GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Enoteca Pinchiorri
3 MICHELIN Stars

ItalyEnoteca Pinchiorri · อิโนติก้า พินคิยอรี่

Italian Contemporary · อาหารอิตาลีร่วมสมัย — via Ghibellina 87, Florence, 50122, Italy

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Enoteca Pinchiorri ห้องอาหารระดับตำนานของเชฟหญิงชาวฝรั่งเศสคนที่ 4 ของโลกและคนแรกนอกประเทศฝรั่งเศสที่สามารถพาห้องอาหารคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2004 อย่างไรก็ตามตัวร้านกลับได้รับการกล่าวถึงในหลากหลายแง่มุมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนจากเหล่านักชิมทั่วโลก ด้วยความสงสัยเป็นเหตุให้เราตัดสินใจเดินทางมาที่นคร Florence ในค่ำคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023 เพื่อสัมผัสประสบการณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง

🎗 [THE PLACE] Enoteca Pinchiorri ตั้งอยู่บนถนน via Ghibellina ใจกลางนคร Florence ห่างจาก Cathedral di Santa Maria del Fiore ออกมาทางทิศตะวันออกราว ๆ 850 เมตร ตัวอาคาร Palazzo Jacometti Ciofi ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นทั้งห้องอาหารและโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหรา ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งย่อยออกเป็น 4 ส่วนที่แตกต่างกัน เราสามารถสังเกตเห็นภาพวาดสีน้ำมันและงานศิลป์มากมายแขวนและประดับอยู่ตามจุดต่าง ๆ ถึงแม้จะเคยมีอุบัติเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1992 แต่ห้องเก็บไวน์ของ Enoteca Pinchiorri ยังคงเป็นหนึ่งใน Cellar ที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศอิตาลีได้อย่างไร้ข้อกังขา

🎗 [THE CHEF, Annie Féolde] Annie Féolde เป็นเชฟหญิงที่กลายมาเป็นตำนานและประวัติศาสตร์ของวงการอาหารระดับสูงของประเทศอิตาลี เธอเกิดในครอบครัวโปรเตสแตนต์ช่วงยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ณ ชานเมือง Nice ในแถบ Côte d'Azur ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส คุณแม่และคุณยายของเธอทำงานในโรงแรม Negresco ชีวิตของ Annie Féolde ในวัยเด็กได้รับอิทธิพลและลักษณะนิสัยของ Jacques ซึ่งเป็นพี่ชายที่มีอายุมากกว่าเธอ 3 ปีมาค่อนข้างมากทั้งยังมีใจรักความอิสระและชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวอีกด้วย หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาเธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปทำงานกับ La Poste ซึ่งเป็นบริษัทไปรษณีย์ที่นคร Marseille ก่อนจะถูกย้ายตำแหน่งไปลงที่กรุง Paris ในเวลาต่อมาเธอตั้งใจที่จะศึกษาทางด้านภาษาเริ่มต้นจากภาษาอังกฤษ เธอจึงเดินทางไปยังกรุง London พร้อมกับช่วยงานครอบครัว Host Family แลกกับการช่วยดูแลสุนัขพันธุ์ Labrador Retriever อยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นเธอตั้งใจศึกษาต่อเกี่ยวกับภาษาอิตาลีและเดินทางมายังนคร Florence แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นโดย Host Family ที่เธอติดต่อไว้ได้ตัดสินใจรับตัวผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนเธอไปแล้วทำให้คุณ Féolde ไม่มีบ้านพัก เธอจึงเริ่มทำงานในร้านอาหารท้องถิ่นเพื่อหารายได้มาครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และไม่ได้เข้าเรียนภาษาอิตาลีในโรงเรียนตามที่คาดการณ์เอาไว้แต่เริ่มต้นเรียนจากการพูดคุยกับลูกค้าแทน ในช่วงปี 1970 นี้เองที่เธอได้พบกับผกผันของชีวิตจากการพบรักกับคุณ Giorgio Pinchiorri ผู้ประกอบอาชีพเป็น Sommelier และเป็นนักสะสมไวน์ ต่อมาในปี 1972 ทั้งคู่ร่วมงานกันในไวน์บาร์เปิดใหม่ชื่อว่า Enoteca Nazionale โดยคุณ Giorgio รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องไวน์และคุณ Féolde รับบทบาทเป็น Head Chef คอยเตรียมอาหารอย่างง่ายอย่างเช่น Quiche Lorraine สำหรับจับคู่กันกับไวน์ กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1979 ทั้งคู่ได้เข้าควบคุมกิจการและเปลี่ยนชื่อร้านมาเป็น Enoteca Pinchiorri วันหนึ่งนักข่าวชื่อดัง Edoardo Raspelli ได้ส่งคำเชิญให้คุณ Féolde ไปออกรายการทีวีโชว์ที่ Milan ทำให้เธอเริ่มต้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น Tuscan โดยเฉพาะหนังสือ Le ricette regionali italiane (ประพันธ์โดย Anna Gosetti della Salda ซึ่งออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1967) ทำให้เธอเกิดแนวคิดในการผสมผสานรสชาติของอาหาร Tuscan ท้องถิ่นเข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารฝรั่งเศสอย่างลงตัว ห้องอาหาร Enoteca Pinchiorri ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1982 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1983 กระทั่งวันหนึ่งในปี 1992 ขณะที่คุณ Féolde เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นตัวร้านได้เลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านไป 2 ปีร้านได้ถูกลดระดับสู่ห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ก่อนจะกลับมาเป็นร้านระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars อีกครั้งในปี 2004 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จากที่กล่าวมาทำให้คุณ Féolde เป็นเชฟหญิงคนแรกนอกประเทศฝรั่งเศสและคนที่ 4 ของโลกที่สามารถควบคุมห้องอาหารจนคว้าดาวทั้งสามมาครองได้สำเร็จต่อจาก Eugénie Brazier (ห้องอาหาร La Mère Brazier ทั้งสองแห่ง), Marie Bourgeois (ห้องอาหาร La mère Bourgeois) และ Marguerite Bise (ห้องอาหาร Auberge du Père Bise ปัจจุบันคือห้องอาหาร Jean Sulpice)

