GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Don Alfonso 1890
2 MICHELIN Stars

ItalyDon Alfonso 1890 · ดอน อัลฟองโซ่ 1890

Creative, Italian · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลี — Sant'Agata sui Due Golfi, Corso Sant'Agata, 11/13, 80061 Massa Lubrense NA, Italy

🎗 [INTRO] ค่ำคืนของวันที่ 30 ตุลาคม 2022 เป็นวันสุดท้ายที่หนึ่งในห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Campania และประเทศอิตาลีอย่าง Don Alfonso 1890 จะเปิดให้บริการก่อนจะปิดตัวลงเพื่อย้ายไปสถานที่แห่งใหม่ในอีกราว ๆ 2 ปีข้างหน้า โต๊ะทุกตัวถูกจองเต็มทั้งหมดรวมไปถึงห้องส่วนตัวที่เปิดรองรับลูกกลุ่มใหญ่เกินกว่า 10 คนอีกหลายกลุ่ม

🎗 [THE PLACE] Don Alfonso 1890 เป็นห้องอาหารอิตาลีระดับตำนานแห่งแคว้น Campania ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามโบสถ์ประจำเมือง Sant'Agata sui due Golfi ห้ามพลาดไฮไลท์คือการพาทัวร์ Wine Cellar หรือห้องเก็บไวน์ที่ได้รับการดัดแปลงจากช่องทางการหลบหนีโบราณสมัย Pre-Roman โดยนักโบราณคดีเชื่อกันว่าช่องทางถูกสร้างขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนคริสตกาลหรือประมาณเกือบ 2,030 ปีที่แล้วเพื่อเชื่อมต่อกับส่วนก้นของบ่อน้ำซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นพื้นที่สวนของห้องอาหารนั่นเอง บันไดหินทอดยาวสุดลูกหูลูกตาลงไปสู่ทะเลเบื้องล่าง ทุกมุมทั้งซ้ายและขวาเป็นที่กักเก็บไวน์จำนวนกว่า 1,800 Labels รวมกันราว 25,000 ขวด ถัดมาคือตัวอาคารหลักที่ปรับปรุงขึ้นมาจากอาคารสไตล์ Neapolitan ในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นที่ตั้งของโรงเรียนการอาหารรวมไปถึงห้องอาหารหลักระดับ 2 MICHELIN Stars ภายในตกแต่งด้วยผนังและพื้นกระเบื้องสไตล์อิตาลีสีขาว เครื่องเทเบิ้ลแวร์ลวดลายดอกไม้สีชมพูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูมีความเรียบง่ายสบาย ๆ ห้องครัวขนาดใหญ่ถูกกั้นด้วยกระจกใสพร้อมกับมีกล้องวงจรปิดแสดงภาพเหล่าเชฟมากมายที่กำลังตระเตรียมออกมาขึ้นจอขนาดใหญ่ให้ลูกค้าทุกคนได้ชมกันสด ๆ ตลอดเวลา สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหาร Don Alfonso 1890 ยังรับหน้าที่เป็น Boutique Hotel ในเครือสมาชิก Relais & Chateaux พร้อมด้วยห้อง Suites จำนวน 8 ห้องอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] สุดยอดมาสเตอร์เชฟระดับตำนาน Alfonso Costanzo Iaccarino เกิดในปี ค.ศ. 1869 หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาสักพักเขาตัดสินใจเริ่มต้นกิจการร้านอาหารกับหุ้นส่วนชาวเยอรมันนามว่า Brandmeier ในปี ค.ศ. 1890 อันเป็นที่มาของตัวเลขในชื่อร้าน ปัจจุบันตำแหน่ง Head Chef ได้ถูกส่งต่อมาให้หลานชายคือเชฟ Ernesto Iaccarino โดยตัวเขานั้นเข้ารับศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Stresa อยู่นาน 3 ปีก่อนจะแต่งงานภรรยาคือคุณ Livia ซึ่งรู้จักและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กทั้งยังเริ่มต้นกิจการห้องอาหารเป็นของตัวเองในปี ค.ศ. 1973 กาลเวลาล่วงเลยมานานกว่า 10 ปีจนกระทั้งทั้งคู่ตัดสินใจล้มเลิกกิจการและย้ายมารับตำแหน่ง Head Chef ต่อจากคุณปู่ ณ ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 แห่งนี้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 และยังมีอีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญคือประธานสมาคม JRE (Jeunes Restaurateurs Europeennes) แห่งทวีปยุโรปอีกด้วย ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 คว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครอบได้สำเร็จในปี 1997 โดยระหว่างช่วงปี 1997-2001 นั้นมีห้องอาหารทางตอนใน้ของประเทศอิตาลีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2016 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2022

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 อาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นระดับโลกของภูมิภาค Campania จากฟาร์มของตัวเองขนาดกว่า 8 เฮกเตอร์ชื่อว่า Le Peracciole ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาชันตรงข้ามกันกับเกาะ Capri ในการรังสรรค์อาหารอิตาลีในเชิงสร้างสรรค์สังเกตจากวัตถุดิบที่พบได้บ่อยคือผักและผลไม้โดยเฉพาะมะกอกที่เชฟปลูกเอาไว้นับพันต้น ยังมีมะเขือม่วง พริกหวาน ฟักทอง มะเดื่อฝรั่ง พีช แพร์ แอปริคอต สมุนไพรต่าง ๆ รวมไปถึงวัตถุดิบระดับโลกอย่างมะเขือเทศทั้งสายพันธุ์ San Marzano และมะเขือเทศ Cherry สายพันธุ์อื่น ๆ อีกเช่นกัน ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ทั้งสิ้น 2 รูปแบบคือ La Tradizione (165 €) ที่รวบรวมเมนูเก่าแก่ที่สร้างชื่อให้กับตัวร้านในสมัยก่อนจำนวน 6 จานโดยหนึ่งในนั้นคือจานระดับตำนานอย่าง Grandfather's Ernesto Strascinati ถัดมาคือ La Degustazione (190 €) ที่นำเสนอเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาโดยใช้เทคนิคยุคใหม่แต่ไม่ละทิ้งรากเหง้าดั้งเดิมของอาหารอิตาลีสไตล์ Campania สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้ลูกค้าได้เลือกชิมกันตามใจชอบโดยมีราคาต่อจาน 38 € สำหรับคอร์ส Antipasti และ Primi Piatti (อาหารเรียกน้ำย่อยและพาสต้า), ราคา 52 € สำหรับ Secondi Piatti (อาหารจานหลัก) และ 28 € สำหรับ Dolci (ของหวาน) ส่วนตัวเรานั่นเลือกชิมเซ็ตเมนู La Degustazione (190 €) แต่ขอทางร้านสลับสับเปลี่ยนบางเมนูเพื่อให้ได้ลองชิมจานเด็ดได้อย่างครบถ้วนอย่างเช่น

