GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
De Librije
3 MICHELIN Stars

NetherlandsDe Librije · เดอ ลิบรายเยอ

Modern Cuisine · อาหารยุคใหม่ — Spinhuisplein 1, 8011 ZZ Zwolle, Netherlands

🎗 [Intro] 1 ชั่วโมงครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุง Amsterdam เป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินระดับตำนานของประเทศเนเธอแลนด์ การันตีด้วยรางวัลจากหลากหลายสื่ออาหารระดับโลก รวมไปถึงการจัดอันดับจากทั้ง World's 50 Best Restaurant, La Liste และ Les Grandes Tables du Monde นั่นก็คือห้องอาหาร De Librije ตัวร้านนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศเนเธอแลนด์รังสรรค์ออกมาเป็นอาหารจำนวน 10 คอร์สที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแฝงอัตลักษณ์ของเชฟเอาไว้สูงมากชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยก็ว่าได้

🎗[The Chef] เชฟ Jonnie Boer เกิดในปี 1965 ที่เมือง Giethoorn โดยมีพื้นหลังครอบครัวเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่เล็กๆที่ชื่อว่า De Harmonie เมื่ออายุถึงเกณฑ์ Jonnie ได้สมัครเข้าเรียนคอร์ส Private chef ที่เมือง Groningen จนจบการศึกษาและเริ่มต้นชีวิตเชฟฝึกหัดที่ Lido ในกรุง Amsterdam ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Boergerij ระดับ 1 ดาวมิชลินและฝึกฝนฝีมือจนเชี่ยวชาญ จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเชฟ Jonnie สมัครเข้าทำงานกับห้องอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมือง Zwolle และผันตัวจากตำแหน่งเชฟฝึกหัดหรือ Trainee chef มาเป็น Head chef ด้วยอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น … ในปี 1993 เชฟ Jonnie และภรรยาคุณ Thérèse ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหารไร้ดาวอย่าง De Librije ซึ่งตั้งอยู่ที่หอสมุดเก่าสมัยศตวรรษที่ 15 ใน Dominican Abbey และยกระดับสู่ Haute Cuisine อย่างเต็มตัว กระทั่งในปี 1997 ตัวร้านก็สามารถคว้ารางวัล ⭐️ 1 ดาวมิชลินมาครอง ตามด้วย ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินในปี 1999 พร้อมทั้งทำสถิติเป็นเชฟแดนกังหันลมที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับดาวมิชลิน 2 ดวงอีกด้วย สุดท้ายในปี 2004 ห้องอาหาร De Librije ได้รับเกียรติสูงสุดให้เลื่อนขั้นเป็นห้องอาหารระดับ ⭐️⭐️⭐️ 3 ดาวมิชลินต่อจาก Parkheuvel ซึ่งเป็นห้องอาหารแรกที่ครองดาว 3 ดวงเอาไว้ในช่วงปี 2002-2006 (ซึ่งเราได้ทำรีวิวเอาไว้ก่อนนี้แล้วสามารถตามไปอ่านพร้อมเทคนิคการจองแบบลดราคาได้ที่นี่ https://www.facebook.com/685707774837356/posts/3479671122107660/)

🎗 [The Place] ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดช่วงยุคปัจจุบันเราต้องขอเล่าย้อนไปถึง Het Spinhuis ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับกักขังนักโทษหญิงแห่งเมือง Zwolle ตัวอาคารถูกใช้งานในช่วงปี 1740 จนถึงปี 2004 รวมเป็นระยะเวลานานถึง 264 ปีก่อนที่จะถูกขายต่อให้กับเชฟ Jonnie และภรรยาในปี 2006 เพื่อปรับปรุงให้เป็น Librije's Hotel ตัวโรงแรมมีห้องอาหารชื่อว่า Librije’s Zusje ที่แปลว่า Little Sister เพื่อสื่อถึงน้องสาวคนเล็กของห้องอาหาร De Librije ที่ได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินไปก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นร้านน้องสาวแต่อาหารที่นี่ก็ไม่ธรรมดาการันตีด้วยรางวัล ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่จะย้ายสถานที่ไปเปิดใหม่ที่โรงแรมหรู Waldorf Astoria Amsterdam ในเดือนพฤษภาคมปี 2014 พร้อมรักษาดาวมิชลิน 2 ดวงมาได้ถึงจนถึงปัจจุบัน (ในปีที่ผ่านมาตัวร้านได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Spectrum)

🎗 สาเหตุที่ร้านน้องสาวถูกย้ายไปเปิดตัวในเมืองหลวงเนื่องจากเชฟ Jonnie ต้องการย้ายห้องอาหาร Flagship คือ De Librije มาเปิดในโรงแรม Librije's Hotel นั่นเอง เริ่มจากการปรับปรุงสถานที่เดิมเสียใหม่โดย Eric Kuster นักออกแบบภายในชื่อดังที่ปรับส่วนลานกว้างเดิมของเรือนจำหรือ Prison Courtyard ให้มุงด้วยกระจกใสแทนหลังคาทึบแบบปกติเพื่อให้แสงธรรมชาติสอดส่องเข้ามายังห้องทานอาหารหลักในช่วงกลางวัน สีสันภายในร้านจะออกไปทางโทนส้ม น้ำตาล และขาว เสริมด้วยสีเขียวของพุ่มไม้ที่ประดับอยู่ตามจุดต่างๆ ห้องครัวที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ Cold kitchen ซึ่งตั้งอยู่ในห้องทานอาหารหลัก มีหน้าที่จัดเตรียม Cold starters และของหวาน ลูกค้าสามารถมองดูทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา และ Hot kitchen ที่ตั้งอยู่ด้านหลังครัวเย็นโดยจะแบ่งย่อยออกเป็นสามส่วนอีกทีหนึ่ง (จุดเตรียม Warm dish, Sauce and vegetables prep และ จุดเตรียม cold starters ที่จะส่งออกไปด้านหน้า) ระหว่างมื้อลูกค้าได้รับเชิญให้แวะเข้าไปเยี่ยมชมพร้อมทานอาหารบางคอร์สที่ฝั่งบาร์อีกด้วย ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแวะ Librije Shop เพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกคุณภาพสูง ส่วนใครเดินทางมาไกลทางโรงแรมยังนำเสนอห้องพักจำนวน 19 ห้องตั้งชื่อตามดอกไม้ต่างๆ แม้ว่าแต่ละห้องจะเคยเป็นคุกเก่าแต่เชฟ Jonnie การันตีว่าภายในถูกปรับโฉมเสียใหม่จนกลายเป็นห้องพักสุดหรูที่ลูกค้าจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

🎗 [The Food] อาหารที่นี่นำเสนอเป็นเซ็ตเมนูชื่อว่า ”Librije Menu“ จำนวน 7 คอร์สที่ราคา 210 €/p และ 10 คอร์สที่ราคา 252.50 €/p นอกจากนี้ยังมีคอร์สพิเศษเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ทานเยอะกว่าปกติอีกด้วย มื้ออาหารจะเริ่มต้นทันทีในห้องรับรองระหว่างรอจัดเตรียมโต๊ะโดยพนักงานจะนำเสิร์ฟ Canapes ขนาดจิ๋วเป็นฟิงเกอร์ฟู้ด 3 อย่าง จากนั้นจึงย้ายไปนั่งในห้องทานอาหารหลัก สำหรับลูกค้าที่สั่งเซ็ตใหญ่ 10 คอร์สพนักงานจะพาเดินชมห้องครัวร้อนและบาร์ที่จัดเตรียมเอาไว้สำหรับเสิร์ฟหนึ่งใน Signature Dish อย่าง Eel sandwich อีกด้วย โดยจะขอเล่าถึงจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นและเป็นที่น่าจดจำสัก 3 อย่างคือ

✨ Veal tartare with Herring caviar

อมูสบูชที่นี่นำเสิร์ฟมาแบบจัดเต็มมากถึง 8 อย่าง แต่จานที่โดดเด่นขึ้นมานนกลายเป็น Iconic ของห้องอาหาร De Librije คือทาทาร์เนื้อลูกวัวที่ผ่านการสับละเอียดจนเนื้อเนียน ด้านบนทอปด้วยไข่ปลาแฮริงและเนื้อปลาหั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ ทานแล้วจะได้ความนุ่มของทาทาร์ลูกวัวเสริมด้วยรสและกลิ่นของมัสตาร์ดเพียงเบาๆตัดกับความเค็มอุมามิของไข่ปลาอีกทีหนึ่ง เนื้อปลาที่ใส่มาให้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีเทียบกันกับความนุ่มของทาทาร์ บอกเลยว่าตอนทานนี่น้ำตาแทบไหลเลยจริงๆ (20/20)

✨ Brown crab, foie gras, cabbage

เมนู “Crabsalad” หรือสลัดปูเขียนติดกันตามภาษาดัตช์สลัดที่เชฟ Jonnie ดัดแปลงและเสิร์ฟออกมาได้สมกับศักดิ์ศรี 3 ดาวมิชลิน โดยนำเสิร์ฟมาเป็น 2 องค์ประกอบย่อยคือจานที่มีหน้าตาคล้ายก้ามปูและจานสลัด ด้านในมีผักสดนานาชนิด สีฐานสีส้มอ่อนเป็น Vinaigrette หรือน้ำสลัดทำมาจาก North sea brown crab หรือปูทะเลสีน้ำตาลผสมกับองค์ประกอบจากตับห่าน ด้านบนโรยด้วยผงตับห่านอีกที ตอนทานน้ำสลัดจะได้กลิ่นหอมและรสหวานของเนื้อปูชัดเจนเสริมด้วยกลิ่นของตับห่านอยู่ในทุกอณูของน้ำสลัด อีกจานย่อยหนึ่งเป็น “Foie Gras” ที่นำมาขึ้นรูปเป็นทรงก้ามปูแล้วโรยด้วยผงตับห่าน ข้างกันฝั่งขวาคือเนื้อปู North sea brown crab ส่วนน้ำใสๆด้านล่างทำมาจากกะหล่ำปลีและตะไคร้ ตอนตักเข้าปากนี่คือ ว้าว ว้าว ว้าว ! ตับห่านเนื้อเนียน ละมุน ให้ความครีมมี่และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันได้อย่างดีกับความหอมของเนื้อปู ถือเป็น Perfect combination ที่เกิดมาคู่กัน ทั้งเชฟยังบรรจงรังสรรค์เมนูออกมาได้ลงตัวสุดๆ จานนี้ขอให้คะแนนเต็ม เป็นสลัดที่อร่อยแบบไร้ที่ติมากๆ (20/20)

