GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
De Lindenhof
2 MICHELIN Stars

NetherlandsDe Lindenhof · เดอ ลินเด็นโฮฟ

Creative · อาหารเชิงสร้างสรรค์ — Beulakerweg 77, Giethoorn, 8355 AC, Netherlands

🎗 [INTRO] Giethoorn เป็นหมู่บ้านไร้ถนนในจังหวัด Overijssel ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ที่โดดเด่นด้วยการสัญจรโดยเรือโดยมีฉากหลังเป็นบ้านสไตล์ดัตช์จนได้รับการขนานนามว่า The Dutch Venice และกลายมาเป็นจุดมุ่งหมายในฝันของนักเดินทางหลาย ๆ คน อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มองหาห้องอาหารคุณภาพดีในแถบนี้เราขอแนะนำให้ขับรถมายัง De Lindenhof ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 28 ปีจนกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร De Lindenhof มีลักษณะเป็นฟาร์มเฮ้าส์หลังใหญ่มุงด้วยจาก ภายในตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ไม่ทิ้งความเรียบง่าย ห้องรับประทานอาหารหลักมีเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่สำหรับชงเครื่องดื่ม กระจกบานใหญ่ปล่อยให้แสงจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาให้ความสว่างในช่วงกลางวัน บนผนังตกแต่งด้วยรูปวาดด้วยสีน้ำบ่งบอกถึงความมีศิลป์ของเขฟได้เป็นอย่างดี เราขอแนะนำให้ลองเดินทะลุประตูหลังออกไปเพื่อเยี่ยมชมสวน English Gaden ที่ประดับประดาด้วยรูปปั้นและแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร De Lindenhof ยังนำเสนอห้องพักสุดหรูที่แตกต่างกันออกไปทั้ง Junior Suites จำนวน 4 ห้องโดย 2 ใน 4 นั้นตั้งอยู่เหนือห้องอาหารพอดิบพอดี ถัดมาคือ Senior Suites ห้องขนาดใหญ่ที่ตกแต่งให้มีบรรยากาศอบอุ่นจำนวน 4 ห้อง ยังมี Lodge Room ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ กับสวนผักและ Chefs Cottage ที่มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ทั้งหลังนั่นเอง

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Martin Kruithof ผู้ได้รับสมญานามว่า The Sailing Chef เกิดที่เมือง Giethoorn ในปี 1960 และเคยทำงานเป็นเชฟในช่วงเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ทั้งนี้ตัวเขายังเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อเปิดห้องอาหาร De Lindenhof แห่งนี้ในปี 1994 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1996 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 และคะแนน 18/20 จาก Gault&Millau ตั้งแต่ปี 2011 มาจนถึงปัจจุบัน เชฟ Martin Kruithof ได้หยิบยกอาหารฝรั่งเศสมาปรับปรุงและนำเสนอมาในเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามยังคงมีบางจานที่แลดูคล้ายเมนูคลาสสิคดั้งเดิมอย่างเช่น Foie Gras Terrine เป็นต้น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Lindenhof Menu (4-Course/135 €) ที่เชฟคอยปรับรายการอาหารให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน ถัดมาคือ Martins Ziel & Zaligheid (8-Course Surprise Menu/165 €) และ Chefs Parade (12-Course Surprise Menu/195 €) ที่จัดเสิร์ฟมาในรูปแบบเซอร์ไพรส์เมนูซึ่งเชฟจะไม่ได้บอกแต่แรกว่าวันนี้เราจะได้ลิ้มลองอาหารแบบใด สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ 1 Course/70 €, 2 Courses/100 €, 3 Courses/120 € และ 4 Courses/140 € ยังไม่รวมของหวานซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 30 € นั่นเอง สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ Crab

