GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Enoteca Paco Pérez
2 MICHELIN Stars

SpainEnoteca Paco Pérez · อิโนติก้า ปาโค เปเรซ

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Marina 19, Barcelona, 08005, Spain

🎗 [INTRO] Paco Pérez เป็นหนึ่งในเชฟที่กำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต เขาเริ่มต้นสร้างชื่อเสียงกับห้องอาหาร Miramar ในเมือง Llançà บ้านเกิดจนโด่งดังก่อนจะเปิดห้องอาหารแห่งที่สองคือ Enoteca Paco Pérez ขึ้นในกรุง Barcelona และกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของบรรดานักชิมอาหารสไตล์โมเดิร์นจากทั่วทุกมุมโลก

🎗 [THE PLACE] Enoteca Paco Pérez ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของโรงแรมสุดหรูริมชายหาดอย่าง Hotel Arts Barcelona สำหรับใครที่มาในช่วงอากาศเป็นใจเราขอแนะนำให้เลือกนั่งบริเวณเทอเรสด้านนอกมองออกไปเห็นเหล่านักท่องเที่ยวและผู้คนท้องถิ่นเดินไปมาช่วยเสริมให้บรรยากาศระหว่างมื้ออาหารมีความไดนามิคอยู่ตลอดเวลา ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีขาวเข้ากันดีกับพื้นไม้สีน้ำตาล บนชั้นวางของเรียงรายไปด้วยขวดน้ำมันมะกอกและขวดไวน์จำนวนมาก ทันทีที่เรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้พนักงานจะเข็นรถมาเพื่อนำเสนอแชมเปญก่อนจะอธิบายถึงรายละเอียดของเมนูในลำดับถัดไป

🎗 [THE CHEF] Paco Pérez เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Llançà ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมอ่าว Costa Brava ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปนไม่ไกลกันจากพรมแดนระหว่างประเทศสเปนและฝรั่งเศส เมื่อมีอายุได้ 12 ปีเข้าเริ่มต้นงานครัวที่ร้าน Tapas Bar ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวจนกระทั่งเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปฝึกงานที่ห้องอาหาร Les Prés d'Eugénie - Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) เพื่อซึมซับเทคนิคการเตรียมอาหารในสไตล์ Nouvelle Cuisine หลังจากกลับมาที่ประเทศสเปนเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Ferran Adrià ที่ห้องอาหาร El Bulli (3 MICHELIN Stars) ทั้งยังฝึกฝนฝีมือการเตรียมอาหารสเปนในรูปแบบใหม่ ต่อมาในปี 1984 เชฟ Paco Pérez แต่งงานกับคุณ Montse Serra ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของห้องอาหาร Miramar ในเมือง Llançà บ้านเกิดของเขาซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ ริมชายหาดก่อนที่ทั้งคู่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบมานำเสนออาหาร Mediterranean ในเชิงสร้างสรรค์จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1996 และเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2010 สำหรับห้องอาหาร Enoteca Paco Pérez ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้นั้นเกิดจากความร่วมมือของตัวเชฟกับ Hotel Arts Barcelona ในการนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น

🎗 [THE FOOD] เหล่านักชิมจะได้รับการนำเสนอ Tasting Menu (220 €) ชุดใหญ่สำหรับมื้อเย็นวันพุธ-เสาร์ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวนกว่า 13 คอร์ส โดยมีจุดเด่นคืออาหารทุกจานถึงจะใช้เทคนิคที่ซับซ้อนแต่ยังคงรสชาติที่เข้าถึงง่าย รับประทานได้อร่อยโดยไม่ต้องตีความแตกต่างจากห้องอาหารอีกแห่งหนึ่งของเชฟอย่าง Miramar ค่อนข้างชัดเจน ส่วนใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ El Arroz De Paco (120 €) ซึ่งเชฟได้คัดเลือกเมนูบางรายการจาก Tasting Menu มาไว้ด้วยกันก่อนจะจบที่เมนูข้าว Signature Dish อย่าง Seasonal creamy rice – lobster & seasonal mushrooms (ซึ่งเราก็ได้สั่งมาลองชิมในวันนี้ด้วย) สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบแต่ก็แลกมาด้วยราคาต่อจานที่สูงพอสมควร รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายกว่า 700 Labels โดยเราขอแนะนำไวน์ท้องถิ่นของประเทศสเปนหรือไวน์จากอิตาลีซึ่งจะมีราคาคุ้มค่ากว่าไวน์หรือแชมเปญที่นำเข้ามาจากฝรั่งเศสค่อนข้างมาก ส่วนอาหารจานที่โดดเด่นในมื้อนี้ประกอบไปด้วย