✨ Blue cheese, passionfruit, garam masala

เชฟ Jonnie ตั้งใจออกแบบอาหารคอร์สหนึ่งเพื่อใช้เชื่ออมอาหารคาส-หวานเข้าด้วยกันโดยใช้ “Passionfruit” หรือเสาวรส เสิร์ฟมากับกะหล่ำม่วง ด้านบนทอปด้วยผง Blue Cheese และเครื่องเทศอย่าง Garam Masala ทานแล้วต้องมีสงสัยว่านี่คือของคาวหรือขนมกันแน่ สัมผัสแรกที่ตักเข้าปากจะได้รสเปรี้ยวของเสาวรสซึ่งเป็นผลไม้ดูคล้ายของหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้ความกรอบของผักและกะหล่ำดูคล้ายของคาว ถัดมาคือความเฝื่อนของบลูชีสและการัมมาซ่าล่าซึ่งจะช่วยชูกลิ่นของจานนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในผลงานการรังสรรค์อาหารคาว-หวานระดับ Masterpiece ไร้ที่ติขนาดที่เชฟน้อยคนบนโลกจะทำได้ (20/20)

🎗[Conclusion] รสชาติอาหารแต่ละคอร์สถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน เชฟ Jonnie ได้แสดงออกถึงตัวตนความเป็นชาวดัตช์ลงไปในอาหารแต่ละจานซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคชั้นสูงจนสามารถเรียกเสียงว้าวจากคนทานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคตื่นตาตื่นใจ ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของห้องอาหารชั้นสูงในยุโรป พนักงานบริการดีมากและสามารถอธิบายรายละเอียดของอาหารได้แทบไม่ต่างจากเชฟ จากที่กล่าวมาทำให้ De Librije เป็นร้านอาหารชั้นสูงที่ควรค่ากับการออกเดินทางไกลเพื่อไปสัมผัสประสบการณ์อันแสนวิเศษดูสักครั้งในชีวิต

