GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Dal Pescatore
3 MICHELIN Stars

ItalyDal Pescatore · ดัล เปสกาโตเร

Italian Contemporary · อาหารอิตาลีร่วมสมัย — località Runate 15, Runate, 46013, Italy

🎗️ [INTRO] Dal Pescatore คือร้านอาหารระดับตำนานที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางธรรมชาติในแคว้น Lombardy กิจการบริหารจัดการโดยครอบครัว Santini มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารแต่ยังเป็นบทบันทึกของการเดินทางผ่านลูกหลานถึง 4 รุ่นสะท้อนความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างอาหาร ผู้คน และดินแดนที่หล่อเลี้ยงพวกเขาไว้ Dal Pescatore จึงเป็นจุดหมายที่เชื่อมโยงทั้งประเพณีและความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างกลมกลืนในทุก ๆ จาน

🎗️ [THE PLACE] Dal Pescatore Santini ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Runate ในแคว้น Lombardy ของประเทศอิตาลี หลังจากจอดรถลูกค้าจะเดินเข้ามาพบกับจุดตรวจสอบการจองและห้องรับรองขนาดใหญ่ ถัดเข้าไปคือห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งโดยผสมผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน พื้นไม้สีเข้มขัดเงาอย่างดีช่วยเพิ่มความอบอุ่นและความหรูหรา หน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงจากธรรมชาติในช่วงกลางวัน ลูกค้าสามารถมองเห็นวิวสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพืชพรรณหลากหลายชนิดสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติ สำหรับช่วงมื้อค่ำทางร้านเลือกใช้โคมไฟดีไซน์คลาสสิกให้แสงสว่างที่อบอุ่นช่วยสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและเป็นกันเอง ภายในร้านยังมีการจัดแสดงของตกแต่งเช่นหนังสือ รูปภาพ รวมไปถึงของที่ระลึกจากแขกผู้มีชื่อเสียงที่เคยมาเยือนสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความภาคภูมิใจของครอบครัว Santini ข้าง ๆ กับตัวร้านยังเป็นที่ตั้งของ Cascina Runate Farm โครงการเกษตรกรรมและฟาร์มที่ดำเนินการโดยคุณ Valentina ประกอบไปด้วยพื้นที่เกษตรอินทรีย์กว่า 1,000 ตารางเมตร, สวนผลไม้, รังผึ้ง 6 หลัง, ต้นไม้ผลราว 20 ต้น, วัวพันธุ์ดี 14 ตัว, ไก่ไข่ 50 ตัว และป่าธรรมชาติอีก 6 เฮกตาร์ ทั้งหมดนี้ผสานรวมเข้ากันกับร้านอาหารอย่างกลมกลืนโดยปราศจากการขนส่งทางไกลจนเรียกได้ว่าเป็น Zero-mile Cuisine อย่างแท้จริง

🎗️ [THE CHEF] ประวัติของร้าน Dal Pescatore และครอบครัว Santini ต้องเล่าย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1920 เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ Antonio Santini ผู้เป็นเจ้าของเรือตกปลาและรับคนข้ามฟากแม่น้ำ Oglio ได้พบรักกับคุณ Teresa Mazzi ซึ่งเป็นลูกสาวของชาวไร่จากเกาะ Dovarese ผู้ซึ่งเคยอพยพไปเก็บเกี่ยวกาแฟที่บราซิล ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1926 ก่อนจะตัดสินใจเปิดร้านอาหารในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ร่วมกันโดยใช้ชื่อว่า “Vino e Pesce“ หรือ “Wine and Fish” โดยคุณ Antonio รับหน้าที่ออกไปตกปลารวมไปถึงเสิร์ฟอาหารและคุณ Teresa คอยจัดเตรียมอาหารโดยเฉพาะเมนูปลาจากแม่น้ำที่ส่วนมากนำไปทอดจนกรอบจับคู่มากับไวน์ Lambrusco ที่คุณ Antonio ทำเอง ตัวร้านกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมโดยเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ผู้คนมารวมตัวกันอย่างครึกครื้น ต่อมาในปี 1927 ลูกชายของทั้งคู่นามว่า Giovanni Santini ได้ถือกำเนิดขึ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไปเขาแต่งงานกับ Bruna Rubes ซึ่งเป็นสาวชาวไร่จากเมือง Asola ในปี 1952 ทั้งคู่ยังรับช่วงต่อเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 และให้กำเนิดลูกชายที่ตั้งชื่อตามคุณปู่ว่า Antonio ในปี 1953 ระหว่างนี้คุณ Bruna ได้ผันตัวเข้ามาช่วยงานครัวรับหน้าที่เตรียมพาสต้าเส้นสดโดยเฉพาะพาสต้าแบบใส่ไข่เช่น Agnoli in Brodo หรือ Tortelli di Zucca ซึ่งกลายมาเป็นเมนูเด็ดประจำร้าน กาลเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรับปรุงรูปแบบเมนูและขยับขยายจนกลายมาเป็นร้านสไตล์ Trattoria ที่ใหญ่มากขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “Dal Pescatore” ที่แปลตรงตัวได้ว่า “จากคนหาปลา” ลูกค้าเริ่มเดินทางมาจาก Milan และภูมิภาคโดยรอบรวมไปถึงขาประจำอย่างพี่น้องศิลปินและบรรณาธิการ Aldo & Renzo Cortina และนักข่าว Gianni Brera ต่อมาในปี 1974 คุณ Antonio แต่งงานกับคุณ Nadia สาวชาวเมือง Vicenza และรับช่วงดูแลกิจการต่อเป็นรุ่นที่ 3 ทั้งคู่ออกเดินทางไปฮันนีมูนที่ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกับแวะชิมห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งทั้ง Paul Bocuse, Maison Troisgros และ Auberge de l'Ill ก่อนจะกลับมาปรับโฉมร้านของตัวเองครั้งใหญ่โดยการขยายระยะห่างระหว่างโต๊ะ ลดพื้นที่ผนัง เพิ่มหน้าต่างให้ภายในเชื่อมโยงกันกับสวนด้านนอก ทั้งยังเพิ่มห้องอ่านหนังสือและห้องสูบซิการ์เข้าไปด้วย ในปี 1980 เชฟ Antonio กับเพื่อนเชฟอีกหลายคนก่อตั้งสมาคม “Linea Italia in cucina” และในปี 1982 เขาและเชฟ Gualtiero Marchesi ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคม “Le Soste” ขึ้นอีกด้วย Dal Pescatore ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ “Relais & Châteaux” ตั้งแต่ปี 1990 และได้รับคัดเลือกใน “Les Grandes Tables du Monde” ในปี 1992 พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กิจการถูกส่งต่อมายังรุ่นที่ 4 คือคุณ Giovanni Jr. โดยตัวเขาเกิดปี 1976 และเริ่มต้นทำงานในครัวกับคุณแม่และยายมาตั้งแต่ปี 1996 นอกจากนี้ยังมีน้องชายอย่างคุณ Alberto ซึ่งรับหน้าที่ดูแลห้องอาหารและรายการไวน์อีกด้วย