🎗 [THE CHEF, Riccardo Monco] Riccardo Monco เป็นเชฟชาว Milan มากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับตำนานอย่าง Locanda dell'Angelo (1 MICHELIN Star), Joia (1 MICHELIN Star) และ Lucas Carton Joia (1 MICHELIN Star) ในกรุง Paris ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับ Enoteca Pinchiorri ตั้งแต่ปี 1993 ทั้งยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลร้านสาขาประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ในปี 2015 เชฟ Annie Féolde ลดบทบาทตัวเองลงและผลักดันให้เชฟ Riccardo Monco รับตำแหน่งเป็น Execitive Chef ควบคุมการออกแบบเมนูทั้งหมด นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการรายการ Celebrity Chef ซึ่งออกอากาศทางช่อง TV8 อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] เชฟ Riccardo Monco มีความเชื่อมั่นในคุณภาพของวัตถุดิบรวมไปถึงการใช้เทคนิคระดับสูงในการนำเสนออาหารของเขาให้กับเหล่านักชิมได้สัมผัส ลูกค้าสามารถเลือกสั่ง ”Expression” Menu (310 €) นำเสนออาหารอิตาลีร่วมสมัยมาจำนวนทั้งสิ้น 9 คอร์ส ถัดมาคือ ”HEART MOTHER” MENU (310 €) ที่ได้รวบรวมเมนูแบบมังสวิรัตินำเสนอมาที่ 9 คอร์สเช่นกัน สุดท้ายคือรายการแบบ À LA CARTE นำเสนอมาในราคาตามหมวดหมู่คือ To Start (80 €), Pasta (90 €) และ Main Course (120 €) ตามลำดับ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์หาชิมยากที่นำเสนอโดยคุณ Giorgio Pinchiorri ผู้เป็นทั้ง Sommelier และนักสะสมไวน์ตัวยงแต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่าแม้เทียบกับมาตรฐานห้องอาหารในระดับเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเปิดรายการไวน์ทั้งเล่มดูพบว่าราคาไวน์ส่วนมากมีราคาหลักร้อยยูโรขึ้นไปโดยจะมีเพียงไม่กี่ฉลากเท่านั้นที่มีราคาอยู่ที่ราว 90 € นอกจากนี้คุณ Giorgio Pinchiorri ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการคนแรก ๆ ในนคร Florence ที่เริ่มต้นขายไวน์แบบ By Glass ให้ลูกค้าได้ลองชิมกันตั้งแต่ช่วงยุคปี 70 อีกด้วย รายการน้ำแร่ทั้งแบบ Still และ Sparkling มีให้เลือกสั่งกันได้หลายรูปแบบและหลายราคาสมกับทำเลของร้านซึ่งตั้งอยู่ในแคว้น Tuscany แต่เราขอแนะนำให้เลือกสั่ง Still หรือ Sparkling Water ท้องถิ่นของอิตาลีดูจะคุ้มค่ากับราคาที่สุด ส่วนคอร์สอาหารที่เราคิดว่าเตรียมออกมาได้โดดเด่นในวันนี้คือ

✨ Steamed and then fried scorpionfish fillet with “cacciucco” broth, swiss chard with mustard and braised tomato oil

ปลา Scorpionfish ที่ผ่านกระบวนการนึ่งแล้วทอดต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่สู้ฟันตามธรรมชาติของปลาชนิดนี้แต่กลับไร้ซึ่งความเหนียว เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Cacciucco ซึ่งเป็นเมนูจำพวกสตูว์ปลาท้องถิ่นจากเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกของแคว้น Tuscany ด้านบนทอปด้วยใบ Swiss Chard และเมล็ดมัสตาร์ด นอกจากนี้เชฟยังใส่น้ำมันมะเขือเทศลงไปให้ความอุมามิอีกด้วย (17/20)

✨ Mora Romagnola piglet on the spit, the melting thigh, onion panna cotta with yuzu and smoked eel sauce

เนื้อลูกหมู Mora Romagnola สายพันธุ์ท้องถิ่นของแคว้น Emilia-Romagna เชฟเลือกส่วนขาเสิร์ฟมาแบบหนังบางกรอบในขณะที่ชั้นเนื้อและชั้นไขมันยังคงฉ่ำ เชฟยังราดด้วยซอสปลาไหลรมควัน ข้าง ๆ กันคือหอมแดงที่ตรงกลางบรรจุยูซุพานาคอตต้าให้รสเปรี้ยวมาตัดกันกับความมันของเนื้อลูกหมู นอกจากนี้ยังมีหอมแดงดองให้รสเปรี้ยว และ Stracotto ซึ่งแต่เดิมเป็นสตูว์ท้องถิ่นให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเสิร์ฟมาให้ด้วย (19/20)

✨ Brown cake

ของหวานจานสุดท้ายคือเกาลัดและลูกแพร์นำเสนอมาในหลากหลายเนื้อสัมผัส ด้านล่างเป็นบิสกิตนุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากเกาลัดจับคู่มากับลูกแพร์ในลักษณะของซอร์เบท์และเจลลี่ ด้านบนคือ Marron glacé ที่มีส่วนผสมของดาร์คช็อกโกแลต 72 % อร่อยสมกับรางวัล Passion Desert ที่ได้มาเลยจริง ๆ (19/20)

🎗 [WHY GO] Enoteca Pinchiorri เป็นห้องอาหารที่มอบประสบการณ์แบบองค์รวมได้อย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการนำเสนออาหารอิตาลีระดับสูง บรรยากาศอันหรูหรา และการบริการที่ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตามถึงแม้อาหารที่นี่จะผสมผสานความร่วมสมัยลงไปในอาหารได้เป็นอย่างดีแต่มีบางจานที่มีมิติทางรสชาติไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นักเทียบกับมาตรฐานของร้านในยุคปัจจุบัน ทั้งหมดที่กล่าวมายังแลกมาด้วยราคาอาหารที่ค่อนข้างสูงรวมไปถึงไวน์ที่มีราคาเริ่มต้นแตะหลัก 100 € เพื่อน ๆ ที่สนใจขอแนะนำให้เผื่อเวลาจองล่วงหน้าเอาไว้สัก 1 เดือนครึ่งและอย่าลืมเผื่อเวลาสักนิดสำหรับการเดินทางมาระหว่างช่วงเวลารถติดของนคร Florence