✨ The sea remembering Gaudí

จานนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากการใช้ชีสันของศิลปินชื่อดังอย่าง Gaudí เชฟเลือกใช้กุ้ง Rose Shimp ซึ่งมีรสหวานโดยธรรมชาติจับคู่มากับเนื้อปลาทูน่าที่สับเป็น Tartare ให้ความมันที่พอเหมาะ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยชิ้นเพรียงที่ปรุงสุกมาแบบไร้ที่ติสังเกตจากความนุ่มหนึบพอเหมาะ จากนั้นเติมแต่งกลิ่นอายของความเป็นทะเลด้วย Tartare สาหร่ายและคาเวียร์ ตรงกลางคือไข่แดงที่จะแตกไหลเยิ้มออกมาเข้ากันกับชิ้นหอยเชลล์จิ๋วที่รายล้อมอยู่โดยรอบ (19/20)

✨ Sea cucumber, black garlic

สุดยอดอาหารจานเด็ดที่สร้างชื่อเสียงให้กับห้องอาหาร Enoteca Paco Pérez คือ Espardenya หรือปลิงทะเลซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของคนสเปนในแถบ Mediterranean เชฟเลือกใช่ปลิงทะเลมาลอกหนังออกแล้วนำส่วนตรงกลางลำตัวมาปรุงให้มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เด้ง มีความหนึบนิด ๆ (แตกต่างไปจากฝั่งเอเชียบ้านเราที่เลือกใช้เฉพาะส่วนผิวด้านนอก) ข้างกันคือผิวปลิงทะเลที่เตรียมมาให้มีความเบา ฟู และกรอบ ตรงกลางคือ Dehydrated Pine Nut Sauce และชิ้นเมล็ดสนเชฟตกแต่งด้วยดอกกระเทียม ก่อนรับประทานให้เติมแต่งด้วยรสชาติของกระเทียมดำลงไปเล็กน้อย จานนี้จานเดียวเรียกได้ว่าครบครันทั้งมิติทางเนื้อสัมผัส เทคนิคการปรุง และความอร่อยเลยทีเดียว (20/20)

✨ Curry in a sweet world

ของหวานจานหลักนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากประเทศอินเดีย องค์ประกอบด้านล่างคือซอสและไอศกรีมที่มีอโรมาหอม ๆ ของแกง ยังมีสตรอว์เบอร์รี่เตรียมมาทั้งแบบเนื้อสด ๆ และซอร์เบท์ ด้านบนคือโฟมและอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากมะพร้าว ความน่าสนใจของจานนี้คือเชฟสามารถนำเสนอความสดชื่นของสตรอว์เบอรร์รี่ให้เข้ากันกับกลิ่นของแกงและรสเผ็ดเบา ๆ สไตล์อินเดียได้อย่างน่าทึ่ง (19/20)

🎗 [WHY GO] หลังจบมื้ออาหารเราสามารถสรุปได้ว่า Enoteca Paco Pérez เป็นห้องอาหารที่มีเทคนิคและการนำเสนอซับซ้อนสมกับรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars แต่ยังคงรสชาติที่เข้าถึงง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่ต้องตีความมากนัก การตกแต่งอาจดูหรูหราแต่ก็ยังให้บรรยากาศที่แคชวลไม่เป็นทางการมากจนเกินไป ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับร้านระดับเดียวกันอื่น ๆ ในนคร Barcelona และควรค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดเอาไว้เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับเหล่านักชิมที่หลงไหลในห้องอาหาร Fine Dining

