
El Celler de Can Roca · อัล ซาเยร์ เดอ คาน โรคา
Creative · อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ — Carrer de Can Sunyer, 48, 17007 Girona, Spain
🎗 [Intro] รีวิวฉบับนี้จะขอกล่าวถึง El Celler de Can Roca ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินของ 3 พี่น้อง Roca ที่ถูกเล่ากันปากต่อปากในหมู่นักชิมว่าเป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดและทำการจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยเราจะนำเสนออย่างละเอียดทั้งข้อมูลร้าน, อาหารแต่ละจาน, วิธีการจอง ไปจนถึงระดับความพึงพอใจโดยรวมที่เรามีต่อห้องอาหารแห่งนี้กันเลยทีเดียว
🎗 [The Place] El Celler de Can Roca เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1986 ณ ชานเมือง Girona ก่อนที่จะย้ายมา ณ ตำแหน่งปัจจุบันในปี 2007 สำหรับใครที่ขับรถมาบริเวณตรงข้ามร้านมีลานจอดขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับลูกค้าได้ครบทุกคน ฝั่งร้านอาหารเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นล้อมรอบด้วยรั้วไม้และมีช่องทางเดินเข้าร้านแอบอยู่ ด้านหน้าเป็นพื้นที่รับรองสำหรับผู้ที่มาก่อนเวลาหรือรอเพื่อนคนอื่น ๆ ในกลุ่มโดยมีเครื่องดื่มพร้อมให้บริการ พื้นที่รับประทานอาหารแบ่งออกเป็นหลายส่วนเริ่มจากห้องทรงสามเหลี่ยมที่ล้อมรอบสวนขนาดย่อมอยู่อีกทีหนึ่ง ตรงกลางมีต้น Poplar ปลูกเอาไว้เพื่อสร้างบรรยากาศภายในให้ผันเปลี่ยนไปตามฤดูกาล พื้นไม้สีน้ำตาลรับกันกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านผนังร้านที่กั้นด้วยกระจกใสบานใหญ่ทำให้บรรยากาศภายในดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา ถัดมาเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่จัดแสดงรางวัลต่าง ๆ เอาไว้ สุดท้ายคือห้องด้านหลังร้านที่เพิ่งได้รับการขยับขยายเพิ่มเติมขึ้นมาในปี 2020 นี้เอง หากสังเกตุให้ดีจะพบว่าโต๊ะอาหารทุกตัวจะปูทับด้วยผ้าลินินและมีก้อนหิน 3 ก้อนวางเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพี่น้อง Roca ทั้ง 3 คนอีกด้วย
🎗 [The Chef, Roca Brothers] ห้องอาหาร El Celler de Can Roca ควบคุมโดย 3 พี่น้อง Roca อันประกอบไปด้วยพี่ชายคนโต Joan รับหน้าที่เป็น Head Chef พี่ชายคนกลาง Josep รับหน้าที่เป็น Sommelier ควบกับตำแหน่ง Maître สุดท้ายคือน้องชายคนเล็ก Jordi รับหน้าที่เป็น Pâtissier นั่นเองโดยเราขอเล่าถึงประวัติคร่าว ๆ ของแต่ละคนดังนี้
✨ The Eldest Brother, Head Chef; Joan Roca i Fontané