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 74 รูป

🇳🇱 De Librije - เดอ ลิบรายเยอ 👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳 19,5/20 Gault & Millau (5 Toques) - 19.5/20 โกท & มิโย (หมวก 5 ใบ) 🍴 Modern Cuisine - อาหารยุคใหม่
รูปที่ 1
🇳🇱 De Librije - เดอ ลิบรายเยอ 👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳 19,5/20 Gault & Millau (5 Toques) - 19.5/20 โกท & มิโย (หมวก 5 ใบ) 🍴 Modern Cuisine - อาหารยุคใหม่
⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars - 3 ดาวมิชลิน
รูปที่ 2
⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars - 3 ดาวมิชลิน
1 ชั่วโมงครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุง Amsterdam เป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินระดับตำนานของประเทศเนเธอแลนด์ การันตีด้วยรางวัลจากหลากหลายสื่ออาหารระดับโลก รวมไปถึงการจัดอันดับจากทั้ง World's 50 Best Restaurant, La Liste และ Les Grandes Tables du Monde นั่นก็คือห้องอาหาร De Librije ตัวร้านนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศเนเธอแลนด์รังสรรค์ออกมาเป็นอาหารจำนวน 10 คอร์สที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแฝงอัตลักษณ์ของเชฟเอาไว้สูงมากชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยก็ว่าได้
รูปที่ 3
1 ชั่วโมงครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุง Amsterdam เป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินระดับตำนานของประเทศเนเธอแลนด์ การันตีด้วยรางวัลจากหลากหลายสื่ออาหารระดับโลก รวมไปถึงการจัดอันดับจากทั้ง World's 50 Best Restaurant, La Liste และ Les Grandes Tables du Monde นั่นก็คือห้องอาหาร De Librije ตัวร้านนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศเนเธอแลนด์รังสรรค์ออกมาเป็นอาหารจำนวน 10 คอร์สที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแฝงอัตลักษณ์ของเชฟเอาไว้สูงมากชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยก็ว่าได้
Amuse-bouche Flat bread with onion and mustard เริ่มต้นอมูสบูชคำแรกด้วยขนมปังแผ่นบางกรอบเรียงกันเป็นเลเยอร์หลายชั้น ตรงกลางเป็นหอมใหญ่และมัสตาร์ดส่งกลิ่นหอมคลุ้งขึ้นจมูก ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี (17/20)
รูปที่ 4
Amuse-bouche Flat bread with onion and mustard เริ่มต้นอมูสบูชคำแรกด้วยขนมปังแผ่นบางกรอบเรียงกันเป็นเลเยอร์หลายชั้น ตรงกลางเป็นหอมใหญ่และมัสตาร์ดส่งกลิ่นหอมคลุ้งขึ้นจมูก ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี (17/20)
Amuse-bouche Crunchy Dutch shrimps ชิ้นที่สองเป็นกุ้งดัตช์ขนาดจิ๋วกรอบทานกับซอสมาโยรสเปรี้ยว เซเลอรี่ และผงสไปซ์ Baharat ให้ความเค็มนิดๆ ด้านล่างเป็น Puffed pig skin หรือหนังหมูฟูกรอบทานแล้วได้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ (18/20)
รูปที่ 5
Amuse-bouche Crunchy Dutch shrimps ชิ้นที่สองเป็นกุ้งดัตช์ขนาดจิ๋วกรอบทานกับซอสมาโยรสเปรี้ยว เซเลอรี่ และผงสไปซ์ Baharat ให้ความเค็มนิดๆ ด้านล่างเป็น Puffed pig skin หรือหนังหมูฟูกรอบทานแล้วได้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ (18/20)
Amuse-bouche Lacquered Mangalica pork belly ชิ้นที่สามคือส่วนสามชั้นขอหมูมันกาลิก้า ทำมาจนฟูกรอบเคลือบผิวด้วยซอสจนมันวาวคล้ายแล็คเกอร์ เคี้ยวแล้วให้ความเบาคล้ายแคปหมูเวอร์ชั่นที่ผ่านการอับเกรดจนสุด มีกลิ่นหอมเด่นชัด (19/20)
รูปที่ 6
Amuse-bouche Lacquered Mangalica pork belly ชิ้นที่สามคือส่วนสามชั้นขอหมูมันกาลิก้า ทำมาจนฟูกรอบเคลือบผิวด้วยซอสจนมันวาวคล้ายแล็คเกอร์ เคี้ยวแล้วให้ความเบาคล้ายแคปหมูเวอร์ชั่นที่ผ่านการอับเกรดจนสุด มีกลิ่นหอมเด่นชัด (19/20)
ห้องรับรองลูกค้าระหว่างรอโต๊ะและทานอมูสบูช 3 อย่างแรก
รูปที่ 7
ห้องรับรองลูกค้าระหว่างรอโต๊ะและทานอมูสบูช 3 อย่างแรก
เมื่อรับประทานอมูสบูชเสร็จได้ 3 คำพนักงานจะพาเราไปนั่งที่ห้องทานอาหารหลักซึ่งแต่เดิมเคยให้เป็นสนามหรือส่วน Courtyard ของคุกเก่าแห่งเมือง Zwolle
รูปที่ 8
เมื่อรับประทานอมูสบูชเสร็จได้ 3 คำพนักงานจะพาเราไปนั่งที่ห้องทานอาหารหลักซึ่งแต่เดิมเคยให้เป็นสนามหรือส่วน Courtyard ของคุกเก่าแห่งเมือง Zwolle
Amuse-bouche Veal tartare with Herring caviar ที่โต๊ะพนักงานจะนำเสิร์ฟอมูสบูชอย่างที่สี่ซึ่งเป็น Iconic หรือเอกลักษณ์ของห้องอาหาร De Librije ทำมาเป็นทรงแหวน พนักงานจะขอให้เรายื่นนิ้วไปและสวมแหวนให้ (20/20)
รูปที่ 9
Amuse-bouche Veal tartare with Herring caviar ที่โต๊ะพนักงานจะนำเสิร์ฟอมูสบูชอย่างที่สี่ซึ่งเป็น Iconic หรือเอกลักษณ์ของห้องอาหาร De Librije ทำมาเป็นทรงแหวน พนักงานจะขอให้เรายื่นนิ้วไปและสวมแหวนให้ (20/20)
Amuse-bouche Veal tartare with Herring caviar ทาทาร์เนื้อลูกวัวที่ผ่านการสับละเอียดจนเนื้อเนียน ด้านบนทอปด้วยไข่ปลาแฮริงและเนื้อปลาหั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ ทานแล้วจะได้ความนุ่มของทาทาร์ลูกวัวเสริมด้วยรสและกลิ่นของมัสตาร์ดเพียงเบาๆตัดกับความเค็มอุมามิของไข่ปลาอีกทีหนึ่ง เนื้อปลาที่ใส่มาให้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีเทียบกันกับความนุ่มของทาทาร์คำนี้บอกเลยว่าน้ำตาแทบไหลเลยจริงๆ (20/20)
รูปที่ 10
Amuse-bouche Veal tartare with Herring caviar ทาทาร์เนื้อลูกวัวที่ผ่านการสับละเอียดจนเนื้อเนียน ด้านบนทอปด้วยไข่ปลาแฮริงและเนื้อปลาหั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ ทานแล้วจะได้ความนุ่มของทาทาร์ลูกวัวเสริมด้วยรสและกลิ่นของมัสตาร์ดเพียงเบาๆตัดกับความเค็มอุมามิของไข่ปลาอีกทีหนึ่ง เนื้อปลาที่ใส่มาให้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีเทียบกันกับความนุ่มของทาทาร์คำนี้บอกเลยว่าน้ำตาแทบไหลเลยจริงๆ (20/20)
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ถัดมาเชฟ Jonnie จะเดินมาแนะนำตัวกับลูกค้าที่โต๊ะพร้อมโปสการ์ดจำลองเป็นภาพของหมู่บ้าน Giethoorn บ้านเกิดของเชฟ เชฟจะเริ่มเล่าเรื่องราวของ Granddad ซึ่งมีอาชีพเป็น Freshwater Fisherman หรือชาวประมงน้ำจืดซึ่งลดจำนวนลงอย่างมากในปัจจุบัน
รูปที่ 11
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ถัดมาเชฟ Jonnie จะเดินมาแนะนำตัวกับลูกค้าที่โต๊ะพร้อมโปสการ์ดจำลองเป็นภาพของหมู่บ้าน Giethoorn บ้านเกิดของเชฟ เชฟจะเริ่มเล่าเรื่องราวของ Granddad ซึ่งมีอาชีพเป็น Freshwater Fisherman หรือชาวประมงน้ำจืดซึ่งลดจำนวนลงอย่างมากในปัจจุบัน
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ด้านหลังเล่าถึงเรื่องราวโดยย่อของอาหารคอร์สนี้
รูปที่ 12
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ด้านหลังเล่าถึงเรื่องราวโดยย่อของอาหารคอร์สนี้
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ฉะนั้นเซ็ตของอมูสนี้เชฟ Jonnie จึงตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องเหล่าชาวประมงน้ำจืดโดยใช้ชื่อว่า “Pleasures of The Palate”
รูปที่ 13
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ฉะนั้นเซ็ตของอมูสนี้เชฟ Jonnie จึงตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องเหล่าชาวประมงน้ำจืดโดยใช้ชื่อว่า “Pleasures of The Palate”
Amuse-bouche Pleasures of The Palate Pleasures of The Palate เริ่มต้นด้วย ”Head of pike perch” หรือหัวปลา Pike-perch เชฟนำส่วนแก้มปลาไปย่าง จากนั้นจึงนำมาวางบนหัวปลาแล้วนำไปรมควันบน Juniper Berry จนสุกเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม (20/20)
รูปที่ 14
Amuse-bouche Pleasures of The Palate Pleasures of The Palate เริ่มต้นด้วย ”Head of pike perch” หรือหัวปลา Pike-perch เชฟนำส่วนแก้มปลาไปย่าง จากนั้นจึงนำมาวางบนหัวปลาแล้วนำไปรมควันบน Juniper Berry จนสุกเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม (20/20)
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ใครที่เคยทานแก้มปลาจะรู้ว่าเนื้อส่วนแก้มเป็นอัญมณีล้ำค่าของปลานั้นๆเพราะจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มกว่าเนื้อส่วนอื่น มีอัตราไขมันที่พอเหมาะคือมากกว่าลำตัวแต่ไม่เท่าส่วนท้อง ยิ่งเป็นแก้มปลา Pike-perch ชิ้นนี้ย่างและรมควันมาแบบไร้ที่ติ มีความเด้ง นุ่ม หอมมากๆๆๆๆ ! ซอสครีมด้านล่างช่วยเสริมรสชาติของเนื้อปลาแต่ไม่เบียดบังกลิ่น เรียกได้ว่าเป็นการนำเสนออาหารที่มีองค์ประกอบไม่ซับซ้อนออกมาได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ (20/20)
รูปที่ 15