✨ Grandfather's Ernesto Strascinati - traditional Cannelloni pasta rolls revisited - stuffed with mozzarella, ricotta and veal on a light San Marzano tomato ragout - Historical Recipe

เชฟ Ernesto Iaccarino ได้รังสรรค์สุดยอดเมนูที่กลายมาเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการอาหารอิตาลีโดยใช้ Strascinati หรือเส้นพาสต้าโฮมเมดที่พันม้วนกลับจนคล้ายกันกับ Reversed Cannelloni โดยมีไส้ตรงกลางคือเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวผสมผสานกับ Mozzarella และ Ricotta ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มครีมมี่จนแทบละลายในปาก รอบ ๆ คือซอส Light Ragout สีแดงที่เตรียมมาจากมะเขือเทศ San Marzano ที่ปลูกในฟาร์ม Le Peracciole บริเวณตีนภูเขาไฟ Vesuvius โดยมีรสชาติเปรี้ยวอุมามิเจือกันไปกับอโรมาเฉพาะตัวบาง ๆ ของกำมะถันอันเป็นจัดเด่นของมะเขือเทศชนิดนี้ จากนั้นเสริมด้วยอโรมาหอม ๆ ของ Basil Sauce สีเขียวเข้มและ Mozzarella Sauce สีขาวจาง ๆ ถือเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่สามารถดึงรสชาติเฉพาะตัวของวัตถุดิบชั้นนำของโลกแห่งภูมิภาค Campania ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง (20/20)

✨ Suckling pig with crunchy rind, sweet and sour tamarind, celery, curcuma potato puree and chutney of red onions from Tropea

หมูหันหรือเนื้อลูกหมูเสิร์ฟมาแบบเนื้อนุ่มหนังกรอบจับคู่กับ Tamarind Demi-glace หรือซอสสีน้ำตาลที่ได้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้มข้นมาจากมะขาม Purée สีเขียวด้านบนและล่างของจานเตรียมมาจากเซเลอรี่ ส่วน Purée สีเหลืองอ่อนเตรียมมาจากมันฝรั่งและขมิ้น เสริมรสชาติด้วยองค์ประกอบฝั่งขวามือคือ Chutney ที่เตรียมขึ้นมาจาก Tropea Red Onion ซึ่งเป็นวัตถุดิบ IGP ขึ้นชื่อจากภูมิภาค Calabria ให้รสชาติอันแสนหวานกลมกล่อมแตกต่างจากหัวหอมแดงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง (18/20)

✨ A concert of lemon, fragrance and flavours

ของหวานจานที่ดีที่สุดต้องขอยกให้กับวัตถุดิบระดับโลกแห่งภูมิภาค Campania อย่าง Lemon นำเสนอออกมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มต้นจาก Lemon Cream ที่ใส่มาในถ้วย Lemon ให้ความเปรี้ยวหวานที่โดดเด่นนำมาตามด้วยความขมเบา ๆ ที่โคนลิ้น ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุนไม่ซ้ำใคร ด้านบนคือ Candied Lemon และ Fried Lemon ให้เนื้อสัมผัสความกรอบที่แตกต่างกัน ข้างกันคือ Lemon Tuile ยังมี Beignet หรือ Puff Pastry ขนาดจิ๋วท็อปด้านบนด้วย Lemon Cream ถือว่าเป็นเมนูอาหารหวานที่ได้รับการรังสรรค์ออกมาได้อย่างมีมิติทั้งในแง่ของรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสโดยอาศัยวัตถุดิบที่แสนเรียบง่ายจนกลายมาเป็นจานที่น่าจดจำได้อย่างน่าทึ่ง (20/20)

🎗 [WHY GO] อาหารที่ Don Alfonso 1890 สามารถผสมผสานวัตถุดิบระดับโลกของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคสมัยใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว พนักงานทุกคนให้บริการได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีไวน์ท้องถิ่นชั้นดีจำนวนมากนำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล ถึงบทความนี้จะไม่สามารถแนะนำให้เพื่อน ๆ ตามมาชิมห้องอาหารอิตาลีสไตล์ Campania ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้เนื่องจากตัวร้านสาขาหลักนี้ได้ปิดทำการไปแล้วแต่ขอกระซิบว่าตัวร้านยังมีสาขาย่อยที่ยังเปิดทำการอยู่อันได้แก่ Don Alfonso 1890 San Barbato (🌟 1 MICHELIN Star) และสาขาน้องใหม่ในประเทศแคนาดาที่เพิ่งคว้าดาวมาครองได้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาคือ Don Alfonso 1890 Toronto (🌟 1 MICHELIN Star) นำทีมโดยเชฟมากประสบการณ์อย่าง Daniele Corona ทั้งยังการันตีความประทับใจจากเหล่านักชิมมากมายว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้ใครกันเลยทีเดียว

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 33 รูป

🇮🇹 Don Alfonso 1890 - ดอน อัลฟองโซ่ 1890 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก 🍴 Creative, Italian - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลี 👨🏻‍🍳 Chef Alfonso & Ernesto Iaccarino - เชฟอัลฟองโซ่ & เออร์เนสโต้ อียัคคาริโน่
รูปที่ 1
🇮🇹 Don Alfonso 1890 - ดอน อัลฟองโซ่ 1890 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก 🍴 Creative, Italian - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลี 👨🏻‍🍳 Chef Alfonso & Ernesto Iaccarino - เชฟอัลฟองโซ่ & เออร์เนสโต้ อียัคคาริโน่