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 34 รูป

🇮🇹 Enoteca Pinchiorri - อิโนติก้า พินคิยอรี่🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาลีร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Riccardo Monco - เชฟริคคาโด้ มอนโก
รูปที่ 1
🇮🇹 Enoteca Pinchiorri - อิโนติก้า พินคิยอรี่🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍫 Passion Dessert - อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาลีร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Riccardo Monco - เชฟริคคาโด้ มอนโก
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Enoteca Pinchiorri ห้องอาหารระดับตำนานของเชฟหญิงชาวฝรั่งเศสคนที่ 4 ของโลกและคนแรกนอกประเทศฝรั่งเศสที่สามารถพาห้องอาหารคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2004 อย่างไรก็ตามตัวร้านกลับได้รับการกล่าวถึงในหลากหลายแง่มุมที่แตกต่างกันจากเหล่านักชิมทั่วโลก ด้วยความสงสัยเป็นเหตุให้เราตัดสินใจเดินทางมาที่นคร Florence ในค่ำคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023 เพื่อสัมผัสประสบการณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Enoteca Pinchiorri ห้องอาหารระดับตำนานของเชฟหญิงชาวฝรั่งเศสคนที่ 4 ของโลกและคนแรกนอกประเทศฝรั่งเศสที่สามารถพาห้องอาหารคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2004 อย่างไรก็ตามตัวร้านกลับได้รับการกล่าวถึงในหลากหลายแง่มุมที่แตกต่างกันจากเหล่านักชิมทั่วโลก ด้วยความสงสัยเป็นเหตุให้เราตัดสินใจเดินทางมาที่นคร Florence ในค่ำคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023 เพื่อสัมผัสประสบการณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง
Amuse-boucheAmuse-bouche เรียงจากซ้ายไปขวาเริ่มต้นด้วย Beignet ที่เตรียมมาจากชีสสด (Fresh cheese) และชีสรมควัน (Smoked cheese) ตรงกลางคือเยรูซาเล็มอาร์ติโชคที่ผ่านการดองในโฟมแซฟฟรอน ชิ้นสุดท้ายฝั่งซ้ายมือคือทาร์ตเล็ตที่เตรียมมาจากมะเขือเทศทอปด้านบนด้วย Peperonata sphere โดย Peperonata เป็นอาหารท้องถิ่นที่เตรียมมาจากพริกหวาน มะเขือเทศ และกระเทียมซึ่งจะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยว (17/20)
รูปที่ 3
Amuse-boucheAmuse-bouche เรียงจากซ้ายไปขวาเริ่มต้นด้วย Beignet ที่เตรียมมาจากชีสสด (Fresh cheese) และชีสรมควัน (Smoked cheese) ตรงกลางคือเยรูซาเล็มอาร์ติโชคที่ผ่านการดองในโฟมแซฟฟรอน ชิ้นสุดท้ายฝั่งซ้ายมือคือทาร์ตเล็ตที่เตรียมมาจากมะเขือเทศทอปด้านบนด้วย Peperonata sphere โดย Peperonata เป็นอาหารท้องถิ่นที่เตรียมมาจากพริกหวาน มะเขือเทศ และกระเทียมซึ่งจะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยว (17/20)
Steamed oysters, oyster pesto,bruschetta with burnt laurel oil, caviar and chicken mayonnaiseเริ่มต้นจานแรกด้วยขนมปัง Bruschetta สไตล์อิตาลีที่ชุ่มไปด้วยน้ำมะเขือเทศและน้ำมัน Laurel ไหม้ ส่วนโปรตีนหลักหอยนางรมย่างจับคู่กับมายองเนสที่เตรียมมาจากไก่ ด้านบนสุดทอปด้วยคาเวียร์ให้รสชาติเค็มกลมกล่อม (17/20)
รูปที่ 4
Steamed oysters, oyster pesto,bruschetta with burnt laurel oil, caviar and chicken mayonnaiseเริ่มต้นจานแรกด้วยขนมปัง Bruschetta สไตล์อิตาลีที่ชุ่มไปด้วยน้ำมะเขือเทศและน้ำมัน Laurel ไหม้ ส่วนโปรตีนหลักหอยนางรมย่างจับคู่กับมายองเนสที่เตรียมมาจากไก่ ด้านบนสุดทอปด้วยคาเวียร์ให้รสชาติเค็มกลมกล่อม (17/20)
Squid layer, sea urchin, boiled lard, bergamot and white turnipจานนี้เป็นการผสมผสานกันของหมึกและไข่หอยเม่น องค์ประกอบสีดำเตรียมมาจากดีหมึก ด้านบนท็อปด้วยหมึกกรอบ เมื่อรับประทานเข้าไปจะพบกับอโรมาหอม ๆ ของเบอร์กามอท อย่างไรก็ตามถึงแม้แต่ละองค์ประกอบจะช่วยเรียกความสดชื่นในคำแรกได้ดีแต่เนื้อสัมผัสของหมึกและไข่หอยเม่นมีความครีมมี่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากจนอาจทำให้รู้สึกเลี่ยนได้ง่าย (17/20)
รูปที่ 5
Squid layer, sea urchin, boiled lard, bergamot and white turnipจานนี้เป็นการผสมผสานกันของหมึกและไข่หอยเม่น องค์ประกอบสีดำเตรียมมาจากดีหมึก ด้านบนท็อปด้วยหมึกกรอบ เมื่อรับประทานเข้าไปจะพบกับอโรมาหอม ๆ ของเบอร์กามอท อย่างไรก็ตามถึงแม้แต่ละองค์ประกอบจะช่วยเรียกความสดชื่นในคำแรกได้ดีแต่เนื้อสัมผัสของหมึกและไข่หอยเม่นมีความครีมมี่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากจนอาจทำให้รู้สึกเลี่ยนได้ง่าย (17/20)
Green lasagna, celeriac bechamel sauce, white pheasant ragout and smoked marrowGreen Lasagna เป็นพาสต้าโฮมเมดที่ได้สีเขียวมาจาก Spinach หรือผักปวยเล้ง เชฟคลุกเคล้ามากับซอสรากูของ White Pheasant หรือสัตว์ในตระกูลไก่ฟ้า ด้านบนคือครีมที่เตรียมมาจากไขกระดูกย่างให้กลิ่นหอมที่โดดเด่น (17/20)
รูปที่ 6
Green lasagna, celeriac bechamel sauce, white pheasant ragout and smoked marrowGreen Lasagna เป็นพาสต้าโฮมเมดที่ได้สีเขียวมาจาก Spinach หรือผักปวยเล้ง เชฟคลุกเคล้ามากับซอสรากูของ White Pheasant หรือสัตว์ในตระกูลไก่ฟ้า ด้านบนคือครีมที่เตรียมมาจากไขกระดูกย่างให้กลิ่นหอมที่โดดเด่น (17/20)
