
Enrico Bartolini al Mudec · เอนรีโก บาร์โตลินี อัล มูเด็ค
Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — via Tortona 56, Milan, 20144, Italy
🎗️ [INTRO] หลังจากช่วงปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ Mudec ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ MUDEC ห้องอาหาร Enrico Bartolini al Mudec ระดับ 3 MICHELIN Stars เปี่ยมไปด้วยความละเมียดละไม ทั้งในรสชาติ บรรยากาศ และแนวทางการนำเสนอ ทุกจานถ่ายทอดความพิถีพิถันผ่านการเลือกสรรวัตถุดิบและเทคนิคชั้นสูงโดยมีเชฟ Enrico Bartolini และเชฟ Davide Boglioli เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
🎗️ [THE PLACE] Enrico Bartolini al Mudec เปิดทำการครั้งแรกในปี 2016 โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่บนชั้น 3 ของ Museo delle Culture (Mudec) ในนคร Milan ก่อนจะคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในเดือนพฤศจิกายน 2019 ซึ่งตรงกับคู่มือปกแดงฉบับปี 2020 พื้นที่ต้อนรับตกแต่งในบรรยากาศสบาย ๆ ในสไตล์ Casual Lounge ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งสไตล์โมเดิร์นโดยใช้ Boiserie หรือแผงไม้หลากหลายสีช่วยสร้างความรู้สึกสงบ โต๊ะกลมปูด้วยผ้าสีขาวรังสรรค์บรรยากาศให้มีความหรูหรา ภาพวาดแบบร่วมสมัยส่องสว่างด้วยแสงไฟจาก Catellani & Smith Light Sticks กลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาได้ตลอดมื้อ ใครที่นั่งริมกระจกสามารถเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพโดยรอบของย่าน Tortona นอกจากนี้ยังมีห้องกึ่งส่วนตัวสำหรับรองรับลูกค้ากลุ่มใหญ่อีกด้วย
🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini, L’Aurum ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหารหลักที่นคร Milan แห่งนี้เขาได้มอบหมายงานให้เชฟหนุ่มอายุน้อยนามว่า Davide Boglioli เป็นผู้ควบคุมห้องครัวทั้งหมด เขาเกิดที่เมือง Bra ในแคว้น Piedmont ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงอย่าง Piazza Duomo (3 MICHELIN Stars) มาแล้วอีกด้วย
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Enrico Bartolini อาศัยปรัชญา Contemporary Classic โดยผสมผสานวัตถุดิบเข้ากันกับเทคนิคร่วมสมัยจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ทุกจานตั้งแต่ของว่างไปจนถึงอาหารหวานได้รับการจัดวางอย่างสวยงามราวกับงานศิลป์ระดับสูง ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Best Of (300 €) ที่จะหยิบยก Signature Dish ระดับตำนานของเชฟจำนวน 5 จานมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ถัดมาคือ Mudec Experience (375 €) ที่จะผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลนำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte เสิร์ฟมาเริ่มต้นที่ 2 Dishes (250 €), 3 Dishes (300 €) และ 4 Dishes (350 €) รายการไวน์ที่กำกับดูแลโดย Sommelier มากความสามารถอย่างคุณ Edoardo Jobet Monett มีให้เลือกหลากหลายแลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง ตัวอย่างจานที่เราขอปักหมุดให้ลองตามมาชิมกันคือ
✨ Mediterranean sole, grilled salad, saffron and verjus
ปลา Sole จากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนท็อปด้านบนด้วยผักสลัดย่างและ Smoked Oil ที่ผสมผสานถ่านและดีหมึกเข้าด้วยกันช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี ไฮไลท์คือ รอบ ๆ คือซอสที่ผสมผสานอโรมาของหญ้าฝรั่นกับ Verjus เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน (19/20)
✨ Beetroot risotto with gorgonzola cheese sauce ”Evolution“
สุดยอดเมนู Iconic Dish ของเชฟ Enrico Bartolini ที่มีอายุครบ 20 ปีพ ฃอดิบพอดีในปี 2025 คือข้าวรีซอตโต้บีทรูทให้สีชมพูอมแดงสวยงาม เมล็ดข้าวสุกกำลังดีไร้ที่ติ ซอสสีขาวด้านบนเตรียมมาจากชีส Gorgonzola ให้ความมันผสมผสานกันกับความเปรี้ยวและเข้มข้นของ Emulsion เชอร์รี่ สุดท้ายคือองค์ประกอบของซอสถั่ววอลนัทรอบ ๆ จานโดยจะมีพนักงานพ่นน้ำหอมถั่ววอลนัทช่วยสร้างรสหวานได้อย่างกลมกล่อมและมีมิติ (18/20)
✨ Podolic cow fillet, smoked with myrtle and italian-style sauce
วัวอิตาลีสายพันธุ์ Podolica จากแคว้น Basilicata ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เชฟเสิร์ฟมากับ Castraure หรืออาร์ติโชคอ่อน ข้าง ๆ กันคือหัวใจวัวเสียบไม้ Myrtle ย่างมาให้เนื้อสัมผัสหนึบและไม่คาว ยังมี Tartelette จิ๋วที่บรรจุหางวัวตุ๋นจนนุ่มผสมผสานกันกับซอส Bearnaise รสชาติกลมกล่อม จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสไตล์อิตาลีเตรียมมาจากน้ำสต๊อกวัวและเมล็ดมะเขือเทศให้รสชาติที่เข้มข้นลงไปในจาน (19/20)
🎗️ [WHY GO] Enrico Bartolini al Mudec ไม่เพียงแต่เป็นร้านอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars แห่งเดียวในเมือง Milan เท่านั้นแต่ยังเป็นเวทีที่ถ่ายทอดแนวคิด "Contemporary Classic" ผ่านจานอาหารที่ทั้งสง่างาม ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยเทคนิคเบื้องหลังระดับสูง ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสการนำเสนอรสชาติอาหารอิตาลีผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ยกระดับทุกวัตถุดิบให้เฉิดฉาย พร้อมบรรยากาศที่สงบ เป็นส่วนตัว และหรูหราอย่างพอดี ทั้งหมดนี้ทำให้ที่นี่คือหนึ่งในร้านอาหารที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้แสวงหาประสบการณ์ Fine Dining ที่เหนือกว่าร้านอื่น ๆ ทั่วไป
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 40 รูป


