Amuse-bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเซ็ตเรียกน้ำย่อยทั้ง 4 อย่างฝั่งขวามือคือ Deep-fried Oyster หอยนางรมชุบแป้งทอดจนฟูให้เนื้อสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Chilli Pepper Mayonnaise ถัดมาคือ Waffle มีลักษณะเป็นแผ่นแป้งกรอบพร้อมกับงาดำ ตรงกลางเป็น Ricotta Cheese ที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวจับคู่กับรสชาติของ Fermented Onion กรือหัวหอมดอง ชิ้นที่สามคือ Parsley Chip หรือแผ่นกรอบสีเขียว ตรงกลางคือพูเรมันฝรั่งท็อปด้านบนด้วย Black Truffle สุดท้ายฝั่งซ้ายมือคือ Provalone Cake หรือเค้กนุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากชีส Provalone ที่มีความกรอบจาก Olive Crumble (17/20)
รูปที่ 2
Amuse-bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเซ็ตเรียกน้ำย่อยทั้ง 4 อย่างฝั่งขวามือคือ Deep-fried Oyster หอยนางรมชุบแป้งทอดจนฟูให้เนื้อสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Chilli Pepper Mayonnaise ถัดมาคือ Waffle มีลักษณะเป็นแผ่นแป้งกรอบพร้อมกับงาดำ ตรงกลางเป็น Ricotta Cheese ที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวจับคู่กับรสชาติของ Fermented Onion กรือหัวหอมดอง ชิ้นที่สามคือ Parsley Chip หรือแผ่นกรอบสีเขียว ตรงกลางคือพูเรมันฝรั่งท็อปด้านบนด้วย Black Truffle สุดท้ายฝั่งซ้ายมือคือ Provalone Cake หรือเค้กนุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากชีส Provalone ที่มีความกรอบจาก Olive Crumble (17/20)
Hot and cold mozzarella with cherry tomatoes from the slopes of Mount Vesuvius and crispy basil เมนูจานแรกในคอร์สหลักเชฟนำเสนอวัตถุดิบขึ้นชื่อประจำภูมิภาค Campania สองชนิดคือ Cherry Tomatoes ที่ปลูกบนเนินภูเขาไฟ Vesuvius และ Mozzarella Cheese เสิร์ฟมาทั้งในรูปแบบร้อนและเย็น เริ่มต้นด้วยถ้วยจิ๋วฝั่งขวามือคือ Mozzarella Soufflé ร้อน ๆ ให้ความหอมมันของ Mozzarella ชั้นดี อย่างไรก็ตาม Body ของ Soufflé ที่เสิร์ฟมาถือว่าค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร ตรงกลางคือ Mozzarella Ice Cream เย็นชื่นใจ เชฟโรยพริกไทยขาวมาเพื่อแต่งเติมกลิ่น องค์ประกอบด้านบนคือแผ่น Basil Chip กรอบ ๆ สุดท้ายในถ้วยเล็ก ๆ ฝั่งซ้ายมือคือ Cherry Tomatoes Sauce ที่เชฟเตรียมมาให้มีเนื้อสัมผัสเนียนละมุนโดยมีจุดเด่นคือรสชาติเปรี้ยวอุมามิที่มาพร้อมกับกลิ่นเฉพาะตัวของดินภูเขาไฟนั่นเอง (16/20)
รูปที่ 3
Hot and cold mozzarella with cherry tomatoes from the slopes of Mount Vesuvius and crispy basil เมนูจานแรกในคอร์สหลักเชฟนำเสนอวัตถุดิบขึ้นชื่อประจำภูมิภาค Campania สองชนิดคือ Cherry Tomatoes ที่ปลูกบนเนินภูเขาไฟ Vesuvius และ Mozzarella Cheese เสิร์ฟมาทั้งในรูปแบบร้อนและเย็น เริ่มต้นด้วยถ้วยจิ๋วฝั่งขวามือคือ Mozzarella Soufflé ร้อน ๆ ให้ความหอมมันของ Mozzarella ชั้นดี อย่างไรก็ตาม Body ของ Soufflé ที่เสิร์ฟมาถือว่าค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร ตรงกลางคือ Mozzarella Ice Cream เย็นชื่นใจ เชฟโรยพริกไทยขาวมาเพื่อแต่งเติมกลิ่น องค์ประกอบด้านบนคือแผ่น Basil Chip กรอบ ๆ สุดท้ายในถ้วยเล็ก ๆ ฝั่งซ้ายมือคือ Cherry Tomatoes Sauce ที่เชฟเตรียมมาให้มีเนื้อสัมผัสเนียนละมุนโดยมีจุดเด่นคือรสชาติเปรี้ยวอุมามิที่มาพร้อมกับกลิ่นเฉพาะตัวของดินภูเขาไฟนั่นเอง (16/20)
Duck breast, Annurca apple preserve, reduction of balsamic vinegar and cinnamon อกเป็ดพันม้วนมาเป็นริบบิ้นสวยงามราดด้วย Anise Reduction ให้อโรมาชวนนีกถึงเมนูเป็ดพะโล้บ้านเรา ฝั่งขวามือคือ Annurca Apple ซึ่งเป็นสายพันธุ์แอปเปิ้ลที่มีความนำเพาะกับพื้นที่ภูมิศาสตร์ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เชฟนำไปดองแล้วเสิร์ฟมาเป็น Purée เนื้อละเอียดให้รสชาติเปรี้ยวหวานที่พอเหมาะลงตัว ฝั่งซ้ายมือคือองค์ประกอบของน้ำสมสายชู Balsamic ที่เคี่ยวจนงวดช่วยเสริมรสชาติเปรี้ยวหวานที่แตกต่างไปจากแอปเปิ้ลและทำให้รสชาติรูปแบบเดียวกันดูมีมิติมากยิ่งขึ้น (17/20)
รูปที่ 4
Duck breast, Annurca apple preserve, reduction of balsamic vinegar and cinnamon อกเป็ดพันม้วนมาเป็นริบบิ้นสวยงามราดด้วย Anise Reduction ให้อโรมาชวนนีกถึงเมนูเป็ดพะโล้บ้านเรา ฝั่งขวามือคือ Annurca Apple ซึ่งเป็นสายพันธุ์แอปเปิ้ลที่มีความนำเพาะกับพื้นที่ภูมิศาสตร์ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เชฟนำไปดองแล้วเสิร์ฟมาเป็น Purée เนื้อละเอียดให้รสชาติเปรี้ยวหวานที่พอเหมาะลงตัว ฝั่งซ้ายมือคือองค์ประกอบของน้ำสมสายชู Balsamic ที่เคี่ยวจนงวดช่วยเสริมรสชาติเปรี้ยวหวานที่แตกต่างไปจากแอปเปิ้ลและทำให้รสชาติรูปแบบเดียวกันดูมีมิติมากยิ่งขึ้น (17/20)
Cuttlefish buttons stuffed with catch of the day, spicy pumpkin broth and ginger carrot puree หมึกกระดองเสิร์ฟมาในสไตล์ที่เชฟเรียกว่า Buttons หรือเม็ดกระดุม ด้านในสอดไส้ด้วยเนื้อปลาเพื่อให้มีระดับความนุ่มที่แตกต่างกัน เมื่อตักเข้าปากจะพบว่าตัวเม็ดกระดุมจะละลายหายไปในปาก (18/20)