Sautéed snails with herbs, warm mousse of Jerusalem artichokes, coconut milk and marinated pork rindหอยทากที่ผัดมากับสมุนไพรจนได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบโดยกลิ่นเฉพาะตัวของสมุนไพรช่วยบาลานซ์ Earthy Aroma ของหอยทากได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้รอบ ๆ ชิ้นหอยทางยังมีมันหมูหมักพันมาด้วย ในจานคือมูสอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากเยรูซาเล็มอาร์ติโชคผสมผสานกับเยรูซาเล็มอาร์ติโชคทอดกรอบ นอกจากนี้ยังมีความเปรี้ยวที่ได้จากมะนาวมาตัดกันกับความหวานของเยรูซาเล็มอาร์ติโชคอีกด้วย อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ผักที่ใส่มาให้ความกรอบที่มากเกินไปจนรบกวนเนื้อสัมผัสอันดีงามของหอยและมันหมูไปบ้าง (17/20)
รูปที่ 7
Sautéed snails with herbs, warm mousse of Jerusalem artichokes, coconut milk and marinated pork rindหอยทากที่ผัดมากับสมุนไพรจนได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบโดยกลิ่นเฉพาะตัวของสมุนไพรช่วยบาลานซ์ Earthy Aroma ของหอยทากได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้รอบ ๆ ชิ้นหอยทางยังมีมันหมูหมักพันมาด้วย ในจานคือมูสอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากเยรูซาเล็มอาร์ติโชคผสมผสานกับเยรูซาเล็มอาร์ติโชคทอดกรอบ นอกจากนี้ยังมีความเปรี้ยวที่ได้จากมะนาวมาตัดกันกับความหวานของเยรูซาเล็มอาร์ติโชคอีกด้วย อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ผักที่ใส่มาให้ความกรอบที่มากเกินไปจนรบกวนเนื้อสัมผัสอันดีงามของหอยและมันหมูไปบ้าง (17/20)
Steamed and then fried scorpionfish fillet with “cacciucco” broth, swiss chard with mustard and braised tomato oilปลา Scorpionfish ที่ผ่านกระบวนการนึ่งแล้วทอดต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่สู้ฟันตามธรรมชาติของปลาชนิดนี้แต่กลับไร้ซึ่งความเหนียว เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Cacciucco ซึ่งเป็นเมนูจำพวกสตูว์ปลาท้องถิ่นจากเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกของแคว้น Tuscany ด้านบนทอปด้วยใบ Swiss Chard และเมล็ดมัสตาร์ด นอกจากนี้เชฟยังใส่น้ำมันมะเขือเทศลงไปให้ความอุมามิอีกด้วย (18/20)
รูปที่ 8
Steamed and then fried scorpionfish fillet with “cacciucco” broth, swiss chard with mustard and braised tomato oilปลา Scorpionfish ที่ผ่านกระบวนการนึ่งแล้วทอดต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่สู้ฟันตามธรรมชาติของปลาชนิดนี้แต่กลับไร้ซึ่งความเหนียว เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Cacciucco ซึ่งเป็นเมนูจำพวกสตูว์ปลาท้องถิ่นจากเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกของแคว้น Tuscany ด้านบนทอปด้วยใบ Swiss Chard และเมล็ดมัสตาร์ด นอกจากนี้เชฟยังใส่น้ำมันมะเขือเทศลงไปให้ความอุมามิอีกด้วย (18/20)
Turbot fillet with juniper, almonds, chard, yolk cream and bottargaปลาเทอร์บอทแล่เป็นชิ้นฟิเลท์ปรุงสุกในกระทะกับเนยและจูนิเปอร์จนหอมให้เนื้อสัมผัสที่สู้ฟันพอเหมาะ รอบ ๆ คือครีมอัลมอนด์รสหวานและครีมไข่แดงให้ความครีมมี่ ด้านบนคือใบ Chard วางมาขนาบข้างด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากหนังของปลาเทอร์บอท ส่วนผงสีส้มรอบ ๆ คือไข่ปลา Bottarga จากปลา Mullet นั่นเอง รสชาติโดยรวมถือว่ามีความหวานของอัลมอนด์โดดเด่นและความครีมมี่ที่ได้จากครีมไข่แดงจนอาจกลบรสชาติขององค์ประกอบอื่น ๆ ไปบ้าง (17/20)
รูปที่ 9
Turbot fillet with juniper, almonds, chard, yolk cream and bottargaปลาเทอร์บอทแล่เป็นชิ้นฟิเลท์ปรุงสุกในกระทะกับเนยและจูนิเปอร์จนหอมให้เนื้อสัมผัสที่สู้ฟันพอเหมาะ รอบ ๆ คือครีมอัลมอนด์รสหวานและครีมไข่แดงให้ความครีมมี่ ด้านบนคือใบ Chard วางมาขนาบข้างด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากหนังของปลาเทอร์บอท ส่วนผงสีส้มรอบ ๆ คือไข่ปลา Bottarga จากปลา Mullet นั่นเอง รสชาติโดยรวมถือว่ามีความหวานของอัลมอนด์โดดเด่นและความครีมมี่ที่ได้จากครีมไข่แดงจนอาจกลบรสชาติขององค์ประกอบอื่น ๆ ไปบ้าง (17/20)
Duck breast with passion fruit, endive and parfait of its liversอกเป็ดเสิร์ฟมากับซอสที่มีความเปรี้ยวของเสาวรส เชฟจับคู่มาด้วยกันกับ Endive กรอบ ๆ มีรสชาติขมตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมี Parfait ตับเนื้อเนียนบะมุนให้ความครีมมี่ตัดกันกับความเข้มข้นของตัวซอส (17/20)
รูปที่ 10
Duck breast with passion fruit, endive and parfait of its liversอกเป็ดเสิร์ฟมากับซอสที่มีความเปรี้ยวของเสาวรส เชฟจับคู่มาด้วยกันกับ Endive กรอบ ๆ มีรสชาติขมตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมี Parfait ตับเนื้อเนียนบะมุนให้ความครีมมี่ตัดกันกับความเข้มข้นของตัวซอส (17/20)
