
Épicure · เอปิเคียว
Modern Cuisine · อาหารยุคใหม่ — Hotel Le Bristol Paris, 112 Rue du Faubourg Saint-Honoré, 75008 Paris, France
🎗 ในปี 2019 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ห้องอาหาร Épicure เฉลิมฉลองการเปิดร้านมาจนครบ 20 ปี รวมไปถึงการรักษารางวัล 3 ดาวมิชลินได้ต่อเนื่องถึง 10 ปีของหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอย่าง Éric Fréchon
🎗 ตัวร้านตั้งอยู่ในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอย่าง Hotel Le Bristol Paris บนถนน Rue du Faubourg Saint-Honoré ในเขต 8 บริหารงานโดยกลุ่มนายทุน Oetker Family ชาวเยอรมัน เมื่อไปถึงพนักงานต้อนรับของโรงแรมจะกล่าวทักทายเราพร้อมบริการ Valet parking จากนั้นจึงเดินนำลูกค้าเข้าสู่ห้องอาหาร ภายในโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหราราวกับพระราชวัง หน้าร้านมีพรมแขวนผนังผืนใหญ่แบบฝรั่งเศสวาดเป็นรูปนกยูงริมธารน้ำ ส่วนของห้องอาหารถูกออกแบบและปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกชื่อดัง Pierre-Yves Rochon ภายในโดดเด่นด้วยกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดกว้างสู่บริเวณเทอเรส โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวตัดเย็บโดย Garnier Thiebault แก้วน้ำทุกใบเป่าและหลอมโดยบริษัทเครื่องแก้วชื่อดัง Baccarat Crystal ซึ่งออกแบบแก้วขึ้นมาใหม่ให้กับห้องอาหาร Epicure โดยเฉพาะ ยังมีจาน, ถ้วยเเละเครื่องลิโมจพอร์ซเลนออกแบบโดย Raynaud Porcelain ในเมือง Limoges ส่วนมีด ช้อน ส้อม และเครื่องเงินต่างๆทางร้านเลือกใช้เเบรนด์สุดหรูอย่าง Christofle ที่กล่าวมาทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความละเอียดเเละพิถีพิถันของร้านในการคัดสรรองค์ประกอบที่ดีที่สุดมาจัดวางบนโต๊ะอาหาร
🎗 แม้ว่าบ้านเกิดจะอยู่ที่เมือง Corbie ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศสเเต่วัยเด็กของ Éric Fréchon นั้นเติบโตขึ้นมาในเเถบ Normandy ชีวิตการทำงานในห้องครัวเริ่มต้นขึ้นตั้งเเต่เขาอายุเพียง 13 ปี หลังจากลองผิดลองถูกกับห้องอาหารเเรกในชื่อของตัวเองอย่าง La Verrière d'Éric Frechon ก่อนที่จะปิดร้านเพื่อย้ายมาร่วมงานกับ Le Bristol Paris ในปี 1999 เเละเริ่มต้นสร้างประวัติศาสตร์ของการเป็นหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในกรุงปารีส เริ่มจากการคว้าดาวมิชลินดวงเเรกทันทีในปีนั้น ⭐️ ตามด้วยดวงที่สองในปี 2001 ⭐️⭐️ หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Bresse Farm Hen poached with wine, crayfish, sweet offal and black truffles. ห้องอาหาร Épicure จึงได้รับการยกระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในปี 2009 ⭐️⭐️⭐️ นอกจากนี้ Éric Fréchon ยังได้รับรางวัลเกียรติยศส่วนตัวอื่นๆทั้ง Meilleur Ouvrier de France และ Chevalier of the Legion of Honour อีกด้วย
🎗 ลูกค้าสามารถเลือกทาน "OUR SEASONAL MENU" เป็นเซ็ตเมนูมื้อกลางวันจำนวน 5 คอร์สในราคา € 185 / คน หรือ "SIGNATURE MENU" เทสติ้งเมนูที่รวบรวม Signature Dish ของทางร้านเข้าไว้ด้วยกันเเละจัดเสิร์ฟมาในจำนวน 8 คอร์ส อย่างไรก็ตามด้วยราคาที่สูงถึง € 380 / คน ทำให้เราไม่ค่อยเเนะนำสักเท่าไหร่ สุดท้ายคือเมนู À LA CARTE ที่เราได้ทานในวันนี้ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกทานเมนูที่อยากชิมได้ตามใจชอบ เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Canapé ทั้งหมด 3 อย่าง มีขนมปังก้อนโตที่ว่ากันว่าเคยจัดส่งมาให้กับสำนักพระราชวังในกรุงเทพฯ ต่อด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างไข่หอยเม่นเสิร์ฟมาสองชิ้นเเละสามารถเเบ่งกันทางได้ ส่วนเมนูเมนคอร์สเราเลือกเมนู Signature ประจำร้านคือหอยเชลล์ Sea scallops และปลา Whiting ปิดท้ายด้วยขนมหวานที่ทำเป็นรูปไข่และรังนก
🎗 อาหารทุกจานแม้จะมีเทคนิคการปรุงที่ซับซ้อนตามมาตรฐานของห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง แต่หากบอกเราว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในประเทศฝรั่งเศสอาจทำให้เราต้องฉุกคิดและประหลาดใจอยู่เหมือนกัน คงเพราะรสชาติที่ยังคงความคลาสสิคแบบฝรั่งเศสดั้งเดิมประกอบกับราคาต่อจานที่ค่อนข้างสูงอาจทำให้ Épicure อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆที่เราขอเเนะนำให้เพื่อนๆที่แสวงหาร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในกรุงปารีส
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 28 รูป




























แกลเลอรี