รูปที่ 5
Cuttlefish buttons stuffed with catch of the day, spicy pumpkin broth and ginger carrot puree หมึกกระดองเสิร์ฟมาในสไตล์ที่เชฟเรียกว่า Buttons หรือเม็ดกระดุม ด้านในสอดไส้ด้วยเนื้อปลาเพื่อให้มีระดับความนุ่มที่แตกต่างกัน เมื่อตักเข้าปากจะพบว่าตัวเม็ดกระดุมจะละลายหายไปในปาก (18/20)
Cuttlefish buttons stuffed with catch of the day, spicy pumpkin broth and ginger carrot puree จากนั้นพนักงานจะเทราดซุปใสร้อน ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากฟักทองโดยมีรสเผ็ดของพริกและกลิ่นเฉพาะตัวของขิงใส่อยู่ด้วยช่วยบาลานซ์ความหวานจากองค์ประกอบของ Carrot Purée สีส้มตรงกลางไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป (18/20)
รูปที่ 6
Cuttlefish buttons stuffed with catch of the day, spicy pumpkin broth and ginger carrot puree จากนั้นพนักงานจะเทราดซุปใสร้อน ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากฟักทองโดยมีรสเผ็ดของพริกและกลิ่นเฉพาะตัวของขิงใส่อยู่ด้วยช่วยบาลานซ์ความหวานจากองค์ประกอบของ Carrot Purée สีส้มตรงกลางไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป (18/20)
Cappelli filled with organic chicken, onion cream, Parmigiano fondue and black truffle Capelli เป็นพาสต้าสดทรงเกี๊ยวที่ทางร้านทำเอง ด้านในสอดไส้เนื้อไก่ออร์แกนิคเนื้อนุ่มอร่อยแต่ยังคงเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวอยู่เล็กน้อย องค์ประกอบสีส้มรอบ ๆ คือ Genovese Sauce ที่เตรียมขึ้นมาจากหัวหอมทั้งยังเป็นหนึ่งในซอสที่ขึ้นชื่อที่สุดของภูมิภาค Campania องค์ประกอบสีขาวคือ Parmigiano ที่เชฟผ่านกระบวนการ Reduction แล้วเตรียมมาเป็น Fondue รอบ ๆ คือ Pistachio Crumble ให้ความกรอบและรสหวานเฉพาะตัวโดยมี Black Truffle ช่วยเสริม Earthy Aroma ออกมาได้อย่างกลมกลืน (17/20)
รูปที่ 7
Cappelli filled with organic chicken, onion cream, Parmigiano fondue and black truffle Capelli เป็นพาสต้าสดทรงเกี๊ยวที่ทางร้านทำเอง ด้านในสอดไส้เนื้อไก่ออร์แกนิคเนื้อนุ่มอร่อยแต่ยังคงเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวอยู่เล็กน้อย องค์ประกอบสีส้มรอบ ๆ คือ Genovese Sauce ที่เตรียมขึ้นมาจากหัวหอมทั้งยังเป็นหนึ่งในซอสที่ขึ้นชื่อที่สุดของภูมิภาค Campania องค์ประกอบสีขาวคือ Parmigiano ที่เชฟผ่านกระบวนการ Reduction แล้วเตรียมมาเป็น Fondue รอบ ๆ คือ Pistachio Crumble ให้ความกรอบและรสหวานเฉพาะตัวโดยมี Black Truffle ช่วยเสริม Earthy Aroma ออกมาได้อย่างกลมกลืน (17/20)
Grandfather's Ernesto Strascinati - traditional Cannelloni pasta rolls revisited - stuffed with mozzarella, ricotta and veal on a light San Marzano tomato ragout - Historical Recipe เชฟ Ernesto Iaccarino ได้รังสรรค์สุดยอดเมนูที่กลายมาเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการอาหารอิตาลีโดยใช้ Strascinati หรือเส้นพาสต้าโฮมเมดที่พันม้วนกลับจนคล้ายกันกับ Reversed Cannelloni โดยมีไส้ตรงกลางคือเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวผสมผสานกับ Mozzarella และ Ricotta ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มครีมมี่จนแทบละลายในปาก รอบ ๆ คือซอส Light Ragout สีแดงที่เตรียมมาจากมะเขือเทศ San Marzano ที่ปลูกในฟาร์ม Le Peracciole บริเวณตีนภูเขาไฟ Vesuvius โดยมีรสชาติเปรี้ยวอุมามิเจือกันไปกับอโรมาเฉพาะตัวบาง ๆ ของกำมะถันอันเป็นจัดเด่นของมะเขือเทศชนิดนี้ จากนั้นเสริมด้วยอโรมาหอม ๆ ของ Basil Sauce สีเขียวเข้มและ Mozzarella Sauce สีขาวจาง ๆ ถือเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่สามารถดึงรสชาติเฉพาะตัวของวัตถุดิบชั้นนำของโลกแห่งภูมิภาค Campania ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง (20/20)
รูปที่ 8
Grandfather's Ernesto Strascinati - traditional Cannelloni pasta rolls revisited - stuffed with mozzarella, ricotta and veal on a light San Marzano tomato ragout - Historical Recipe เชฟ Ernesto Iaccarino ได้รังสรรค์สุดยอดเมนูที่กลายมาเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการอาหารอิตาลีโดยใช้ Strascinati หรือเส้นพาสต้าโฮมเมดที่พันม้วนกลับจนคล้ายกันกับ Reversed Cannelloni โดยมีไส้ตรงกลางคือเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวผสมผสานกับ Mozzarella และ Ricotta ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มครีมมี่จนแทบละลายในปาก รอบ ๆ คือซอส Light Ragout สีแดงที่เตรียมมาจากมะเขือเทศ San Marzano ที่ปลูกในฟาร์ม Le Peracciole บริเวณตีนภูเขาไฟ Vesuvius โดยมีรสชาติเปรี้ยวอุมามิเจือกันไปกับอโรมาเฉพาะตัวบาง ๆ ของกำมะถันอันเป็นจัดเด่นของมะเขือเทศชนิดนี้ จากนั้นเสริมด้วยอโรมาหอม ๆ ของ Basil Sauce สีเขียวเข้มและ Mozzarella Sauce สีขาวจาง ๆ ถือเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่สามารถดึงรสชาติเฉพาะตัวของวัตถุดิบชั้นนำของโลกแห่งภูมิภาค Campania ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง (20/20)