Joan พี่ชายคนโตแห่งตระกูล Roca เกิดในปี 1964 ณ เมืองเล็ก ๆ ในจังหวัด Girona ที่มีชื่อว่า Taialà ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน โดยมีคุณพ่อทำงานเป็นคนขับรถบัสและคุณแม่มีอาชีพเป็นแม่ครัว-เจ้าของร้านอาหารพื้นบ้าน Bar Restaurant Roca ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่นี้เองทำให้ Joan ตัดสินใจเลือดเส้นทางสายพ่อครัวตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีโดยคุณแม่ได้สั่งตัดเสื้อพ่อครัวให้ 2 ชุดเพราะ Joan ในตอนนั้นยังเด็กเกินกว่าที่จะใส่เสื้อพ่อครัวสำเร็จรูปได้ ครั้นอายุได้ 14 ปี Joan เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนการอาหาร Escola d’Hosteleria de Girona เพื่อศึกษาอาหารท้องถิ่นของแคว้น Catalonia ด้วยจุดหมายเดิมว่าจะกลับมาช่วยกิจการทางบ้าน แต่เมื่อเรียนจบเชฟ Joan กลับเปลี่ยนจุดหมายชีวิตเลือกทางเดินสาย Gourmet เริ่มต้นจากการร่วมงานกับห้องอาหาร El Bulli (3 Michelin stars) ของเชฟ Ferran Adrià ผู้คิดค้นสุดยอดเทคนิค Deconstruction ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์การปรุงอาหารแบบ Molecular Gastronomy ต่อด้วยการศึกษาการนำเสนออาหาร Catalonian รูปแบบใหม่จากเชฟ Santi Santamaría ที่ห้องอาหาร Can Fabes (3 Michelin Stars) รวมไปถึงการบริหารห้องครัวสไตล์ฝรั่งเศสชั้นสูงจากเชฟ George Blue หลังจากเดินทางกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสในปี 1986 เชฟ Joan ซึ่งมีอายุ 22 ปีในเวลาและน้องชายคนกลางแห่งตระกูล Roca อย่าง Josep ซึ่งมีอายุได้ 20 ปีจึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca ณ พื้นที่ติดกันกับร้านอาหารพื้นบ้านของคุณแม่นั่นเอง ด้วยเทคนิคอันสุดล้ำในปี 1995 อย่าง Low-Temperature Vacuum-Controlled Cooking (Sous-Vide) ตลอดจนผลงานการรังสรรเมนู Signature Dish ที่ปฏิวัติวงการอาหารในยุคนั้นอย่าง Warm cod with spinach, cream of Idiazabal cheese, pine nuts and a reduction of Pedro Ximénez ทำให้ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีพร้อมทั้งก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดใน Costa Brava การันตีด้วยการคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จในปี 1995 ต่อด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 2002 ต่อมาในปี 2007 พี่น้อง Roca ตัดสินใจย้ายร้านจากตำแหน่งเดิมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยน้อยมายังอาคารสไตล์โมเดิร์นขนาดใหญ่ใน Can Sunyer ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน ตัวร้านได้รับรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2009 ทั้งยังคว้าอันดับ 1 ของการจัดอันดับ The World’s 50 Best Restaurants มาครองได้ในปี 2013 และ 2015 อีกด้วย
✨ The Middle Brother, Sommelier; Josep Roca i Fontané