🎗️ [THE FOOD] Dal Pescatore Santini นำเสนออาหารอิตาลีในรูปแบบร่วมสมัยโดยมีเมนูเด็ดจากครั้งอดีตตั้งแต่สมัยเจ้าของร้านรุ่นแรกอย่างคุณ Teresa รวมไปถึงเจ้าของร้านรุ่นถัด ๆ มาที่ค่อย ๆ ถูกพัฒนาเรื่อยมานานกว่าหลายทศวรรษ ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารได้ตามใจชอบผ่านรายการแบบ À La Carte อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้เลือกสั่ง Tasting Menu ที่มีให้เลือก 2 รูปแบบคือ Menu di Primavera (210 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์สและ Menu del Pescatore (290 €) นำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ตัวอย่างเมนูเด็ดในครั้งนี้คือ

✨ Terrina with lobster, Caviar Oscietra Royal and Extra-Virgin Olive Oil of Tuscany

เทอร์รีนสัมผัสละมุนลิ้นสร้างมิติกับความกรอบของเนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว เชฟเสิร์ฟแบบเย็นคู่กันกับ Caviar Oscietra Royal ให้รสอูมามิที่มีมิติ เราสามารถสัมผัสได้ถึงอโรมาของน้ำมันมะกอก EVO จากแคว้น Tuscany นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของขิงหมักให้มาด้วย (19/20)

✨ Ox liver (Cascina Runate farm) with red onion and escarole

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือตับวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้านให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก อโรมาของตับเบามาก ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งความโดดเด่นของตับวัวที่ดี เชฟเสริมด้วยรสชาริเข้มข้นของหอมแดง ความสดชื่นของผัก Escarole นอกจากนี้ยังมีความกรอบที่ได้จาก Polenta Chip หรือแผ่นกรอบของข้าวโพดอีกด้วย (20/20)

✨ Tortelli with Pumpkin, Butter and Parmigiano Reggiano (Pumpkin, Amaretti, Mustard and Parmigiano Reggiano)

สุดยอดเมนู Signature Dish ของร้านคือ Tortelli di Zucca พาสต้าทรงเกี๊ยวทำเองสอดไส้ฟักทองผสมผสานกันกับบิสกิต Amaretti และมัสตาร์ดให้รสชาติที่หวานนำราวกับอนยู่ตรงกลางระหว่างของคาวและของหวาน ทั้งยังมีกลิ่นหอมโดดเด่น จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Parmigiano Reggiano ให้รสชาติอูมามิกลมกล่อมลงตัว (18/20)

🎗️ [WHY GO] Dal Pescatore คือร้านอาหารที่ยืนหยัดในความคลาสสิกและความรักในท้องถิ่นมาเกือบศตวรรษ ตระกูล Santini สามารถนำเสนออาหารที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และรสชาติที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ไหลตามกระแสนิยม แต่ละจานร้อยเรียงความทรงจำจากรุ่นปู่ย่ามาจนถึงแนวคิดแบบร่วมสมัยของเชฟรุ่นใหม่ภายใต้บรรยากาศของบ้านอันแสนอบอุ่นรวมไปถึงวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์ม Cascina Runate และการนำเสนอวัตถุดิบแบบ Zero-mile Cuisine คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก — Dal Pescatore จึงไม่เป็นแต่เพียงร้านอาหาร Fine Dining สุดหรู หากแต่เป็นประสบการณ์ที่สะท้อนรากเหง้าของอาหารอิตาลีในแบบที่ยังคงความร่วมสมัยออกมาได้อย่างงดงาม

