GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Den Kushi Flori
Selected

ThailandDen Kushi Flori · เดน คูชิ ฟลูโลริ

Japanese · อาหารญี่ปุ่น — 494 ถนนเพลินจิต ปทุมวัน, ถนนเพลินจิต, ปทุมวัน, กรุงเทพ, 10330, ประเทศไทย

🎗 [INTRO] Kushi เป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์เสียบไม้โดยหากเป็นอาหารเสียบไม้ทอดจะเรียกว่า Kushikatsu หรือเสียบไม้ย่างจะเรียกว่า Kushiyaki เป็นต้น ด้วยความเข้าถึงง่ายและมีองค์ประกอบไม่ซับซ้อนจนเกินไปทำให้อาหารรูปแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม Den Kushi Flori ไม่ใช่ร้านอาหารที่เสิร์ฟแต่อาหารเสียบไม้แต่อย่างใดแต่ใน Tasting Menu ยังมีอาหารจำพวกของว่างเรียกน้ำย่อยหรือซุปเสิร์ฟมาคู่กันด้วย

🎗 [THE PLACE] Den Kushi Flori ได้ชื่อมาจากการผสมผสานชื่อร้าน Den และ Florilège เข้าด้วยกันก่อนจะเชื่อมด้วยคำว่า Kushi ตรงกลาง สำหรับสาขาในประเทศไทยนั้นมีทำเลตั้งอยู่บริเวณชั้น LG ของห้าง Erawan Bangkok ภายนอกตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีดำสนิท พื้นที่รับรองมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับตกแต่งให้แลดูเรียบหรูลงตัว ห้องรับประทานอาหารหลักมีลักษณะเป็นเคาน์เตอร์ไม้รูปตัว U สำหรับรองรับลูกค้าได้ราว 16 คน ตรงกลางเป็นพื้นที่ครัวแบบเปิดโดยลูกค้าสามารถชมเชฟ Susumu Shimizu จัดเตรียมอาหารไปจนถึงขั้นตอนการเสิร์ฟให้ลูกค้าด้วยมือของเขาเอง สำหรับใครที่สนใจอย่าลืมทำการจองมาล่วงหน้าเพราะตัวร้านมันถูกจองเต็มอยู่บ่อยครั้งนั่นเอง

🎗 [THE CHEF] สองเพื่อนซี้อย่างเชฟ Zaiyu Hasegawa เจ้าของห้องอาหาร Den (2 MICHELIN Stars, MICHELIN Green Star) และเชฟ Hiroyasu Kawate เจ้าของห้องอาหาร Florilège (2 MICHELIN Stars, MICHELIN Green Star) จึงตัดสินใจร่วมกันเปิดห้องอาหาร Den Kushi Flori ขึ้นโดยมอบหมายให้เชฟ Susumu Shimizu เป็นผู้ดูแลจนสามารถคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปี 2022 สำหรับตัวเชฟ Susumu Shimizu เองนั้นเคยผ่านงานในห้องอาหาร La Maison des Bois (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Marc Veyrat และ Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard มาก่อนแล้วจึงการันตีว่าประสบการณ์ของเขานั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่เสิร์ฟมาในรูปแบบ Japanese-Western-Thai Fusion นำเสนอออกมาเป็น Tasting Menu จำนวน 2 รูปแบบคือ 5-Course Menu ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันในราคา 2,800++ และ 7-Course Menu ที่จัดเสิร์ฟทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนที่ราคา 3,500++ ซึ่งจัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปในกรุงเทพ เชฟ Susumu Shimizu ได้หยิบยกวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นและฝรั่งเศสผสมผสานกับกับวัตถุดิบและรสชาติของไทยได้อย่างลงตัว รายการไวน์และสาเกมีให้เลือกพอประมาณแต่ทุกขวดผ่านการคัดสรรค์มาเป็นอย่างดีว่าเข้ากันกับอาหารญี่ปุ่นรูปแบบนี้ทั้งยังมีราคาเริ่มต้นไม่สูงนัก สำหรับเมนูที่เราชื่นชอบมาก ๆ ในวันนี้คือ