Josep เกิดในปี 1966 เป็นพี่น้องคนกลางในตระกูล Roca ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับไวน์ท้องถิ่นในร้านอาหารของคุณแม่มาตั้งแต่อายุยังน้อย ครั้นจากจบการศึกษาจาก Escola d’Hostaleria de Girona เช่นเดียวกับพี่ชาย Josep Roca ได้พบกับ Josep Lluis Perez Verdu เจ้าของไร่ไวน์ Mas Martinez และศึกษาความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับไวน์ต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อนที่จะร่วมลงทุนกับพี่ชาย Joan Roca เพื่อเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca โดยรับตำแหน่ง Sommelier ควบคู่ไปกับ Maître ประจำร้าน สำหรับใครที่เป็นคอไวน์หากเปิด Wine List ดูจะพบว่า Josep แบ่งชนิดของไวน์ออกเป็น 5 กลุ่มคือ Riesling, Champagne, Burgundy, Sherry, และ Priorat ซึ่งเป็นไวน์ท้องถิ่นประจำแคว้น Catalonia และด้วยอายุที่ต่างจากพี่ชายคนโตเพียง 2 ปีทำให้ชีวิตของ Josep ประสบความสำเร็จไปพร้อมกันไปกับพี่ชายคนโตนั่นเอง
✨ The Youngest Brother, Pâtissier; Jordi Roca i Fontané
ด้วยความที่ Jordi นั้นเกิดในปี 1978 ตามหลังพี่ชายคนกลางถึง 12 ปี ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงเติบโตมาในร่มเงาความสำเร็จของพี่ชายทั้ง 2 คน กล่าวคือในวันที่ Joan มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกและ Josep กลายมาเป็น Sommelier ชั้นนำของสเปนนั้น Jordi กลับเป็นเพียงคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีความสนใจทางไหนเป็นพิเศษทำให้ชีวิตในช่วงแรกของเขารับหน้าที่เป็นบริกรเสิร์ฟอาหารให้กับแขกในร้านของพี่ชายทั้งสองเท่านั้น ต่อมา Jordi ได้ขอย้ายมาทำงานให้ห้องครัวด้วยเหตุผลคือต้องการเลิกงานเร็วกว่าเวลาตีสอง (ร้านอาหารในสเปนมักเปิดทำการมื้อเย็นในช่วงสองทุ่มถึงราวตีสอง) พี่ชายทั้งสองเองก็จนปัญญากับ Jordi ที่เอาแต่เที่ยวกลางคืนและไม่ทุ่มเทให้กับงานจนกระทั่ง Damian Allsop เชฟของหวานประจำร้านได้อาสาให้ลองส่ง Jordi มาเรียนรู้งานอาหารหวานกับเขาดู ที่นี่เอง Jordi ค้นพบตัวตนและพร้อมอุทิศชีวิตให้กับงานของหวานนี้ไปตลอดชีวิต วันหนึ่งในฤดูร้อนปี 1999 เชฟ Damian Allsop ประสบอุบัติเหตุตกลงมาจากชั้นสามหลังจากตั้งใจปีนเข้าห้องของตัวเพราะลืมกุญแจเอาไว้จนกระดูกหลังและกระดูกเท้าสองข้างหักและจะเดินไม่ได้ไปอีกราว 6 เดือน จากเหตุการณ์นี้ทำให้ Jordi ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าเชฟอาหารหวานประจำร้าน 1 ดาวมิชลิน (ในตอนนั้น) โดยทันที ในช่วงแรกเขายังคงทำตามสูตรที่ Damian ทิ้งไว้ก่อนที่จะทดลองรังสรรค์อาหารจานใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเองเริ่มจาก Journey to Havana ที่ได้จากการนำกลิ่นของซิการ์มา Infused ลงในไอศกรีมแล้วเสิร์ฟมาเป็นของหวานหน้าตาคล้ายตัวซิการ์เอง (ในตอนนี้เราเห็นของหวานจานนี้อยู่เต็มไปหมดแต่น้อยคนนักจะทราบว่านี่คืองานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานชิ้นแรกของ Jordi Roca) จากนั้นเป็นต้นมาความอัจฉริยะของเขาเริ่มฉายแววออกมาเรื่อย ๆ จนพี่ชายทั้งสองไว้วางใจให้เขาคุมงานอาหารหวานทั้งหมดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