Grouper scented with vanilla and lemon, potato puree, anchovies Colatura Zabaglione and onion ash Grouper หรือปลาเก๋าท้องถิ่นที่เชฟนำไปแต่งด้วยกลิ่นหอม ๆ ของ Lemon และ Vanilla เนื้อสัมผัสชิ้นปลานุ่มแต่ยังคงไว้ซึ่งความสู้ฟันเบา ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปลาตระกูล Grouper ได้อย่างน่าประทับใจ ด้านล่างรองด้วย Purée มันฝรั่ง รอบ ๆ คือซอส 2 ชนิดเริ่มต้นจากสีเหลืองคือ Zabaglione หรือ Sabayon Sauce ที่เติมแต่งกลิ่นด้วย Anchovies และ Colatura หรือน้ำปลาสไตล์อิตาลี ส่วนซอสสีดำนั้นเตรียมมาจาก Onion Ash หรือหัวหอมที่ได้รับการเผาจนเกรียมจนตัวซอสให้เนื้อสัมผัสคล้ายทรายนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 9
Grouper scented with vanilla and lemon, potato puree, anchovies Colatura Zabaglione and onion ash Grouper หรือปลาเก๋าท้องถิ่นที่เชฟนำไปแต่งด้วยกลิ่นหอม ๆ ของ Lemon และ Vanilla เนื้อสัมผัสชิ้นปลานุ่มแต่ยังคงไว้ซึ่งความสู้ฟันเบา ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปลาตระกูล Grouper ได้อย่างน่าประทับใจ ด้านล่างรองด้วย Purée มันฝรั่ง รอบ ๆ คือซอส 2 ชนิดเริ่มต้นจากสีเหลืองคือ Zabaglione หรือ Sabayon Sauce ที่เติมแต่งกลิ่นด้วย Anchovies และ Colatura หรือน้ำปลาสไตล์อิตาลี ส่วนซอสสีดำนั้นเตรียมมาจาก Onion Ash หรือหัวหอมที่ได้รับการเผาจนเกรียมจนตัวซอสให้เนื้อสัมผัสคล้ายทรายนั่นเอง (17/20)
Suckling pig with crunchy rind, sweet and sour tamarind, celery, curcuma potato puree and chutney of red onions from Tropea หมูหันหรือเนื้อลูกหมูเสิร์ฟมาแบบเนื้อนุ่มหนังกรอบจับคู่กับ Tamarind Demi-glace หรือซอสสีน้ำตาลที่ได้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้มข้นมาจากมะขาม Purée สีเขียวด้านบนและล่างของจานเตรียมมาจากเซเลอรี่ ส่วน Purée สีเหลืองอ่อนเตรียมมาจากมันฝรั่งและขมิ้น เสริมรสชาติด้วยองค์ประกอบฝั่งขวามือคือ Chutney ที่เตรียมขึ้นมาจาก Tropea Red Onion ซึ่งเป็นวัตถุดิบ IGP ขึ้นชื่อจากภูมิภาค Calabria ให้รสชาติอันแสนหวานกลมกล่อมแตกต่างจากหัวหอมแดงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง (18/20)
รูปที่ 10
Suckling pig with crunchy rind, sweet and sour tamarind, celery, curcuma potato puree and chutney of red onions from Tropea หมูหันหรือเนื้อลูกหมูเสิร์ฟมาแบบเนื้อนุ่มหนังกรอบจับคู่กับ Tamarind Demi-glace หรือซอสสีน้ำตาลที่ได้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้มข้นมาจากมะขาม Purée สีเขียวด้านบนและล่างของจานเตรียมมาจากเซเลอรี่ ส่วน Purée สีเหลืองอ่อนเตรียมมาจากมันฝรั่งและขมิ้น เสริมรสชาติด้วยองค์ประกอบฝั่งขวามือคือ Chutney ที่เตรียมขึ้นมาจาก Tropea Red Onion ซึ่งเป็นวัตถุดิบ IGP ขึ้นชื่อจากภูมิภาค Calabria ให้รสชาติอันแสนหวานกลมกล่อมแตกต่างจากหัวหอมแดงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง (18/20)
Cappello del Prete from the mountains of Avellino area marinated with oriental spices, pumpkin cream, Giffoni hazelnut, orange mustard with hint of Wasabi and borage powder Main Course จานสุดท้ายคือ Cappello del Prete จากพื้นที่บริเวณเทือกเขา Avellino โดยชื่อของเมนูนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษอย่างตรงตัวว่า Preist’s Hat หรือหมวกพระนั่นเอง เชฟเลือกใช้เนื้อส่วนไหล่ของวัวซึ่งมีอัตราส่วนของไขมันต่อเนื้อที่ค่อนข้างบาลานซ์กันอย่างพอเหมาะหมักกับเครื่องเทศจนหอม รอบ ๆ คือครีมฟักทองเนื้อเนียนละเอียดโดยมีอโรมาหอมของถั่วจาก Giffoni Hazelnut ชั้นนอกสุดคือซอสสีส้มเข้มที่เตรียมมาจากส้มผสมมัสตาร์ดโดยมีอโรมาจาง ๆ ของวาซาบิช่วยเติมแต่งให้จานนี้ออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (16/20)
รูปที่ 11
Cappello del Prete from the mountains of Avellino area marinated with oriental spices, pumpkin cream, Giffoni hazelnut, orange mustard with hint of Wasabi and borage powder Main Course จานสุดท้ายคือ Cappello del Prete จากพื้นที่บริเวณเทือกเขา Avellino โดยชื่อของเมนูนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษอย่างตรงตัวว่า Preist’s Hat หรือหมวกพระนั่นเอง เชฟเลือกใช้เนื้อส่วนไหล่ของวัวซึ่งมีอัตราส่วนของไขมันต่อเนื้อที่ค่อนข้างบาลานซ์กันอย่างพอเหมาะหมักกับเครื่องเทศจนหอม รอบ ๆ คือครีมฟักทองเนื้อเนียนละเอียดโดยมีอโรมาหอมของถั่วจาก Giffoni Hazelnut ชั้นนอกสุดคือซอสสีส้มเข้มที่เตรียมมาจากส้มผสมมัสตาร์ดโดยมีอโรมาจาง ๆ ของวาซาบิช่วยเติมแต่งให้จานนี้ออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (16/20)
Pre-dessert ก่อนเข้าสู่ของหวานพนักงานจะนำเสิร์ฟ Lemon Sorbet ให้ความเปรี้ยวนำตามมาด้วยความขมที่พอเหมาะ ด้านบนโรยด้วยผิว Lemon ส่วนด้านล่างคือ Pistachio Crumble กรอบ ๆ นับเป็นคอร์สล้างปากที่ทั้งอร่อยและไม่หนักท้องอีกด้วย
รูปที่ 12