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 32 รูป

🇪🇸 Enoteca Paco Pérez - อิโนติก้า ปาโค เปเรซ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🔆🔆 2 Soles Guía Repsol - 2 ดวงอาทิตย์เรปโซล 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Paco Pérez - เชฟปาโค เปเรซ
รูปที่ 1
🇪🇸 Enoteca Paco Pérez - อิโนติก้า ปาโค เปเรซ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🔆🔆 2 Soles Guía Repsol - 2 ดวงอาทิตย์เรปโซล 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Paco Pérez - เชฟปาโค เปเรซ
🎗 [INTRO] Paco Pérez เป็นหนึ่งในเชฟที่กำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต เขาเริ่มต้นสร้างชื่อเสียงกับห้องอาหาร Miramar ในเมือง Llançà บ้านเกิดจนโด่งดังก่อนจะเปิดห้องอาหารแห่งที่สองคือ Enoteca Paco Pérez ขึ้นในกรุง Barcelona และกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของบรรดานักชิมอาหารสไตล์โมเดิร์นจากทั่วทุกมุมโลก
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] Paco Pérez เป็นหนึ่งในเชฟที่กำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต เขาเริ่มต้นสร้างชื่อเสียงกับห้องอาหาร Miramar ในเมือง Llançà บ้านเกิดจนโด่งดังก่อนจะเปิดห้องอาหารแห่งที่สองคือ Enoteca Paco Pérez ขึ้นในกรุง Barcelona และกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของบรรดานักชิมอาหารสไตล์โมเดิร์นจากทั่วทุกมุมโลก
Tomato soul, rocoto เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยทาร์ตเล็ตขนาดพอดีคำ ด้านล่างรองด้วยไส้กรอกหมู Papada ให้รสชาติที่เข้มข้ย ด้านบนคือองค์ประกอบของมะเขือเทศรวมไปถึงผัก Chive และ Lettuce รวมไปถึงสาหร่าย Salicornia เชฟเติมแต่งรสชาติด้วยความเผ็ดเบา ๆ ของ Rocoto ซึ่งเป็นพริกหวานชนิดหนึ่งจากประเทศเปรู (17/20)
รูปที่ 3
Tomato soul, rocoto เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยทาร์ตเล็ตขนาดพอดีคำ ด้านล่างรองด้วยไส้กรอกหมู Papada ให้รสชาติที่เข้มข้ย ด้านบนคือองค์ประกอบของมะเขือเทศรวมไปถึงผัก Chive และ Lettuce รวมไปถึงสาหร่าย Salicornia เชฟเติมแต่งรสชาติด้วยความเผ็ดเบา ๆ ของ Rocoto ซึ่งเป็นพริกหวานชนิดหนึ่งจากประเทศเปรู (17/20)
Our Cesar salad เชฟตั้งใจนำเสนอเมนูคลาสสิคอย่าง Caesar Salad ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปเริ่มจากการเตรียมหนังไก่กรอบ หอม ส่วนตรงกลางด้านในเป็นผักและสมุนไพรต่าง ๆ รสชาติโดยรวมเค็มกลมกล่อม ใช้เรียกน้ำย่อยได้ดี (17/20)
รูปที่ 4
Our Cesar salad เชฟตั้งใจนำเสนอเมนูคลาสสิคอย่าง Caesar Salad ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปเริ่มจากการเตรียมหนังไก่กรอบ หอม ส่วนตรงกลางด้านในเป็นผักและสมุนไพรต่าง ๆ รสชาติโดยรวมเค็มกลมกล่อม ใช้เรียกน้ำย่อยได้ดี (17/20)
Our Cesar salad เชฟแนะนำให้จับคู่ Caesar Salad กับ Gazpacho Emulsion ที่เสิร์ฟมาคู่กัน (17/20)
รูปที่ 5
Our Cesar salad เชฟแนะนำให้จับคู่ Caesar Salad กับ Gazpacho Emulsion ที่เสิร์ฟมาคู่กัน (17/20)
Crab & mushroom ปิดท้ายด้วยแผ่นกรอบที่จับคู่เนื้อปูหอม ๆ และเห็ดกระดุมมาไว้ในคำเดียว (17/20)
รูปที่ 6
Crab & mushroom ปิดท้ายด้วยแผ่นกรอบที่จับคู่เนื้อปูหอม ๆ และเห็ดกระดุมมาไว้ในคำเดียว (17/20)
A memory from Galicia Tartar moment - between land and sea เริ่มต้นคอร์สหลักด้วยความทรงจำจากภูมิภาค Galicia ฝั่งซ้ายมือคือแผ่นกรอบเตรียมมาจากข้าวโพดท็อปด้านบนด้วยทาทาร์เนื้อวัววากิวปรุงรสด้วย Garum วากิวที่เชฟเตรียมเองในร้าน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของน้ำสต๊อกที่เคี่ยวแล้วขึ้นรูปเป็นชิ้นและชิ้นเห็ดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ช่วยเพิ่มความนุ่มหนึบได้พอเหมาะ อีกฝั่งหนึ่งคือหนวดหมึกยักษ์ปรุงแต่งกลิ่นด้วย Saffron หรือหญ้าฝรั่นและปรุงรสด้วยปาปริก้า (18/20)