Mora Romagnola piglet on the spit, the melting thigh, onion panna cotta with yuzu and smoked eel sauceเนื้อลูกหมู Mora Romagnola สายพันธุ์ท้องถิ่นของแคว้น Emilia-Romagna เชฟเลือกส่วนขาเสิร์ฟมาแบบหนังบางกรอบในขณะที่ชั้นเนื้อและชั้นไขมันยังคงฉ่ำ เชฟยังราดด้วยซอสปลาไหลรมควัน ข้าง ๆ กันคือหอมแดงที่ตรงกลางบรรจุยูซุพานาคอตต้าให้รสเปรี้ยวมาตัดกันกับความมันของเนื้อลูกหมู นอกจากนี้ยังมีหอมแดงดองให้รสเปรี้ยว และ Stracotto ซึ่งแต่เดิมเป็นสตูว์ท้องถิ่นให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเสิร์ฟมาให้ด้วย (19/20)
รูปที่ 11
Mora Romagnola piglet on the spit, the melting thigh, onion panna cotta with yuzu and smoked eel sauceเนื้อลูกหมู Mora Romagnola สายพันธุ์ท้องถิ่นของแคว้น Emilia-Romagna เชฟเลือกส่วนขาเสิร์ฟมาแบบหนังบางกรอบในขณะที่ชั้นเนื้อและชั้นไขมันยังคงฉ่ำ เชฟยังราดด้วยซอสปลาไหลรมควัน ข้าง ๆ กันคือหอมแดงที่ตรงกลางบรรจุยูซุพานาคอตต้าให้รสเปรี้ยวมาตัดกันกับความมันของเนื้อลูกหมู นอกจากนี้ยังมีหอมแดงดองให้รสเปรี้ยว และ Stracotto ซึ่งแต่เดิมเป็นสตูว์ท้องถิ่นให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเสิร์ฟมาให้ด้วย (19/20)
Crackerแครกเกอร์กรอบ ๆ ให้ชิมกันระหว่างรออาหาร
รูปที่ 12
Crackerแครกเกอร์กรอบ ๆ ให้ชิมกันระหว่างรออาหาร
Parmigiano Cheese Briocheระหว่างมื้อพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังบริยอชที่เตรียมมาจากชีส Parmigiano นุ่ม ๆ หอมละมุน
รูปที่ 13
Parmigiano Cheese Briocheระหว่างมื้อพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังบริยอชที่เตรียมมาจากชีส Parmigiano นุ่ม ๆ หอมละมุน
100% corn: polenta, hazelnut, fir and Castelmagno cheeseอาหารคาวจานสุดท้ายก่อนเริ่มต้นเข้าสู่ของหวานเป็นจานที่เชฟนำเสนอองค์ประกอบอันหลากหลายของข้าวโพดเริ่มต้นด้วย Raviolo สอดไส้ด้วย Polenta ด้านบนคือฟองดูที่เตรียมมาจากชีส Castelmagno และน้ำมันถั่วฮาเซลนัท (16/20)
รูปที่ 14
100% corn: polenta, hazelnut, fir and Castelmagno cheeseอาหารคาวจานสุดท้ายก่อนเริ่มต้นเข้าสู่ของหวานเป็นจานที่เชฟนำเสนอองค์ประกอบอันหลากหลายของข้าวโพดเริ่มต้นด้วย Raviolo สอดไส้ด้วย Polenta ด้านบนคือฟองดูที่เตรียมมาจากชีส Castelmagno และน้ำมันถั่วฮาเซลนัท (16/20)
Litchis, rose and chiliของหวานจานแรกคือซอร์เบท์ลิ้นจี่เย็นสดชื่น เสริมด้วยความเปรี้ยวของเลมอน นอกจากนี้ยังมีน้ำกุหลาบหอม ๆ และตัดด้วยความหอมของ Chili powder หรือผงพริก (18/20)
รูปที่ 15
Litchis, rose and chiliของหวานจานแรกคือซอร์เบท์ลิ้นจี่เย็นสดชื่น เสริมด้วยความเปรี้ยวของเลมอน นอกจากนี้ยังมีน้ำกุหลาบหอม ๆ และตัดด้วยความหอมของ Chili powder หรือผงพริก (18/20)
Brown cakeของหวานจานสุดท้ายคือเกาลัดและลูกแพร์นำเสนอมาในหลากหลายเนื้อสัมผัส ด้านล่างเป็นบิสกิตนุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากเกาลัดจับคู่มากับลูกแพร์ในลักษณะของซอร์เบท์และเจลลี่ (19/20)
รูปที่ 16
Brown cakeของหวานจานสุดท้ายคือเกาลัดและลูกแพร์นำเสนอมาในหลากหลายเนื้อสัมผัส ด้านล่างเป็นบิสกิตนุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากเกาลัดจับคู่มากับลูกแพร์ในลักษณะของซอร์เบท์และเจลลี่ (19/20)
Brown cakeด้านบนคือ Marron glacé ที่มีส่วนผสมของดาร์คช็อกโกแลต 72 % อร่อยสมกับรางวัล Passion Desert ที่ได้มาเลยจริง ๆ (19/20)
รูปที่ 17
Brown cakeด้านบนคือ Marron glacé ที่มีส่วนผสมของดาร์คช็อกโกแลต 72 % อร่อยสมกับรางวัล Passion Desert ที่ได้มาเลยจริง ๆ (19/20)
Petit-fourปิดท้ายด้วยขนม Petit fours หลากหลายอย่างให้เลือกกันได้ตามใจชอบ
รูปที่ 18
Petit-fourปิดท้ายด้วยขนม Petit fours หลากหลายอย่างให้เลือกกันได้ตามใจชอบ
Petit-fourพนักงานจะจัดมาใส่จานโดยคำที่เราชอบอย่างเช่น Tuscan cantucci, Apple and cinnamon macaron, Venezuela chocolate 72 %, Extravirgin olive oil lemon cointreau (orange liqour) เป็นต้น
รูปที่ 19
Petit-fourพนักงานจะจัดมาใส่จานโดยคำที่เราชอบอย่างเช่น Tuscan cantucci, Apple and cinnamon macaron, Venezuela chocolate 72 %, Extravirgin olive oil lemon cointreau (orange liqour) เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีช็อกโกแลตติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วย
รูปที่ 20
นอกจากนี้ยังมีช็อกโกแลตติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วย
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 21
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 725 €
รูปที่ 22
💰 ราคา 725 €
ถึงแม้จะเคยมีอุบัติเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1992 แต่ห้องเก็บไวน์ของ Enoteca Pinchiorri ยังคงเป็นหนึ่งใน Cellar ที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศอิตาลีได้อย่างไร้ข้อกังขา
รูปที่ 23
ถึงแม้จะเคยมีอุบัติเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1992 แต่ห้องเก็บไวน์ของ Enoteca Pinchiorri ยังคงเป็นหนึ่งใน Cellar ที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศอิตาลีได้อย่างไร้ข้อกังขา