Pre-dessert ก่อนเข้าสู่ของหวานพนักงานจะนำเสิร์ฟ Lemon Sorbet ให้ความเปรี้ยวนำตามมาด้วยความขมที่พอเหมาะ ด้านบนโรยด้วยผิว Lemon ส่วนด้านล่างคือ Pistachio Crumble กรอบ ๆ นับเป็นคอร์สล้างปากที่ทั้งอร่อยและไม่หนักท้องอีกด้วย
Bread and Extravirgin Olive Oil สำหรับขนมปังทางร้านจะเริ่มต้นจัดเสิร์ฟ Grissini มาก่อน
รูปที่ 13
Bread and Extravirgin Olive Oil สำหรับขนมปังทางร้านจะเริ่มต้นจัดเสิร์ฟ Grissini มาก่อน
Bread and Extravirgin Olive Oil จากนั้นจึงตามมาด้วยขนมปังชนิดอื่น ๆ อีก 3 อย่าง
รูปที่ 14
Bread and Extravirgin Olive Oil จากนั้นจึงตามมาด้วยขนมปังชนิดอื่น ๆ อีก 3 อย่าง
The classic Neapolitan baba, zabaglione with Italian Bollicine Neapolitan Baba สุดคลาสสิคให้เนื้อสัมผัสที่ฟู เบา แต่ยังความความต้องเคี้ยวแบบ Sponge Cake ที่ดี เชฟเสิร์ฟมากับ Zabaglione หรือซอส Sabayon หอม หวาน ครีมมี่โดยมีอโรมาของ Bollicine ซึ่งเป็น Sparkling Wine ของประเทศอิตาลีมาช่วยเสริมกลิ่นให้ Baba จานนี้แตกต่างออกไปจากพื้นที่อื่น ๆ นั่นเอง (17/20)
รูปที่ 15
The classic Neapolitan baba, zabaglione with Italian Bollicine Neapolitan Baba สุดคลาสสิคให้เนื้อสัมผัสที่ฟู เบา แต่ยังความความต้องเคี้ยวแบบ Sponge Cake ที่ดี เชฟเสิร์ฟมากับ Zabaglione หรือซอส Sabayon หอม หวาน ครีมมี่โดยมีอโรมาของ Bollicine ซึ่งเป็น Sparkling Wine ของประเทศอิตาลีมาช่วยเสริมกลิ่นให้ Baba จานนี้แตกต่างออกไปจากพื้นที่อื่น ๆ นั่นเอง (17/20)
Orange Frivolezza with a white chocolate mousse Frivolezza มีลักษณะเป็น Ricotta Buffalo Mousse วงกลม ด้านบนท็อปด้วยชิ้นส้มสลับกันไปกับ White Chocolate Mousse และองค์ประกอบทรงกลมที่เตรียมมาจากถั่ว Pistachio นั่นเอง (18/20)
รูปที่ 16
Orange Frivolezza with a white chocolate mousse Frivolezza มีลักษณะเป็น Ricotta Buffalo Mousse วงกลม ด้านบนท็อปด้วยชิ้นส้มสลับกันไปกับ White Chocolate Mousse และองค์ประกอบทรงกลมที่เตรียมมาจากถั่ว Pistachio นั่นเอง (18/20)
A concert of lemon, fragrance and flavours ของหวานจานที่ดีที่สุดต้องขอยกให้กับวัตถุดิบระดับโลกแห่งภูมิภาค Campania อย่าง Lemon นำเสนอออกมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มต้นจาก Lemon Cream ที่ใส่มาในถ้วย Lemon ให้ความเปรี้ยวหวานที่โดดเด่นนำมาตามด้วยความขมเบา ๆ ที่โคนลิ้น ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุนไม่ซ้ำใคร ด้านบนคือ Candied Lemon และ Fried Lemon ให้เนื้อสัมผัสความกรอบที่แตกต่างกัน ข้างกันคือ Lemon Tuile ยังมี Beignet หรือ Puff Pastry ขนาดจิ๋วท็อปด้านบนด้วย Lemon Cream ถือว่าเป็นเมนูอาหารหวานที่ได้รับการรังสรรค์ออกมาได้อย่างมีมิติทั้งในแง่ของรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสโดยอาศัยวัตถุดิบที่แสนเรียบง่ายจนกลายมาเป็นจานที่น่าจดจำได้อย่างน่าทึ่ง (20/20)
รูปที่ 17
A concert of lemon, fragrance and flavours ของหวานจานที่ดีที่สุดต้องขอยกให้กับวัตถุดิบระดับโลกแห่งภูมิภาค Campania อย่าง Lemon นำเสนอออกมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มต้นจาก Lemon Cream ที่ใส่มาในถ้วย Lemon ให้ความเปรี้ยวหวานที่โดดเด่นนำมาตามด้วยความขมเบา ๆ ที่โคนลิ้น ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุนไม่ซ้ำใคร ด้านบนคือ Candied Lemon และ Fried Lemon ให้เนื้อสัมผัสความกรอบที่แตกต่างกัน ข้างกันคือ Lemon Tuile ยังมี Beignet หรือ Puff Pastry ขนาดจิ๋วท็อปด้านบนด้วย Lemon Cream ถือว่าเป็นเมนูอาหารหวานที่ได้รับการรังสรรค์ออกมาได้อย่างมีมิติทั้งในแง่ของรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสโดยอาศัยวัตถุดิบที่แสนเรียบง่ายจนกลายมาเป็นจานที่น่าจดจำได้อย่างน่าทึ่ง (20/20)
Hazelnut, carob and black truffle ของหวานจานสุดท้ายคือการจับคู่กันของถั่ว Hazelnut และ Carob หรือพืชที่มีฝักให้รสชาติคล้ายกันกับช็อกโกแลตโดยมีอโรมาหอม ๆ ของ Black Truffle เป็นตัวชูโรง (17/20)
รูปที่ 18
Hazelnut, carob and black truffle ของหวานจานสุดท้ายคือการจับคู่กันของถั่ว Hazelnut และ Carob หรือพืชที่มีฝักให้รสชาติคล้ายกันกับช็อกโกแลตโดยมีอโรมาหอม ๆ ของ Black Truffle เป็นตัวชูโรง (17/20)
Petits Fours ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Petits Fours เสิร์ฟมา 4 อย่างคือ Semifreddo ล้อมรอบด้วยถั่ว Hazelnut, Tartelette กรอบ ด้านบนเป็น Liqourice Gel ที่จะแตกระเบิดออกในปาก , Meringue หวานกรอบจับคู่กับ Almond Mousse ท็อปด้านบนด้วยผิวมะนาวและ Basil สุดท้ายคือ Neapolitan Pasteira ที่มีความหอมของ White Chocolate and Ricotta Cheese นั่นเอง
รูปที่ 19
Petits Fours ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Petits Fours เสิร์ฟมา 4 อย่างคือ Semifreddo ล้อมรอบด้วยถั่ว Hazelnut, Tartelette กรอบ ด้านบนเป็น Liqourice Gel ที่จะแตกระเบิดออกในปาก , Meringue หวานกรอบจับคู่กับ Almond Mousse ท็อปด้านบนด้วยผิวมะนาวและ Basil สุดท้ายคือ Neapolitan Pasteira ที่มีความหอมของ White Chocolate and Ricotta Cheese นั่นเอง
