และเครื่องเทศ เชฟ Garima ตั้งใจผสม Amaretto ลงไปเพื่อให้มีกลิ่นหอมของอัลมอนด์โดดเด่นขึ้นมาด้วย เสิร์ฟมากับ Petits Fours ทั้ง 4 อย่างคือ Pistachio Meringue หวานกรอบ White Chocolate Rice Pop เป็นข้าวพองกรอบเคลือบด้วยไวท์ช็อกโกแลตหอมมัน Coconut Laddu เนื้อแน่นกรอบและ Chocolate Papadum ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (14/20)
Coffee Kombucha ของหวานเสิร์ฟมาให้จับคู่กับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟและคอมบุฉะ
รูปที่ 39
Coffee Kombucha ของหวานเสิร์ฟมาให้จับคู่กับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟและคอมบุฉะ
💰 ราคา 10,828 บาท
รูปที่ 40
💰 ราคา 10,828 บาท
ห้องอาหาร Gaa เป็น Tasting Menu Restaurant โดยจะมีบางจานหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปทุก ๆ 3 เดือนตามการรังสรรค์ของเชฟ Garima
รูปที่ 41
ห้องอาหาร Gaa เป็น Tasting Menu Restaurant โดยจะมีบางจานหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปทุก ๆ 3 เดือนตามการรังสรรค์ของเชฟ Garima
สำหรับในวันนี้ทางร้านนำเสนอ The Rasa Menu (4,400++/p) หรือคำภาษาสันสกฤตว่า रस ประกอบไปด้วยอาหาร Street Food ยอดนิยมของประเทศอินเดียที่ผ่านการยกระดับและผสมผสานเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศไทยและวัตถุดิบนำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศอินเดียและญี่ปุ่นจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
รูปที่ 42
สำหรับในวันนี้ทางร้านนำเสนอ The Rasa Menu (4,400++/p) หรือคำภาษาสันสกฤตว่า रस ประกอบไปด้วยอาหาร Street Food ยอดนิยมของประเทศอินเดียที่ผ่านการยกระดับและผสมผสานเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศไทยและวัตถุดิบนำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศอินเดียและญี่ปุ่นจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
Garima Arora เกิดและเติบโตใน Mumbai เมืองใหญ่ทางทิศตะวันตกของประเทศอินเดีย แม้จะมีความคุ้นเคยกับการทำอาหารมาตั้งแต่ยังเด็กแต่ตัวเธอกลับเรียนจบทางด้านวารสารศาสตร์ทั้งยังใช้ชีวิตทำงานเป็นนักข่าวอยู่พักหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปเธอได้เลือกตามรอยความฝันในการเป็นเชฟโดยเริ่มต้นเข้าศึกษาที่โรงเรียน Le Cordon Bleu ในกรุง Paris ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟชั้นนำระดับโลกมากมายเช่น Verre ของเชฟ Gordon Ramsay ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรม Hilton Dubai หรือจะเป็น Noma ของเชฟ René Redzepi ในกรุง Copenhagen ก่อนที่จะย้ายมายังกรุงเทพและร่วมงานกับห้องอาหาร Gaggan กับเชฟ Gaggan Anand ก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร Gaa เป็นของตัวเองขึ้นในซอยหลังสวน ตัวร้านได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน Michelin Guide Bangkok ปี 2018 ก่อนที่จะถูกเลื่อนระดับสู่ 🌟 1 Michelin Star ในปีถัดมาทำให้ Garima Arora ถูกยกย่องในฐานะเชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกของโลกที่สามารถเปิดห้องอาหารและคว้าดาวมิชลินมาครองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามช่วงปลายปี 2019 เชฟ Garima ตัดสินใจปิดห้องอาหาร Gaa ณ ซอยหลังสวนเพื่อย้ายร้านมายังตำแหน่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 ก่อนที่จะได้รับ 🌟 1 Michelin Star มาครองอีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล Michelin Guide Young Chef Award Presented by Blancpain ในงานประกาศ Michelin Guide Thailand ฉบับปี 2022 ที่ผ่านมา
รูปที่ 43
Garima Arora เกิดและเติบโตใน Mumbai เมืองใหญ่ทางทิศตะวันตกของประเทศอินเดีย แม้จะมีความคุ้นเคยกับการทำอาหารมาตั้งแต่ยังเด็กแต่ตัวเธอกลับเรียนจบทางด้านวารสารศาสตร์ทั้งยังใช้ชีวิตทำงานเป็นนักข่าวอยู่พักหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปเธอได้เลือกตามรอยความฝันในการเป็นเชฟโดยเริ่มต้นเข้าศึกษาที่โรงเรียน Le Cordon Bleu ในกรุง Paris ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟชั้นนำระดับโลกมากมายเช่น Verre ของเชฟ Gordon Ramsay ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรม Hilton Dubai หรือจะเป็น Noma ของเชฟ René Redzepi ในกรุง Copenhagen ก่อนที่จะย้ายมายังกรุงเทพและร่วมงานกับห้องอาหาร Gaggan กับเชฟ Gaggan Anand ก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร Gaa เป็นของตัวเองขึ้นในซอยหลังสวน ตัวร้านได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน Michelin Guide Bangkok ปี 