Iceberg-lettuce | Ponzu

Noordzee krab หรือปูท้องถิ่นขึ้นชื่อจากน่านน้ำประเทศเนเธอแลนด์โดดเด่นด้วยรสชาติอันหวานละมุนโดยธรรมชาติเสิร์ฟมากับ Iceberg Lettuce หรือผักกาดแก้วเตรียมเป็นสลัด ยังมีความกรอบและเย็นของกรานิต้าช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งนี้ความเปรี้ยวเบา ๆ จาก Ponzu ช่วยชูรสชาติของเนื้อปูให้หวานโดดเด่นยิ่งขึ้น (17/20)

✨ Tenderloin of Beef

Laurel | Shallots

เนื้อวัวส่วนสันในเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare รองด้านล่างด้วยบีทรูทเสริม Earthy Aroma ให้กับจานเพียงเล็กน้อย ด้านบนคือองค์ประกอบของ Topinambur หรือแก่นตะวันทดดจนกรอบไม่อมน้ำมัน ฝั่งขวามือคือ Caramelized Chicory ให้ความกรอบที่แตกต่างออกไป ซอสรอบ ๆ ทำมาจากเห็ด Ceps ให้รสชาติที่เข้มข้น ฝั่งบนสุดของจานคือองค์ประกอบของมันฝรั่งและเห็ด Ceps เช่นกัน (17/20)

✨ Warm Fruit

Honey | Vanilla Ice Cream

ของหวานเป็นจานที่สร้างความประหลาดใจให้กับเราได้มากที่สุด เชฟนำเสนอผลไม้ต่าง ๆ ในรูปแบบ Warm Fruit เนื้อสัมผัสนุ่มได้ระดับทุกชิ้น ในแต่ละคำจะสามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์ประกอบที่ตักได้เช่นความหวานของมะม่วงสุกไล่เรียงไปจนถึงสตรอว์เบอร์รี่ ด้านบนคือไอศกรีมวานิลลาเย็น ๆ ช่วยเสริมมิติทางอุณหภูมิและ Toasted Rice หรือข้าวคั่วช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)

🎗 [WHY GO] De Lindenhof เป็นห้องอาหารระดับสูงที่มีทำเลตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Giethoorn พนักงานบริการแบบเรียบง่ายและเป็นกันเอง ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นจุดแวะพักสำหรับใครที่เดินทางมายังท่องเที่ยวที่ The Dutch Venice แห่งนี้