รูปที่ 7
A memory from Galicia Tartar moment - between land and sea เริ่มต้นคอร์สหลักด้วยความทรงจำจากภูมิภาค Galicia ฝั่งซ้ายมือคือแผ่นกรอบเตรียมมาจากข้าวโพดท็อปด้านบนด้วยทาทาร์เนื้อวัววากิวปรุงรสด้วย Garum วากิวที่เชฟเตรียมเองในร้าน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของน้ำสต๊อกที่เคี่ยวแล้วขึ้นรูปเป็นชิ้นและชิ้นเห็ดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ช่วยเพิ่มความนุ่มหนึบได้พอเหมาะ อีกฝั่งหนึ่งคือหนวดหมึกยักษ์ปรุงแต่งกลิ่นด้วย Saffron หรือหญ้าฝรั่นและปรุงรสด้วยปาปริก้า (18/20)
Bread and Butter จากนั้นพนักงานจัดเสิร์ฟขนมปังมา 3 ชนิดคือ Brioche, Focaccia และ Sourdough
รูปที่ 8
Bread and Butter จากนั้นพนักงานจัดเสิร์ฟขนมปังมา 3 ชนิดคือ Brioche, Focaccia และ Sourdough
Bread and Butter ขนมปังจับคู่มากับน้ำมันมะกอกทั้งแบบ Light และ Full Body ยังมีเนย 2 อย่างคือเนยสาหร่ายและเนยโกโก้อีกด้วย
รูปที่ 9
Bread and Butter ขนมปังจับคู่มากับน้ำมันมะกอกทั้งแบบ Light และ Full Body ยังมีเนย 2 อย่างคือเนยสาหร่ายและเนยโกโก้อีกด้วย
The sea remembering Gaudí จานนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากการใช้ชีสันของศิลปินชื่อดังอย่าง Gaudí เชฟเลือกใช้กุ้ง Rose Shimp ซึ่งมีรสหวานโดยธรรมชาติจับคู่มากับเนื้อปลาทูน่าที่สับเป็น Tartare ให้ความมันที่พอเหมาะ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยชิ้นเพรียงที่ปรุงสุกมาแบบไร้ที่ติสังเกตจากความนุ่มหนึบพอเหมาะ จากนั้นเติมแต่งกลิ่นอายของความเป็นทะเลด้วย Tartare สาหร่ายและคาเวียร์ ตรงกลางคือไข่แดงที่จะแตกไหลเยิ้มออกมาเข้ากันกับชิ้นหอยเชลล์จิ๋วที่รายล้อมอยู่โดยรอบ (19/20)
รูปที่ 10
The sea remembering Gaudí จานนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากการใช้ชีสันของศิลปินชื่อดังอย่าง Gaudí เชฟเลือกใช้กุ้ง Rose Shimp ซึ่งมีรสหวานโดยธรรมชาติจับคู่มากับเนื้อปลาทูน่าที่สับเป็น Tartare ให้ความมันที่พอเหมาะ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยชิ้นเพรียงที่ปรุงสุกมาแบบไร้ที่ติสังเกตจากความนุ่มหนึบพอเหมาะ จากนั้นเติมแต่งกลิ่นอายของความเป็นทะเลด้วย Tartare สาหร่ายและคาเวียร์ ตรงกลางคือไข่แดงที่จะแตกไหลเยิ้มออกมาเข้ากันกับชิ้นหอยเชลล์จิ๋วที่รายล้อมอยู่โดยรอบ (19/20)
Smoked spring eel เนื้อปลาไหลรมควันหอม ๆ จับคู่มากับหน่อไม้ฝรั่งขาวทั้งในรูปแบบซอสเย็น ๆ และชิ้นสไลซ์บาง ๆ (17/20)
รูปที่ 11
Smoked spring eel เนื้อปลาไหลรมควันหอม ๆ จับคู่มากับหน่อไม้ฝรั่งขาวทั้งในรูปแบบซอสเย็น ๆ และชิ้นสไลซ์บาง ๆ (17/20)
Smoked spring eel เชฟตัดความมันด้วย Earthy Aroma ที่ได้จากชิ้นรูบาร์บที่ผ่านการกงฟีจนกรอบรวมไปถึงหยดเล็ก ๆ สีชมพูซึ่งเตรียมมาจากรูบาร์บเช่นกัน (17/20)
รูปที่ 12
Smoked spring eel เชฟตัดความมันด้วย Earthy Aroma ที่ได้จากชิ้นรูบาร์บที่ผ่านการกงฟีจนกรอบรวมไปถึงหยดเล็ก ๆ สีชมพูซึ่งเตรียมมาจากรูบาร์บเช่นกัน (17/20)
Sea cucumber, black garlic สุดยอดอาหารจานเด็ดที่สร้างชื่อเสียงให้กับห้องอาหาร Enoteca Paco Pérez คือ Espardenya หรือปลิงทะเลซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของคนสเปนในแถบ Mediterranean เชฟเลือกใช้ปลิงทะเลมาลอกหนังออกแล้วนำส่วนตรงกลางลำตัวมาปรุงให้มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เด้ง มีความหนึบนิด ๆ (แตกต่างไปจากฝั่งเอเชียบ้านเราที่เลือกใช้เฉพาะส่วนผิวด้านนอก) ข้างกันคือผิวปลิงทะเลที่เตรียมมาให้มีความเบา ฟู และกรอบ ตรงกลางคือ Dehydrated Pine Nut Sauce และชิ้นเมล็ดสนเชฟตกแต่งด้วยดอกกระเทียม ก่อนรับประทานให้เติมแต่งด้วยรสชาติของกระเทียมดำลงไปเล็กน้อย จานนี้จานเดียวเรียกได้ว่าครบครันทั้งมิติทางเนื้อสัมผัส เทคนิคการปรุง และความอร่อยเลยทีเดียว (20/20)
รูปที่ 13