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 39 รูป

🇮🇹 Dal Pescatore - ดัล เปสกาโตเร🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาลีร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Nadia & Giovanni Santini - เชฟนาเดีย & จิโอวานนี ซานตินี
รูปที่ 1
🇮🇹 Dal Pescatore - ดัล เปสกาโตเร🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาลีร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Nadia & Giovanni Santini - เชฟนาเดีย & จิโอวานนี ซานตินี
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเป็นครีมมันฝรั่งจากสวนของทางร้านและหมึกชิ้นจิ๋วให้เนื้อสัมผัสที่สุกกำลังดี (17/20)
รูปที่ 2
Amuse-boucheเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเป็นครีมมันฝรั่งจากสวนของทางร้านและหมึกชิ้นจิ๋วให้เนื้อสัมผัสที่สุกกำลังดี (17/20)
Amuse-boucheตรงกลางโต๊ะประกอบไปด้วย Parmigiano Reggiano Cheese Tuile ให้ความกึ่งกรอบกึ่งหนึบและรสชาติเค็มชวนน้ำลายสอ ยังมี Tiasted Bread หรือขนมปังย่างจับคู่มากับครีม Anchovies และชิ้นกะหล่ำ Caro Romanesco หั่นครึ่งแล้วย่างให้ความกรอบที่มีมิติ สุดท้ายคือ Ox Tongue หรือลิ้นวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้าน เชฟเสิร์ฟมากับซอส Mayonnaise และ Pasta Brisée หรือพาสต้ากรอบ (17/20)
รูปที่ 3
Amuse-boucheตรงกลางโต๊ะประกอบไปด้วย Parmigiano Reggiano Cheese Tuile ให้ความกึ่งกรอบกึ่งหนึบและรสชาติเค็มชวนน้ำลายสอ ยังมี Tiasted Bread หรือขนมปังย่างจับคู่มากับครีม Anchovies และชิ้นกะหล่ำ Caro Romanesco หั่นครึ่งแล้วย่างให้ความกรอบที่มีมิติ สุดท้ายคือ Ox Tongue หรือลิ้นวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้าน เชฟเสิร์ฟมากับซอส Mayonnaise และ Pasta Brisée หรือพาสต้ากรอบ (17/20)
Bread selectionsขนมปังโฮมเมดประกอบไปด้วยขนมปัง Sourdough, Breadsticks with olive, Focaccia with oregano & honey โดยทั้งหมดเตรียมขึ้นที่ร้านแม้กระทั่งน้ำผึ้งที่เลี้ยงผึ้งและเตรียมขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังมีเนยจากแถบหุบเขา Val di Non ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาคู่กัน
รูปที่ 4
Bread selectionsขนมปังโฮมเมดประกอบไปด้วยขนมปัง Sourdough, Breadsticks with olive, Focaccia with oregano & honey โดยทั้งหมดเตรียมขึ้นที่ร้านแม้กระทั่งน้ำผึ้งที่เลี้ยงผึ้งและเตรียมขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังมีเนยจากแถบหุบเขา Val di Non ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาคู่กัน
Terrina with lobster, Caviar Oscietra Royal and Extra-Virgin Olive Oil of Tuscanyเทอร์รีนสัมผัสละมุนลิ้นสร้างมิติกับความกรอบของเนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว เชฟเสิร์ฟแบบเย็นคู่กันกับ Caviar Oscietra Royal ให้รสอูมามิที่มีมิติ เราสามารถสัมผัสได้ถึงอโรมาของน้ำมันมะกอก EVO จากแคว้น Tuscany นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของขิงหมักให้มาด้วย (19/20)
รูปที่ 5
Terrina with lobster, Caviar Oscietra Royal and Extra-Virgin Olive Oil of Tuscanyเทอร์รีนสัมผัสละมุนลิ้นสร้างมิติกับความกรอบของเนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว เชฟเสิร์ฟแบบเย็นคู่กันกับ Caviar Oscietra Royal ให้รสอูมามิที่มีมิติ เราสามารถสัมผัสได้ถึงอโรมาของน้ำมันมะกอก EVO จากแคว้น Tuscany นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของขิงหมักให้มาด้วย (19/20)
Artichoke with fresh salad from vegetable garden, citrus cream and Black Truffle of the Morainic Hillsอาร์ติโชคย่างสอดไส้ครีมซิตรัส เชฟเสิร์ฟมากับสลัดสด ๆ จากสวนของทางร้าน รอบ ๆ คือครีมที่เตรียมมาจากอาร์ติโชค รอบ ๆ คือครีมที่เตรียมมาจากส่วนต้น (Stem) ของอาร์ติโชคให้อโรมาของดินเสริมด้วยรสเปรี้ยวของครีมซิตรัส จากนั้นท็อปด้านบนด้วยทรัฟเฟิลดำอีกทีหนึ่ง (17/20)
รูปที่ 6