![🎗️ [INTRO] หลังจากช่วงปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ Mudec ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ MUDEC ห้องอาหาร Enrico Bartolini al Mudec ระดับ 3 MICHELIN Stars เปี่ยมไปด้วยความละเมียดละไม ทั้งในรสชาติ บรรยากาศ และแนวทางการนำเสนอ ทุกจานถ่ายทอดความพิถีพิถันผ่านการเลือกสรรวัตถุดิบและเทคนิคชั้นสูงโดยมีเชฟ Enrico Bartolini และเชฟ Davide Boglioli เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/634837641_1467557235027825_7593195806004876346_n.webp)
![🎗️ [THE PLACE] Enrico Bartolini al Mudec เปิดทำการครั้งแรกในปี 2016 โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่บนชั้น 3 ของ Museo delle Culture (Mudec) ในนคร Milan ก่อนจะคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในเดือนพฤศจิกายน 2019 ซึ่งตรงกับคู่มือปกแดงฉบับปี 2020](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/634808613_1467548935028655_3490872083555626568_n.webp)






![🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini, L’Aurum ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหารหลักที่นคร Milan แห่งนี้เขาได้มอบหมายงานให้เชฟหนุ่มอายุน้อยนามว่า Davide Boglioli เป็นผู้ควบคุมห้องครัวทั้งหมด เขาเกิดที่เมือง Bra ในแคว้น Piedmont ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงอย่าง Piazza Duomo (3 MICHELIN Stars) มาแล้วอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/634866204_1467557225027826_2374781866843789269_n.webp)
![🎗️ [THE FOOD] เชฟ Enrico Bartolini อาศัยปรัชญา Contemporary Classic โดยผสมผสานวัตถุดิบเข้ากันกับเทคนิคร่วมสมัยจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ทุกจานตั้งแต่ของว่างไปจนถึงอาหารหวานได้รับการจัดวางอย่างสวยงามราวกับงานศิลป์ระดับสูง ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Best Of (300 €) ที่จะหยิบยก Signature Dish ระดับตำนานของเชฟจำนวน 5 จานมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ถัดมาคือ Mudec Experience (375 €) ที่จะผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลนำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte เสิร์ฟมาเริ่มต้นที่ 2 Dishes (250 €), 3 Dishes (300 €) และ 4 Dishes (350 €) รายการไวน์ที่กำกับดูแลโดย Sommelier มากความสามารถอย่างคุณ Edoardo Jobet Monett มีให้เลือกหลากหลายแลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/635291815_1467557095027839_4219813806570075519_n.webp)



![🎗️ [WHY GO] Enrico Bartolini al Mudec ไม่เพียงแต่เป็นร้านอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars แห่งเดียวในเมือง Milan เท่านั้นแต่ยังเป็นเวทีที่ถ่ายทอดแนวคิด "Contemporary Classic" ผ่านจานอาหารที่ทั้งสง่างาม ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยเทคนิคเบื้องหลังระดับสูง ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสการนำเสนอรสชาติอาหารอิตาลีผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ยกระดับทุกวัตถุดิบให้เฉิดฉาย พร้อมบรรยากาศที่สงบ เป็นส่วนตัว และหรูหราอย่างพอดี ทั้งหมดนี้ทำให้ที่นี่คือหนึ่งในร้านอาหารที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้แสวงหาประสบการณ์ Fine Dining ที่เหนือกว่าร้านอื่น ๆ ทั่วไป](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/634704003_1467550688361813_646406565244916844_n.webp)