✨ Shrimp • กุ้ง

Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่

ถัดมาคือต้มข่าไก่ที่เชฟเตรียมออกมาโดยใช้วัตถุดิบหลักคือเห็ด Girolles นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับ Ebi-Shinjo หรือลูกชิ้นกุ้งที่นุ่มละมุนจนแทบจะละลายในปาก ซุปต้มข่ามีความหอม มัน ครีมมี่ มีความหวานและอุมามิของมะเขือเทศ องค์ประกอบด้านบนคือไก่เสียบไม้ที่มีระดับความสุกกำลังดีราดด้วยซอส Chicken Jus หลังจบคอร์สเชฟแนะนำให้รับประทานแครกเกอร์ที่มีความกรอบและความเปรี้ยวของมะขามช่วยล้างปากได้อย่างลงตัว (15/20)

✨ Duck • เป็ด

Bok Choy • บ๊อกฉ่อย

คอร์สนี้มีวัตถุดิบหลักคือเป็ดนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส เชฟนำเสนอมา 2 รูปแบบโดยมีบริเวณปลายไม้คือ Tsukune หรือลูกชิ้นที่เตรียมขึ้นมาจากขาเป็ดตัวผู้ ถัดไปเป็นอกเป็ดนำเข้าให้เนื้อที่ยังคงความสู้ฟันและหนังที่กรอบ เชฟราดด้วยซอสไวน์แดงเพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติ ข้างกันคือ Ohitashi ประกอบไปด้วยผัก Bok Choy ที่วางประกบกันเป็นแซนวิช ตรงกลางคือ Bok Choy Purée สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างได้อย่างลงตัว (15/20)

✨ Abalone • หอยเป๋าฮื้อ

Pumpkin & Potato • ฟักทอง & มันหวาน

จานนี้เชฟนำเสิร์ฟ Awabi หรือหอยเป่าฮื้อเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบพอเหมาะราดด้วยซอส Apple Vinegar ซึ่งมีความซิตรัสมาตัดกันกับกลิ่นอายทะเลของหอยเป่าฮื้อ ด้านบนท็อปด้วยใบ Shiso ข้างกันคือองค์ประกอบของฟักทองมินิบอลลูกเล็ก ๆ ที่เสิร์ฟมาแบบติดเปลือกโดยมีการชุบแป้งที่ผิวนอกให้มีความกรอบเบา ๆ ในขณะที่เนื้อสัมผัสตรงกลางนุ่มและหวานฉ่ำ ยังมีมันหวานญี่ปุ่นให้เนื้อสัมผัสที่เนียนละมุนลิ้นอีกด้วย (15/20)

🎗 [WHY GO] Den Kushi Flori เป็นห้องอาหารญี่ปุ่นที่นำเสนออาหารในรูปแบบใหม่สำหรับกรุงเทพ ทุกคอร์สแฝงไปด้วยเทคนิคเฉพาะตัวที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดอย่างเช่นการเตรียมผักต่าง ๆ ที่เชฟ Susumu Shimizu ได้รับการฝึกฝนมาจากห้องอาหาร Arpège ไปจนถึงการจัดเสิร์ฟแบบเรียบง่ายในสไตล์ของอาหารญี่ปุ่น ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เราได้ชิมกัน หากใครมีเวลาเราขอแนะนำให้แวะไปช่วงมื้อกลางวันเพราะเชฟจะมีความผ่อนคลายและลดรีบเร่งในการเสิร์ฟกว่าในช่วงมื้อเย็นอย่างชัดเจน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 26 รูป