🎗 [THE PLACE] Enoteca Pinchiorri ตั้งอยู่บนถนน via Ghibellina ใจกลางนคร Florence ห่างจาก Cathedral di Santa Maria del Fiore ออกมาทางทิศตะวันออกราว ๆ 850 เมตร
รูปที่ 24
🎗 [THE PLACE] Enoteca Pinchiorri ตั้งอยู่บนถนน via Ghibellina ใจกลางนคร Florence ห่างจาก Cathedral di Santa Maria del Fiore ออกมาทางทิศตะวันออกราว ๆ 850 เมตร
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งย่อยออกเป็น 4 ส่วนที่แตกต่างกัน
รูปที่ 25
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งย่อยออกเป็น 4 ส่วนที่แตกต่างกัน
เราสามารถสังเกตเห็นภาพวาดสีน้ำมันและงานศิลป์มากมายแขวนและประดับอยู่ตามจุดต่าง ๆ
รูปที่ 26
เราสามารถสังเกตเห็นภาพวาดสีน้ำมันและงานศิลป์มากมายแขวนและประดับอยู่ตามจุดต่าง ๆ
🎗 [THE CHEF, Annie Féolde] Annie Féolde เป็นเชฟหญิงที่กลายมาเป็นตำนานและประวัติศาสตร์ของวงการอาหารระดับสูงของประเทศอิตาลี เธอเกิดในครอบครัวโปรเตสแตนต์ช่วงยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ณ ชานเมือง Nice ในแถบ Côte d'Azur ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส คุณแม่และคุณยายของเธอทำงานในโรงแรม Negresco ชีวิตของ Annie Féolde ในวัยเด็กได้รับอิทธิพลและลักษณะนิสัยของ Jacques ซึ่งเป็นพี่ชายที่มีอายุมากกว่าเธอ 3 ปีมาค่อนข้างมากทั้งยังมีใจรักความอิสระและชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวอีกด้วย หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาเธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปทำงานกับ La Poste ซึ่งเป็นบริษัทไปรษณีย์ที่นคร Marseille ก่อนจะถูกย้ายตำแหน่งไปลงที่กรุง Paris ในเวลาต่อมาเธอตั้งใจที่จะศึกษาทางด้านภาษาเริ่มต้นจากภาษาอังกฤษ เธอจึงเดินทางไปยังกรุง London พร้อมกับช่วยงานครอบครัว Host Family แลกกับการช่วยดูแลสุนัขพันธุ์ Labrador Retriever อยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นเธอตั้งใจศึกษาต่อเกี่ยวกับภาษาอิตาลีและเดินทางมายังนคร Florence แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นโดย Host Family ที่เธอติดต่อไว้ได้ตัดสินใจรับตัวผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนเธอไปแล้วทำให้คุณ Féolde ไม่มีบ้านพัก เธอจึงเริ่มทำงานในร้านอาหารท้องถิ่นเพื่อหารายได้มาครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และไม่ได้เข้าเรียนภาษาอิตาลีในโรงเรียนตามที่คาดการณ์เอาไว้แต่เริ่มต้นเรียนจากการพูดคุยกับลูกค้าแทน ในช่วงปี 1970 นี้เองที่เธอได้พบกับผกผันของชีวิตจากการพบรักกับคุณ Giorgio Pinchiorri ผู้ประกอบอาชีพเป็น Sommelier และเป็นนักสะสมไวน์ ต่อมาในปี 1972 ทั้งคู่ร่วมงานกันในไวน์บาร์เปิดใหม่ชื่อว่า Enoteca Nazionale โดยคุณ Giorgio รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องไวน์และคุณ Féolde รับบทบาทเป็น Head Chef คอยเตรียมอาหารอย่างง่ายอย่างเช่น Quiche Lorraine สำหรับจับคู่กันกับไวน์ กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1979 ทั้งคู่ได้เข้าควบคุมกิจการและเปลี่ยนชื่อร้านมาเป็น Enoteca Pinchiorri วันหนึ่งนักข่าวชื่อดัง Edoardo Raspelli ได้ส่งคำเชิญให้คุณ Féolde ไปออกรายการทีวีโชว์ที่ Milan ทำให้เธอเริ่มต้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น Tuscan โดยเฉพาะหนังสือ Le ricette regionali italiane (ประพันธ์โดย Anna Gosetti della Salda ซึ่งออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1967) ทำให้เธอเกิดแนวคิดในการผสมผสานรสชาติของอาหาร Tuscan ท้องถิ่นเข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารฝรั่งเศสอย่างลงตัว ห้องอาหาร Enoteca Pinchiorri ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1982 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1983 กระทั่งวันหนึ่งในปี 1992 ขณะที่คุณ Féolde เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นตัวร้านได้เลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านไป 2 ปีร้านได้ถูกลดระดับสู่ห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ก่อนจะกลับมาเป็นร้านระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars อีกครั้งในปี 2004 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จากที่กล่าวมาทำให้คุณ Féolde เป็นเชฟหญิงคนแรกนอกประเทศฝรั่งเศสและคนที่ 4 ของโลกที่สามารถควบคุมห้องอาหารจนคว้าดาวทั้งสามมาครองได้สำเร็จต่อจาก Eugénie Brazier (ห้องอาหาร La Mère Brazier ทั้งสองแห่ง), Marie Bourgeois (ห้องอาหาร La mère Bourgeois) และ Marguerite Bise (ห้องอาหาร Auberge du Père Bise ปัจจุบันคือห้องอาหาร Jean Sulpice)
รูปที่ 27