Sea cucumber, black garlic สุดยอดอาหารจานเด็ดที่สร้างชื่อเสียงให้กับห้องอาหาร Enoteca Paco Pérez คือ Espardenya หรือปลิงทะเลซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของคนสเปนในแถบ Mediterranean เชฟเลือกใช้ปลิงทะเลมาลอกหนังออกแล้วนำส่วนตรงกลางลำตัวมาปรุงให้มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เด้ง มีความหนึบนิด ๆ (แตกต่างไปจากฝั่งเอเชียบ้านเราที่เลือกใช้เฉพาะส่วนผิวด้านนอก) ข้างกันคือผิวปลิงทะเลที่เตรียมมาให้มีความเบา ฟู และกรอบ ตรงกลางคือ Dehydrated Pine Nut Sauce และชิ้นเมล็ดสนเชฟตกแต่งด้วยดอกกระเทียม ก่อนรับประทานให้เติมแต่งด้วยรสชาติของกระเทียมดำลงไปเล็กน้อย จานนี้จานเดียวเรียกได้ว่าครบครันทั้งมิติทางเนื้อสัมผัส เทคนิคการปรุง และความอร่อยเลยทีเดียว (20/20)
Shrimps, coconut, cashews, carrots เชฟอาศัยแรงบันดาลใจมาจากอาหารไทยในการรังสรรค์คอร์สเริ่มต้นด้วยการใช้กุ้งจิ๋วจับคู่กับซอสแกงหอมกรุ่น นอกจากนี้ยังมีชิ้นเบบี้แครอทกรอบ ๆ ส่วนเส้นสีขาวคือสปาเก็ตตี้ที่เตรียมมาจากเนื้อมะพร้าวให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันในจานเดียว (17/20)
รูปที่ 14
Shrimps, coconut, cashews, carrots เชฟอาศัยแรงบันดาลใจมาจากอาหารไทยในการรังสรรค์คอร์สเริ่มต้นด้วยการใช้กุ้งจิ๋วจับคู่กับซอสแกงหอมกรุ่น นอกจากนี้ยังมีชิ้นเบบี้แครอทกรอบ ๆ ส่วนเส้นสีขาวคือสปาเก็ตตี้ที่เตรียมมาจากเนื้อมะพร้าวให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันในจานเดียว (17/20)
Bolognese lobster กุ้ง Red Lobster ชิ้นโตย่างจนสุกแล้วนำมารมควันต่ออีกเล็กน้อยให้มีกลิ่นหอม อีกฝั่งหนึ่งคือ Bolognese Sauce ให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิ ตรงกลางคือซอส Bisque ที่ได้จากการเคี่ยวเปลือกและมันกุ้งนานกว่า 12 ชั่วโมงนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 15
Bolognese lobster กุ้ง Red Lobster ชิ้นโตย่างจนสุกแล้วนำมารมควันต่ออีกเล็กน้อยให้มีกลิ่นหอม อีกฝั่งหนึ่งคือ Bolognese Sauce ให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิ ตรงกลางคือซอส Bisque ที่ได้จากการเคี่ยวเปลือกและมันกุ้งนานกว่า 12 ชั่วโมงนั่นเอง (17/20)
Silky turbot and citrus squid ปลาเทอร์บอทตัวโตที่เชฟแล่มาอย่างดีจนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มลิ้น ตัวซอสเตรียมมาจากกระดูกปลาผสมกับผักเซเลอรี่และปรุงรสด้วยซีอิ๊วเพียงเล็กน้อย ข้างกันคือหมึกที่เสิร์ฟมากับข้าวญี่ปุ่นกรุบกรอบผสานกันไปกับดีหมึกหอม ๆ (18/20)
รูปที่ 16
Silky turbot and citrus squid ปลาเทอร์บอทตัวโตที่เชฟแล่มาอย่างดีจนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มลิ้น ตัวซอสเตรียมมาจากกระดูกปลาผสมกับผักเซเลอรี่และปรุงรสด้วยซีอิ๊วเพียงเล็กน้อย ข้างกันคือหมึกที่เสิร์ฟมากับข้าวญี่ปุ่นกรุบกรอบผสานกันไปกับดีหมึกหอม ๆ (18/20)
Tradition, our rice (70 €) Creamy seasonal rice, lobster, morels สุดยอดเมนูข้าว Signature Dish ที่ได้จากการนำข้าวรีซอตโต้สายพันธุ์ Acquerello มาปรุงสุกกับซอส Picada สไตล์ Catalan ให้รสชาติเค็มโดดแบบพื้นบ้าน ด้านบนคือเนื้อกุ้ง Red Lobster ที่ผ่านการหมักในเกลือ, น้ำตาล และโคจิ (Koji) สุดท้ายคือองค์ประกอบของเห็ด Morels ที่ผ่านการคัดไซซ์มาอย่างดีเคี้ยวแล้วนุ่มหนึบตัดกันกับความเด้งของเนื้อกุ้งได้อย่างลงตัว (17/20)
รูปที่ 17
Tradition, our rice (70 €) Creamy seasonal rice, lobster, morels สุดยอดเมนูข้าว Signature Dish ที่ได้จากการนำข้าวรีซอตโต้สายพันธุ์ Acquerello มาปรุงสุกกับซอส Picada สไตล์ Catalan ให้รสชาติเค็มโดดแบบพื้นบ้าน ด้านบนคือเนื้อกุ้ง Red Lobster ที่ผ่านการหมักในเกลือ, น้ำตาล และโคจิ (Koji) สุดท้ายคือองค์ประกอบของเห็ด Morels ที่ผ่านการคัดไซซ์มาอย่างดีเคี้ยวแล้วนุ่มหนึบตัดกันกับความเด้งของเนื้อกุ้งได้อย่างลงตัว (17/20)