🇹🇭 Den Kushi Flori - เดน คูชิ ฟลูโลริ 🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 Japanese - อาหารญี่ปุ่น 👨🏻‍🍳 Chef Susumu Shimizu - เชฟซุซุมุ ชิมิซุ
รูปที่ 1
🇹🇭 Den Kushi Flori - เดน คูชิ ฟลูโลริ 🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 Japanese - อาหารญี่ปุ่น 👨🏻‍🍳 Chef Susumu Shimizu - เชฟซุซุมุ ชิมิซุ
🎗 [INTRO] Kushi เป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์เสียบไม้โดยหากเป็นอาหารเสียบไม้ทอดจะเรียกว่า Kushikatsu หรือเสียบไม้ย่างจะเรียกว่า Kushiyaki เป็นต้น ด้วยความเข้าถึงง่ายและมีองค์ประกอบไม่ซับซ้อนจนเกินไปทำให้อาหารรูปแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม Den Kushi Flori ไม่ใช่ร้านอาหารที่เสิร์ฟแต่อาหารเสียบไม้แต่อย่างใดแต่ใน Tasting Menu ยังมีอาหารจำพวกของว่างเรียกน้ำย่อยหรือซุปเสิร์ฟมาคู่กันด้วย
รูปที่ 2
🎗 [INTRO] Kushi เป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์เสียบไม้โดยหากเป็นอาหารเสียบไม้ทอดจะเรียกว่า Kushikatsu หรือเสียบไม้ย่างจะเรียกว่า Kushiyaki เป็นต้น ด้วยความเข้าถึงง่ายและมีองค์ประกอบไม่ซับซ้อนจนเกินไปทำให้อาหารรูปแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม Den Kushi Flori ไม่ใช่ร้านอาหารที่เสิร์ฟแต่อาหารเสียบไม้แต่อย่างใดแต่ใน Tasting Menu ยังมีอาหารจำพวกของว่างเรียกน้ำย่อยหรือซุปเสิร์ฟมาคู่กันด้วย
Ikura • ไข่ปลาแซลมอน Terrine de Legumes • เทอรีนผัก เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Terrine de Legumes หรือเทอร์รีนที่ประกอบขึ้นจากผักหลากหลายชนิด ผิวเทอร์รีนเป็นแครอทให้ความกรอบแทนที่ขนมปังแบบดั้งเดิม จานนี้มีรสชานิความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นเชฟเพิ่มความสดชื่นด้วยการใส่ไข่ปลาแซลมอนและตัดรสชาติด้วยความเผ็ดและฉุนของวาชาบิ (15/20)
รูปที่ 3
Ikura • ไข่ปลาแซลมอน Terrine de Legumes • เทอรีนผัก เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Terrine de Legumes หรือเทอร์รีนที่ประกอบขึ้นจากผักหลากหลายชนิด ผิวเทอร์รีนเป็นแครอทให้ความกรอบแทนที่ขนมปังแบบดั้งเดิม จานนี้มีรสชานิความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นเชฟเพิ่มความสดชื่นด้วยการใส่ไข่ปลาแซลมอนและตัดรสชาติด้วยความเผ็ดและฉุนของวาชาบิ (15/20)
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ ถัดมาคือต้มข่าไก่ที่เชฟเตรียมออกมาโดยใช้วัตถุดิบหลักคือเห็ด Girolles นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับ Ebi-Shinjo หรือลูกชิ้นกุ้งที่นุ่มละมุนจนแทบจะละลายในปาก (15/20)
รูปที่ 4
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ ถัดมาคือต้มข่าไก่ที่เชฟเตรียมออกมาโดยใช้วัตถุดิบหลักคือเห็ด Girolles นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับ Ebi-Shinjo หรือลูกชิ้นกุ้งที่นุ่มละมุนจนแทบจะละลายในปาก (15/20)
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ ซุปต้มข่ามีความหอม มัน ครีมมี่ มีความหวานและอุมามิของมะเขือเทศ (15/20)
