
De Bokkedoorns · เดอ โบกเกอดอร์นส์
Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — De Bokkedoorns, Zeeweg 53, 2051 EB Overveen, The Netherlands
🎗 [INTRO] เนเธอแลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามและเงียบสงบแต่หากพูดถึงเรื่องของร้านอาหารชั้นสูงหรือร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดทำการมาอย่างยาวนานนั้นประเทศแห่งกังหันลมนี้ดูจะถูกบดบังด้วยประเทศรอบข้างอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยี่ยมอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามคำพูดนี้ดูจะไม่จริงเสมอไปโดยเฉพาะที่ De Bokkedoorns ห้องอาหารเก่าแก่ที่สามารถรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ต่อเนื่องถึง 31 ปี นับว่ายาวนานที่สุดในประเทศเนเธอแลนด์ทั้งยังสามารถคงความสม่ำเสมอของคุณภาพและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลาอีกด้วย
🎗 [THE PLACE] ย้อนไปในปี 1958 พื้นที่บริเวณ Overveen ได้มีการขุดทะเลสาบแห่งที่สองขึ้นข้าง ๆ กันกับทะเลสาบเดิม เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ John และ Miep Beeren ก่อตั้งห้องอาหารและเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1961 พร้อมกับนำเสนออาหารอย่างง่ายในช่วงแรก ๆ ก่อนที่ลูกชายคือคุณ John Beeren Junior จะเรียนจบมาจาก Hogere Hotelschool ในนคร Hague และย้ายมาร่วมงานกับคุณพ่อในปี 1977 หลังจากนั้นอาหารที่ร้านเริ่มได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ระหว่างปี 1978 ถึง 1990 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ตั้งแต่ปี 1991 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ Head Chef ในช่วงปีนั้นคือ Lucas Rive ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์ที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถคว้าดาวทั้งสองดวงมาครองได้สำเร็จที่อายุ 29 ปีอีกด้วย ตัวร้านตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Overveen ริมชายฝั่งทะเล North Sea ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ สำหรับใครที่เดินทางมาจากกรุง Amsterdam อาจใช้เวลาราว 35 นาทีในการขับรถผ่านกลางเมือง Haarlem เพื่อเข้าถึงหมู่บ้านแห่งนี้ ถึงจะผ่านการปรับปรุงมามากแต่ตัวอาคารมองจากภายนอกยังคงมีบางส่วนที่ให้กลิ่นอายของห้องอาหารชั้นสูงในช่วงยุค 60s ทั้งยังมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางสันทรายในอุทยานแห่งชาติ Zuid-Kennemerland National Park ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบและล้อมรอบไปด้วยแมกไม้เขียวขจี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการปรับปรุงใหม่ตลอดเวลาโดยตกแต่งออกมาในสไตล์โมเดิร์น ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งด้วยงานศิลป์ในขณะที่อีกสามฝั่งกั้นด้วยกระจกใสช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา อีกหนึ่งจุดดึงดูดสายตาคงหนีไม่พ้นโคมไฟที่ออกแบบมาได้อย่างมีสไตล์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เทอเรสริมทะเลสาบสำหรับนั่งรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ
🎗 [THE CHEF & THE FOOD] เชฟ Roy Eijkelkamp ได้เข้ามาร่วมงานกับ De Bokkedoorns มาตั้งแต่ปี 2008 ในตำแหน่ง Sous Chef นานถึง 5 ปีก่อนจะเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารจากเชฟ Lucas Rive (ผู้ที่สามารถคว้าดาวทั้งสองดวงมาครองได้ในปี 1991) โดยเฉพาะการสร้างมิติและความลึกของซอสจน MICHELIN Guide ถึงกับเขียนคำแนะนำให้ใช้ขนมปังปาดซอสให้เกลี้ยงจานก่อนที่เจ้าของร้านรุ่นที่สามอย่าง Pascal Beeren จะมอบหมายงานให้เขากุมบังเหียนห้องครัวมาตั้งแต่ปี 2016 เมนูต่าง ๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารคลาสสิคแต่กลับได้รับการแต่งเติมองค์ประกอบให้ออกมามีความร่วมสมัยและไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถสัมผัสอาหารได้หลากหลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Vegetarian 4 Course (125 €), Menu Alliance 4 Course (125 €), Menu Gastronomique 5 Course (140 €), Menu de Nos Délices 6 Course (155 €) และ Menu Bokkedoorns 7 Course (170 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันตามใจชอบด้วยเช่นกัน สำหรับ Wine Cellar ของที่นี่ได้จากการสั่งสมไวน์คุณภาพดีมานานกว่า 60 ปีพร้อมกับนำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น
✨ Seabass
Ceviche with a cremeux of Colatura di Alici, pearls of anchovies and a passionfruit vinaigrette
เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วย Sea Bass หรือปลาในกลุ่มปลากะพงแล่มาเป็นชิ้นบาง ๆ เสริมด้วยรสชาติเค็มอุมามิของ Colatura di Alici หรือน้ำปลาสไตล์อิตาเลียนทำมาจาก Anchovies แล้วเสิร์ฟมาในลักษณะของครีม ด้านบนคือแผ่น Curry Crisp ให้อโรมาหอม ๆ ของแกง รอบ ๆ คือไข่มุกสีน้ำตาลเข้มเตรียมมาจาก Anchovies อีกเช่นกัน จากนั้นเพิ่มความสดชื่นด้วยรสชาติเปรี้ยวของเสาวรสที่ราดมาเป็นซอส Vinaigrette รอบ ๆ จาน (18/20)
✨ Anjou pigeon
Roasted with green asparagus en croûte, gel of mustard and a sauce of sherry.
Main Course ในเซ็ตเมนูหลักคือนกพิราบจากฟาร์มในเมือง Anjou ทางตอนใต้ของนคร Lyon เชฟย่างมาอย่างดีจนได้ความสุกระดับ Medium Rare ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนและ Gamey ด้านบนเมล็ดมัสตาร์ดกรอบ ๆ ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส ข้างกันคือ Green Asparagus en Croûte หรือหน่อไม้ฝรั่งที่พันห่อด้วยแป้งพัฟกรอบ ๆ ท็อปด้วยเมล็ดมัสตาร์ดและเนื้อน่องนกพิราบฉีก จากนั้นพนักงานจะเทราด Sherry Sauce ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น (18/20)
✨ Wagyu
Roasted with candied potato, steak tartare, bone marrow, Impérial caviar, green herbs and a red wine gravy
เนื้อวัว Wagyu ระดับ A5 ย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Impérial Caviar ช่วยเสริมรสชาติให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ข้างกันคือ Candied Potato มีลักษณะเป็นมันฝรั่งสอดไส้ตรงกลางด้วย Steak Tartare ยังมีองค์ประกอบของ Dry Aged Dutch Beetroot ที่นำ Dutch Beetroot ขนาดใหญ่ไปผ่านกระบวนการบ่มนานถึง 26 วันจนมีขนาดเล็กลงช่วยเพิ่ม Earthy Aroma ที่พอเหมาะยังมีองค์ประกอบ Piccalily Gel รสเปรี้ยว จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Red Wine Gravy ที่มีอโรมาหอม ๆ ของสมุนไพรลงไปเป็นอันพร้อมรับประทาน (19/20)
🎗 [WHY GO] De Bokkedoorns เป็นหนึ่งในตำนานของห้องอาหารดัตช์ผู้ถือครองรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มานานกว่า 31 ปี ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าและสมเหตุสมผล การบริการในทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น อย่าลืมสั่งชาหรือกาแฟมาดื่มปิดท้ายสักแก้วเพื่อลิ้มลองคู่กันกับ Petit Fours รสเลิศ สำหรับใครที่มาท่องเที่ยวพร้อมกับเช่ารถยนต์หรือมีรถส่วนตัวเราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้ใส่ชื่อของ De Bokkedoorns เอาไว้ในแผนการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสบรรยากาศของห้องอาหารระดับตำนานที่เปลี่ยนแปลงให้อาหารทุกจานมีความโมเดิร์นและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลา
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 41 รูป

![🎗 [INTRO] เนเธอแลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามและเงียบสงบแต่หากพูดถึงเรื่องของร้านอาหารชั้นสูงหรือร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดทำการมาอย่างยาวนานนั้นประเทศแห่งกังหันลมนี้ดูจะถูกบดบังด้วยประเทศรอบข้างอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยี่ยมอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามคำพูดนี้ดูจะไม่จริงเสมอไปโดยเฉพาะที่ De Bokkedoorns ห้องอาหารเก่าแก่ที่สามารถรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ต่อเนื่องถึง 31 ปี นับว่ายาวนานที่สุดในประเทศเนเธอแลนด์ทั้งยังสามารถคงความสม่ำเสมอของคุณภาพและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลาอีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/304950139_8453583164716406_533313045569071021_n.webp)
























![🎗 [THE FOOD] ลูกค้าสามารถสัมผัสอาหารได้หลากหลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Vegetarian 4 Course (125 €), Menu Alliance 4 Course (125 €), Menu Gastronomique 5 Course (140 €), Menu de Nos Délices 6 Course (155 €) และ Menu Bokkedoorns 7 Course (170 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันตามใจชอบด้วยเช่นกัน สำหรับ Wine Cellar ของที่นี่ได้จากการสั่งสมไวน์คุณภาพดีมานานกว่า 60 ปีพร้อมกับนำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/302283453_8453580471383342_6165696672979001871_n.webp)
![🎗 [THE PLACE] ย้อนไปในปี 1958 พื้นที่บริเวณ Overveen ได้มีการขุดทะเลสาบแห่งที่สองขึ้นข้าง ๆ กันกับทะเลสาบเดิม เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ John และ Miep Beeren ก่อตั้งห้องอาหารและเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1961 พร้อมกับนำเสนออาหารอย่างง่ายในช่วงแรก ๆ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/305029834_8453581871383202_1427860127793357401_n.webp)







![🎗 [THE CHEF] เชฟ Roy Eijkelkamp ได้เข้ามาร่วมงานกับ De Bokkedoorns มาตั้งแต่ปี 2008 ในตำแหน่ง Sous Chef นานถึง 5 ปีก่อนจะเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารจากเชฟ Lucas Rive (ผู้ที่สามารถคว้าดาวทั้งสองดวงมาครองได้ในปี 1991) โดยเฉพาะการสร้างมิติและความลึกของซอสจน MICHELIN Guide ถึงกับเขียนคำแนะนำให้ใช้ขนมปังปาดซอสให้เกลี้ยงจานก่อนที่เจ้าของร้านรุ่นที่สามอย่าง Pascal Beeren จะมอบหมายงานให้เขากุมบังเหียนห้องครัวมาตั้งแต่ปี 2016](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/285349096_8453583681383021_279683429139203760_n.webp)




![🎗 [WHY GO] De Bokkedoorns เป็นหนึ่งในตำนานของห้องอาหารดัตช์ผู้ถือครองรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มานานกว่า 31 ปี ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าและสมเหตุสมผล การบริการในทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น อย่าลืมสั่งชาหรือกาแฟมาดื่มปิดท้ายสักแก้วเพื่อลิ้มลองคู่กันกับ Petit Fours รสเลิศ สำหรับใครที่มาท่องเที่ยวพร้อมกับเช่ารถยนต์หรือมีรถส่วนตัวเราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้ใส่ชื่อของ De Bokkedoorns เอาไว้ในแผนการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสบรรยากาศของห้องอาหารระดับตำนานที่เปลี่ยนแปลงให้อาหารทุกจานมีความโมเดิร์นและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลา](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2022/11/285742786_8453583734716349_481853250600619622_n.webp)