Aged pigeon, morel terrine, sour cream, coffee เนื้อนกพิราบที่ผ่านกระบวนการบ่มแล้วเสิร์ฟมาในขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ฝั่งขวามือคือเห็ด Morels เตรียมมาในลักษณะของ Terrine ยังมีองค์ประกอบของ Sour Cream และอโรมาหอม ๆ ของกาแฟนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 18
Aged pigeon, morel terrine, sour cream, coffee เนื้อนกพิราบที่ผ่านกระบวนการบ่มแล้วเสิร์ฟมาในขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ฝั่งขวามือคือเห็ด Morels เตรียมมาในลักษณะของ Terrine ยังมีองค์ประกอบของ Sour Cream และอโรมาหอม ๆ ของกาแฟนั่นเอง (17/20)
Sea tocinillo สำหรับคอร์ส Pre-Dessert เชฟอาหารหวานตั้งใจนำเสนอ Tocinillo ซึ่งเป็นเค้กท้องถิ่นของประเทศสเปนแต่เชฟเพิ่มเติมวัตถุดิบอย่างสาหร่าย Codium ลงไปด้วย ด้านบนคือ Fresh Goat Cheese ท้องถิ่นของภูมิภาค Catalonia ซึ่งบาลานซ์รสชาติกับสาหร่ายได้อย่างไร้ที่ติมาก ๆ (17/20)
รูปที่ 19
Sea tocinillo สำหรับคอร์ส Pre-Dessert เชฟอาหารหวานตั้งใจนำเสนอ Tocinillo ซึ่งเป็นเค้กท้องถิ่นของประเทศสเปนแต่เชฟเพิ่มเติมวัตถุดิบอย่างสาหร่าย Codium ลงไปด้วย ด้านบนคือ Fresh Goat Cheese ท้องถิ่นของภูมิภาค Catalonia ซึ่งบาลานซ์รสชาติกับสาหร่ายได้อย่างไร้ที่ติมาก ๆ (17/20)
Curry in a sweet world ของหวานจานหลักนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากประเทศอินเดีย องค์ประกอบด้านล่างคือซอสและไอศกรีมที่มีอโรมาหอม ๆ ของแกง ยังมีสตรอว์เบอร์รี่เตรียมมาทั้งแบบเนื้อสด ๆ และซอร์เบท์ ด้านบนคือโฟมและอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากมะพร้าว ความน่าสนใจของจานนี้คือเชฟสามารถนำเสนอความสดชื่นของสตรอว์เบอรร์รี่ให้เข้ากันกับกลิ่นของแกงและรสเผ็ดเบา ๆ สไตล์อินเดียได้อย่างน่าทึ่ง (19/20)
รูปที่ 20
Curry in a sweet world ของหวานจานหลักนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากประเทศอินเดีย องค์ประกอบด้านล่างคือซอสและไอศกรีมที่มีอโรมาหอม ๆ ของแกง ยังมีสตรอว์เบอร์รี่เตรียมมาทั้งแบบเนื้อสด ๆ และซอร์เบท์ ด้านบนคือโฟมและอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากมะพร้าว ความน่าสนใจของจานนี้คือเชฟสามารถนำเสนอความสดชื่นของสตรอว์เบอรร์รี่ให้เข้ากันกับกลิ่นของแกงและรสเผ็ดเบา ๆ สไตล์อินเดียได้อย่างน่าทึ่ง (19/20)
“El Mucílago” ปิดท้ายด้วยการผสมผสานของช็อกโกแลตครีม ครีมกาแฟ องค์ประกอบของชาหมักคอมบุฉะ และเมล็ดกาแฟที่จำลองขึ้นมาให้ความกรอบกับจานนี้ (18/20)
รูปที่ 21
“El Mucílago” ปิดท้ายด้วยการผสมผสานของช็อกโกแลตครีม ครีมกาแฟ องค์ประกอบของชาหมักคอมบุฉะ และเมล็ดกาแฟที่จำลองขึ้นมาให้ความกรอบกับจานนี้ (18/20)
Petit Fours ปิดท้ายด้วย Petit Fours จำนวน 4 อย่างคือ Meringue with Cheese Ice Cream; Vanilla Cream and Beetroot Gel, Candied Cube of Ginger and Tangerine, Almond Brittle with Milk Chocolate และ Anchovy Ganache with Black Garlic and Chocolate
รูปที่ 22
Petit Fours ปิดท้ายด้วย Petit Fours จำนวน 4 อย่างคือ Meringue with Cheese Ice Cream; Vanilla Cream and Beetroot Gel, Candied Cube of Ginger and Tangerine, Almond Brittle with Milk Chocolate และ Anchovy Ganache with Black Garlic and Chocolate
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 23
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 24
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 1,104.97 €/4 คน
รูปที่ 25
💰 ราคา 1,104.97 €/4 คน
🎗 [THE FOOD] เหล่านักชิมจะได้รับการนำเสนอ Tasting Menu (220 €) ชุดใหญ่สำหรับมื้อเย็นวันพุธ-เสาร์ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวนกว่า 13 คอร์ส โดยมีจุดเด่นคืออาหารทุกจานถึงจะใช้เทคนิคที่ซับซ้อนแต่ยังคงรสชาติที่เข้าถึงง่าย รับประทานได้อร่อยโดยไม่ต้องตีความแตกต่างจากห้องอาหารอีกแห่งหนึ่งของเชฟอย่าง Miramar ค่อนข้างชัดเจน ส่วนใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ El Arroz De Paco (120 €) ซึ่งเชฟได้คัดเลือกเมนูบางรายการจาก Tasting Menu มาไว้ด้วยกันก่อนจะจบที่เมนูข้าว Signature Dish อย่าง Seasonal creamy rice – lobster & seasonal mushrooms (ซึ่งเราก็ได้สั่งมาลองชิมในวันนี้ด้วย) สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบแต่ก็แลกมาด้วยราคาต่อจานที่สูงพอสมควร