รูปที่ 5
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ ซุปต้มข่ามีความหอม มัน ครีมมี่ มีความหวานและอุมามิของมะเขือเทศ (15/20)
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ องค์ประกอบด้านบนคือไก่เสียบไม้ที่มีระดับความสุกกำลังดีราดด้วยซอส Chicken Jus (15/20)
รูปที่ 6
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ องค์ประกอบด้านบนคือไก่เสียบไม้ที่มีระดับความสุกกำลังดีราดด้วยซอส Chicken Jus (15/20)
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ หลังจบคอร์สเชฟแนะนำให้รับประทานแครกเกอร์ที่มีความกรอบและความเปรี้ยวของมะขามช่วยล้างปากได้อย่างลงตัว (15/20)
รูปที่ 7
Shrimp • กุ้ง Tom Kha Kai • ต้มข่าไก่ หลังจบคอร์สเชฟแนะนำให้รับประทานแครกเกอร์ที่มีความกรอบและความเปรี้ยวของมะขามช่วยล้างปากได้อย่างลงตัว (15/20)
Scallop • หอยเชลล์ Truffle • เห็ดทรัฟเฟิล ถัดมาคือโฮตาเตะหรือหอยเชลล์ยักษ์จากจังหวัด Hokkaido โดยเชฟนำเสนอมาในรูปแบบมูสเนื้อเนียนละมุนก่อนจะนำมาทอร์ชด้วยไฟจนผิวชั้นนอกเกรียมและหอม (15/20)
รูปที่ 8
Scallop • หอยเชลล์ Truffle • เห็ดทรัฟเฟิล ถัดมาคือโฮตาเตะหรือหอยเชลล์ยักษ์จากจังหวัด Hokkaido โดยเชฟนำเสนอมาในรูปแบบมูสเนื้อเนียนละมุนก่อนจะนำมาทอร์ชด้วยไฟจนผิวชั้นนอกเกรียมและหอม (15/20)
Scallop • หอยเชลล์ Truffle • เห็ดทรัฟเฟิล ข้าง ๆ กันคือ Soy Milk Pudding หรือพุดดิ้งนมถั่วเหลือง จากนั้นราดด้วยซอส Japanese Daikon แล้วบาลานซ์ด้วย Earthy Flavor ของเห็ดทรัฟเฟิล (15/20)
รูปที่ 9
Scallop • หอยเชลล์ Truffle • เห็ดทรัฟเฟิล ข้าง ๆ กันคือ Soy Milk Pudding หรือพุดดิ้งนมถั่วเหลือง จากนั้นราดด้วยซอส Japanese Daikon แล้วบาลานซ์ด้วย Earthy Flavor ของเห็ดทรัฟเฟิล (15/20)
Duck • เป็ด Bok Choy • บ๊อกฉ่อย คอร์สนี้มีวัตถุดิบหลักคือเป็ดนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส (15/20)
รูปที่ 10
Duck • เป็ด Bok Choy • บ๊อกฉ่อย คอร์สนี้มีวัตถุดิบหลักคือเป็ดนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส (15/20)
Duck • เป็ด Bok Choy • บ๊อกฉ่อย เชฟนำเสนอมา 2 รูปแบบโดยมีบริเวณปลายไม้คือ Tsukune หรือลูกชิ้นที่เตรียมขึ้นมาจากขาเป็ดตัวผู้ ถัดไปเป็นอกเป็ดนำเข้าให้เนื้อที่ยังคงความสู้ฟันและหนังที่กรอบ เชฟราดด้วยซอสไวน์แดงเพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติ ข้างกันคือ Ohitashi ประกอบไปด้วยผัก Bok Choy ที่วางประกบกันเป็นแซนวิช ตรงกลางคือ Bok Choy Purée สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างได้อย่างลงตัว (15/20)
รูปที่ 11
Duck • เป็ด Bok Choy • บ๊อกฉ่อย เชฟนำเสนอมา 2 รูปแบบโดยมีบริเวณปลายไม้คือ Tsukune หรือลูกชิ้นที่เตรียมขึ้นมาจากขาเป็ดตัวผู้ ถัดไปเป็นอกเป็ดนำเข้าให้เนื้อที่ยังคงความสู้ฟันและหนังที่กรอบ เชฟราดด้วยซอสไวน์แดงเพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติ ข้างกันคือ Ohitashi ประกอบไปด้วยผัก Bok Choy ที่วางประกบกันเป็นแซนวิช ตรงกลางคือ Bok Choy Purée สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างได้อย่างลงตัว (15/20)