2018 ก่อนที่จะถูกเลื่อนระดับสู่ 🌟 1 Michelin Star ในปีถัดมาทำให้ Garima Arora ถูกยกย่องในฐานะเชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกของโลกที่สามารถเปิดห้องอาหารและคว้าดาวมิชลินมาครองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามช่วงปลายปี 2019 เชฟ Garima ตัดสินใจปิดห้องอาหาร Gaa ณ ซอยหลังสวนเพื่อย้ายร้านมายังตำแหน่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 ก่อนที่จะได้รับ 🌟 1 Michelin Star มาครองอีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล Michelin Guide Young Chef Award Presented by Blancpain ในงานประกาศ Michelin Guide Thailand ฉบับปี 2022 ที่ผ่านมา
เมื่อเดินผ่านประตูไม้เข้าไปจะพบกับห้องรับประทานอาหารขนาดย่อมพร้อมด้วยครัวแบบเปิดสำหรับรองรับลูกค้าที่มากันเป็นกลุ่ม
รูปที่ 44
เมื่อเดินผ่านประตูไม้เข้าไปจะพบกับห้องรับประทานอาหารขนาดย่อมพร้อมด้วยครัวแบบเปิดสำหรับรองรับลูกค้าที่มากันเป็นกลุ่ม
ห้องครัวแบบ Open Kitchen
รูปที่ 45
ห้องครัวแบบ Open Kitchen
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 46
ภายในห้องอาหาร
เดินต่อเข้ามาด้านในจะพบกับห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งด้วยโทนสีโทปกลืนกันไปกับสีของไม้
รูปที่ 47
เดินต่อเข้ามาด้านในจะพบกับห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งด้วยโทนสีโทปกลืนกันไปกับสีของไม้
เพดานทรงโค้งโดดเด่นด้วยเส้นสายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสายสิญจน์แสดงออกถึงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณรวมไปถึงความสุขของทุกคนในตัวอาคารนั่นเอง
รูปที่ 48
เพดานทรงโค้งโดดเด่นด้วยเส้นสายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสายสิญจน์แสดงออกถึงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณรวมไปถึงความสุขของทุกคนในตัวอาคารนั่นเอง
Gaa ถือเป็นตัวอย่างของห้องอาหารยุคใหม่ที่สามารถผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับวัตถุดิบนำเข้าจนสามารถยกระดับอาหารอินเดียพื้นบ้านออกมาได้อย่างน่าสนใจ
รูปที่ 49
Gaa ถือเป็นตัวอย่างของห้องอาหารยุคใหม่ที่สามารถผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับวัตถุดิบนำเข้าจนสามารถยกระดับอาหารอินเดียพื้นบ้านออกมาได้อย่างน่าสนใจ
ทุกคอร์สเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ชนิดหาใครเทียบได้ยากทั้งยังแฝง Femininity หรือความเป็นผู้หญิงของเชฟ Garima Arora เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
รูปที่ 50
ทุกคอร์สเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ชนิดหาใครเทียบได้ยากทั้งยังแฝง Femininity หรือความเป็นผู้หญิงของเชฟ Garima Arora เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
บริการอาจยังไม่ถึงขั้นเพอร์เฟคแต่จัดว่ามีความเป็นกันเอง ทั้งหมดที่กล่าวมาแลกมาด้วยราคาต่อคอร์สที่ค่อนข้างสูงพอสมควร เราเชื่อว่าทุก ๆ คนที่แวะมายังห้องอาหารแห่งนี้หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ชอบอาหารอินเดียจะได้มุมมองใหม่และความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน
รูปที่ 51
บริการอาจยังไม่ถึงขั้นเพอร์เฟคแต่จัดว่ามีความเป็นกันเอง ทั้งหมดที่กล่าวมาแลกมาด้วยราคาต่อคอร์สที่ค่อนข้างสูงพอสมควร เราเชื่อว่าทุก ๆ คนที่แวะมายังห้องอาหารแห่งนี้หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ชอบอาหารอินเดียจะได้มุมมองใหม่และความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน
บ้านเรือนไทยหลังเก่าอายุกว่า 60 ปีได้ถูกย้ายรื้อโครงจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อนำมาประกอบใหม่ในซอยสุขุมวิท 53
รูปที่ 52
บ้านเรือนไทยหลังเก่าอายุกว่า 60 ปีได้ถูกย้ายรื้อโครงจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อนำมาประกอบใหม่ในซอยสุขุมวิท 53
ส่วนห้องอาหาร Gaa ตั้งอยู่บริเวณชั้นบนกินอาณาบริเวณทั้งหมดของตัวบ้าน
รูปที่ 53
ส่วนห้องอาหาร Gaa ตั้งอยู่บริเวณชั้นบนกินอาณาบริเวณทั้งหมดของตัวบ้าน
ภาพจากหน้าร้าน
รูปที่ 54
ภาพจากหน้าร้าน
ดีไซน์สตูดิโอ Architectkidd ปรับเปลี่ยนส่วนใต้ถุนบ้านให้กลายมาเป็นร้านอาหารสไตล์ Indian All Day Eatery ที่มีชื่อว่า HERE นำเสนอเมนูพื้นถิ่นอินเดียที่ถูกยกระดับให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม
รูปที่ 55
ดีไซน์สตูดิโอ Architectkidd ปรับเปลี่ยนส่วนใต้ถุนบ้านให้กลายมาเป็นร้านอาหารสไตล์ Indian All Day Eatery ที่มีชื่อว่า HERE นำเสนอเมนูพื้นถิ่นอินเดียที่ถูกยกระดับให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม

แกลเลอรี