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ใครที่เคยทานแก้มปลาจะรู้ว่าเนื้อส่วนแก้มเป็นอัญมณีล้ำค่าของปลานั้นๆเพราะจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มกว่าเนื้อส่วนอื่น มีอัตราไขมันที่พอเหมาะคือมากกว่าลำตัวแต่ไม่เท่าส่วนท้อง ยิ่งเป็นแก้มปลา Pike-perch ชิ้นนี้ย่างและรมควันมาแบบไร้ที่ติ มีความเด้ง นุ่ม หอมมากๆๆๆๆ ! ซอสครีมด้านล่างช่วยเสริมรสชาติของเนื้อปลาแต่ไม่เบียดบังกลิ่น เรียกได้ว่าเป็นการนำเสนออาหารที่มีองค์ประกอบไม่ซับซ้อนออกมาได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ (20/20)
Amuse-bouche Pleasures of The Palate จานนี้คือ ”Crayfish stock with tofu” เชฟ Jonnie นำน้ำสต็อกของกุ้ง Crayfish เสิร์ฟมากับเต้าหู้นุ่มๆ และเนื้อกุ้งชิ้นจิ๋ว น้ำซุปรสชาติเค็มเบาๆตัดด้วยความหวานนิดๆ กลมกล่อมจนตอนทานเราตาลุกวาว ทั้งยังหอมกลิ่นกุ้งคล้ายดาชิของญี่ปุ่น เนื้อกุ้งกับเต้าหู้ทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี อร่อยมากๆ (19/20)
รูปที่ 16
Amuse-bouche Pleasures of The Palate จานนี้คือ ”Crayfish stock with tofu” เชฟ Jonnie นำน้ำสต็อกของกุ้ง Crayfish เสิร์ฟมากับเต้าหู้นุ่มๆ และเนื้อกุ้งชิ้นจิ๋ว น้ำซุปรสชาติเค็มเบาๆตัดด้วยความหวานนิดๆ กลมกล่อมจนตอนทานเราตาลุกวาว ทั้งยังหอมกลิ่นกุ้งคล้ายดาชิของญี่ปุ่น เนื้อกุ้งกับเต้าหู้ทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี อร่อยมากๆ (19/20)
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ถัดมาคือ “Egg and eel” เชฟหั่นส่วนหนึ่งของเปลือกไข่ออกไปเพื่อใช้เป็นถ้วย ด้านในเป็นคัสตาร์ดรสชาติร่อนข้างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่น จับคู่กับเนื้อปลาไหลรมควันซึ่งมีเนื้อสัมผัสไร้ที่ติมากๆ คือนุ่มและหอม เข้ากันสุดๆ (19/20)
รูปที่ 17
Amuse-bouche Pleasures of The Palate ถัดมาคือ “Egg and eel” เชฟหั่นส่วนหนึ่งของเปลือกไข่ออกไปเพื่อใช้เป็นถ้วย ด้านในเป็นคัสตาร์ดรสชาติร่อนข้างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่น จับคู่กับเนื้อปลาไหลรมควันซึ่งมีเนื้อสัมผัสไร้ที่ติมากๆ คือนุ่มและหอม เข้ากันสุดๆ (19/20)
Amuse-bouche Pleasures of The Palate สุดท้ายคือ “Blue Swimmer Crab” หรือปูม้าซึ่งแต่เดิมเป็นสัตว์เอเลี่ยนที่แพร่เข้ามาจากประเทศอเมริกาสู่ที่เนเธอแลนด์เมื่อกว่า 100 ปีก่อนแต่ตอนนี้พบกระจายได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำ เชฟปั้นมาเป็นก้อนเล็กๆ เสิร์ฟมาบน Pillow หรือหมอนกรอบเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสวางมาบนตัวปูอีกทีหนึ่ง ด้านในมีกลิ่นคล้ายๆแกง มีรสอมเปรี้ยวนิดๆเพื่อดึงความหวานจากเนื้อปูให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น น่าสนใจไม่เบา (18/20)
รูปที่ 18
Amuse-bouche Pleasures of The Palate สุดท้ายคือ “Blue Swimmer Crab” หรือปูม้าซึ่งแต่เดิมเป็นสัตว์เอเลี่ยนที่แพร่เข้ามาจากประเทศอเมริกาสู่ที่เนเธอแลนด์เมื่อกว่า 100 ปีก่อนแต่ตอนนี้พบกระจายได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำ เชฟปั้นมาเป็นก้อนเล็กๆ เสิร์ฟมาบน Pillow หรือหมอนกรอบเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสวางมาบนตัวปูอีกทีหนึ่ง ด้านในมีกลิ่นคล้ายๆแกง มีรสอมเปรี้ยวนิดๆเพื่อดึงความหวานจากเนื้อปูให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น น่าสนใจไม่เบา (18/20)
Oyster, goat cheese, seaweed ในที่สุดก็เข้าสู่คอร์สแรกของเมนูหลัก จานนี้คือ “Dutch Oyster” หรือหอยนางรมดัตช์จาก Yerseke หมู่บ้านในจังหวัด Zeeland ทางตอนใต้ของประเทศเนเธอแลนด์ หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องการเลี้ยงหอยนางรม Flat oyster มาตั้งแต่ปี 1870 เชฟนำมาคลุมด้วยชีสนมแพะสีขาว มีหยดสีเขียวทำมาจากสาหร่าย ข้างกันคือองค์ประกอบของชีสนมแพะสีขาว ผงสาหร่ายสีเขียว และผงสีส้มทำมาจาก Dried and smoked oyster ตัวหอยนางรมมีเนื้อสัมผัสนุ่ม เด้ง ความรู้สึกแรกหลังจากตักเข้าปากจะได้กลิ่นสาหร่ายนำมาก่อนชัดมากทั้งยังช่วยกลบกลิ่นคาวออกหอยนางรมออกไปได้ทั้งหมด ชีสนมแพะมีความเฝื่อนนิดๆเข้ากันได้ดีกับสาหร่าย จานนี้ทานแล้วช่วยเรียกความสดชื่นเหมาะกับการใช้เปิดเป็นคอร์สแรกจริงๆ (18/20)
รูปที่ 19
Oyster, goat cheese, seaweed ในที่สุดก็เข้าสู่คอร์สแรกของเมนูหลัก จานนี้คือ “Dutch Oyster” หรือหอยนางรมดัตช์จาก Yerseke หมู่บ้านในจังหวัด Zeeland ทางตอนใต้ของประเทศเนเธอแลนด์ หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องการเลี้ยงหอยนางรม Flat oyster มาตั้งแต่ปี 1870 เชฟนำมาคลุมด้วยชีสนมแพะสีขาว มีหยดสีเขียวทำมาจากสาหร่าย ข้างกันคือองค์ประกอบของชีสนมแพะสีขาว ผงสาหร่ายสีเขียว และผงสีส้มทำมาจาก Dried and smoked oyster ตัวหอยนางรมมีเนื้อสัมผัสนุ่ม เด้ง ความรู้สึกแรกหลังจากตักเข้าปากจะได้กลิ่นสาหร่ายนำมาก่อนชัดมากทั้งยังช่วยกลบกลิ่นคาวออกหอยนางรมออกไปได้ทั้งหมด ชีสนมแพะมีความเฝื่อนนิดๆเข้ากันได้ดีกับสาหร่าย จานนี้ทานแล้วช่วยเรียกความสดชื่นเหมาะกับการใช้เปิดเป็นคอร์สแรกจริงๆ (18/20)
Brown crab, foie gras, cabbage คอร์สนี้เป็น “Crabsalad” เขียนติดกันตามภาษาดัตช์เป็นจานที่เชฟนำ Crab Salad พื้นบ้านมาประยุกต์เพื่อเสิร์ฟในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน โดยจะนำเสิร์ฟมาเป็น 2 องค์ประกอบย่อยคือจานที่มีหน้าตาคล้ายก้ามปูและจานสลัด เชฟแนะนำให้ทาน 2 จานนี้สลับกันไปมา (20/20)
รูปที่ 20
Brown crab, foie gras, cabbage คอร์สนี้เป็น “Crabsalad” เขียนติดกันตามภาษาดัตช์เป็นจานที่เชฟนำ Crab Salad พื้นบ้านมาประยุกต์เพื่อเสิร์ฟในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน โดยจะนำเสิร์ฟมาเป็น 2 องค์ประกอบย่อยคือจานที่มีหน้าตาคล้ายก้ามปูและจานสลัด เชฟแนะนำให้ทาน 2 จานนี้สลับกันไปมา (20/20)
Brown crab, foie gras, cabbage จานย่อยแรกเป็นผักสดนานาชนิด ส่วนฐานสีส้มอ่อนเป็น Vinaigrette หรือน้ำสลัดทำมาจาก North sea brown crab หรือปูทะเลสีน้ำตาลผสมกับองค์ประกอบจากตับห่าน จากที่ว่ามาจึงทำให้น้ำสลัดมีสีส้มขุ่น ด้านบนโรยด้วยผงตับห่านอีกที ตอนทานน้ำสลัดจะได้กลิ่นหอมและรสหวานของเนื้อปูชัดเจนเสริมด้วยกลิ่นของตับห่านอยู่ในทุกอณูของน้ำสลัด (20/20)
รูปที่ 21
Brown crab, foie gras, cabbage จานย่อยแรกเป็นผักสดนานาชนิด ส่วนฐานสีส้มอ่อนเป็น Vinaigrette หรือน้ำสลัดทำมาจาก North sea brown crab หรือปูทะเลสีน้ำตาลผสมกับองค์ประกอบจากตับห่าน จากที่ว่ามาจึงทำให้น้ำสลัดมีสีส้มขุ่น ด้านบนโรยด้วยผงตับห่านอีกที ตอนทานน้ำสลัดจะได้กลิ่นหอมและรสหวานของเนื้อปูชัดเจนเสริมด้วยกลิ่นของตับห่านอยู่ในทุกอณูของน้ำสลัด (20/20)
Brown crab, foie gras, cabbage อีกจานย่อยหนึ่งเป็น “Foie Gras” ที่นำมาขึ้นรูปเป็นทรงก้ามปูแล้วโรยด้วยผงตับห่าน ข้างกันฝั่งขวาคือเนื้อปู North sea brown crab ส่วนน้ำใสๆด้านล่างทำมาจากกะหล่ำปลีและตะไคร้ … ตอนตักเข้าปากนี่คือ ว้าว ว้าว ว้าว ! … ตับห่านเนื้อเนียน ละมุน ให้ความครีมมี่และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันได้อย่างดีกับความหอมของเนื้อปู ถือเป็น Perfect combination ที่เกิดมาคู่กัน ทั้งเชฟยังบรรจงรังสรรค์เมนูออกมาได้ลงตัวสุดๆ จานนี้ขอให้คะแนนเต็ม เป็นสลัดที่อร่อยแบบไร้ที่ติมากๆ (20/20)
รูปที่ 22
Brown crab, foie gras, cabbage อีกจานย่อยหนึ่งเป็น “Foie Gras” ที่นำมาขึ้นรูปเป็นทรงก้ามปูแล้วโรยด้วยผงตับห่าน ข้างกันฝั่งขวาคือเนื้อปู North sea brown crab ส่วนน้ำใสๆด้านล่างทำมาจากกะหล่ำปลีและตะไคร้ … ตอนตักเข้าปากนี่คือ ว้าว ว้าว ว้าว ! … ตับห่านเนื้อเนียน ละมุน ให้ความครีมมี่และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันได้อย่างดีกับความหอมของเนื้อปู ถือเป็น Perfect combination ที่เกิดมาคู่กัน ทั้งเชฟยังบรรจงรังสรรค์เมนูออกมาได้ลงตัวสุดๆ จานนี้ขอให้คะแนนเต็ม เป็นสลัดที่อร่อยแบบไร้ที่ติมากๆ (20/20)
Langoustine, tomato, kombucha, snake beans ถัดมาคือ “Langoustine” ที่เชฟจัดเตรียมมาในสไตล์ Ceviche โดยปกติการทำเซวิเช่จะใช้กรดจากผลไม้รสเปรี้ยวเช่นมะนาวบีบลงไปเพื่อสะดุ้งทำให้เนื้อหรือโปรตีนหลักมีความเด้งมากขึ้นคล้ายอาหารสุก แต่สำหรับ De Librije ร้านระดับ 3 ดาวมิชลินจะเสิร์ฟเซวิเช่แบบปกติก็คงไม่ได้ … จานนี้เชฟใช้ Kombucha หรือน้ำชาหมักของประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆมาสะดุ้งผิวของแลงกูสทีน ตอนทานจะได้ความนุ่ม เด้ง และรสหวานธรรมชาติซึ่งเป็นจุดเด่นของกุ้งชนิดนี้มาแบบเต็มๆ ด้านบนมีถั่วฝักยาวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเพิ่มความกรุบกรอบเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจาน (19/20)
รูปที่ 23
Langoustine, tomato, kombucha, snake beans ถัดมาคือ “Langoustine” ที่เชฟจัดเตรียมมาในสไตล์ Ceviche โดยปกติการทำเซวิเช่จะใช้กรดจากผลไม้รสเปรี้ยวเช่นมะนาวบีบลงไปเพื่อสะดุ้งทำให้เนื้อหรือโปรตีนหลักมีความเด้งมากขึ้นคล้ายอาหารสุก แต่สำหรับ De Librije ร้านระดับ 3 ดาวมิชลินจะเสิร์ฟเซวิเช่แบบปกติก็คงไม่ได้ … จานนี้เชฟใช้ Kombucha หรือน้ำชาหมักของประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆมาสะดุ้งผิวของแลงกูสทีน ตอนทานจะได้ความนุ่ม เด้ง และรสหวานธรรมชาติซึ่งเป็นจุดเด่นของกุ้งชนิดนี้มาแบบเต็มๆ ด้านบนมีถั่วฝักยาวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเพิ่มความกรุบกรอบเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจาน (19/20)