Abalone • หอยเป๋าฮื้อ Pumpkin & Potato • ฟักทอง & มันหวาน จานนี้เชฟนำเสิร์ฟ Awabi หรือหอยเป่าฮื้อเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบพอเหมาะราดด้วยซอส Apple Vinegar ซึ่งมีความซิตรัสมาตัดกันกับกลิ่นอายทะเลของหอยเป่าฮื้อ ด้านบนท็อปด้วยใบ Shiso ข้างกันคือองค์ประกอบของฟักทองมินิบอลลูกเล็ก ๆ ที่เสิร์ฟมาแบบติดเปลือกโดยมีการชุบแป้งที่ผิวนอกให้มีความกรอบเบา ๆ ในขณะที่เนื้อสัมผัสตรงกลางนุ่มและหวานฉ่ำ ยังมีมันหวานญี่ปุ่นให้เนื้อสัมผัสที่เนียนละมุนลิ้นอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 12
Abalone • หอยเป๋าฮื้อ Pumpkin & Potato • ฟักทอง & มันหวาน จานนี้เชฟนำเสิร์ฟ Awabi หรือหอยเป่าฮื้อเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบพอเหมาะราดด้วยซอส Apple Vinegar ซึ่งมีความซิตรัสมาตัดกันกับกลิ่นอายทะเลของหอยเป่าฮื้อ ด้านบนท็อปด้วยใบ Shiso ข้างกันคือองค์ประกอบของฟักทองมินิบอลลูกเล็ก ๆ ที่เสิร์ฟมาแบบติดเปลือกโดยมีการชุบแป้งที่ผิวนอกให้มีความกรอบเบา ๆ ในขณะที่เนื้อสัมผัสตรงกลางนุ่มและหวานฉ่ำ ยังมีมันหวานญี่ปุ่นให้เนื้อสัมผัสที่เนียนละมุนลิ้นอีกด้วย (15/20)
Beef Tongue • ลิ้นวัว Gobo • โกโบ สำหรับเมนคอร์สเชฟนำเสนอข้าวที่หุงมากับโกโบ แครอท และรากบัวให้ Earthy Aroma ท่่พอเหมาะ เชฟตัดด้วยความฉุนของต้นหอมที่โรยไว้ทั่ว ๆ ด้านบน (15/20)
รูปที่ 13
Beef Tongue • ลิ้นวัว Gobo • โกโบ สำหรับเมนคอร์สเชฟนำเสนอข้าวที่หุงมากับโกโบ แครอท และรากบัวให้ Earthy Aroma ท่่พอเหมาะ เชฟตัดด้วยความฉุนของต้นหอมที่โรยไว้ทั่ว ๆ ด้านบน (15/20)
Beef Tongue • ลิ้นวัว Gobo • โกโบ เชฟเสิร์ฟข้าวมากับลิ้นวัวที่ชุ่มไปด้วยซอสขิง ข้าง ๆ กันยังมีซอสข้าวหมกที่ให้ความเปรี้ยวหวานเผ็ดคล้ายกันกับน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทยอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 14
Beef Tongue • ลิ้นวัว Gobo • โกโบ เชฟเสิร์ฟข้าวมากับลิ้นวัวที่ชุ่มไปด้วยซอสขิง ข้าง ๆ กันยังมีซอสข้าวหมกที่ให้ความเปรี้ยวหวานเผ็ดคล้ายกันกับน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทยอีกด้วย (15/20)
Matcha • ชาเขียว ล้างปากด้วยชาเขียวร้อนเสิร์ฟมาให้คนละแก้วแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มติม
รูปที่ 15
Matcha • ชาเขียว ล้างปากด้วยชาเขียวร้อนเสิร์ฟมาให้คนละแก้วแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มติม
Dessert • ของหวาน ปิดท้ายด้วยของหวานเสิร์ฟมาคู่กัน 2 อย่างคือขนมพุดดิ้งคาราเมลท็อปด้านบนด้วยมัทฉะครีม อีกชิ้นหนึ่งคือโมจิที่ตรงกลางสอดไส้ครีมถั่วแดง ส่วนด้านล่างรองด้วยเมอแรงก์หวานกรอบอีกทีหนึ่ง (15/20)
รูปที่ 16
Dessert • ของหวาน ปิดท้ายด้วยของหวานเสิร์ฟมาคู่กัน 2 อย่างคือขนมพุดดิ้งคาราเมลท็อปด้านบนด้วยมัทฉะครีม อีกชิ้นหนึ่งคือโมจิที่ตรงกลางสอดไส้ครีมถั่วแดง ส่วนด้านล่างรองด้วยเมอแรงก์หวานกรอบอีกทีหนึ่ง (15/20)