🎗 [The Food] Joan Roca ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเชฟที่นำเสนออาหารสไตล์ Molecular Gastronomy ออกมาได้ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก คำว่าดีที่สุดไม่ใช่การใส่ลูกเล่นลงไปอย่างเดียวแต่เป็นการบาลานซ์ระหว่างรสชาติอาหาร เทคนิคคลาสสิค และเทคนิคโมเลกุลอันน่าตื่นตาตื่นใจให้ออกมาลงตัว ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ทั้งยังไม่ทิ้งรากเหง้าเดิมคือการนำเสนอวัตถุดิบและอาหารท้องถิ่นแห่งแคว้น Catalonia ให้ออกมาได้แทบจะไร้ที่ติ El Celler de Can Roca นำเสนอเซ็ตเมนู 2 แบบคือ Menú Degustació - Tasting Menu (195 €/p) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูขนาดเล็กราว 7 คอร์สซึ่งเราไม่แนะนำเพราะดูจะไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไหร่ อีกแบบคือ Menú Festival - Feast Menu (230 €/p) ที่เป็นเซ็ตเมนูขนาดใหญ่รวมคอร์สย่อยแล้วอยู่ที่ราว ๆ 30 คอร์สในราคาที่ขยับสูงขึ้นมาเพียง 35 €/p จึงทำให้เซ็ตหลังคุ้มค่ากว่ากันมาก ๆ จานที่เรียกเสียงว้าวและทำออกมาได้น่าประทับใจอย่างเช่น
✨ Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)
เมนูที่ถูกคิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 2014 นี้คือไอศกรีมที่นำเสนอข้าวโพดหลากหลายชนิดในรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มจากชั้นแรกของไอศกรีมที่มีสีเหลืองทำมาจาก Sweet corn ให้ความหอมหวานเหมือนข้าวโพดปกติ ชั้นถัดมาคือ Huitlacoche (อ่านว่า wee-tlah-KOH-cheh) หรือที่เรียกกันว่า Corn smut เป็นเห็ดทรัฟเฟิลหรือเชื้อรา (Fungus) ที่เจริญเติบโตบนข้าวโพด (หรืออีกนัยหนึ่งคือข้าวโพดติดเชื้อรานั่นเอง) ถึงแม้หน้าตาวัตถุดิบอาจดูไม่สวยงามนักแต่ Huitlacoche นี้กลับให้กลิ่นและอโรม่าเฉพาะตัวชนิดหาใครเทียบได้ยาก สุดท้ายคือไอศกรีม Toasted corn ที่ผ่านการหมักมาด้วย ข้าง ๆ กันคือ Iyo corn หรือข้าวโพดที่มีกลิ่นหอมของน้ำมะพร้าว, Corn crumble กรอบและ Huitlacoche ที่ผ่านการผัดมาจนสุกดีแล้ว จะเห็นได้ว่าเชฟได้นำเสนอข้าวโพดออกมาได้น่าสนใจ มีความหลากหลายทั้งในแง่รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสเลยทีเดียว (20/20)
✨ Beetroot tartare
walnut milk, beetroot stalk tartare, smoked beetroot
จานนี้ใช้วัตถุดิบหลักคือบีทรูทที่เสิร์ฟมาในรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มจากบีทรูทที่สับละเอียดจนกลายเป็นทาทาร์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน รอบ ๆ เป็นทาทาร์บีทรูทเหลือง ทาทาร์ก้านบีทรูท บีทรูทแล่บาง ๆ เป็น Carpaccio ให้เนื้อสัมผัสความกรอบ และบีทรูทดองให้ความเปรี้ยวที่ลงตัว ทุกองค์ประกอบทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ไม่มีกลิ่นดินหรือ Earthy Flavor มารบกวนแม้แต่น้อย สำคัญที่สุดคือจานนี้ต้องรับประทานที่ละองค์ประกอบเพื่อสัมผัสความแตกต่างในการนำเสนอและห้ามผสมกันโดยเด็ดขาด (20/20)
✨ Suckling lamb stew with celery, basil and cardamom couscous.