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 36 รูป

🇳🇱 De Lindenhof - เดอ ลินเด็นโฮฟ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 18/20 Gault&Millau - 18/20 โก&มีโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Martin Kruithof - เชฟมาร์ติน ครัยท์โฮฟ
รูปที่ 1
🇳🇱 De Lindenhof - เดอ ลินเด็นโฮฟ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵 18/20 Gault&Millau - 18/20 โก&มีโย 🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์ 👨🏻‍🍳 Chef Martin Kruithof - เชฟมาร์ติน ครัยท์โฮฟ
Amuse Bouches เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Piment Macaron หรือมาการองกรอบ ๆ ที่มีอโรมาของพริกหวาน ด้านบนท็อปด้วย Culatello จากประเทศอิตาลีให้รสชาติเค็มอุมามิตัดกันเสริมด้วยกลิ่นหอมของ Oregano (16/20)
รูปที่ 2
Amuse Bouches เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Piment Macaron หรือมาการองกรอบ ๆ ที่มีอโรมาของพริกหวาน ด้านบนท็อปด้วย Culatello จากประเทศอิตาลีให้รสชาติเค็มอุมามิตัดกันเสริมด้วยกลิ่นหอมของ Oregano (16/20)
Amuse Bouches มาต่อกันด้วย Crunchy Cylinder กรอบ ๆ ท็อปด้วยปลาไหลรมควันหอม ๆ และกระเทียมต้นกรอบ ๆ ที่ด้านบน (16/20)
รูปที่ 3
Amuse Bouches มาต่อกันด้วย Crunchy Cylinder กรอบ ๆ ท็อปด้วยปลาไหลรมควันหอม ๆ และกระเทียมต้นกรอบ ๆ ที่ด้านบน (16/20)
Amuse Bouches ชิ้นที่มีหน้าตาคล้ายคุกกี้นี้คือ Cheese with Lime and Spice ให้รสชาติของชีสที่เข้มข้นตัดด้วยความเปรี้ยวของมะนาวและเครื่องเทศจากแถบตะวันออกกลาง (16/20)
รูปที่ 4
Amuse Bouches ชิ้นที่มีหน้าตาคล้ายคุกกี้นี้คือ Cheese with Lime and Spice ให้รสชาติของชีสที่เข้มข้นตัดด้วยความเปรี้ยวของมะนาวและเครื่องเทศจากแถบตะวันออกกลาง (16/20)
Amuse Bouches Seaweed Cornetto โคนกรอบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมของสาหร่าย ด้านในบรรจุปลาแซลมอนและเมล็ดงาให้กลิ่นหอมเสริมกันได้อย่างลงตัว (16/20)
รูปที่ 5
Amuse Bouches Seaweed Cornetto โคนกรอบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมของสาหร่าย ด้านในบรรจุปลาแซลมอนและเมล็ดงาให้กลิ่นหอมเสริมกันได้อย่างลงตัว (16/20)
Amuse Bouches Crunchy Rice มีลักษณะเป็นข้าวทอดกรอบเสริมด้วยอโรมาคล้ายแกงจากมะพร้าวและขมิ้น (16/20)
รูปที่ 6
Amuse Bouches Crunchy Rice มีลักษณะเป็นข้าวทอดกรอบเสริมด้วยอโรมาคล้ายแกงจากมะพร้าวและขมิ้น (16/20)
Amuse Bouches ในภาพคือ Tomato with Caramel and Ice Cream มะเขือเทศนุ่มฉ่ำให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิตัดกับความกรอบและขมของชั้นคาราเมลและความสดชื่นจากไอศกรีม (16/20)
รูปที่ 7
Amuse Bouches ในภาพคือ Tomato with Caramel and Ice Cream มะเขือเทศนุ่มฉ่ำให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิตัดกับความกรอบและขมของชั้นคาราเมลและความสดชื่นจากไอศกรีม (16/20)
Amuse Bouches จบด้วยซุปอุ่น ๆ ที่มีอโรมาหอม ๆ จากกุ้ง Langoustine (16/20)
รูปที่ 8
Amuse Bouches จบด้วยซุปอุ่น ๆ ที่มีอโรมาหอม ๆ จากกุ้ง Langoustine (16/20)
Bread & Butter ขนมปังที่นี้เสิร์ฟมาในสไตล์เยอรมันเพราะตัวเชฟนั้นเคยทำงานในห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf นั่นเอง
รูปที่ 9
Bread & Butter ขนมปังที่นี้เสิร์ฟมาในสไตล์เยอรมันเพราะตัวเชฟนั้นเคยทำงานในห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf นั่นเอง