Artichoke with fresh salad from vegetable garden, citrus cream and Black Truffle of the Morainic Hillsอาร์ติโชคย่างสอดไส้ครีมซิตรัส เชฟเสิร์ฟมากับสลัดสด ๆ จากสวนของทางร้าน รอบ ๆ คือครีมที่เตรียมมาจากอาร์ติโชค รอบ ๆ คือครีมที่เตรียมมาจากส่วนต้น (Stem) ของอาร์ติโชคให้อโรมาของดินเสริมด้วยรสเปรี้ยวของครีมซิตรัส จากนั้นท็อปด้านบนด้วยทรัฟเฟิลดำอีกทีหนึ่ง (17/20)
Agnoli (tortellini) with chicken brothAgnoli หรือพาสต้าทรงเกี๊ยวสอดไส้เนื้อวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้าน จากนั้นต้มจนสุกในน้ำ Brodo หรือน้ำซุปไก่เสิร์ฟมาแบบอุ่น ๆ รสชาติกลมกล่อมลงตัวมาก ๆ (18/20)
รูปที่ 7
Agnoli (tortellini) with chicken brothAgnoli หรือพาสต้าทรงเกี๊ยวสอดไส้เนื้อวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้าน จากนั้นต้มจนสุกในน้ำ Brodo หรือน้ำซุปไก่เสิร์ฟมาแบบอุ่น ๆ รสชาติกลมกล่อมลงตัวมาก ๆ (18/20)
Guinea fowl with Apicius SauceGuinea Fowl หรือไก่ต๊อกเนื้อนุ่มและสุกพอเหมาะเสิร์ฟมากับ Apicius Sauce ซึ่งเป็นซอสที่ตั้งชื่อตาม Marcus Gavius Apicius โดยทางร้านปรับมาใช้สูตรของตัวเองให้รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ข้าง ๆ กันคือชิ้นมะม่วงสุกรวมไปถึงแอปเปิ้ลและทับทิม ยังมีซอสทับทิม ทับทิม และมะม่วงสุกเสิร์ฟมาช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (18/20)
รูปที่ 8
Guinea fowl with Apicius SauceGuinea Fowl หรือไก่ต๊อกเนื้อนุ่มและสุกพอเหมาะเสิร์ฟมากับ Apicius Sauce ซึ่งเป็นซอสที่ตั้งชื่อตาม Marcus Gavius Apicius โดยทางร้านปรับมาใช้สูตรของตัวเองให้รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ข้าง ๆ กันคือชิ้นมะม่วงสุกรวมไปถึงแอปเปิ้ลและทับทิม ยังมีซอสทับทิม ทับทิม และมะม่วงสุกเสิร์ฟมาช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (18/20)
Ox liver (Cascina Runate farm) with red onion and escaroleหนึ่งในจานที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือตับวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้านให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก อโรมาของตับเบามาก ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งความโดดเด่นของตับวัวที่ดี เชฟเสริมด้วยรสชาริเข้มข้นของหอมแดง ความสดชื่นของผัก Escarole นอกจากนี้ยังมีความกรอบที่ได้จาก Polenta Chip หรือแผ่นกรอบของข้าวโพดอีกด้วย (20/20)
รูปที่ 9
Ox liver (Cascina Runate farm) with red onion and escaroleหนึ่งในจานที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือตับวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้านให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก อโรมาของตับเบามาก ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งความโดดเด่นของตับวัวที่ดี เชฟเสริมด้วยรสชาริเข้มข้นของหอมแดง ความสดชื่นของผัก Escarole นอกจากนี้ยังมีความกรอบที่ได้จาก Polenta Chip หรือแผ่นกรอบของข้าวโพดอีกด้วย (20/20)
Tortelli with Pumpkin, Butter and Parmigiano Reggiano (Pumpkin, Amaretti, Mustard and Parmigiano Reggiano)สุดยอดเมนู Signature Dish ของร้านคือ Tortelli di Zucca พาสต้าทรงเกี๊ยวทำเองสอดไส้ฟักทองผสมผสานกันกับบิสกิต Amaretti และมัสตาร์ดให้รสชาติที่หวานนำราวกับอนยู่ตรงกลางระหว่างของคาวและของหวาน ทั้งยังมีกลิ่นหอมโดดเด่น จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Parmigiano Reggiano ให้รสชาติอูมามิกลมกล่อมลงตัว (18/20)
รูปที่ 10
Tortelli with Pumpkin, Butter and Parmigiano Reggiano (Pumpkin, Amaretti, Mustard and Parmigiano Reggiano)สุดยอดเมนู Signature Dish ของร้านคือ Tortelli di Zucca พาสต้าทรงเกี๊ยวทำเองสอดไส้ฟักทองผสมผสานกันกับบิสกิต Amaretti และมัสตาร์ดให้รสชาติที่หวานนำราวกับอนยู่ตรงกลางระหว่างของคาวและของหวาน ทั้งยังมีกลิ่นหอมโดดเด่น จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Parmigiano Reggiano ให้รสชาติอูมามิกลมกล่อมลงตัว (18/20)
Risotto with saffron, spinach and milk fondueSaffron Risotto นำเสนอมาโดยมีเมล็ดข้าวสุกกำลังพอเหมาะ ด้านยนท็อปด้วยผักปวยเล้งและฟองดูนม ไฮไลท์คือการบาลานซ์รสชาติด้วยน้ำส้มสายชูบัลซามิคของทางร้านที่ผ่านการบ่มมานานกว่า 20 ปี (18/20)