Suckling lamb sweetbread with pickled capers, celeriac, mint and licorice couscous. Suckling lamb pickled brain with cauliflower and aniseed couscous. Lamb trotters with leek and sheep's milk, apple, tarragon and cinnamon couscous. Sautéed lamb loin chop with its juice and cucumber, fennel and pink pepper couscous
อีกหนึ่งจานที่ทำออกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจคือ Suckling lamb หรือลูกแกะที่ยังไม่หย่านมเสิร์ฟมาทั้งหมด 5 ส่วนจับคู่กับ Couscous อีก 5 รูปแบบ เรียกได้ว่าเพียงจานนี้จานเดียวมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนและแตกต่างกันถึง 10 อย่างดังนี้ เนื้อลูกแกะตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของมิ้นต์ เซเลอรี่ ใบเบซิล และกระวาน ส่วนสวีทเบรดหรือต่อมไทมัสของลูกแกะที่นุ่ม ละมุนจนแทบละลายในปาก เสิร์ฟมากับคูสคูสส่วนประกอบของเคเปอร์ดอง หัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง มิ้นต์ และชะเอมเทศ สมองลูกแกะที่ดองจนขจัดกลิ่นออกได้หมด เชฟทำเนื้อสัมผัสมาได้นุ่มดีมาก เสิร์ฟมาคู่กับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของดอกกะหล่ำและ Aniseed ส่วนเท้าของลูกแกะที่ทำออกมานุ่มคล้ายกับส่วนคากิของหมู เสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของนมแกะ แอปเปิ้ลเขียว ทาร์รากอน และซินนามอน เนื้อส่วนคอของลูกแกะราดด้วยซอสจากตัวลูกแกะเอง เสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของแตงกวา เฟนเนล และพริกไทยสีชมพู ทั้ง 10 องค์ประกอบล้วนทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังจับคู่ส่วนต่าง ๆ ของลูกแกะกับคูสคูสพร้อมกับเรียงรสชาติและเนื้อสัมผัสจากอ่อนไปหนักได้อย่างน่าประทับใจ (20/20)
✨ Rainforest, black trumpet ice cream with pine honey. Black trumpet dust and pine dust. Crunchy leaves of cocoa and pine dust. Dust distillate
Rainforest เป็นเมนูที่ Jordi Roca ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผืนดินในหุบเขา Llémena ซึ่งเป็นเขตหนึ่งของเมือง Girona ไม่ไกลกันกับบ้านเกิดของเขาโดยต้องการเล่าถึงความทรงจำในวัยเด็กที่พี่น้องทั้ง 3 เคยนำดินบริเวณนี้มาเล่นกัน เชฟนำดินมาแช่ในน้ำแล้วผ่านกระบวนการ Diatillation เพื่อสกัดเอากลิ่นเฉพาะตัวของดินชื้น ๆ มาใส่ในจานทำให้ลูกค้ารู้สึกราวกับการไปเดินเล่นในป่าช่วงที่ฝนเพิ่งตกใหม่ ๆ องค์ประกอบชั้นล่างสุดทำมาจากบีทรูทซึ่งมีกลิ่น Petrichor หรือกลิ่นไอดินหลังจากฝนตกใหม่ ๆ ติดมาด้วย ชั้นกลางคือไอศกรีมทำมาจากเห็ดตามฤดูกาลในที่นี่คือเห็ดแตรดำ ด้านบนโรยด้วยผงทำมาจากลูกสน ผงเห็ดแตรดำ ผงช็อกโกแลต และใบไม้กรอบสีน้ำตาลทำมาจากช็อกโกแลต นอกจากช่วยล้างปากดับกลิ่นคาวจากอาหารคอร์สก่อนหน้านี้แล้วยังถือเป็นการเปิดลิ้นและจมูกสู่คอร์สของหวานได้อย่างน่าสนใจ (20/20)
🎗 [Reservation] El Celler de Can Roca ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่จองยากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจนหลายคนอาจล้มเลิกความตั้งใจเมื่อพยายามจองไปได้ 3-4 ครั้ง อย่างไรก็ตามเรามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจช่วยให้ทำการจองได้ง่ายขึ้นมาฝากกัน