Bread & Butter ขนมปังเสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอก เนย และเกลือ
รูปที่ 10
Bread & Butter ขนมปังเสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอก เนย และเกลือ
Crab Iceberg-lettuce | Ponzu Noordzee krab หรือปูท้องถิ่นขึ้นชื่อจากน่านน้ำประเทศเนเธอแลนด์โดดเด่นด้วยรสชาติอันหวานละมุนโดยธรรมขาติเสิร์ฟมากับ Iceberg Lettuce หรือผักกาดแก้วเตรียมเป็นสลัด ยังมีความกรอบและเย็นของกรานิต้าช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งนี้ความเปรี้ยวเบา ๆ จาก Ponzu ช่วยชูรสชาติของเนื้อปูให้หวานโดดเด่นยิ่งขึ้น (17/20)
รูปที่ 11
Crab Iceberg-lettuce | Ponzu Noordzee krab หรือปูท้องถิ่นขึ้นชื่อจากน่านน้ำประเทศเนเธอแลนด์โดดเด่นด้วยรสชาติอันหวานละมุนโดยธรรมขาติเสิร์ฟมากับ Iceberg Lettuce หรือผักกาดแก้วเตรียมเป็นสลัด ยังมีความกรอบและเย็นของกรานิต้าช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งนี้ความเปรี้ยวเบา ๆ จาก Ponzu ช่วยชูรสชาติของเนื้อปูให้หวานโดดเด่นยิ่งขึ้น (17/20)
Foie Gras Apple | Calvados เมนูอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคอย่างฟัวกราส์เทอร์รีนเนื้อเนียน มีความครีมมี่จนละลายได้ในปาก (15/20)
รูปที่ 12
Foie Gras Apple | Calvados เมนูอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคอย่างฟัวกราส์เทอร์รีนเนื้อเนียน มีความครีมมี่จนละลายได้ในปาก (15/20)
Foie Gras Apple | Calvados เชฟตัดด้วยความเปรี้ยวของแอปเปิ้ลและบรั่นดี Calvados เพื่อให้เกิดรสชาติที่ลงตัว (15/20)
รูปที่ 13
Foie Gras Apple | Calvados เชฟตัดด้วยความเปรี้ยวของแอปเปิ้ลและบรั่นดี Calvados เพื่อให้เกิดรสชาติที่ลงตัว (15/20)
Foie Gras Apple | Calvados วิธีรับประทานให้ใช้มีดตัดเทอร์รีนแล้วทาลงบนขนมปังอันฟูกรอบเพื่อเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (15/20)
รูปที่ 14
Foie Gras Apple | Calvados วิธีรับประทานให้ใช้มีดตัดเทอร์รีนแล้วทาลงบนขนมปังอันฟูกรอบเพื่อเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (15/20)
Lobster Anise | Pumpkin กุ้งล็อบสเตอร์เนื้อนุ่มเด้งเสิร์ฟมากับ Green Asparagus Lasagna หรือหน่อไม้ฝรั่งที่ฝานบาง ๆ แล้ววางเรียงมาเป็นชั้น ๆ เสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยเมล็ดฟักทอง รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากมันกุ้งเสริมด้วยความหอมที่ลงตัวของโป๊ยกั๊กนั่นเอง (16/20)
รูปที่ 15
Lobster Anise | Pumpkin กุ้งล็อบสเตอร์เนื้อนุ่มเด้งเสิร์ฟมากับ Green Asparagus Lasagna หรือหน่อไม้ฝรั่งที่ฝานบาง ๆ แล้ววางเรียงมาเป็นชั้น ๆ เสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยเมล็ดฟักทอง รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากมันกุ้งเสริมด้วยความหอมที่ลงตัวของโป๊ยกั๊กนั่นเอง (16/20)
Sweet Bread Risotto | Lovage Sweet Bread หรือส่วนต่อมไทมัสของลูกวัวซึ่งโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสอันกรอบนอก นุ่มใน ไร้ซึ่งกลิ่นคาว เสิร์ฟมากับ Lovage Risotto ตัวข้างรีซอตโต้มีความนุ่มเล็กน้อยตามแบบฉบับของห้องอาหารฝรั่งเศส สมุนไพรอย่าง Lovage ให้อโรมาเฉพาะตัวช่วยตัดความมันและครีมของอาหารคอร์สก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี (16/20)
รูปที่ 16