🎗 [THE CHEF, Annie Féolde] Annie Féolde เป็นเชฟหญิงที่กลายมาเป็นตำนานและประวัติศาสตร์ของวงการอาหารระดับสูงของประเทศอิตาลี เธอเกิดในครอบครัวโปรเตสแตนต์ช่วงยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ณ ชานเมือง Nice ในแถบ Côte d'Azur ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส คุณแม่และคุณยายของเธอทำงานในโรงแรม Negresco ชีวิตของ Annie Féolde ในวัยเด็กได้รับอิทธิพลและลักษณะนิสัยของ Jacques ซึ่งเป็นพี่ชายที่มีอายุมากกว่าเธอ 3 ปีมาค่อนข้างมากทั้งยังมีใจรักความอิสระและชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวอีกด้วย หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาเธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปทำงานกับ La Poste ซึ่งเป็นบริษัทไปรษณีย์ที่นคร Marseille ก่อนจะถูกย้ายตำแหน่งไปลงที่กรุง Paris ในเวลาต่อมาเธอตั้งใจที่จะศึกษาทางด้านภาษาเริ่มต้นจากภาษาอังกฤษ เธอจึงเดินทางไปยังกรุง London พร้อมกับช่วยงานครอบครัว Host Family แลกกับการช่วยดูแลสุนัขพันธุ์ Labrador Retriever อยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นเธอตั้งใจศึกษาต่อเกี่ยวกับภาษาอิตาลีและเดินทางมายังนคร Florence แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นโดย Host Family ที่เธอติดต่อไว้ได้ตัดสินใจรับตัวผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนเธอไปแล้วทำให้คุณ Féolde ไม่มีบ้านพัก เธอจึงเริ่มทำงานในร้านอาหารท้องถิ่นเพื่อหารายได้มาครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และไม่ได้เข้าเรียนภาษาอิตาลีในโรงเรียนตามที่คาดการณ์เอาไว้แต่เริ่มต้นเรียนจากการพูดคุยกับลูกค้าแทน ในช่วงปี 1970 นี้เองที่เธอได้พบกับผกผันของชีวิตจากการพบรักกับคุณ Giorgio Pinchiorri ผู้ประกอบอาชีพเป็น Sommelier และเป็นนักสะสมไวน์ ต่อมาในปี 1972 ทั้งคู่ร่วมงานกันในไวน์บาร์เปิดใหม่ชื่อว่า Enoteca Nazionale โดยคุณ Giorgio รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องไวน์และคุณ Féolde รับบทบาทเป็น Head Chef คอยเตรียมอาหารอย่างง่ายอย่างเช่น Quiche Lorraine สำหรับจับคู่กันกับไวน์ กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1979 ทั้งคู่ได้เข้าควบคุมกิจการและเปลี่ยนชื่อร้านมาเป็น Enoteca Pinchiorri วันหนึ่งนักข่าวชื่อดัง Edoardo Raspelli ได้ส่งคำเชิญให้คุณ Féolde ไปออกรายการทีวีโชว์ที่ Milan ทำให้เธอเริ่มต้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น Tuscan โดยเฉพาะหนังสือ Le ricette regionali italiane (ประพันธ์โดย Anna Gosetti della Salda ซึ่งออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1967) ทำให้เธอเกิดแนวคิดในการผสมผสานรสชาติของอาหาร Tuscan ท้องถิ่นเข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารฝรั่งเศสอย่างลงตัว ห้องอาหาร Enoteca Pinchiorri ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1982 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1983 กระทั่งวันหนึ่งในปี 1992 ขณะที่คุณ Féolde เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นตัวร้านได้เลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านไป 2 ปีร้านได้ถูกลดระดับสู่ห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ก่อนจะกลับมาเป็นร้านระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars อีกครั้งในปี 2004 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จากที่กล่าวมาทำให้คุณ Féolde เป็นเชฟหญิงคนแรกนอกประเทศฝรั่งเศสและคนที่ 4 ของโลกที่สามารถควบคุมห้องอาหารจนคว้าดาวทั้งสามมาครองได้สำเร็จต่อจาก Eugénie Brazier (ห้องอาหาร La Mère Brazier ทั้งสองแห่ง), Marie Bourgeois (ห้องอาหาร La mère Bourgeois) และ Marguerite Bise (ห้องอาหาร Auberge du Père Bise ปัจจุบันคือห้องอาหาร Jean Sulpice)
🎗 [THE CHEF, Riccardo Monco] Riccardo Monco เป็นเชฟชาว Milan มากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับตำนานอย่าง Locanda dell'Angelo (1 MICHELIN Star), Joia (1 MICHELIN Star) และ Lucas Carton Joia (1 MICHELIN Star) ในกรุง Paris ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับ Enoteca Pinchiorri ตั้งแต่ปี 1993 ทั้งยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลร้านสาขาประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ในปี 2015 เชฟ Annie Féolde ลดบทบาทตัวเองลงและผลักดันให้เชฟ Riccardo Monco รับตำแหน่งเป็น Execitive Chef ควบคุมการออกแบบเมนูทั้งหมด นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการรายการ Celebrity Chef ซึ่งออกอากาศทางช่อง TV8 อีกด้วย
รูปที่ 28
🎗 [THE CHEF, Riccardo Monco] Riccardo Monco เป็นเชฟชาว Milan มากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับตำนานอย่าง Locanda dell'Angelo (1 MICHELIN Star), Joia (1 MICHELIN Star) และ Lucas Carton Joia (1 MICHELIN Star) ในกรุง Paris ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับ Enoteca Pinchiorri ตั้งแต่ปี 1993 ทั้งยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลร้านสาขาประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ในปี 2015 เชฟ Annie Féolde ลดบทบาทตัวเองลงและผลักดันให้เชฟ Riccardo Monco รับตำแหน่งเป็น Execitive Chef ควบคุมการออกแบบเมนูทั้งหมด นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการรายการ Celebrity Chef ซึ่งออกอากาศทางช่อง TV8 อีกด้วย