✨ Regular Reservation ขั้นตอนการจองปกติลูกค้าจะต้องจองผ่านระบบ Online Booking โดยทางร้านจะเปิดให้ทำการจองในเวปไซต์ล่วงหน้าถึง 11 เดือนและจะถูกปลดล็อคในทุก ๆ วันที่ 1 ของแต่ละเดือนเวลา 0.00 (เที่ยงคืนของวันที่ 30 หรือ 31 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนก่อนหน้าเข้าวันที่ 1 ของเดือนถัดไปหรือคืนเปลี่ยนเดือนนั่นเอง) นั่นหมายความว่าแม้คุณทำการจองในเดือนมกราคมแต่คุณจะได้รับประทานจริง ๆ คือในเดือนธันวาคมเลยนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีปกตินั้นโต๊ะมักถูกจองเต็มในระดับเสี้ยววินาทีและเป็นการยากมากที่จะได้ที่นั่งมา
✨ Regular Group Reservation เช่นเดียวกับการจองปกติแต่ด้วยความที่ทางร้านมีตัวเลือกให้ลูกค้าที่จองเป็นกลุ่มใหญ่สูงถึง 12 คนทำให้การจองสำหรับใครที่มาเป็นกลุ่มนั้นดูจะง่ายกว่าแบบปกติอยู่เล็กน้อย
✨ Waiting List คือการลงชื่อเป็นที่นั่งสำรองในกรณีมีคนยกเลิกโต๊ะ ทางเราได้ลองกดสมัครเป็น Waiting List ไปราว ๆ 40-50 วันและได้คิวหลุดมาในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ด้วยความที่เราได้คิวที่เร็วกว่าด้วยวิธีในหัวข้อถัดไปจึงได้ยกเลิก Reservation นี้ไปแล้ว
✨ Last Minute Waiting List เป็นวิธีการจองที่เราทำสำเร็จมาแล้วกับห้องอาหารจองยากหลายแห่ง วิธีการคือให้เข้าไปสมัครเป็น Waiting List ในช่วงระยะเวลา 3 วันข้างหน้าขึ้นไปแล้วสมัครทุกวันยาวไปอีกราว ๆ 30-40 วัน ระหว่างนี้ให้อีเมลล์ไปถามร้านถึงคิวหลุดเรื่อย ๆ แล้วแจ้งว่าเราได้สมัครเป็น Waiting List เอาไว้แล้วด้วย (เพราะลูกค้าที่เดินทางไปไม่ได้มักยกเลิกล่วงหน้าเพียงไม่กี่วัน) ในกรณีเรามีคิวหลุดได้มาทั้ง ๆ ที่เราเดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วถือว่าโชคดีมาก ๆ แต่วิธีนี้จะได้ผลดีเมื่อทริปที่วางแผนเอาไว้กินระยะเวลานานหลายวัน (กรณีเราคือเดินทางไปสเปนนาน 17 วัน)
🎗 [Conclusion] สุดท้ายนี้เราขอแสดงความคิดเห็นและข้อสังเกตุอย่างตรงไปตรงมาโดยเริ่มจากตัวร้านที่เหมาะสมกับการเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง ราคาอาหารถือว่ารับได้เทียบกับเทคนิคที่เชฟใส่ลงไป แต่ด้วยปริมาณอาหารเกือบ 30 อย่างทำให้หลายคนอาจจะรับประทานไม่ได้จนสุดคอร์ส เรียกได้ว่าเพียงอาหารเรียกน้ำย่อยก็เพียงพอจะทำให้อิ่มท้องได้แล้ว นอกจากนี้เมื่อเทียบความยากลำบากในการจองกับร้านอื่น ๆ ในระดับเดียวกันเรากลับมองว่าห้องอาหารอย่าง Martín Berasategui, Arzak รวมไปถึง Arzurmendi ในแคว้น Basque Country สามารถให้ประสบการณ์ทางอาหารในระดับทัดเทียมกันได้อย่างไร้ข้อกังขาถึงแม้ว่าทุกร้านจะมีสไตล์การนำเสนออาหารที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม อย่างไรก็ตามใครที่สามารถจองได้ El Celler de Can Roca นั้นคุ้มค่าพอสำหรับการกดจองตั๋วเครื่องบินในอาทิตย์ถัดไปหรือกระทั่งวันรุ่งขึ้นเพื่อเดินทางมาลิ้มลองมื้ออาหารสุดพิเศษที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักชิมทุก ๆ คนไปตลอดกาล
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 79 รูป




































