Sweet Bread Risotto | Lovage Sweet Bread หรือส่วนต่อมไทมัสของลูกวัวซึ่งโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสอันกรอบนอก นุ่มใน ไร้ซึ่งกลิ่นคาว เสิร์ฟมากับ Lovage Risotto ตัวข้างรีซอตโต้มีความนุ่มเล็กน้อยตามแบบฉบับของห้องอาหารฝรั่งเศส สมุนไพรอย่าง Lovage ให้อโรมาเฉพาะตัวช่วยตัดความมันและครีมของอาหารคอร์สก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี (16/20)
Tenderloin of Beef Laurel | Shallots เนื้อวัวส่วนสันในเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare รองด้านล่างด้วยบีทรูทเสริม Earthy Aroma ให้กับจานเพียงเล็กน้อย ด้านบนคือองค์ประกอบของ Topinambur หรือแก่นตะวันทอดจนกรอบไม่อมน้ำมัน ฝั่งขวามือคือ Caramelized Chicory ให้ความกรอบที่แตกต่างออกไป ซอสรอบ ๆ ทำมาจากเห็ด Ceps ให้รสชาติที่เข้มข้น ฝั่งบนสุดของจานคือองค์ประกอบของมันฝรั่งและเห็ด Ceps เช่นกัน (17/20)
รูปที่ 17
Tenderloin of Beef Laurel | Shallots เนื้อวัวส่วนสันในเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare รองด้านล่างด้วยบีทรูทเสริม Earthy Aroma ให้กับจานเพียงเล็กน้อย ด้านบนคือองค์ประกอบของ Topinambur หรือแก่นตะวันทอดจนกรอบไม่อมน้ำมัน ฝั่งขวามือคือ Caramelized Chicory ให้ความกรอบที่แตกต่างออกไป ซอสรอบ ๆ ทำมาจากเห็ด Ceps ให้รสชาติที่เข้มข้น ฝั่งบนสุดของจานคือองค์ประกอบของมันฝรั่งและเห็ด Ceps เช่นกัน (17/20)
Heaven and Earth Foie Gras | Macadamia ยังมี Foie Gras อีกหนึ่งจานที่ผ่านการเตรียมมาเป็นอย่างดีโดยเชฟนำไป Pan-seared จนได้เนื้อสัมผัสนุ่ม ครีมมี่ ตัดด้วยความกรอบของถั่วแมคคาดาเมียและชิ้นแอปเปิ้ล (16/20)
รูปที่ 18
Heaven and Earth Foie Gras | Macadamia ยังมี Foie Gras อีกหนึ่งจานที่ผ่านการเตรียมมาเป็นอย่างดีโดยเชฟนำไป Pan-seared จนได้เนื้อสัมผัสนุ่ม ครีมมี่ ตัดด้วยความกรอบของถั่วแมคคาดาเมียและชิ้นแอปเปิ้ล (16/20)
Warm Fruit Honey | Vanilla Ice Cream ของหวานเป็นจานที่สร้างความประหลาดใจให้กับเราได้มากที่สุด เชฟนำเสนอผลไม้ต่าง ๆ ในรูปแบบ Warm Fruit เนื้อสัมผัสนุ่มได้ระดับทุกชิ้น ในแต่ละคำจะสามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์ประกอบที่ตักได้เช่นความหวานของมะม่วงสุกไล่เรียงไปจนถึงสตรอว์เบอร์รี่ ด้านบนคือไอศกรีมวานิลลาเย็น ๆ ช่วยเสริมมิติทางอุณหภูมิและ Toasted Rice หรือข้าวคั่วช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)
รูปที่ 19
Warm Fruit Honey | Vanilla Ice Cream ของหวานเป็นจานที่สร้างความประหลาดใจให้กับเราได้มากที่สุด เชฟนำเสนอผลไม้ต่าง ๆ ในรูปแบบ Warm Fruit เนื้อสัมผัสนุ่มได้ระดับทุกชิ้น ในแต่ละคำจะสามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์ประกอบที่ตักได้เช่นความหวานของมะม่วงสุกไล่เรียงไปจนถึงสตรอว์เบอร์รี่ ด้านบนคือไอศกรีมวานิลลาเย็น ๆ ช่วยเสริมมิติทางอุณหภูมิและ Toasted Rice หรือข้าวคั่วช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)
Mignardises ปิดท้ายด้วย Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายอย่างทั้ง Whisky Truffle, Hazelnut Paris-Brest, Nougat, Chocolate with Orange, Caramel, Ginger Cookies, Star Anise Cookies และขนมท้องถิ่นที่มีชื่อเรียกว่า Kniepertjes
รูปที่ 20
Mignardises ปิดท้ายด้วย Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายอย่างทั้ง Whisky Truffle, Hazelnut Paris-Brest, Nougat, Chocolate with Orange, Caramel, Ginger Cookies, Star Anise Cookies และขนมท้องถิ่นที่มีชื่อเรียกว่า Kniepertjes