Langoustine, tomato, kombucha, snake beans ส่วนน้ำสีเขียวด้านล่างทำมาจากถั่วฝักยาวสายพันธุ์บ้านเราผสมกับสไปซ์แถบบ้านเราที่เชฟเรียกว่า Laos ทั้งยังมีองค์ประกอบของมะเขือเทศให้รสเปรี้ยวเบาๆ ทั้งยังช่วยดึงรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว วิธีทานให้หั่นครึ่งเนื้อกุ้ง ตักทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด (19/20)
รูปที่ 24
Langoustine, tomato, kombucha, snake beans ส่วนน้ำสีเขียวด้านล่างทำมาจากถั่วฝักยาวสายพันธุ์บ้านเราผสมกับสไปซ์แถบบ้านเราที่เชฟเรียกว่า Laos ทั้งยังมีองค์ประกอบของมะเขือเทศให้รสเปรี้ยวเบาๆ ทั้งยังช่วยดึงรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว วิธีทานให้หั่นครึ่งเนื้อกุ้ง ตักทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด (19/20)
Bread with goat milk butter สำหรับด้วยขนมปังทางร้านนำเสิร์ฟมาคู่กับเนยสีม่วงทำมาจากนมแพะ
รูปที่ 25
Bread with goat milk butter สำหรับด้วยขนมปังทางร้านนำเสิร์ฟมาคู่กับเนยสีม่วงทำมาจากนมแพะ
Bread with goat milk butter ขนมปังก้อนกลมทำมาจาก Fermented seed and grain หรือธัญพืชหมักและส่วนเมล็ด กัดแล้วมีความกรอบชัดเจนแต่ไม่แข็งจนเกินไป ทั้งยังมีรสเปรี้ยวนิดๆจากกระบวนการหมักอีกด้วย
รูปที่ 26
Bread with goat milk butter ขนมปังก้อนกลมทำมาจาก Fermented seed and grain หรือธัญพืชหมักและส่วนเมล็ด กัดแล้วมีความกรอบชัดเจนแต่ไม่แข็งจนเกินไป ทั้งยังมีรสเปรี้ยวนิดๆจากกระบวนการหมักอีกด้วย
Bread with goat milk butter ส่วนเนยที่นี่ทำมาจากนมแพะ แต่สาเหตุที่มีสีออกอมชมพูเพราะเชฟใส่น้ำองุ่นลงไปด้วย ด้านบนโรยด้วย Dried spinach ตัวเนยมีความครีมมี่สูง หอม มัน มีกลิ่นเฉพาะตัวจากนมแพะแทรกด้วยรสอมเปรี้ยวเบาๆ
รูปที่ 27
Bread with goat milk butter ส่วนเนยที่นี่ทำมาจากนมแพะ แต่สาเหตุที่มีสีออกอมชมพูเพราะเชฟใส่น้ำองุ่นลงไปด้วย ด้านบนโรยด้วย Dried spinach ตัวเนยมีความครีมมี่สูง หอม มัน มีกลิ่นเฉพาะตัวจากนมแพะแทรกด้วยรสอมเปรี้ยวเบาๆ
‘Curry’, monkfish, nasturtium, screw tree ถัดมาคือ “Green Curry” เป็นจานที่เชฟใช้เทคนิคแบบเวสเทิร์นในการตีความวัตถุดิบเอเชียออกมาเป็นซอสด้านล่าง ตัวน้ำซอสมีสีเขียวปนขาวโดยมีส่วนผสมของ Screw Tree หรือใบเตยให้สีเขียวอ่อน และ Jasmine Rice หรือข้าวหอมมะลิให้สีขาว ต้องยอมรับว่ารสชาติในแง่ของการทำแกงออกมาให้เป็นซอสแบบฝรั่งเศสถือว่าดีงามมากๆ เราสามารถสัมผัสได้ถึงความครีมมี่และกลิ่นหอมของใบเตยชัดเจนโดยไม่เลี่ยนจนเกินไป สุดยอดเลยจริงๆ (19/20)
รูปที่ 28
‘Curry’, monkfish, nasturtium, screw tree ถัดมาคือ “Green Curry” เป็นจานที่เชฟใช้เทคนิคแบบเวสเทิร์นในการตีความวัตถุดิบเอเชียออกมาเป็นซอสด้านล่าง ตัวน้ำซอสมีสีเขียวปนขาวโดยมีส่วนผสมของ Screw Tree หรือใบเตยให้สีเขียวอ่อน และ Jasmine Rice หรือข้าวหอมมะลิให้สีขาว ต้องยอมรับว่ารสชาติในแง่ของการทำแกงออกมาให้เป็นซอสแบบฝรั่งเศสถือว่าดีงามมากๆ เราสามารถสัมผัสได้ถึงความครีมมี่และกลิ่นหอมของใบเตยชัดเจนโดยไม่เลี่ยนจนเกินไป สุดยอดเลยจริงๆ (19/20)
‘Curry’, monkfish, nasturtium, screw tree อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญเป็นโปรตีนหลักที่เชฟ Jonnie ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวอย่าง Tail of Monkfish หรือส่วนหางของปลาม็องก์ฟิช ปรุงมาในระดับความสุกแบบไร้ที่ติ นุ่ม เด้งนิดๆ เคี้ยวเบาๆก็ละลายไปกับซอสแกง ด้านบนทอปด้วยแนสเทอเทียมซึ่งเป็นดอกไม้ที่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือเป็นจานที่เชฟใช้แรงบันดาลใจจากอาหารเอเชียปรุงออกมาเป็นอาหารสไตล์เวสเทิร์นได้อย่างน่าทึ่ง (19/20)
รูปที่ 29
‘Curry’, monkfish, nasturtium, screw tree อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญเป็นโปรตีนหลักที่เชฟ Jonnie ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวอย่าง Tail of Monkfish หรือส่วนหางของปลาม็องก์ฟิช ปรุงมาในระดับความสุกแบบไร้ที่ติ นุ่ม เด้งนิดๆ เคี้ยวเบาๆก็ละลายไปกับซอสแกง ด้านบนทอปด้วยแนสเทอเทียมซึ่งเป็นดอกไม้ที่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือเป็นจานที่เชฟใช้แรงบันดาลใจจากอาหารเอเชียปรุงออกมาเป็นอาหารสไตล์เวสเทิร์นได้อย่างน่าทึ่ง (19/20)
Eel sandwich สำหรับ “Eel Sandwich with Hot Sauce” เป็นเมนู Signature Dish ขึ้นชื่อของร้าน De Librije เชฟ Jonnie เลือกใช้ปลาไหลจากแหล่งน้ำทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์โดยจะคัดเฉพาะปลาตัวใหญ่ที่สุดเท่านั้นและปล่อยตัวเล็กกลับคืนสู่ธรรมชาติตามนโยบายการประมงแบบยั่งยืน (20/20)
รูปที่ 30
Eel sandwich สำหรับ “Eel Sandwich with Hot Sauce” เป็นเมนู Signature Dish ขึ้นชื่อของร้าน De Librije เชฟ Jonnie เลือกใช้ปลาไหลจากแหล่งน้ำทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์โดยจะคัดเฉพาะปลาตัวใหญ่ที่สุดเท่านั้นและปล่อยตัวเล็กกลับคืนสู่ธรรมชาติตามนโยบายการประมงแบบยั่งยืน (20/20)
Eel sandwich เนื้อปลาไหลจะถูกนำมาย่างบนเตาญี่ปุ่นในสไตล์ Yakitori บนถ่าน Binchotan ซึ่งจะให้ความร้อนที่สูงและคงที่มากกว่าถ่านทั่วๆไป เชฟจะทาซอสที่ทำมาจาก Soy sauce ผสมกับ Citrus ดูคล้ายกับคาบายากิทาเระแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หมุนปลาพลิกไปมาเล็กน้อยแล้วจึงนำมาเลาะเนื้อออกจากก้าง (20/20)
รูปที่ 31
Eel sandwich เนื้อปลาไหลจะถูกนำมาย่างบนเตาญี่ปุ่นในสไตล์ Yakitori บนถ่าน Binchotan ซึ่งจะให้ความร้อนที่สูงและคงที่มากกว่าถ่านทั่วๆไป เชฟจะทาซอสที่ทำมาจาก Soy sauce ผสมกับ Citrus ดูคล้ายกับคาบายากิทาเระแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หมุนปลาพลิกไปมาเล็กน้อยแล้วจึงนำมาเลาะเนื้อออกจากก้าง (20/20)
Eel sandwich เชฟได้ทำการย่างขนมปังเตรียมเอาไว้ซึ่งดูแล้วคล้ายเบอร์เกอร์มากกว่าแซนวิช หยดซอส Sambal Mayonnaise ลงไป นำเนื้อปลาไหลมาวาง ทอปก้วยผซแสเดิมซ้ำๆกันในทุกเเลยอร์เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในรสชาติ สุดท้ายเชฟจะนำแอปเปิ้ลที่ Marinated อยู่ใน Apple and citrus vinegar, Sweet and sour chili pepper และ Black mint ที่ Infused ด้วย Gin ทอปไว้ที่ด้านบน โดยตัว Black mint จะมีรสชาติที่ซับซ้อนกว่ามิ้นท์ปกติ (20/20)
รูปที่ 32
Eel sandwich เชฟได้ทำการย่างขนมปังเตรียมเอาไว้ซึ่งดูแล้วคล้ายเบอร์เกอร์มากกว่าแซนวิช หยดซอส Sambal Mayonnaise ลงไป นำเนื้อปลาไหลมาวาง ทอปก้วยผซแสเดิมซ้ำๆกันในทุกเเลยอร์เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในรสชาติ สุดท้ายเชฟจะนำแอปเปิ้ลที่ Marinated อยู่ใน Apple and citrus vinegar, Sweet and sour chili pepper และ Black mint ที่ Infused ด้วย Gin ทอปไว้ที่ด้านบน โดยตัว Black mint จะมีรสชาติที่ซับซ้อนกว่ามิ้นท์ปกติ (20/20)
Eel sandwich แซนวิชปลาไหลจะนำเสิร์ฟมาคู่กับค็อกเทล (รวมอยู่ในเซ็ตอาหารแล้ว) ซึ่งจะใช้ Cold drip coffee maker หรือเครื่องทำกาแฟโคลดริปที่ถูกคิดค้นโดยชาวดัตช์เมื่อหลายร้อยปีก่อนเพื่อใช้งานบนเรือเวลาที่ต้องออกเรือเพื่อติดต่อทางการค้า หลักการทำงานคือพนักงานจะใส่น้ำแอปเปิ้ลแช่แข็งเอาไว้ที่หลอดด้านบนสุด (20/20)
รูปที่ 33
Eel sandwich แซนวิชปลาไหลจะนำเสิร์ฟมาคู่กับค็อกเทล (รวมอยู่ในเซ็ตอาหารแล้ว) ซึ่งจะใช้ Cold drip coffee maker หรือเครื่องทำกาแฟโคลดริปที่ถูกคิดค้นโดยชาวดัตช์เมื่อหลายร้อยปีก่อนเพื่อใช้งานบนเรือเวลาที่ต้องออกเรือเพื่อติดต่อทางการค้า หลักการทำงานคือพนักงานจะใส่น้ำแอปเปิ้ลแช่แข็งเอาไว้ที่หลอดด้านบนสุด (20/20)
Eel sandwich จากนั้นปล่อยให้น้ำแอปเปิ้ลแช่แข็งเริ่มละลายแล้วไหลลงมาผ่านองค์ประกอบต่างๆคือ Dried and Puffed Rice (ข้าวพอง), Thai Basil (โหระพา), Cardamom (กระวาน), Salted Lemon (มะนาวอบเกลือ) (20/20)
รูปที่ 34
Eel sandwich จากนั้นปล่อยให้น้ำแอปเปิ้ลแช่แข็งเริ่มละลายแล้วไหลลงมาผ่านองค์ประกอบต่างๆคือ Dried and Puffed Rice (ข้าวพอง), Thai Basil (โหระพา), Cardamom (กระวาน), Salted Lemon (มะนาวอบเกลือ) (20/20)
Eel sandwich น้ำแอปเปิ้ลจะดูดซับกลิ่นและรสชาติขององค์ประกอบต่างๆ แล้วเกิดการกรองขึ้นที่ด้านล่าง สุดท้ายจะได้เป็นเครื่องดื่มออกมา (20/20)
รูปที่ 35
Eel sandwich น้ำแอปเปิ้ลจะดูดซับกลิ่นและรสชาติขององค์ประกอบต่างๆ แล้วเกิดการกรองขึ้นที่ด้านล่าง สุดท้ายจะได้เป็นเครื่องดื่มออกมา (20/20)
Eel sandwich ก่อนเสิร์ฟพนักงานจะใส่ Gin สูตรเฉพาะของทางร้านลงไปเล็กน้อย ทานแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ (20/20)