🎗 [THE FOOD] เชฟ Riccardo Monco มีความเชื่อมั่นในคุณภาพของวัตถุดิบรวมไปถึงการใช้เทคนิคระดับสูงในการนำเสนออาหารของเขาให้กับเหล่านักชิมได้สัมผัส ลูกค้าสามารถเลือกสั่ง ”Expression” Menu (310 €) นำเสนออาหารอิตาลีร่วมสมัยมาจำนวนทั้งสิ้น 9 คอร์ส ถัดมาคือ ”HEART MOTHER” MENU (310 €) ที่ได้รวบรวมเมนูแบบมังสวิรัตินำเสนอมาที่ 9 คอร์สเช่นกัน สุดท้ายคือรายการแบบ À LA CARTE นำเสนอมาในราคาตามหมวดหมู่คือ To Start (80 €), Pasta (90 €) และ Main Course (120 €) ตามลำดับ
รูปที่ 29
🎗 [THE FOOD] เชฟ Riccardo Monco มีความเชื่อมั่นในคุณภาพของวัตถุดิบรวมไปถึงการใช้เทคนิคระดับสูงในการนำเสนออาหารของเขาให้กับเหล่านักชิมได้สัมผัส ลูกค้าสามารถเลือกสั่ง ”Expression” Menu (310 €) นำเสนออาหารอิตาลีร่วมสมัยมาจำนวนทั้งสิ้น 9 คอร์ส ถัดมาคือ ”HEART MOTHER” MENU (310 €) ที่ได้รวบรวมเมนูแบบมังสวิรัตินำเสนอมาที่ 9 คอร์สเช่นกัน สุดท้ายคือรายการแบบ À LA CARTE นำเสนอมาในราคาตามหมวดหมู่คือ To Start (80 €), Pasta (90 €) และ Main Course (120 €) ตามลำดับ
รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์หาชิมยากที่นำเสนอโดยคุณ Giorgio Pinchiorri ผู้เป็นทั้ง Sommelier และนักสะสมไวน์ตัวยงแต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่าแม้เทียบกับมาตรฐานห้องอาหารในระดับเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเปิดรายการไวน์ทั้งเล่มดูพบว่าราคาไวน์ส่วนมากมีราคาหลักร้อยยูโรขึ้นไปโดยจะมีเพียงไม่กี่ฉลากเท่านั้นที่มีราคาอยู่ที่ราว 90 € นอกจากนี้คุณ Giorgio Pinchiorri ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการคนแรก ๆ ในนคร Florence ที่เริ่มต้นขายไวน์แบบ By Glass ให้ลูกค้าได้ลองชิมกันตั้งแต่ช่วงยุคปี 70 อีกด้วย
รูปที่ 30
รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์หาชิมยากที่นำเสนอโดยคุณ Giorgio Pinchiorri ผู้เป็นทั้ง Sommelier และนักสะสมไวน์ตัวยงแต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่าแม้เทียบกับมาตรฐานห้องอาหารในระดับเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเปิดรายการไวน์ทั้งเล่มดูพบว่าราคาไวน์ส่วนมากมีราคาหลักร้อยยูโรขึ้นไปโดยจะมีเพียงไม่กี่ฉลากเท่านั้นที่มีราคาอยู่ที่ราว 90 € นอกจากนี้คุณ Giorgio Pinchiorri ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการคนแรก ๆ ในนคร Florence ที่เริ่มต้นขายไวน์แบบ By Glass ให้ลูกค้าได้ลองชิมกันตั้งแต่ช่วงยุคปี 70 อีกด้วย
รายการน้ำแร่ทั้งแบบ Still และ Sparkling มีให้เลือกสั่งกันได้หลายรูปแบบและหลายราคาสมกับทำเลของร้านซึ่งตั้งอยู่ในแคว้น Tuscany แต่เราขอแนะนำให้เลือกสั่ง Still หรือ Sparkling Water ท้องถิ่นของอิตาลีดูจะคุ้มค่ากับราคาที่สุด
รูปที่ 31
รายการน้ำแร่ทั้งแบบ Still และ Sparkling มีให้เลือกสั่งกันได้หลายรูปแบบและหลายราคาสมกับทำเลของร้านซึ่งตั้งอยู่ในแคว้น Tuscany แต่เราขอแนะนำให้เลือกสั่ง Still หรือ Sparkling Water ท้องถิ่นของอิตาลีดูจะคุ้มค่ากับราคาที่สุด
ตัวอาคาร Palazzo Jacometti Ciofi ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นทั้งห้องอาหารและโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหรา
รูปที่ 32
ตัวอาคาร Palazzo Jacometti Ciofi ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นทั้งห้องอาหารและโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหรา
🎗 [WHY GO] Enoteca Pinchiorri เป็นห้องอาหารที่มอบประสบการณ์แบบองค์รวมได้อย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการนำเสนออาหารอิตาลีระดับสูง บรรยากาศอันหรูหรา และการบริการที่ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตามถึงแม้อาหารที่นี่จะผสมผสานความร่วมสมัยลงไปในอาหารได้เป็นอย่างดีแต่มีบางจานที่มีมิติทางรสชาติไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นักเทียบกับมาตรฐานของร้านในยุคปัจจุบัน
รูปที่ 33
🎗 [WHY GO] Enoteca Pinchiorri เป็นห้องอาหารที่มอบประสบการณ์แบบองค์รวมได้อย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการนำเสนออาหารอิตาลีระดับสูง บรรยากาศอันหรูหรา และการบริการที่ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตามถึงแม้อาหารที่นี่จะผสมผสานความร่วมสมัยลงไปในอาหารได้เป็นอย่างดีแต่มีบางจานที่มีมิติทางรสชาติไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นักเทียบกับมาตรฐานของร้านในยุคปัจจุบัน
ทั้งหมดที่กล่าวมายังแลกมาด้วยราคาอาหารที่ค่อนข้างสูงรวมไปถึงไวน์ที่มีราคาเริ่มต้นแตะหลัก 100 € เพื่อน ๆ ที่สนใจขอแนะนำให้เผื่อเวลาจองล่วงหน้าเอาไว้สัก 1 เดือนครึ่งและอย่าลืมเผื่อเวลาสักนิดสำหรับการเดินทางมาระหว่างช่วงเวลารถติดของนคร Florence
รูปที่ 34
ทั้งหมดที่กล่าวมายังแลกมาด้วยราคาอาหารที่ค่อนข้างสูงรวมไปถึงไวน์ที่มีราคาเริ่มต้นแตะหลัก 100 € เพื่อน ๆ ที่สนใจขอแนะนำให้เผื่อเวลาจองล่วงหน้าเอาไว้สัก 1 เดือนครึ่งและอย่าลืมเผื่อเวลาสักนิดสำหรับการเดินทางมาระหว่างช่วงเวลารถติดของนคร Florence