รูปที่ 11
Risotto with saffron, spinach and milk fondueSaffron Risotto นำเสนอมาโดยมีเมล็ดข้าวสุกกำลังพอเหมาะ ด้านยนท็อปด้วยผักปวยเล้งและฟองดูนม ไฮไลท์คือการบาลานซ์รสชาติด้วยน้ำส้มสายชูบัลซามิคของทางร้านที่ผ่านการบ่มมานานกว่า 20 ปี (18/20)
Grilled eel with fresh salad from vegetable gardenปลาไหลย่างสุกกำลังดี เนื้อฟูกรอบ เสิร์ฟมากับสลัดผัก Radicchio จากสวนของทางร้านให้รสชาติขมนำ (15/20)
รูปที่ 12
Grilled eel with fresh salad from vegetable gardenปลาไหลย่างสุกกำลังดี เนื้อฟูกรอบ เสิร์ฟมากับสลัดผัก Radicchio จากสวนของทางร้านให้รสชาติขมนำ (15/20)
Shi drum with Sorrento lemon sauceหนึ่งในเมนูที่รังสรรค์มานานและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นคือปลาซึ่งในที่นี้คือ Shi Drum เสิร์ฟมากับซอสเลมอนคลาสสิกจากเมือง Sorrento ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ นอกจากนี้ยังมีความหวานของครีมแคร์รอตอีกด้วย (16/20)
รูปที่ 13
Shi drum with Sorrento lemon sauceหนึ่งในเมนูที่รังสรรค์มานานและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นคือปลาซึ่งในที่นี้คือ Shi Drum เสิร์ฟมากับซอสเลมอนคลาสสิกจากเมือง Sorrento ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ นอกจากนี้ยังมีความหวานของครีมแคร์รอตอีกด้วย (16/20)
Cheek of ox (Cascina Runate farm) with artichokesแก้มของวัวตัวผู้จากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้านเสิร์ฟมากับ Yellow Polenta จากหมู่บ้าน Storo ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีให้เนื้อสัมผัสหนืดแต่ไม่เหนียว หอมกลิ่นข้าวโพดพอเหมาะ (17/20)
รูปที่ 14
Cheek of ox (Cascina Runate farm) with artichokesแก้มของวัวตัวผู้จากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้านเสิร์ฟมากับ Yellow Polenta จากหมู่บ้าน Storo ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีให้เนื้อสัมผัสหนืดแต่ไม่เหนียว หอมกลิ่นข้าวโพดพอเหมาะ (17/20)
Saddle of venison with cabernet sauceเนื้อกวางส่วน Saddle หรือ Loin เสิร์ฟมาสุกพอเหมาะ เนื้อกวางนุ่ม ฉ่ำ ไม่เหนียว ด้านล่างคือซอสไวน์แดง Cabernet เข้มข้น ข้าง ๆ คือครีมแอปเปิ้ลช่วยตัดรสชาติกัน นอกจากนี้ยังมีผักต่าง ๆ จากสวนของทางร้านย่างมาให้อีกด้วย (17/20)
รูปที่ 15
Saddle of venison with cabernet sauceเนื้อกวางส่วน Saddle หรือ Loin เสิร์ฟมาสุกพอเหมาะ เนื้อกวางนุ่ม ฉ่ำ ไม่เหนียว ด้านล่างคือซอสไวน์แดง Cabernet เข้มข้น ข้าง ๆ คือครีมแอปเปิ้ลช่วยตัดรสชาติกัน นอกจากนี้ยังมีผักต่าง ๆ จากสวนของทางร้านย่างมาให้อีกด้วย (17/20)
Selection of Italian Cheeseในคอร์สยังรวมชีสต่าง ๆ เอาไว้ด้วยเริ่มต้นที่ 5 นาฬิกาคือ Caprino ชีสนมแพะที่ผ่านการบ่ม 15 วัน ต่อมาคือ Parmigiano Reggiano บริเวณ 12 นาฬิกาซึ่งผ่านการบ่มนาน 27 เดือน สุดท้ายคือ Gorgonzola ที่บ่มนาน 8 เดือน ทางร้านแนะนำให้จับคู่กับ Pear Mustard
รูปที่ 16
Selection of Italian Cheeseในคอร์สยังรวมชีสต่าง ๆ เอาไว้ด้วยเริ่มต้นที่ 5 นาฬิกาคือ Caprino ชีสนมแพะที่ผ่านการบ่ม 15 วัน ต่อมาคือ Parmigiano Reggiano บริเวณ 12 นาฬิกาซึ่งผ่านการบ่มนาน 27 เดือน สุดท้ายคือ Gorgonzola ที่บ่มนาน 8 เดือน ทางร้านแนะนำให้จับคู่กับ Pear Mustard
Selection of Italian Cheeseนอกจากนี้ยังมีขนมปังที่ใส่ลูกเกด มะเดื่อฝรั่ง และถั่วให้มาด้วย
รูปที่ 17
Selection of Italian Cheeseนอกจากนี้ยังมีขนมปังที่ใส่ลูกเกด มะเดื่อฝรั่ง และถั่วให้มาด้วย
Orange soufflé with passion fruit coulis (25 minutes)ซูเฟล่คุณภาพสูงสังเกตได้จากทรงที่ตั้งตรงสวยงาม เนื้อด้านในเบาละมุนมีความหอมของส้มโดดเด่น แนะนำให้ใช้ช้อนปัดลงไปเพื่อสร้างหลุมเล็ก ๆ เพื่อเทราดซอสเสาวรสรสเปรี้ยวลงไป (17/20)
รูปที่ 18
Orange soufflé with passion fruit coulis (25 minutes)ซูเฟล่คุณภาพสูงสังเกตได้จากทรงที่ตั้งตรงสวยงาม เนื้อด้านในเบาละมุนมีความหอมของส้มโดดเด่น แนะนำให้ใช้ช้อนปัดลงไปเพื่อสร้างหลุมเล็ก ๆ เพื่อเทราดซอสเสาวรสรสเปรี้ยวลงไป (17/20)