รูปที่ 36
Eel sandwich ก่อนเสิร์ฟพนักงานจะใส่ Gin สูตรเฉพาะของทางร้านลงไปเล็กน้อย ทานแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ (20/20)
Pike-perch, apple syrup, Riesling อีกหนึ่งจานเด็ดที่เราต้องเทคะแนนเต็มให้คือปลา Pike-perch ใส่มาในหม้อขนาดใหญ่ องค์ประกอบด้านล่างใต้สุดคือเบคอนและหมูสามชั้นหรือ Pork belly มี Celeriac ตรงกลาง ก่อนที่จะราดไวน์ Riesling ลงไปในหม้อร้อนๆแล้วปิดฝาเพียงไม่กี่วินาทีให้อโรม่าของ Reisling แทรกเข้าไปสู่ฟิเลท์ของปลา (20/20)
รูปที่ 37
Pike-perch, apple syrup, Riesling อีกหนึ่งจานเด็ดที่เราต้องเทคะแนนเต็มให้คือปลา Pike-perch ใส่มาในหม้อขนาดใหญ่ องค์ประกอบด้านล่างใต้สุดคือเบคอนและหมูสามชั้นหรือ Pork belly มี Celeriac ตรงกลาง ก่อนที่จะราดไวน์ Riesling ลงไปในหม้อร้อนๆแล้วปิดฝาเพียงไม่กี่วินาทีให้อโรม่าของ Reisling แทรกเข้าไปสู่ฟิเลท์ของปลา (20/20)
Pike-perch, apple syrup, Riesling จากนั้นพนักงานจะนำเบคอนวางลงบนฝาหม้อร้อนๆเพื่อปรุงให้สุกโดยที่ไม่เกิดการ overcooked ระหว่างรอเบคอนสุกก็คีบฟิเลท์ของปลา Pike-perch มาวางข้างกันแล้วใช้พู่กันทาของเหลวที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลไซรัปและซอยซอสลงไปที่หนังปลา โรย Crispy potato ลงไปด้านบน แต่วด้วย Chive หรือต้นหอมจีน พอเบคอนสุกได้ที่ก็นำมาวางทอปที่เลเยอร์บนสุดอีกทีหนึ่ง (20/20)
รูปที่ 38
Pike-perch, apple syrup, Riesling จากนั้นพนักงานจะนำเบคอนวางลงบนฝาหม้อร้อนๆเพื่อปรุงให้สุกโดยที่ไม่เกิดการ overcooked ระหว่างรอเบคอนสุกก็คีบฟิเลท์ของปลา Pike-perch มาวางข้างกันแล้วใช้พู่กันทาของเหลวที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลไซรัปและซอยซอสลงไปที่หนังปลา โรย Crispy potato ลงไปด้านบน แต่วด้วย Chive หรือต้นหอมจีน พอเบคอนสุกได้ที่ก็นำมาวางทอปที่เลเยอร์บนสุดอีกทีหนึ่ง (20/20)
Pike-perch, apple syrup, Riesling นำแต่ละองค์ประกอบมาจัดลงจานที่มีส่วนผสมของซอส Beurre Blanc และ Riesling นอกจากนี้ยังมีครีมทำมาจากเบคอน Celeriac และ Mustard seed เนื้อปลามีความสุกในระดับเพอร์เฟค ไร้ที่ติ มีความนุ่มแต่ไม่เละ มีกลิ่นหอมและรสชาติเฉาะตัวของแอปเปิ้ลไซรัป มีความกรอบจากมันหวานด้านบน ความมันของซอสเบลอบล็องก์เข้ากันได้ดีกับความมันจากเบคอน จานนี้เรียกได้ว่าไร้ที่ติ (20/20)
รูปที่ 39
Pike-perch, apple syrup, Riesling นำแต่ละองค์ประกอบมาจัดลงจานที่มีส่วนผสมของซอส Beurre Blanc และ Riesling นอกจากนี้ยังมีครีมทำมาจากเบคอน Celeriac และ Mustard seed เนื้อปลามีความสุกในระดับเพอร์เฟค ไร้ที่ติ มีความนุ่มแต่ไม่เละ มีกลิ่นหอมและรสชาติเฉาะตัวของแอปเปิ้ลไซรัป มีความกรอบจากมันหวานด้านบน ความมันของซอสเบลอบล็องก์เข้ากันได้ดีกับความมันจากเบคอน จานนี้เรียกได้ว่าไร้ที่ติ (20/20)
Veal sweetbread, celeriac, truffle ถัดมาเป็นวัตถุดิบปราบเซียนอย่าง “Sweetbread” หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว โดยทั่วไปจะใช้ต่อมไทมัสซึ่งอยู่ที่บริเวณรอบๆหลอดลมและจะเริ่มฝ่อไปเองเมื่ออายุมากขึ้น (19/20)
รูปที่ 40
Veal sweetbread, celeriac, truffle ถัดมาเป็นวัตถุดิบปราบเซียนอย่าง “Sweetbread” หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว โดยทั่วไปจะใช้ต่อมไทมัสซึ่งอยู่ที่บริเวณรอบๆหลอดลมและจะเริ่มฝ่อไปเองเมื่ออายุมากขึ้น (19/20)
Veal sweetbread, celeriac, truffle เชฟนำ Sweet Bread ไปทำให้สุกในหัว Celeriac ที่คว้านตรงกลางออกแล้วใส่เนยและ Black Truffle ลงไป จากนั้นนำไปห่อด้วย Salt Crust แล้วจึงนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศา นาน 1 ชั่วโมง จากกระบวนการที่ว่ามาเป็นการทำให้ Sweet Bread เริ่มสุกอย่างช้าๆ หรือเรียกได้ว่าผ่านการ Poached มาในรสชาติของทรัฟเฟิล เซเลริแอค และเนยนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 41
Veal sweetbread, celeriac, truffle เชฟนำ Sweet Bread ไปทำให้สุกในหัว Celeriac ที่คว้านตรงกลางออกแล้วใส่เนยและ Black Truffle ลงไป จากนั้นนำไปห่อด้วย Salt Crust แล้วจึงนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศา นาน 1 ชั่วโมง จากกระบวนการที่ว่ามาเป็นการทำให้ Sweet Bread เริ่มสุกอย่างช้าๆ หรือเรียกได้ว่าผ่านการ Poached มาในรสชาติของทรัฟเฟิล เซเลริแอค และเนยนั่นเอง (19/20)
Veal sweetbread, celeriac, truffle จากนั้นจึงนำลงจานบนโต๊ะต่อหน้าลูกค้า สำหรับองค์ประกอบในจานเชฟจะจัดเตรียม Sweet Potato, Celeriac เอาไว้ เทน้ำซอสที่ใช้ Poached ลงไปด้วยเล็กน้อยแล้วจึงทอปด้านบนด้วย Black Truffle (19/20)
รูปที่ 42
Veal sweetbread, celeriac, truffle จากนั้นจึงนำลงจานบนโต๊ะต่อหน้าลูกค้า สำหรับองค์ประกอบในจานเชฟจะจัดเตรียม Sweet Potato, Celeriac เอาไว้ เทน้ำซอสที่ใช้ Poached ลงไปด้วยเล็กน้อยแล้วจึงทอปด้านบนด้วย Black Truffle (19/20)
Veal sweetbread, celeriac, truffle เนื้อสัมผัสของ Sweet Bread นุ่ม ละมุนลิ้น ไม่มีกลิ่นคาวและเข้ากันได้ดีกับกลิ่นหอมของทรัฟเฟิล เรียกได้ว่าสมกับศักดิ์ศรีของร้านระดับ 3 ดาวมากๆ ตัวน้ำซอสมีความ Creamy จากเนยและความ Earthy เบาๆจาก Celeriac บาลานซ์กันพอเหมาะ ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายจากองค์ประกอบอื่นๆในจานอีกด้วย (19/20)
รูปที่ 43
Veal sweetbread, celeriac, truffle เนื้อสัมผัสของ Sweet Bread นุ่ม ละมุนลิ้น ไม่มีกลิ่นคาวและเข้ากันได้ดีกับกลิ่นหอมของทรัฟเฟิล เรียกได้ว่าสมกับศักดิ์ศรีของร้านระดับ 3 ดาวมากๆ ตัวน้ำซอสมีความ Creamy จากเนยและความ Earthy เบาๆจาก Celeriac บาลานซ์กันพอเหมาะ ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายจากองค์ประกอบอื่นๆในจานอีกด้วย (19/20)
Roe deer, red cabbage, ginger เมนคอร์สจานสุดท้ายคือ “Roe Deer” หรือเนื้อกวางโร เชฟเลือกเสิร์ฟมา 2 ชิ้น ฝั่งขวาเป็นเนื้อส่วนหลังย่างและเสิร์ฟที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์เพื่อคงความนุ่มและความฉ่ำของเนื้อ ด้านบนราดด้วยน้ำ Jus ทำมาจาก Roe deer และ Dried apple ให้รสหวานอมเปรี้ยวเข้ากันดีกับความละเอียดเหมือนทรายอันเป็นเอกลักณ์ของเนื้อกวาง ส่วนฝั่งซ้ายคือสตูว์ขากวางนุ่มๆ เสิร์ฟมาให้ทานกับกะหล่ำปลีม่วง ขิง และโปยกั๊ก ทานแล้วกลิ่นขิงค่อนข้างเด่นช่วยในการดับกลิ่นสาบของสตูว์เนื้อกวางได้อย่างดี (19/20)
รูปที่ 44
Roe deer, red cabbage, ginger เมนคอร์สจานสุดท้ายคือ “Roe Deer” หรือเนื้อกวางโร เชฟเลือกเสิร์ฟมา 2 ชิ้น ฝั่งขวาเป็นเนื้อส่วนหลังย่างและเสิร์ฟที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์เพื่อคงความนุ่มและความฉ่ำของเนื้อ ด้านบนราดด้วยน้ำ Jus ทำมาจาก Roe deer และ Dried apple ให้รสหวานอมเปรี้ยวเข้ากันดีกับความละเอียดเหมือนทรายอันเป็นเอกลักณ์ของเนื้อกวาง ส่วนฝั่งซ้ายคือสตูว์ขากวางนุ่มๆ เสิร์ฟมาให้ทานกับกะหล่ำปลีม่วง ขิง และโปยกั๊ก ทานแล้วกลิ่นขิงค่อนข้างเด่นช่วยในการดับกลิ่นสาบของสตูว์เนื้อกวางได้อย่างดี (19/20)
Blue cheese, passionfruit, garam masala หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “Passionfruit” หรือเสาวรส เสิร์ฟมากับกะหล่ำม่วง ด้านบนทอปด้วยผง Blue Cheese และเครื่องเทศอย่าง Garam Masala จัดว่าเป็นจานที่เชฟตั้งใจใช้เชื่อมอาหารคาว-หวานเข้าด้วยกัน คือทานแล้วต้องมีสงสัยว่านี่คือของคาวหรือขนมกันแน่ สัมผัสแรกที่ตักเข้าปากจะได้รสเปรี้ยวของเสาวรสซึ่งเป็นผลไม้ดูคล้ายของหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้ความกรอบของผักและกะหล่ำดูคล้ายของคาว ถัดมาคือความเฝื่อนของบลูชีสและการัมมาซ่าล่าซึ่งจะช่วยชูกลิ่นของจานนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในผลงานการรังสรรค์อาหารคาว-หวานระดับ Masterpiece ไร้ที่ติขนาดที่เชฟน้อยคนบนโลกจะทำได้ (20/20)
รูปที่ 45
Blue cheese, passionfruit, garam masala หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “Passionfruit” หรือเสาวรส เสิร์ฟมากับกะหล่ำม่วง ด้านบนทอปด้วยผง Blue Cheese และเครื่องเทศอย่าง Garam Masala จัดว่าเป็นจานที่เชฟตั้งใจใช้เชื่อมอาหารคาว-หวานเข้าด้วยกัน คือทานแล้วต้องมีสงสัยว่านี่คือของคาวหรือขนมกันแน่ สัมผัสแรกที่ตักเข้าปากจะได้รสเปรี้ยวของเสาวรสซึ่งเป็นผลไม้ดูคล้ายของหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้ความกรอบของผักและกะหล่ำดูคล้ายของคาว ถัดมาคือความเฝื่อนของบลูชีสและการัมมาซ่าล่าซึ่งจะช่วยชูกลิ่นของจานนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในผลงานการรังสรรค์อาหารคาว-หวานระดับ Masterpiece ไร้ที่ติขนาดที่เชฟน้อยคนบนโลกจะทำได้ (20/20)
Ice cream คั่นกลางก่อนเข้าสู่อาหารหวานจานสุดท้ายคือไอศกรีมเสิร์ฟมาบนรถ I'm Your Ice Cream Man (19/20)
รูปที่ 46
Ice cream คั่นกลางก่อนเข้าสู่อาหารหวานจานสุดท้ายคือไอศกรีมเสิร์ฟมาบนรถ I'm Your Ice Cream Man (19/20)