รูปที่ 17
💰 ราคา 10,687.16 บาท
รูปที่ 18
💰 ราคา 10,687.16 บาท
🎗 [THE PLACE] Den Kushi Flori ได้ชื่อมาจากการผสมผสานชื่อร้าน Den และ Florilège เข้าด้วยกันก่อนจะเชื่อมด้วยคำว่า Kushi ตรงกลาง
รูปที่ 19
🎗 [THE PLACE] Den Kushi Flori ได้ชื่อมาจากการผสมผสานชื่อร้าน Den และ Florilège เข้าด้วยกันก่อนจะเชื่อมด้วยคำว่า Kushi ตรงกลาง
สำหรับสาขาในประเทศไทยนั้นมีทำเลตั้งอยู่บริเวณชั้น LG ของห้าง Erawan Bangkok ภายนอกตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีดำสนิท พื้นที่รับรองมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับตกแต่งให้แลดูเรียบหรูลงตัว
รูปที่ 20
สำหรับสาขาในประเทศไทยนั้นมีทำเลตั้งอยู่บริเวณชั้น LG ของห้าง Erawan Bangkok ภายนอกตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีดำสนิท พื้นที่รับรองมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับตกแต่งให้แลดูเรียบหรูลงตัว
ห้องรับประทานอาหารหลักมีลักษณะเป็นเคาน์เตอร์ไม้รูปตัว U สำหรับรองรับลูกค้าได้ราว 16 คน ตรงกลางเป็นพื้นที่ครัวแบบเปิดโดยลูกค้าสามารถชมเชฟ Susumu Shimizu จัดเตรียมอาหารไปจนถึงขั้นตอนการเสิร์ฟให้ลูกค้าด้วยมือของเขาเอง สำหรับใครที่สนใจอย่าลืมทำการจองมาล่วงหน้าเพราะตัวร้านมันถูกจองเต็มอยู่บ่อยครั้งนั่นเอง
รูปที่ 21
ห้องรับประทานอาหารหลักมีลักษณะเป็นเคาน์เตอร์ไม้รูปตัว U สำหรับรองรับลูกค้าได้ราว 16 คน ตรงกลางเป็นพื้นที่ครัวแบบเปิดโดยลูกค้าสามารถชมเชฟ Susumu Shimizu จัดเตรียมอาหารไปจนถึงขั้นตอนการเสิร์ฟให้ลูกค้าด้วยมือของเขาเอง สำหรับใครที่สนใจอย่าลืมทำการจองมาล่วงหน้าเพราะตัวร้านมันถูกจองเต็มอยู่บ่อยครั้งนั่นเอง
🎗 [THE CHEF] สองเพื่อนซี้อย่างเชฟ Zaiyu Hasegawa เจ้าของห้องอาหาร Den (2 MICHELIN Stars, MICHELIN Green Star) และเชฟ Hiroyasu Kawate เจ้าของห้องอาหาร Florilège (2 MICHELIN Stars, MICHELIN Green Star) จึงตัดสินใจร่วมกันเปิดห้องอาหาร Den Kushi Flori ขึ้นโดยมอบหมายให้เชฟ Susumu Shimizu เป็นผู้ดูแลจนสามารถคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปี 2022 สำหรับตัวเชฟ Susumu Shimizu เองนั้นเคยผ่านงานในห้องอาหาร La Maison des Bois (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Marc Veyrat และ Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard มาก่อนแล้วจึงการันตีว่าประสบการณ์ของเขานั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
รูปที่ 22
🎗 [THE CHEF] สองเพื่อนซี้อย่างเชฟ Zaiyu Hasegawa เจ้าของห้องอาหาร Den (2 MICHELIN Stars, MICHELIN Green Star) และเชฟ Hiroyasu Kawate เจ้าของห้องอาหาร Florilège (2 MICHELIN Stars, MICHELIN Green Star) จึงตัดสินใจร่วมกันเปิดห้องอาหาร Den Kushi Flori ขึ้นโดยมอบหมายให้เชฟ Susumu Shimizu เป็นผู้ดูแลจนสามารถคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปี 2022 สำหรับตัวเชฟ Susumu Shimizu เองนั้นเคยผ่านงานในห้องอาหาร La Maison des Bois (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Marc Veyrat และ Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard มาก่อนแล้วจึงการันตีว่าประสบการณ์ของเขานั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่เสิร์ฟมาในรูปแบบ Japanese-Western-Thai Fusion นำเสนอออกมาเป็น Tasting Menu จำนวน 2 รูปแบบคือ 5-Course Menu ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันในราคา 2,800++ และ 7-Course Menu ที่จัดเสิร์ฟทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนที่ราคา 3,500++ ซึ่งจัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปในกรุงเทพ
รูปที่ 23
🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่เสิร์ฟมาในรูปแบบ Japanese-Western-Thai Fusion นำเสนอออกมาเป็น Tasting Menu จำนวน 2 รูปแบบคือ 5-Course Menu ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันในราคา 2,800++ และ 7-Course Menu ที่จัดเสิร์ฟทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนที่ราคา 3,500++ ซึ่งจัดว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปในกรุงเทพ
เชฟ Susumu Shimizu ได้หยิบยกวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นและฝรั่งเศสผสมผสานกับกับวัตถุดิบและรสชาติของไทยได้อย่างลงตัว รายการไวน์และสาเกมีให้เลือกพอประมาณแต่ทุกขวดผ่านการคัดสรรค์มาเป็นอย่างดีว่าเข้ากันกับอาหารญี่ปุ่นรูปแบบนี้ทั้งยังมีราคาเริ่มต้นไม่สูงนัก
รูปที่ 24
เชฟ Susumu Shimizu ได้หยิบยกวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นและฝรั่งเศสผสมผสานกับกับวัตถุดิบและรสชาติของไทยได้อย่างลงตัว รายการไวน์และสาเกมีให้เลือกพอประมาณแต่ทุกขวดผ่านการคัดสรรค์มาเป็นอย่างดีว่าเข้ากันกับอาหารญี่ปุ่นรูปแบบนี้ทั้งยังมีราคาเริ่มต้นไม่สูงนัก
ห้องส่วนตัว
รูปที่ 25
ห้องส่วนตัว
🎗 [WHY GO] Den Kushi Flori เป็นห้องอาหารญี่ปุ่นที่นำเสนออาหารในรูปแบบใหม่สำหรับกรุงเทพ ทุกคอร์สแฝงไปด้วยเทคนิคเฉพาะตัวที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดอย่างเช่นการเตรียมผักต่าง ๆ ที่เชฟ Susumu Shimizu ได้รับการฝึกฝนมาจากห้องอาหาร Arpège ไปจนถึงการจัดเสิร์ฟแบบเรียบง่ายในสไตล์ของอาหารญี่ปุ่น ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เราได้ชิมกัน หากใครมีเวลาเราขอแนะนำให้แวะไปช่วงมื้อกลางวันเพราะเชฟจะมีความผ่อนคลายและลดรีบเร่งในการเสิร์ฟกว่าในช่วงมื้อเย็นอย่างชัดเจน
รูปที่ 26
🎗 [WHY GO] Den Kushi Flori เป็นห้องอาหารญี่ปุ่นที่นำเสนออาหารในรูปแบบใหม่สำหรับกรุงเทพ ทุกคอร์สแฝงไปด้วยเทคนิคเฉพาะตัวที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดอย่างเช่นการเตรียมผักต่าง ๆ ที่เชฟ Susumu Shimizu ได้รับการฝึกฝนมาจากห้องอาหาร Arpège ไปจนถึงการจัดเสิร์ฟแบบเรียบง่ายในสไตล์ของอาหารญี่ปุ่น ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เราได้ชิมกัน หากใครมีเวลาเราขอแนะนำให้แวะไปช่วงมื้อกลางวันเพราะเชฟจะมีความผ่อนคลายและลดรีบเร่งในการเสิร์ฟกว่าในช่วงมื้อเย็นอย่างชัดเจน