💰 ราคา 720 €
รูปที่ 20
💰 ราคา 720 €
🎗 [INTRO] ค่ำคืนของวันที่ 30 ตุลาคม 2022 เป็นวันสุดท้ายที่หนึ่งในห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Campania และประเทศอิตาลีอย่าง Don Alfonso 1890 จะเปิดให้บริการก่อนจะปิดตัวลงเพื่อย้ายไปสถานที่แห่งใหม่ในอีกราว ๆ 2 ปีข้างหน้า โต๊ะทุกตัวถูกจองเต็มทั้งหมดรวมไปถึงห้องส่วนตัวที่เปิดรองรับลูกกลุ่มใหญ่เกินกว่า 10 คนอีกหลายกลุ่ม
รูปที่ 21
🎗 [INTRO] ค่ำคืนของวันที่ 30 ตุลาคม 2022 เป็นวันสุดท้ายที่หนึ่งในห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Campania และประเทศอิตาลีอย่าง Don Alfonso 1890 จะเปิดให้บริการก่อนจะปิดตัวลงเพื่อย้ายไปสถานที่แห่งใหม่ในอีกราว ๆ 2 ปีข้างหน้า โต๊ะทุกตัวถูกจองเต็มทั้งหมดรวมไปถึงห้องส่วนตัวที่เปิดรองรับลูกกลุ่มใหญ่เกินกว่า 10 คนอีกหลายกลุ่ม
🎗 [THE PLACE] Don Alfonso 1890 เป็นห้องอาหารอิตาลีระดับตำนานแห่งแคว้น Campania ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามโบสถ์ประจำเมือง Sant'Agata sui due Golfi
รูปที่ 22
🎗 [THE PLACE] Don Alfonso 1890 เป็นห้องอาหารอิตาลีระดับตำนานแห่งแคว้น Campania ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยตัวร้านตั้งอยู่ตรงข้ามโบสถ์ประจำเมือง Sant'Agata sui due Golfi
ตัวอาคารหลักที่ปรับปรุงขึ้นมาจากอาคารสไตล์ Neapolitan ในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นที่ตั้งของโรงเรียนการอาหารรวมไปถึงห้องอาหารหลักระดับ 2 MICHELIN Stars
รูปที่ 23
ตัวอาคารหลักที่ปรับปรุงขึ้นมาจากอาคารสไตล์ Neapolitan ในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นที่ตั้งของโรงเรียนการอาหารรวมไปถึงห้องอาหารหลักระดับ 2 MICHELIN Stars
ภายในตกแต่งด้วยผนังและพื้นกระเบื้องสไตล์อิตาลีสีขาว เครื่องเทเบิ้ลแวร์ลวดลายดอกไม้สีชมพูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูมีความเรียบง่ายสบาย ๆ
รูปที่ 24
ภายในตกแต่งด้วยผนังและพื้นกระเบื้องสไตล์อิตาลีสีขาว เครื่องเทเบิ้ลแวร์ลวดลายดอกไม้สีชมพูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูมีความเรียบง่ายสบาย ๆ
สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหาร Don Alfonso 1890 ยังรับหน้าที่เป็น Boutique Hotel ในเครือสมาชิก Relais & Chateaux พร้อมด้วยห้อง Suites จำนวน 8 ห้องอีกด้วย
รูปที่ 25
สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหาร Don Alfonso 1890 ยังรับหน้าที่เป็น Boutique Hotel ในเครือสมาชิก Relais & Chateaux พร้อมด้วยห้อง Suites จำนวน 8 ห้องอีกด้วย
🎗 [THE CHEF] สุดยอดมาสเตอร์เชฟระดับตำนาน Alfonso Costanzo Laccarino เกิดในปี ค.ศ. 1869 หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาสักพักเขาตัดสินใจเริ่มต้นกิจการร้านอาหารกับหุ้นส่วนชาวเยอรมันนามว่า Brandmeier ในปี ค.ศ. 1890 อันเป็นที่มาของตัวเลขในชื่อร้าน
รูปที่ 26
🎗 [THE CHEF] สุดยอดมาสเตอร์เชฟระดับตำนาน Alfonso Costanzo Laccarino เกิดในปี ค.ศ. 1869 หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาสักพักเขาตัดสินใจเริ่มต้นกิจการร้านอาหารกับหุ้นส่วนชาวเยอรมันนามว่า Brandmeier ในปี ค.ศ. 1890 อันเป็นที่มาของตัวเลขในชื่อร้าน
ปัจจุบันตำแหน่ง Head Chef ได้ถูกส่งต่อมาให้หลานชายคือเชฟ Ernesto Laccarino โดยตัวเขานั้นเข้ารับศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Stresa อยู่นาน 3 ปีก่อนจะแต่งงานภรรยาคือคุณ Livia ซึ่งรู้จักและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กทั้งยังเริ่มต้นกิจการห้องอาหารเป็นของตัวเองในปี ค.ศ. 1973 กาลเวลาล่วงเลยมานานกว่า 10 ปีจนกระทั้งทั้งคู่ตัดสินใจล้มเลิกกิจการและย้ายมารับตำแหน่ง Head Chef ต่อจากคุณปู่ ณ ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 แห่งนี้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 และยังมีอีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญคือประธานสมาคม JRE (Jeunes Restaurateurs Europeennes) แห่งทวีปยุโรปอีกด้วย
รูปที่ 27
ปัจจุบันตำแหน่ง Head Chef ได้ถูกส่งต่อมาให้หลานชายคือเชฟ Ernesto Laccarino โดยตัวเขานั้นเข้ารับศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Stresa อยู่นาน 3 ปีก่อนจะแต่งงานภรรยาคือคุณ Livia ซึ่งรู้จักและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กทั้งยังเริ่มต้นกิจการห้องอาหารเป็นของตัวเองในปี ค.ศ. 1973 กาลเวลาล่วงเลยมานานกว่า 10 ปีจนกระทั้งทั้งคู่ตัดสินใจล้มเลิกกิจการและย้ายมารับตำแหน่ง Head Chef ต่อจากคุณปู่ ณ ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 แห่งนี้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 และยังมีอีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญคือประธานสมาคม JRE (Jeunes Restaurateurs Europeennes) แห่งทวีปยุโรปอีกด้วย
ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 คว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครอบได้สำเร็จในปี 1997 โดยระหว่างช่วงปี 1997-2001 นั้นมีห้องอาหารทางตอนใน้ของประเทศอิตาลีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2016 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2022