Amaretti semifreddo cake (coffee, cream of milk, croccante, sabayone)เค้ก Semifreddo ที่มีความกรุบกรอบของบิสกิต Amaretti ผสมผสานกันกับครีมนมหอม ๆ และ Sabayon อันแสนละมุน (16/20)
รูปที่ 19
Amaretti semifreddo cake (coffee, cream of milk, croccante, sabayone)เค้ก Semifreddo ที่มีความกรุบกรอบของบิสกิต Amaretti ผสมผสานกันกับครีมนมหอม ๆ และ Sabayon อันแสนละมุน (16/20)
Dream catcher: Yogurt with Acacia honey, raspberries and american grape sorbetโยเกิร์ตโฮมเมดที่ทางร้านทำเองเสิร์ฟมากับซอร์เบท์องุ่นแดงอเมริกัน รอบ ๆ คือราสเบอร์รี่ที่มีอโรมาหอม ๆ ของคาโมมายล์ ในจานยังมีความหวานของน้ำผึ้งอยู่อย่างกลมกล่อม (17/20)
รูปที่ 20
Dream catcher: Yogurt with Acacia honey, raspberries and american grape sorbetโยเกิร์ตโฮมเมดที่ทางร้านทำเองเสิร์ฟมากับซอร์เบท์องุ่นแดงอเมริกัน รอบ ๆ คือราสเบอร์รี่ที่มีอโรมาหอม ๆ ของคาโมมายล์ ในจานยังมีความหวานของน้ำผึ้งอยู่อย่างกลมกล่อม (17/20)
Petit foursสุดท้ายคือของหวานจิ๋ว 5 อย่างคือ Cannoncino with Vanilla Cream, Jelly of Apple and Grapefruit, Cream of Orange with Raspberry and Lime, Chocolate with Hazelnut และ Candied Grapefruit ปิดท้ายมื้ออาหารได้สมบูรณ์แบบ
รูปที่ 21
Petit foursสุดท้ายคือของหวานจิ๋ว 5 อย่างคือ Cannoncino with Vanilla Cream, Jelly of Apple and Grapefruit, Cream of Orange with Raspberry and Lime, Chocolate with Hazelnut และ Candied Grapefruit ปิดท้ายมื้ออาหารได้สมบูรณ์แบบ
รายการเครื่องดื่ม
รูปที่ 22
รายการเครื่องดื่ม
รายการเครื่องดื่ม
รูปที่ 23
รายการเครื่องดื่ม
รายการเครื่องดื่ม
รูปที่ 24
รายการเครื่องดื่ม
💰 ราคา 1,765 €/5 คน
รูปที่ 25
💰 ราคา 1,765 €/5 คน
🎗️ [INTRO] Dal Pescatore คือร้านอาหารระดับตำนานที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางธรรมชาติในแคว้น Lombardy กิจการบริหารจัดการโดยครอบครัว Santini มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารแต่ยังเป็นบทบันทึกของการเดินทางผ่านลูกหลานถึง 4 รุ่นสะท้อนความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างอาหาร ผู้คน และดินแดนที่หล่อเลี้ยงพวกเขาไว้ Dal Pescatore จึงเป็นจุดหมายที่เชื่อมโยงทั้งประเพณีและความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างกลมกลืนในทุก ๆ จาน
รูปที่ 26
🎗️ [INTRO] Dal Pescatore คือร้านอาหารระดับตำนานที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางธรรมชาติในแคว้น Lombardy กิจการบริหารจัดการโดยครอบครัว Santini มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารแต่ยังเป็นบทบันทึกของการเดินทางผ่านลูกหลานถึง 4 รุ่นสะท้อนความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างอาหาร ผู้คน และดินแดนที่หล่อเลี้ยงพวกเขาไว้ Dal Pescatore จึงเป็นจุดหมายที่เชื่อมโยงทั้งประเพณีและความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างกลมกลืนในทุก ๆ จาน
🎗️ [THE FOOD] Dal Pescatore Santini นำเสนออาหารอิตาลีในรูปแบบร่วมสมัยโดยมีเมนูเด็ดจากครั้งอดีตตั้งแต่สมัยเจ้าของร้านรุ่นแรกอย่างคุณ Teresa รวมไปถึงเจ้าของร้านรุ่นถัด ๆ มาที่ค่อย ๆ ถูกพัฒนาเรื่อยมานานกว่าหลายทศวรรษ
รูปที่ 27
🎗️ [THE FOOD] Dal Pescatore Santini นำเสนออาหารอิตาลีในรูปแบบร่วมสมัยโดยมีเมนูเด็ดจากครั้งอดีตตั้งแต่สมัยเจ้าของร้านรุ่นแรกอย่างคุณ Teresa รวมไปถึงเจ้าของร้านรุ่นถัด ๆ มาที่ค่อย ๆ ถูกพัฒนาเรื่อยมานานกว่าหลายทศวรรษ
ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารได้ตามใจชอบผ่านรายการแบบ À La Carte อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้เลือกสั่ง Tasting Menu ที่มีให้เลือก 2 รูปแบบคือ Menu di Primavera (210 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์สและ Menu del Pescatore (290 €) นำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี
รูปที่ 28
ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารได้ตามใจชอบผ่านรายการแบบ À La Carte อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้เลือกสั่ง Tasting Menu ที่มีให้เลือก 2 รูปแบบคือ Menu di Primavera (210 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์สและ Menu del Pescatore (290 €) นำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี
🎗️ [THE PLACE] Dal Pescatore Santini ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Runate ในแคว้น Lombardy ของประเทศอิตาลี หลังจากจอดรถลูกค้าจะเดินเข้ามาพบกับจุดตรวจสอบการจองและห้องรับรองขนาดใหญ่
รูปที่ 29
🎗️ [THE PLACE] Dal Pescatore Santini ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Runate ในแคว้น Lombardy ของประเทศอิตาลี หลังจากจอดรถลูกค้าจะเดินเข้ามาพบกับจุดตรวจสอบการจองและห้องรับรองขนาดใหญ่
ถัดเข้าไปคือห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งโดยผสมผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน พื้นไม้สีเข้มขัดเงาอย่างดีช่วยเพิ่มความอบอุ่นและความหรูหรา หน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงจากธรรมชาติในช่วงกลางวัน ลูกค้าสามารถมองเห็นวิวสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพืชพรรณหลากหลายชนิดสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติ
รูปที่ 30
ถัดเข้าไปคือห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งโดยผสมผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน พื้นไม้สีเข้มขัดเงาอย่างดีช่วยเพิ่มความอบอุ่นและความหรูหรา หน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงจากธรรมชาติในช่วงกลางวัน ลูกค้าสามารถมองเห็นวิวสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพืชพรรณหลากหลายชนิดสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติ
สำหรับช่วงมื้อค่ำทางร้านเลือกใช้โคมไฟดีไซน์คลาสสิกให้แสงสว่างที่อบอุ่นช่วยสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและเป็นกันเอง ภายในร้านยังมีการจัดแสดงของตกแต่งเช่นหนังสือ รูปภาพ รวมไปถึงของที่ระลึกจากแขกผู้มีชื่อเสียงที่เคยมาเยือนสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความภาคภูมิใจของครอบครัว Santini
รูปที่ 31
สำหรับช่วงมื้อค่ำทางร้านเลือกใช้โคมไฟดีไซน์คลาสสิกให้แสงสว่างที่อบอุ่นช่วยสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและเป็นกันเอง ภายในร้านยังมีการจัดแสดงของตกแต่งเช่นหนังสือ รูปภาพ รวมไปถึงของที่ระลึกจากแขกผู้มีชื่อเสียงที่เคยมาเยือนสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความภาคภูมิใจของครอบครัว Santini
ข้าง ๆ กับตัวร้านยังเป็นที่ตั้งของ Cascina Runate Farm โครงการเกษตรกรรมและฟาร์มที่ดำเนินการโดยคุณ Valentina ประกอบไปด้วยพื้นที่เกษตรอินทรีย์กว่า 1,000 ตารางเมตร, สวนผลไม้, รังผึ้ง 6 หลัง, ต้นไม้ผลราว 20 ต้น, วัวพันธุ์ดี 14 ตัว, ไก่ไข่ 50 ตัว และป่าธรรมชาติอีก 6 เฮกตาร์ ทั้งหมดนี้ผสานรวมเข้ากันกับร้านอาหารอย่างกลมกลืนโดยปราศจากการขนส่งทางไกลจนเรียกได้ว่าเป็น Zero-mile Cuisine อย่างแท้จริง
รูปที่ 32
ข้าง ๆ กับตัวร้านยังเป็นที่ตั้งของ Cascina Runate Farm โครงการเกษตรกรรมและฟาร์มที่ดำเนินการโดยคุณ Valentina ประกอบไปด้วยพื้นที่เกษตรอินทรีย์กว่า 1,000 ตารางเมตร, สวนผลไม้, รังผึ้ง 6 หลัง, ต้นไม้ผลราว 20 ต้น, วัวพันธุ์ดี 14 ตัว, ไก่ไข่ 50 ตัว และป่าธรรมชาติอีก 6 เฮกตาร์ ทั้งหมดนี้ผสานรวมเข้ากันกับร้านอาหารอย่างกลมกลืนโดยปราศจากการขนส่งทางไกลจนเรียกได้ว่าเป็น Zero-mile Cuisine อย่างแท้จริง
🎗️ [THE CHEF] ประวัติของร้าน Dal Pescatore และครอบครัว Santini ต้องเล่าย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1920 เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ Antonio Santini ผู้เป็นเจ้าของเรือตกปลาและรับคนข้ามฟากแม่น้ำ Oglio ได้พบรักกับคุณ Teresa Mazzi ซึ่งเป็นลูกสาวของชาวไร่จากเกาะ Dovarese ผู้ซึ่งเคยอพยพไปเก็บเกี่ยวกาแฟที่บราซิล ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1926 ก่อนจะตัดสินใจเปิดร้านอาหารในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ร่วมกันโดยใช้ชื่อว่า “Vino e Pesce“ หรือ “Wine and Fish” โดยคุณ Antonio รับหน้าที่ออกไปตกปลารวมไปถึงเสิร์ฟอาหารและคุณ Teresa คอยจัดเตรียมอาหารโดยเฉพาะเมนูปลาจากแม่น้ำที่ส่วนมากนำไปทอดจนกรอบจับคู่มากับไวน์ Lambrusco ที่คุณ Antonio ทำเอง ตัวร้านกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมโดยเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ผู้คนมารวมตัวกันอย่างครึกครื้น