![🎗 [The Chef, Roca Brothers] ห้องอาหาร El Celler de Can Roca ควบคุมโดย 3 พี่น้อง Roca อันประกอบไปด้วยพี่ชายคนโต Joan รับหน้าที่เป็น Head Chef พี่ชายคนกลาง Josep รับหน้าที่เป็น Sommelier ควบกับตำแหน่ง Maître สุดท้ายคือน้องชายคนเล็ก Jordi รับหน้าที่เป็น Pâtissier นั่นเองโดยเราขอเล่าถึงประวัติคร่าว ๆ ของแต่ละคนดังนี้ ✨ The Eldest Brother, Head Chef; Joan Roca i Fontané Joan พี่ชายคนโตแห่งตระกูล Roca เกิดในปี 1964 ณ เมืองเล็ก ๆ ในจังหวัด Girona ที่มีชื่อว่า Taialà ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน โดยมีคุณพ่อทำงานเป็นคนขับรถบัสและคุณแม่มีอาชีพเป็นแม่ครัว-เจ้าของร้านอาหารพื้นบ้าน Bar Restaurant Roca ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่นี้เองทำให้ Joan ตัดสินใจเลือดเส้นทางสายพ่อครัวตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีโดยคุณแม่ได้สั่งตัดเสื้อพ่อครัวให้ 2 ชุดเพราะ Joan ในตอนนั้นยังเด็กเกินกว่าที่จะใส่เสื้อพ่อครัวสำเร็จรูปได้ ครั้นอายุได้ 14 ปี Joan เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนการอาหาร Escola d’Hosteleria de Girona เพื่อศึกษาอาหารท้องถิ่นของแคว้น Catalonia ด้วยจุดหมายเดิมว่าจะกลับมาช่วยกิจการทางบ้าน แต่เมื่อเรียนจบเชฟ Joan กลับเปลี่ยนจุดหมายชีวิตเลือกทางเดินสาย Gourmet เริ่มต้นจากการร่วมงานกับห้องอาหาร El Bulli (3 Michelin stars) ของเชฟ Ferran Adrià ผู้คิดค้นสุดยอดเทคนิค Deconstruction ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์การปรุงอาหารแบบ Molecular Gastronomy ต่อด้วยการศึกษาการนำเสนออาหาร Catalonian รูปแบบใหม่จากเชฟ Santi Santamaría ที่ห้องอาหาร Can Fabes (3 Michelin Stars) รวมไปถึงการบริหารห้องครัวสไตล์ฝรั่งเศสชั้นสูงจากเชฟ George Blue หลังจากเดินทางกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสในปี 1986 เชฟ Joan ซึ่งมีอายุ 22 ปีในเวลาและน้องชายคนกลางแห่งตระกูล Roca อย่าง Josep ซึ่งมีอายุได้ 20 ปีจึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca ณ พื้นที่ติดกันกับร้านอาหารพื้นบ้านของคุณแม่นั่นเอง ด้วยเทคนิคอันสุดล้ำในปี 1995 อย่าง Low-Temperature Vacuum-Controlled Cooking (Sous-Vide) ตลอดจนผลงานการรังสรรเมนู Signature Dish ที่ปฏิวัติวงการอาหารในยุคนั้นอย่าง Warm cod with spinach, cream of Idiazabal cheese, pine nuts and a reduction of Pedro Ximénez ทำให้ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีพร้อมทั้งก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดใน Costa Brava การันตีด้วยการคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จในปี 1995 ต่อด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 2002 ต่อมาในปี 2007 พี่น้อง Roca ตัดสินใจย้ายร้านจากตำแหน่งเดิมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยน้อยมายังอาคารสไตล์โมเดิร์นขนาดใหญ่ใน Can Sunyer ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน ตัวร้านได้รับรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2009 ทั้งยังคว้าอันดับ 1 ของการจัดอันดับ The World’s 50 Best Restaurants มาครองได้ในปี 2013 และ 2015 อีกด้วย ✨ The Middle Brother, Sommelier; Josep Roca i Fontané Josep เกิดในปี 1966 เป็นพี่น้องคนกลางในตระกูล Roca ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับไวน์ท้องถิ่นในร้านอาหารของคุณแม่มาตั้งแต่อายุยังน้อย