รูปที่ 28
ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 คว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครอบได้สำเร็จในปี 1997 โดยระหว่างช่วงปี 1997-2001 นั้นมีห้องอาหารทางตอนใน้ของประเทศอิตาลีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2016 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2022
ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 คว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครอบได้สำเร็จในปี 1997 โดยระหว่างช่วงปี 1997-2001 นั้นมีห้องอาหารทางตอนใน้ของประเทศอิตาลีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2016 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2022
รูปที่ 29
ห้องอาหาร Don Alfonso 1890 คว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครอบได้สำเร็จในปี 1997 โดยระหว่างช่วงปี 1997-2001 นั้นมีห้องอาหารทางตอนใน้ของประเทศอิตาลีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2016 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2022
ห้องครัวขนาดใหญ่ถูกกั้นด้วยกระจกใสพร้อมกับมีกล้องวงจรปิดแสดงภาพเหล่าเชฟมากมายที่กำลังตระเตรียมออกมาขึ้นจอขนาดใหญ่ให้ลูกค้าทุกคนได้ชมกันสด ๆ ตลอดเวลา
รูปที่ 30
ห้องครัวขนาดใหญ่ถูกกั้นด้วยกระจกใสพร้อมกับมีกล้องวงจรปิดแสดงภาพเหล่าเชฟมากมายที่กำลังตระเตรียมออกมาขึ้นจอขนาดใหญ่ให้ลูกค้าทุกคนได้ชมกันสด ๆ ตลอดเวลา
ห้ามพลาดไฮไลท์คือการพาทัวร์ Wine Cellar หรือห้องเก็บไวน์ที่ได้รับการดัดแปลงจากช่องทางการหลบหนีโบราณสมัย Pre-Roman โดยนักโบราณคดีเชื่อกันว่าช่องทางถูกสร้างขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนคริสตกาลหรือประมาณเกือบ 2,030 ปีที่แล้วเพื่อเชื่อมต่อกับส่วนก้นของบ่อน้ำซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นพื้นที่สวนของห้องอาหารนั่นเอง
รูปที่ 31
ห้ามพลาดไฮไลท์คือการพาทัวร์ Wine Cellar หรือห้องเก็บไวน์ที่ได้รับการดัดแปลงจากช่องทางการหลบหนีโบราณสมัย Pre-Roman โดยนักโบราณคดีเชื่อกันว่าช่องทางถูกสร้างขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนคริสตกาลหรือประมาณเกือบ 2,030 ปีที่แล้วเพื่อเชื่อมต่อกับส่วนก้นของบ่อน้ำซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นพื้นที่สวนของห้องอาหารนั่นเอง
บันไดหินทอดยาวสุดลูกหูลูกตาลงไปสู่ทะเลเบื้องล่าง ทุกมุมทั้งซ้ายและขวาเป็นที่กักเก็บไวน์จำนวนกว่า 1,800 Labels รวมกันราว 25,000 ขวด
รูปที่ 32
บันไดหินทอดยาวสุดลูกหูลูกตาลงไปสู่ทะเลเบื้องล่าง ทุกมุมทั้งซ้ายและขวาเป็นที่กักเก็บไวน์จำนวนกว่า 1,800 Labels รวมกันราว 25,000 ขวด
🎗 [WHY GO] อาหารที่ Don Alfonso 1890 สามารถผสมผสานวัตถุดิบระดับโลกของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคสมัยใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว พนักงานทุกคนให้บริการได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีไวน์ท้องถิ่นชั้นดีจำนวนมากนำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล ถึงบทความนี้จะไม่สามารถแนะนำให้เพื่อน ๆ ตามมาชิมห้องอาหารอิตาลีสไตล์ Campania ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้เนื่องจากตัวร้านสาขาหลักนี้ได้ปิดทำการไปแล้วแต่ขอกระซิบว่าตัวร้านยังมีสาขาย่อยที่ยังเปิดทำการอยู่อันได้แก่ Don Alfonso 1890 San Barbato (🌟 1 MICHELIN Star) และสาขาน้องใหม่ในประเทศแคนาดาที่เพิ่งคว้าดาวมาครองได้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาคือ Don Alfonso 1890 Toronto (🌟 1 MICHELIN Star) นำทีมโดยเชฟมากประสบการณ์อย่าง Daniele Corona ทั้งยังการันตีความประทับใจจากเหล่านักชิมมากมายว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้ใครกันเลยทีเดียว
รูปที่ 33
🎗 [WHY GO] อาหารที่ Don Alfonso 1890 สามารถผสมผสานวัตถุดิบระดับโลกของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคสมัยใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว พนักงานทุกคนให้บริการได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีไวน์ท้องถิ่นชั้นดีจำนวนมากนำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล ถึงบทความนี้จะไม่สามารถแนะนำให้เพื่อน ๆ ตามมาชิมห้องอาหารอิตาลีสไตล์ Campania ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้เนื่องจากตัวร้านสาขาหลักนี้ได้ปิดทำการไปแล้วแต่ขอกระซิบว่าตัวร้านยังมีสาขาย่อยที่ยังเปิดทำการอยู่อันได้แก่ Don Alfonso 1890 San Barbato (🌟 1 MICHELIN Star) และสาขาน้องใหม่ในประเทศแคนาดาที่เพิ่งคว้าดาวมาครองได้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาคือ Don Alfonso 1890 Toronto (🌟 1 MICHELIN Star) นำทีมโดยเชฟมากประสบการณ์อย่าง Daniele Corona ทั้งยังการันตีความประทับใจจากเหล่านักชิมมากมายว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้ใครกันเลยทีเดียว