รูปที่ 26
🎗 [THE FOOD] เหล่านักชิมจะได้รับการนำเสนอ Tasting Menu (220 €) ชุดใหญ่สำหรับมื้อเย็นวันพุธ-เสาร์ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวนกว่า 13 คอร์ส โดยมีจุดเด่นคืออาหารทุกจานถึงจะใช้เทคนิคที่ซับซ้อนแต่ยังคงรสชาติที่เข้าถึงง่าย รับประทานได้อร่อยโดยไม่ต้องตีความแตกต่างจากห้องอาหารอีกแห่งหนึ่งของเชฟอย่าง Miramar ค่อนข้างชัดเจน ส่วนใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ El Arroz De Paco (120 €) ซึ่งเชฟได้คัดเลือกเมนูบางรายการจาก Tasting Menu มาไว้ด้วยกันก่อนจะจบที่เมนูข้าว Signature Dish อย่าง Seasonal creamy rice – lobster & seasonal mushrooms (ซึ่งเราก็ได้สั่งมาลองชิมในวันนี้ด้วย) สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบแต่ก็แลกมาด้วยราคาต่อจานที่สูงพอสมควร
🎗 [THE CHEF] Paco Pérez เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Llançà ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมอ่าว Costa Brava ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปนไม่ไกลกันจากพรมแดนระหว่างประเทศสเปนและฝรั่งเศส เมื่อมีอายุได้ 12 ปีเข้าเริ่มต้นงานครัวที่ร้าน Tapas Bar ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวจนกระทั่งเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปฝึกงานที่ห้องอาหาร Les Prés d'Eugénie - Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) เพื่อซึมซับเทคนิคการเตรียมอาหารในสไตล์ Nouvelle Cuisine หลังจากกลับมาที่ประเทศสเปนเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Ferran Adrià ที่ห้องอาหาร El Bulli (3 MICHELIN Stars) ทั้งยังฝึกฝนฝีมือการเตรียมอาหารสเปนในรูปแบบใหม่ ต่อมาในปี 1984 เชฟ Paco Pérez แต่งงานกับคุณ Montse Serra ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของห้องอาหาร Miramar ในเมือง Llançà บ้านเกิดของเขาซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ ริมชายหาดก่อนที่ทั้งคู่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบมานำเสนออาหาร Mediterranean ในเชิงสร้างสรรค์จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1996 และเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2010 สำหรับห้องอาหาร Enoteca Paco Pérez ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้นั้นเกิดจากความร่วมมือของตัวเชฟกับ Hotel Arts Barcelona ในการนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น
รูปที่ 27
🎗 [THE CHEF] Paco Pérez เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Llançà ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมอ่าว Costa Brava ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปนไม่ไกลกันจากพรมแดนระหว่างประเทศสเปนและฝรั่งเศส เมื่อมีอายุได้ 12 ปีเข้าเริ่มต้นงานครัวที่ร้าน Tapas Bar ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวจนกระทั่งเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปฝึกงานที่ห้องอาหาร Les Prés d'Eugénie - Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) เพื่อซึมซับเทคนิคการเตรียมอาหารในสไตล์ Nouvelle Cuisine หลังจากกลับมาที่ประเทศสเปนเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Ferran Adrià ที่ห้องอาหาร El Bulli (3 MICHELIN Stars) ทั้งยังฝึกฝนฝีมือการเตรียมอาหารสเปนในรูปแบบใหม่ ต่อมาในปี 1984 เชฟ Paco Pérez แต่งงานกับคุณ Montse