ครั้นจากจบการศึกษาจาก Escola d’Hostaleria de Girona เช่นเดียวกับพี่ชาย Josep Roca ได้พบกับ Josep Lluis Perez Verdu เจ้าของไร่ไวน์ Mas Martinez และศึกษาความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับไวน์ต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อนที่จะร่วมลงทุนกับพี่ชาย Joan Roca เพื่อเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca โดยรับตำแหน่ง Sommelier ควบคู่ไปกับ Maître ประจำร้าน สำหรับใครที่เป็นคอไวน์หากเปิด Wine List ดูจะพบว่า Josep แบ่งชนิดของไวน์ออกเป็น 5 กลุ่มคือ Riesling, Champagne, Burgundy, Sherry, และ Priorat ซึ่งเป็นไวน์ท้องถิ่นประจำแคว้น Catalonia และด้วยอายุที่ต่างจากพี่ชายคนโตเพียง 2 ปีทำให้ชีวิตของ Josep ประสบความสำเร็จไปพร้อมกันไปกับพี่ชายคนโตนั่นเอง ✨ The Youngest Brother, Pâtissier; Jordi Roca i Fontané ด้วยความที่ Jordi นั้นเกิดในปี 1978 ตามหลังพี่ชายคนกลางถึง 12 ปี ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงเติบโตมาในร่มเงาความสำเร็จของพี่ชายทั้ง 2 คน กล่าวคือในวันที่ Joan มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกและ Josep กลายมาเป็น Sommelier ชั้นนำของสเปนนั้น Jordi กลับเป็นเพียงคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีความสนใจทางไหนเป็นพิเศษทำให้ชีวิตในช่วงแรกของเขารับหน้าที่เป็นบริกรเสิร์ฟอาหารให้กับแขกในร้านของพี่ชายทั้งสองเท่านั้น ต่อมา Jordi ได้ขอย้ายมาทำงานให้ห้องครัวด้วยเหตุผลคือต้องการเลิกงานเร็วกว่าเวลาตีสอง (ร้านอาหารในสเปนมักเปิดทำการมื้อเย็นในช่วงสองทุ่มถึงราวตีสอง) พี่ชายทั้งสองเองก็จนปัญญากับ Jordi ที่เอาแต่เที่ยวกลางคืนและไม่ทุ่มเทให้กับงานจนกระทั่ง Damian Allsop เชฟของหวานประจำร้านได้อาสาให้ลองส่ง Jordi มาเรียนรู้งานอาหารหวานกับเขาดู ที่นี่เอง Jordi ค้นพบตัวตนและพร้อมอุทิศชีวิตให้กับงานของหวานนี้ไปตลอดชีวิต วันหนึ่งในฤดูร้อนปี 1999 เชฟ Damian Allsop ประสบอุบัติเหตุตกลงมาจากชั้นสามหลังจากตั้งใจปีนเข้าห้องของตัวเพราะลืมกุญแจเอาไว้จนกระดูกหลังและกระดูกเท้าสองข้างหักและจะเดินไม่ได้ไปอีกราว 6 เดือน จากเหตุการณ์นี้ทำให้ Jordi ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าเชฟอาหารหวานประจำร้าน 1 ดาวมิชลิน (ในตอนนั้น) โดยทันที ในช่วงแรกเขายังคงทำตามสูตรที่ Damian ทิ้งไว้ก่อนที่จะทดลองรังสรรค์อาหารจานใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเองเริ่มจาก Journey to Havana ที่ได้จากการนำกลิ่นของซิการ์มา Infused ลงในไอศกรีมแล้วเสิร์ฟมาเป็นของหวานหน้าตาคล้ายตัวซิการ์เอง (ในตอนนี้เราเห็นของหวานจานนี้อยู่เต็มไปหมดแต่น้อยคนนักจะทราบว่านี่คืองานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานชิ้นแรกของ Jordi Roca) จากนั้นเป็นต้นมาความอัจฉริยะของเขาเริ่มฉายแววออกมาเรื่อย ๆ จนพี่ชายทั้งสองไว้วางใจให้เขาคุมงานอาหารหวานทั้งหมดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/08/El-Celler-de-Can-Roca-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5-%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD-%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B2-69.webp)










แกลเลอรี