Ice cream ตัวไอศกรีมมีให้เลือก 3 รสชาติคือ Ceps with chocolate, Pistachio with buckthornberrirs และ Goat yogurt with elderberry (19/20)
รูปที่ 47
Ice cream ตัวไอศกรีมมีให้เลือก 3 รสชาติคือ Ceps with chocolate, Pistachio with buckthornberrirs และ Goat yogurt with elderberry (19/20)
Ice cream พนักงานจะประกอบไอศกรีมให้ลูกค้ากันข้างโต๊ะเลย (19/20)
รูปที่ 48
Ice cream พนักงานจะประกอบไอศกรีมให้ลูกค้ากันข้างโต๊ะเลย (19/20)
Ice cream เราได้เลือกสองอย่าง เริ่มจากไอศกรีมเห็ดและช็อกโกแลตทำออกมาได้เซอไพรซ์มาก ไอศกรีมนุ่ม หอม มีกลิ่นเห็ดเบาๆแต่ไม่ความ Earthy ของเห็ด Ceps ติดมาแม้แต่น้อย ทั้งยังผสานกับรสขมของช็อกโกแลตออกมาได้อย่างไร้ที่ติ อีกฝั่งคือไอศกรีมพิสตาชิโอซึ่งจะมีกลิ่นเฉพาะตัวจากถั่ว ทานคู่กับโทงเทงสีส้ม เป็นไอศกรีมที่ทำออกมาได้ไม่ธรรมดา อร่อยมากจริงๆ (19/20)
รูปที่ 49
Ice cream เราได้เลือกสองอย่าง เริ่มจากไอศกรีมเห็ดและช็อกโกแลตทำออกมาได้เซอไพรซ์มาก ไอศกรีมนุ่ม หอม มีกลิ่นเห็ดเบาๆแต่ไม่ความ Earthy ของเห็ด Ceps ติดมาแม้แต่น้อย ทั้งยังผสานกับรสขมของช็อกโกแลตออกมาได้อย่างไร้ที่ติ อีกฝั่งคือไอศกรีมพิสตาชิโอซึ่งจะมีกลิ่นเฉพาะตัวจากถั่ว ทานคู่กับโทงเทงสีส้ม เป็นไอศกรีมที่ทำออกมาได้ไม่ธรรมดา อร่อยมากจริงๆ (19/20)
Blood orange, coconut, peanuts ขนมหวานจานสุดท้ายหน้าตาดูทั้งประหลาดทั้งตลกจนเราต้องถามตัวเองว่า กินได้จริงไหม เชฟทำขนมออกมาให้มีรูปร่างล้อกันไปกับถ้วย โดยตัวขนมจะแบ่งออกเป็นเลเยอร์หลายชั้น เริ่มจากชั้นล่างสุดทำมาจากส้มบลัดออเร้นจ์ เลเยอร์ตรงกลางทำมาจากถั่วลิสง ส่วนที่เหลือทำมาจากมะพร้าว ส่วนหนามด้านนอกเป็นเมอแรงก์กรอบ ตอนทานต้องตักให้ลึกถึงด้านล่างเพื่อให้ในหนึ่งคำมีทุกองค์ประกอบ (19/20)
รูปที่ 50
Blood orange, coconut, peanuts ขนมหวานจานสุดท้ายหน้าตาดูทั้งประหลาดทั้งตลกจนเราต้องถามตัวเองว่า กินได้จริงไหม เชฟทำขนมออกมาให้มีรูปร่างล้อกันไปกับถ้วย โดยตัวขนมจะแบ่งออกเป็นเลเยอร์หลายชั้น เริ่มจากชั้นล่างสุดทำมาจากส้มบลัดออเร้นจ์ เลเยอร์ตรงกลางทำมาจากถั่วลิสง ส่วนที่เหลือทำมาจากมะพร้าว ส่วนหนามด้านนอกเป็นเมอแรงก์กรอบ ตอนทานต้องตักให้ลึกถึงด้านล่างเพื่อให้ในหนึ่งคำมีทุกองค์ประกอบ (19/20)
Blood orange, coconut, peanuts รสชาติหลักๆของจานได้มานากบลัดออเร้นจ์ซึ่งมีรสชาติออกเปรี้ยวตัดกันกับความหวานมันของมะพร้าว มีเมอแรงก์ช่วยดึงรสหวานเพิ่มมาอีกนิด ถือว่าเป็นรสชาติที่น่าสนใจเลยทีเดียว (19/20)
รูปที่ 51
Blood orange, coconut, peanuts รสชาติหลักๆของจานได้มานากบลัดออเร้นจ์ซึ่งมีรสชาติออกเปรี้ยวตัดกันกับความหวานมันของมะพร้าว มีเมอแรงก์ช่วยดึงรสหวานเพิ่มมาอีกนิด ถือว่าเป็นรสชาติที่น่าสนใจเลยทีเดียว (19/20)
ทางร้านได้มอบซองที่ใส่รูปพร้อมลายเซ็นเชฟและพนักงานแต่ละคนให้เป็นที่ระลึก
รูปที่ 52
ทางร้านได้มอบซองที่ใส่รูปพร้อมลายเซ็นเชฟและพนักงานแต่ละคนให้เป็นที่ระลึก
ด้านหลังมีลายเซ็นของพนักงานทุกคนในร้าน
รูปที่ 53
ด้านหลังมีลายเซ็นของพนักงานทุกคนในร้าน
Petits fours ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตีโฟว์เสิร์ฟมาเป็นคำเล็ก 6 อย่างเริ่มจากตรง 12 นาฬิกาเรียงตามเข็มคือ Tartlet with lemon curd แป้งทาร์ตบางกรอบ ด้านในเป็นเคิร์ดมะนาวมีรสออกเปรี้ยวกลมกล่อม White chocolate with bergamot and basil แป้งเซเบิ้ลกรอบทอปด้านบนด้วยไวท์ช็อกโกแลนที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายเจลลี่แทรกด้วยกลิ่นหอมจากมะกรูดและใบเบซิล ถือว่าค่อนข้าวแปลกแต่อร่อย Cream puff with vanilla มินิพัฟสอดไส้ครีมวานิลลารสหวานอร่อย Liqourice with beetroot เจลลี่ลิโคไรซ์นุ่มหนึบที่มีความ earthy ของบีทรูทมาตัดรส Milk chocolate with water mint ช็อกโกแลตนมที่มีส่วนผสมของวอเตอร์มิ้นท์ สมุนไพรที่มีกลิ่นคล้ายมิ้นท์แต่จะเบากว่าเล็กน้อย Hazelnut praline with coffee พราลีนถั่วฮาเซลนัทที่เสริมด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ ขนมทุกอย่างถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน (20/20)
รูปที่ 54
Petits fours ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตีโฟว์เสิร์ฟมาเป็นคำเล็ก 6 อย่างเริ่มจากตรง 12 นาฬิกาเรียงตามเข็มคือ Tartlet with lemon curd แป้งทาร์ตบางกรอบ ด้านในเป็นเคิร์ดมะนาวมีรสออกเปรี้ยวกลมกล่อม White chocolate with bergamot and basil แป้งเซเบิ้ลกรอบทอปด้านบนด้วยไวท์ช็อกโกแลนที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายเจลลี่แทรกด้วยกลิ่นหอมจากมะกรูดและใบเบซิล ถือว่าค่อนข้าวแปลกแต่อร่อย Cream puff with vanilla มินิพัฟสอดไส้ครีมวานิลลารสหวานอร่อย Liqourice with beetroot เจลลี่ลิโคไรซ์นุ่มหนึบที่มีความ earthy ของบีทรูทมาตัดรส Milk chocolate with water mint ช็อกโกแลตนมที่มีส่วนผสมของวอเตอร์มิ้นท์ สมุนไพรที่มีกลิ่นคล้ายมิ้นท์แต่จะเบากว่าเล็กน้อย Hazelnut praline with coffee พราลีนถั่วฮาเซลนัทที่เสริมด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ ขนมทุกอย่างถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน (20/20)
Petits fours ปกตินาฬิกาเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเวลาของเรานั้นมีจำกัด แต่ที่เนเธอแลนด์ Time doesn't matter พนักงานจะเคาะแผ่นดาร์คช็อกโกแลตตรงกลางให้แตกออก ด้านล่างเป็นครีมทำมาจาก Dutch cookies และ Forest fruits ช่วยปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด (20/20)
รูปที่ 55
Petits fours ปกตินาฬิกาเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเวลาของเรานั้นมีจำกัด แต่ที่เนเธอแลนด์ Time doesn't matter พนักงานจะเคาะแผ่นดาร์คช็อกโกแลตตรงกลางให้แตกออก ด้านล่างเป็นครีมทำมาจาก Dutch cookies และ Forest fruits ช่วยปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด (20/20)
💰 ราคา 530 € หรือประมาณ 19,000 บาท
รูปที่ 56
💰 ราคา 530 € หรือประมาณ 19,000 บาท
บนโต๊ะพนักงานจะนำป้ายกระดาษแสดงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สมาวางไว้ให้
รูปที่ 57
บนโต๊ะพนักงานจะนำป้ายกระดาษแสดงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สมาวางไว้ให้
ก่อนเข้าสู่คอร์ส Eel sandwich พนักงานจะพาเราเดินเยี่ยมชมครัวเย็น ครัวร้อน และส่วนบาร์ที่ใช้สำหรับจัดเตรียมอมูสบูช ที่ตรงนี้เองพนักงานจะแนะนำและจัดเสิร์ฟอาหารคอร์สถัดไปอย่าง “Eel Sandwich” ให้กับลูกค้าที่เลือกทานเมนู 10 คอร์สอีกด้วย เริ่มจากคือ Cold kitchen ซึ่งตั้งอยู่ในห้องทานอาหารหลัก มีหน้าที่จัดเตรียม Cold starters และของหวาน ลูกค้าสามารถมองดูทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา
รูปที่ 58
ก่อนเข้าสู่คอร์ส Eel sandwich พนักงานจะพาเราเดินเยี่ยมชมครัวเย็น ครัวร้อน และส่วนบาร์ที่ใช้สำหรับจัดเตรียมอมูสบูช ที่ตรงนี้เองพนักงานจะแนะนำและจัดเสิร์ฟอาหารคอร์สถัดไปอย่าง “Eel Sandwich” ให้กับลูกค้าที่เลือกทานเมนู 10 คอร์สอีกด้วย เริ่มจากคือ Cold kitchen ซึ่งตั้งอยู่ในห้องทานอาหารหลัก มีหน้าที่จัดเตรียม Cold starters และของหวาน ลูกค้าสามารถมองดูทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา
ถัดมาคือ Hot kitchen ที่ตั้งอยู่ด้านหลังครัวเย็นโดยจะแบ่งย่อยออกเป็นสามส่วนอีกทีหนึ่ง (จุดเตรียม Warm dish, Sauce and vegetables prep และ จุดเตรียม cold starters ที่จะส่งออกไปด้านหน้า)
รูปที่ 59
ถัดมาคือ Hot kitchen ที่ตั้งอยู่ด้านหลังครัวเย็นโดยจะแบ่งย่อยออกเป็นสามส่วนอีกทีหนึ่ง (จุดเตรียม Warm dish, Sauce and vegetables prep และ จุดเตรียม cold starters ที่จะส่งออกไปด้านหน้า)
ทางร้านนำเสนอชีสท้องถิ่นคุณภาพสูงสำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มจากเซ็ตเมนูหลักอีกด้วย
รูปที่ 60
ทางร้านนำเสนอชีสท้องถิ่นคุณภาพสูงสำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มจากเซ็ตเมนูหลักอีกด้วย
สาเหตุที่ร้านน้องสาวถูกย้ายไปเปิดตัวในเมืองหลวงเนื่องจากเชฟ Jonnie ต้องการย้ายห้องอาหาร Flagship คือ De Librije มาเปิดในโรงแรม Librije's Hotel นั่นเอง เริ่มจากการปรับปรุงสถานที่เดิมเสียใหม่โดย Eric Kuster นักออกแบบภายในชื่อดังที่ปรับส่วนลานกว้างเดิมของเรือนจำหรือ Prison Courtyard ให้มุงด้วยกระจกใสแทนหลังคาทึบแบบปกติเพื่อให้แสงธรรมชาติสอดส่องเข้ามายังห้องทานอาหารหลักในช่วงกลางวัน
รูปที่ 61
สาเหตุที่ร้านน้องสาวถูกย้ายไปเปิดตัวในเมืองหลวงเนื่องจากเชฟ Jonnie ต้องการย้ายห้องอาหาร Flagship คือ De Librije มาเปิดในโรงแรม Librije's Hotel นั่นเอง เริ่มจากการปรับปรุงสถานที่เดิมเสียใหม่โดย Eric Kuster นักออกแบบภายในชื่อดังที่ปรับส่วนลานกว้างเดิมของเรือนจำหรือ Prison Courtyard ให้มุงด้วยกระจกใสแทนหลังคาทึบแบบปกติเพื่อให้แสงธรรมชาติสอดส่องเข้ามายังห้องทานอาหารหลักในช่วงกลางวัน