Serra ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของห้องอาหาร Miramar ในเมือง Llançà บ้านเกิดของเขาซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ ริมชายหาดก่อนที่ทั้งคู่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบมานำเสนออาหาร Mediterranean ในเชิงสร้างสรรค์จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1996 และเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2010 สำหรับห้องอาหาร Enoteca Paco Pérez ที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้นั้นเกิดจากความร่วมมือของตัวเชฟกับ Hotel Arts Barcelona ในการนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น
รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายกว่า 700 Labels โดยเราขอแนะนำไวน์ท้องถิ่นของประเทศสเปนหรือไวน์จากอิตาลีซึ่งจะมีราคาคุ้มค่ากว่าไวน์หรือแชมเปญที่นำเข้ามาจากฝรั่งเศสค่อนข้างมาก
รูปที่ 28
รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายกว่า 700 Labels โดยเราขอแนะนำไวน์ท้องถิ่นของประเทศสเปนหรือไวน์จากอิตาลีซึ่งจะมีราคาคุ้มค่ากว่าไวน์หรือแชมเปญที่นำเข้ามาจากฝรั่งเศสค่อนข้างมาก
🎗 [THE PLACE] Enoteca Paco Pérez ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของโรงแรมสุดหรูริมชายหาดอย่าง Hotel Arts Barcelona
รูปที่ 29
🎗 [THE PLACE] Enoteca Paco Pérez ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของโรงแรมสุดหรูริมชายหาดอย่าง Hotel Arts Barcelona
บนชั้นวางของเรียงรายไปด้วยขวดน้ำมันมะกอกและขวดไวน์จำนวนมาก ทันทีที่เรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้พนักงานจะเข็นรถมาเพื่อนำเสนอแชมเปญก่อนจะอธิบายถึงรายละเอียดของเมนูในลำดับถัดไป
รูปที่ 30
บนชั้นวางของเรียงรายไปด้วยขวดน้ำมันมะกอกและขวดไวน์จำนวนมาก ทันทีที่เรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้พนักงานจะเข็นรถมาเพื่อนำเสนอแชมเปญก่อนจะอธิบายถึงรายละเอียดของเมนูในลำดับถัดไป
สำหรับใครที่มาในช่วงอากาศเป็นใจเราขอแนะนำให้เลือกนั่งบริเวณเทอเรสด้านนอกมองออกไปเห็นเหล่านักท่องเที่ยวและผู้คนท้องถิ่นเดินไปมาช่วยเสริมให้บรรยากาศระหว่างมื้ออาหารมีความไดนามิคอยู่ตลอดเวลา
รูปที่ 31
สำหรับใครที่มาในช่วงอากาศเป็นใจเราขอแนะนำให้เลือกนั่งบริเวณเทอเรสด้านนอกมองออกไปเห็นเหล่านักท่องเที่ยวและผู้คนท้องถิ่นเดินไปมาช่วยเสริมให้บรรยากาศระหว่างมื้ออาหารมีความไดนามิคอยู่ตลอดเวลา
🎗 [WHY GO] หลังจบมื้ออาหารเราสามารถสรุปได้ว่า Enoteca Paco Pérez เป็นห้องอาหารที่มีเทคนิคและการนำเสนอซับซ้อนสมกับรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars แต่ยังคงรสชาติที่เข้าถึงง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่ต้องตีความมากนัก การตกแต่งอาจดูหรูหราแต่ก็ยังให้บรรยากาศที่แคชวลไม่เป็นทางการมากจนเกินไป ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับร้านระดับเดียวกันอื่น ๆ ในนคร Barcelona และควรค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดเอาไว้เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับเหล่านักชิมที่หลงไหลในห้องอาหาร Fine Dining
รูปที่ 32
🎗 [WHY GO] หลังจบมื้ออาหารเราสามารถสรุปได้ว่า Enoteca Paco Pérez เป็นห้องอาหารที่มีเทคนิคและการนำเสนอซับซ้อนสมกับรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars แต่ยังคงรสชาติที่เข้าถึงง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่ต้องตีความมากนัก การตกแต่งอาจดูหรูหราแต่ก็ยังให้บรรยากาศที่แคชวลไม่เป็นทางการมากจนเกินไป ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับร้านระดับเดียวกันอื่น ๆ ในนคร Barcelona และควรค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดเอาไว้เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับเหล่านักชิมที่หลงไหลในห้องอาหาร Fine Dining