รายการบิลสำหรับ 4 คน
รูปที่ 21
รายการบิลสำหรับ 4 คน
ภายในตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ไม่ทิ้งความเรียบง่าย ห้องรับประทานอาหารหลักมีเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่สำหรับชงเครื่องดื่ม
รูปที่ 22
ภายในตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ไม่ทิ้งความเรียบง่าย ห้องรับประทานอาหารหลักมีเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่สำหรับชงเครื่องดื่ม
กระจกบานใหญ่ปล่อยให้แสงจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาให้ความสว่างในช่วงกลางวัน
รูปที่ 23
กระจกบานใหญ่ปล่อยให้แสงจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาให้ความสว่างในช่วงกลางวัน
บนผนังตกแต่งด้วยรูปวาดด้วยสีน้ำบ่งบอกถึงความมีศิลป์ของเชฟได้เป็นอย่างดี
รูปที่ 24
บนผนังตกแต่งด้วยรูปวาดด้วยสีน้ำบ่งบอกถึงความมีศิลป์ของเชฟได้เป็นอย่างดี
Martin Kruithof ผู้ได้รับสมญานามว่า The Sailing Chef เกิดที่เมือง Giethoorn ในปี 1960 และเคยทำงานเป็นเชฟในช่วงเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ทั้งนี้ตัวเขายังเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อเปิดห้องอาหาร De Lindenhof แห่งนี้ในปี 1994 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1996 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 และคะแนน 18/20 จาก Gault&Millau ตั้งแต่ปี 2011 มาจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 25
Martin Kruithof ผู้ได้รับสมญานามว่า The Sailing Chef เกิดที่เมือง Giethoorn ในปี 1960 และเคยทำงานเป็นเชฟในช่วงเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ทั้งนี้ตัวเขายังเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อเปิดห้องอาหาร De Lindenhof แห่งนี้ในปี 1994 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1996 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 และคะแนน 18/20 จาก Gault&Millau ตั้งแต่ปี 2011 มาจนถึงปัจจุบัน
เชฟ Martin Kruithof ได้หยิบยกอาหารฝรั่งเศสมาปรับปรุงและนำเสนอมาในเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามยังคงมีบางจานที่แลดูคล้ายเมนูคลาสสิคดั้งเดิมอย่างเช่น Foie Gras Terrine เป็นต้น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Lindenhof Menu (4-Course/135 €) ที่เชฟคอยปรับรายการอาหารให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน ถัดมาคือ Martins Ziel & Zaligheid (8-Course Surprise Menu/165 €) และ Chefs Parade (12-Course Surprise Menu/195 €) ที่จัดเสิร์ฟมาในรูปแบบเซอร์ไพรส์เมนูซึ่งเชฟจะไม่ได้บอกแต่แรกว่าวันนี้เราจะได้ลิ้มลองอาหารแบบใด
รูปที่ 26
เชฟ Martin Kruithof ได้หยิบยกอาหารฝรั่งเศสมาปรับปรุงและนำเสนอมาในเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามยังคงมีบางจานที่แลดูคล้ายเมนูคลาสสิคดั้งเดิมอย่างเช่น Foie Gras Terrine เป็นต้น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Lindenhof Menu (4-Course/135 €) ที่เชฟคอยปรับรายการอาหารให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน ถัดมาคือ Martins Ziel & Zaligheid (8-Course Surprise Menu/165 €) และ Chefs Parade (12-Course Surprise Menu/195 €) ที่จัดเสิร์ฟมาในรูปแบบเซอร์ไพรส์เมนูซึ่งเชฟจะไม่ได้บอกแต่แรกว่าวันนี้เราจะได้ลิ้มลองอาหารแบบใด
สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ 1 Course/70 €, 2 Courses/100 €, 3 Courses/120 € และ 4 Courses/140 € ยังไม่รวมของหวานซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 30 € นั่นเอง
รูปที่ 27
สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ 1 Course/70 €, 2 Courses/100 €, 3 Courses/120 € และ 4 Courses/140 € ยังไม่รวมของหวานซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 30 € นั่นเอง
บริเวณ Receptions
รูปที่ 28
บริเวณ Receptions
เราขอแนะนำให้ลองเดินทะลุประตูหลังออกไปเพื่อเยี่ยมชมสวน English Gaden ที่ประดับประดาด้วยรูปปั้นและแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา
รูปที่ 29
เราขอแนะนำให้ลองเดินทะลุประตูหลังออกไปเพื่อเยี่ยมชมสวน English Gaden ที่ประดับประดาด้วยรูปปั้นและแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา
พื้นที่บริเวณสวน
รูปที่ 30
พื้นที่บริเวณสวน
ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร De Lindenhof ยังนำเสนอห้องพักสุดหรูที่แตกต่างกันออกไปทั้ง Junior Suites จำนวน4 ห้องโดย 2 ใน 4 นั้นตั้งอยู่เหนือห้องอาหารพอดิบพอดี ถัดมาคือ Senior Suites ห้องขนาดใหญ่ที่ตกแต่งให้มีบรรยากาศอบอุ่นจำนวน 4 ห้อง ยังมี Lodge Room ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ กับสวนผักและ Chefs Cottage ที่มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ทั้งหลังนั่นเอง
รูปที่ 31
ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร De Lindenhof ยังนำเสนอห้องพักสุดหรูที่แตกต่างกันออกไปทั้ง Junior Suites จำนวน4 ห้องโดย 2 ใน 4 นั้นตั้งอยู่เหนือห้องอาหารพอดิบพอดี ถัดมาคือ Senior Suites ห้องขนาดใหญ่ที่ตกแต่งให้มีบรรยากาศอบอุ่นจำนวน 4 ห้อง ยังมี Lodge Room ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ กับสวนผักและ Chefs Cottage ที่มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ทั้งหลังนั่นเอง
รางวัลต่าง ๆ
รูปที่ 32
รางวัลต่าง ๆ
ห้องอาหาร De Lindenhof มีลักษณะเป็นฟาร์มเฮ้าส์หลังใหญ่มุงด้วยจาก
รูปที่ 33
ห้องอาหาร De Lindenhof มีลักษณะเป็นฟาร์มเฮ้าส์หลังใหญ่มุงด้วยจาก
สำหรับใครที่มองหาห้องอาหารคุณภาพดีในแถบนี้เราขอแนะนำให้ขับรถมายัง De Lindenhof ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 28 ปีจนกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้
รูปที่ 34
สำหรับใครที่มองหาห้องอาหารคุณภาพดีในแถบนี้เราขอแนะนำให้ขับรถมายัง De Lindenhof ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 28 ปีจนกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้
บริเวณที่จอดรถ
รูปที่ 35
บริเวณที่จอดรถ
Giethoorn เป็นหมู่บ้านไร้ถนนในจังหวัด Overijssel ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ที่โดดเด่นด้วยการสัญจรโดยเรือโดยมีฉากหลังเป็นบ้านสไตล์ดัตช์จนได้รับการขนานนามว่า The Dutch Venice และกลายมาเป็นจุดมุ่งหมายในฝันของนักเดินทางหลาย ๆ คน
รูปที่ 36
Giethoorn เป็นหมู่บ้านไร้ถนนในจังหวัด Overijssel ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ที่โดดเด่นด้วยการสัญจรโดยเรือโดยมีฉากหลังเป็นบ้านสไตล์ดัตช์จนได้รับการขนานนามว่า The Dutch Venice และกลายมาเป็นจุดมุ่งหมายในฝันของนักเดินทางหลาย ๆ คน