สีสันภายในร้านจะออกไปทางโทนส้ม น้ำตาล และขาว เสริมด้วยสีเขียวของพุ่มไม้ที่ประดับอยู่ตามจุดต่างๆ
รูปที่ 62
สีสันภายในร้านจะออกไปทางโทนส้ม น้ำตาล และขาว เสริมด้วยสีเขียวของพุ่มไม้ที่ประดับอยู่ตามจุดต่างๆ
📃 Librije Menu (252,50 €/p) Ten dishes with sometimes a classic.
รูปที่ 63
📃 Librije Menu (252,50 €/p) Ten dishes with sometimes a classic.
แต่เดิมอาคาร Het Spinhuis ถูกใช้เป็นเรือนจำสำหรับกักขังนักโทษหญิงแห่งเมือง Zwolle ตัวอาคารถูกใช้งานในช่วงปี 1740 จนถึงปี 2004 รวมเป็นระยะเวลานานถึง 264 ปีก่อนที่จะถูกขายต่อให้กับเชฟ Jonnie และภรรยาในปี 2006 เพื่อปรับปรุงให้เป็น Librije's Hotel
รูปที่ 64
แต่เดิมอาคาร Het Spinhuis ถูกใช้เป็นเรือนจำสำหรับกักขังนักโทษหญิงแห่งเมือง Zwolle ตัวอาคารถูกใช้งานในช่วงปี 1740 จนถึงปี 2004 รวมเป็นระยะเวลานานถึง 264 ปีก่อนที่จะถูกขายต่อให้กับเชฟ Jonnie และภรรยาในปี 2006 เพื่อปรับปรุงให้เป็น Librije's Hotel
ก่อนหน้านี้ตัวโรงแรมมีห้องอาหารชื่อว่า Librije’s Zusje ที่แปลว่า Little Sister เพื่อสื่อถึงน้องสาวคนเล็กของห้องอาหาร De Librije ที่ได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินไปก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นร้านน้องสาวแต่อาหารที่นี่ก็ไม่ธรรมดาการันตีด้วยรางวัล ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่จะย้ายสถานที่ไปเปิดใหม่ที่โรงแรมหรู Waldorf Astoria Amsterdam ในเดือนพฤษภาคมปี 2014 พร้อมรักษาดาวมิชลิน 2 ดวงมาได้ถึงจนถึงปัจจุบัน (ในปีที่ผ่านมาตัวร้านได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Spectrum)
รูปที่ 65
ก่อนหน้านี้ตัวโรงแรมมีห้องอาหารชื่อว่า Librije’s Zusje ที่แปลว่า Little Sister เพื่อสื่อถึงน้องสาวคนเล็กของห้องอาหาร De Librije ที่ได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินไปก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นร้านน้องสาวแต่อาหารที่นี่ก็ไม่ธรรมดาการันตีด้วยรางวัล ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่จะย้ายสถานที่ไปเปิดใหม่ที่โรงแรมหรู Waldorf Astoria Amsterdam ในเดือนพฤษภาคมปี 2014 พร้อมรักษาดาวมิชลิน 2 ดวงมาได้ถึงจนถึงปัจจุบัน (ในปีที่ผ่านมาตัวร้านได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Spectrum)
ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแวะ Librije Shop เพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกคุณภาพสูง
รูปที่ 66
ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแวะ Librije Shop เพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกคุณภาพสูง
เชฟ Jonnie Boer เกิดในปี 1965 ที่เมือง Giethoorn (เพื่อนๆที่เคยไปเที่ยวประเทศเนเธอแลนด์น่าจะรู้จักกันดี) โดยมีพื้นหลังครอบครัวเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่เล็กๆที่ชื่อว่า De Harmonie เมื่ออายุถึงเกณฑ์ Jonnie ได้สมัครเข้าเรียนคอร์ส Private chef ที่เมือง Groningen จนจบการศึกษาและเริ่มต้นชีวิตเชฟฝึกหัดที่ Lido ในกรุง Amsterdam ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Boergerij ระดับ 1 ดาวมิชลินและฝึกฝนฝีมือจนเชี่ยวชาญ จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเชฟ Jonnie สมัครเข้าทำงานกับห้องอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมือง Zwolle และผันตัวจากตำแหน่งเชฟฝึกหัดหรือ Trainee chef มาเป็น Head chef ด้วยอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น … ในปี 1993 เชฟ Jonnie และภรรยาคุณ Thérèse ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหารไร้ดาวอย่าง De Librije ซึ่งตั้งอยู่ที่หอสมุดเก่าสมัยศตวรรษที่ 15 ใน Dominican Abbey และยกระดับสู่ Haute Cuisine อย่างเต็มตัว กระทั่งในปี 1997 ตัวร้านก็สามารถคว้ารางวัล ⭐️ 1 ดาวมิชลินมาครอง ตามด้วย ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินในปี 1999 พร้อมทั้งทำสถิติเป็นเชฟแดนกังหันลมที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับดาวมิชลิน 2 ดวงอีกด้วย สุดท้ายในปี 2004 ห้องอาหาร De Librije ได้รับเกียรติสูงสุดให้เลื่อนขั้นเป็นห้องอาหารระดับ ⭐️⭐️⭐️ 3 ดาวมิชลินต่อจาก Parkheuvel ซึ่งเป็นห้องอาหารแรกที่ครองดาว 3 ดวงเอาไว้ในช่วงปี 2002-2006
รูปที่ 67
เชฟ Jonnie Boer เกิดในปี 1965 ที่เมือง Giethoorn (เพื่อนๆที่เคยไปเที่ยวประเทศเนเธอแลนด์น่าจะรู้จักกันดี) โดยมีพื้นหลังครอบครัวเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่เล็กๆที่ชื่อว่า De Harmonie เมื่ออายุถึงเกณฑ์ Jonnie ได้สมัครเข้าเรียนคอร์ส Private chef ที่เมือง Groningen จนจบการศึกษาและเริ่มต้นชีวิตเชฟฝึกหัดที่ Lido ในกรุง Amsterdam ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Boergerij ระดับ 1 ดาวมิชลินและฝึกฝนฝีมือจนเชี่ยวชาญ จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเชฟ Jonnie สมัครเข้าทำงานกับห้องอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมือง Zwolle และผันตัวจากตำแหน่งเชฟฝึกหัดหรือ Trainee chef มาเป็น Head chef ด้วยอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น … ในปี 1993 เชฟ Jonnie และภรรยาคุณ Thérèse ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหารไร้ดาวอย่าง De Librije ซึ่งตั้งอยู่ที่หอสมุดเก่าสมัยศตวรรษที่ 15 ใน Dominican Abbey และยกระดับสู่ Haute Cuisine อย่างเต็มตัว กระทั่งในปี 1997 ตัวร้านก็สามารถคว้ารางวัล ⭐️ 1 ดาวมิชลินมาครอง ตามด้วย ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินในปี 1999 พร้อมทั้งทำสถิติเป็นเชฟแดนกังหันลมที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับดาวมิชลิน 2 ดวงอีกด้วย สุดท้ายในปี 2004 ห้องอาหาร De Librije ได้รับเกียรติสูงสุดให้เลื่อนขั้นเป็นห้องอาหารระดับ ⭐️⭐️⭐️ 3 ดาวมิชลินต่อจาก Parkheuvel ซึ่งเป็นห้องอาหารแรกที่ครองดาว 3 ดวงเอาไว้ในช่วงปี 2002-2006
อาหารที่นี่นำเสนอเป็นเซ็ตเมนูชื่อว่า ”Librije Menu“ จำนวน 7 คอร์สที่ราคา 210 €/p และ 10 คอร์สที่ราคา 252.50 €/p นอกจากนี้ยังมีคอร์สพิเศษเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ทานเยอะกว่าปกติอีกด้วย
รูปที่ 68
อาหารที่นี่นำเสนอเป็นเซ็ตเมนูชื่อว่า ”Librije Menu“ จำนวน 7 คอร์สที่ราคา 210 €/p และ 10 คอร์สที่ราคา 252.50 €/p นอกจากนี้ยังมีคอร์สพิเศษเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ทานเยอะกว่าปกติอีกด้วย
รสชาติอาหารแต่ละคอร์สถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน เชฟ Jonnie ได้แสดงออกถึงตัวตนความเป็นชาวดัตช์ลงไปในอาหารแต่ละจานซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคชั้นสูงจนสามารถเรียกเสียงว้าวจากคนทานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคตื่นตาตื่นใจ ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของห้องอาหารชั้นสูงในยุโรป พนักงานบริการดีมากและสามารถอธิบายรายละเอียดของอาหารได้แทบไม่ต่างจากเชฟ
รูปที่ 69
รสชาติอาหารแต่ละคอร์สถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน เชฟ Jonnie ได้แสดงออกถึงตัวตนความเป็นชาวดัตช์ลงไปในอาหารแต่ละจานซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคชั้นสูงจนสามารถเรียกเสียงว้าวจากคนทานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคตื่นตาตื่นใจ ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของห้องอาหารชั้นสูงในยุโรป พนักงานบริการดีมากและสามารถอธิบายรายละเอียดของอาหารได้แทบไม่ต่างจากเชฟ
จากที่กล่าวมาทำให้ De Librije เป็นร้านอาหารชั้นสูงที่ควรค่ากับการออกเดินทางไกลเพื่อไปสัมผัสประสบการณ์อันแสนวิเศษดูสักครั้งในชีวิต
รูปที่ 70
จากที่กล่าวมาทำให้ De Librije เป็นร้านอาหารชั้นสูงที่ควรค่ากับการออกเดินทางไกลเพื่อไปสัมผัสประสบการณ์อันแสนวิเศษดูสักครั้งในชีวิต
สวนสมุนไพรหลังร้าน
รูปที่ 71
สวนสมุนไพรหลังร้าน
ส่วนใครเดินทางมาไกลทางโรงแรมยังนำเสนอห้องพักจำนวน 19 ห้องตั้งชื่อตามดอกไม้ต่างๆ แม้ว่าแต่ละห้องจะเคยเป็นคุกเก่าแต่เชฟ Jonnie การันตีว่าภายในถูกปรับโฉมเสียใหม่จนกลายเป็นห้องพักสุดหรูที่ลูกค้าจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน
รูปที่ 72
ส่วนใครเดินทางมาไกลทางโรงแรมยังนำเสนอห้องพักจำนวน 19 ห้องตั้งชื่อตามดอกไม้ต่างๆ แม้ว่าแต่ละห้องจะเคยเป็นคุกเก่าแต่เชฟ Jonnie การันตีว่าภายในถูกปรับโฉมเสียใหม่จนกลายเป็นห้องพักสุดหรูที่ลูกค้าจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน
ป้ายหน้าร้าน
รูปที่ 73
ป้ายหน้าร้าน
ก่อนกลับพนักงานจะมอบเครื่องเทศ Baharat ในหลอดพลาสติกจิ๋วให้ลูกค้านำกลับบ้านเป็นที่ระลึก
รูปที่ 74
ก่อนกลับพนักงานจะมอบเครื่องเทศ Baharat ในหลอดพลาสติกจิ๋วให้ลูกค้านำกลับบ้านเป็นที่ระลึก

แกลเลอรี