รูปที่ 33
🎗️ [THE CHEF] ประวัติของร้าน Dal Pescatore และครอบครัว Santini ต้องเล่าย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1920 เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ Antonio Santini ผู้เป็นเจ้าของเรือตกปลาและรับคนข้ามฟากแม่น้ำ Oglio ได้พบรักกับคุณ Teresa Mazzi ซึ่งเป็นลูกสาวของชาวไร่จากเกาะ Dovarese ผู้ซึ่งเคยอพยพไปเก็บเกี่ยวกาแฟที่บราซิล ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1926 ก่อนจะตัดสินใจเปิดร้านอาหารในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ร่วมกันโดยใช้ชื่อว่า “Vino e Pesce“ หรือ “Wine and Fish” โดยคุณ Antonio รับหน้าที่ออกไปตกปลารวมไปถึงเสิร์ฟอาหารและคุณ Teresa คอยจัดเตรียมอาหารโดยเฉพาะเมนูปลาจากแม่น้ำที่ส่วนมากนำไปทอดจนกรอบจับคู่มากับไวน์ Lambrusco ที่คุณ Antonio ทำเอง ตัวร้านกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมโดยเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ผู้คนมารวมตัวกันอย่างครึกครื้น
ต่อมาในปี 1927 ลูกชายของทั้งคู่นามว่า Giovanni Santini ได้ถือกำเนิดขึ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไปเขาแต่งงานกับ Bruna Rubes ซึ่งเป็นสาวชาวไร่จากเมือง Asola ในปี 1952 ทั้งคู่ยังรับช่วงต่อเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 และให้กำเนิดลูกชายที่ตั้งชื่อตามคุณปู่ว่า Antonio ในปี 1953 ระหว่างนี้คุณ Bruna ได้ผันตัวเข้ามาช่วยงานครัวรับหน้าที่เตรียมพาสต้าเส้นสดโดยเฉพาะพาสต้าแบบใส่ไข่เช่น Agnoli in Brodo หรือ Tortelli di Zucca ซึ่งกลายมาเป็นเมนูเด็ดประจำร้าน
รูปที่ 34
ต่อมาในปี 1927 ลูกชายของทั้งคู่นามว่า Giovanni Santini ได้ถือกำเนิดขึ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไปเขาแต่งงานกับ Bruna Rubes ซึ่งเป็นสาวชาวไร่จากเมือง Asola ในปี 1952 ทั้งคู่ยังรับช่วงต่อเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 และให้กำเนิดลูกชายที่ตั้งชื่อตามคุณปู่ว่า Antonio ในปี 1953 ระหว่างนี้คุณ Bruna ได้ผันตัวเข้ามาช่วยงานครัวรับหน้าที่เตรียมพาสต้าเส้นสดโดยเฉพาะพาสต้าแบบใส่ไข่เช่น Agnoli in Brodo หรือ Tortelli di Zucca ซึ่งกลายมาเป็นเมนูเด็ดประจำร้าน
กาลเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรับปรุงรูปแบบเมนูและขยับขยายจนกลายมาเป็นร้านสไตล์ Trattoria ที่ใหญ่มากขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “Dal Pescatore” ที่แปลตรงตัวได้ว่า “จากคนหาปลา” ลูกค้าเริ่มเดินทางมาจาก Milan และภูมิภาคโดยรอบรวมไปถึงขาประจำอย่างพี่น้องศิลปินและบรรณาธิการ Aldo & Renzo Cortina และนักข่าว Gianni Brera
รูปที่ 35
กาลเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรับปรุงรูปแบบเมนูและขยับขยายจนกลายมาเป็นร้านสไตล์ Trattoria ที่ใหญ่มากขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “Dal Pescatore” ที่แปลตรงตัวได้ว่า “จากคนหาปลา” ลูกค้าเริ่มเดินทางมาจาก Milan และภูมิภาคโดยรอบรวมไปถึงขาประจำอย่างพี่น้องศิลปินและบรรณาธิการ Aldo & Renzo Cortina และนักข่าว Gianni Brera
ต่อมาในปี 1974 คุณ Antonio แต่งงานกับคุณ Nadia สาวชาวเมือง Vicenza และรับช่วงดูแลกิจการต่อเป็นรุ่นที่ 3 ทั้งคู่ออกเดินทางไปฮันนีมูนที่ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกับแวะชิมห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งทั้ง Paul Bocuse, Maison Troisgros และ Auberge de l'Ill ก่อนจะกลับมาปรับโฉมร้านของตัวเองครั้งใหญ่โดยการขยายระยะห่างระหว่างโต๊ะ ลดพื้นที่ผนัง เพิ่มหน้าต่างให้ภายในเชื่อมโยงกันกับสวนด้านนอก ทั้งยังเพิ่มห้องอ่านหนังสือและห้องสูบซิการ์เข้าไปด้วย
รูปที่ 36
ต่อมาในปี 1974 คุณ Antonio แต่งงานกับคุณ Nadia สาวชาวเมือง Vicenza และรับช่วงดูแลกิจการต่อเป็นรุ่นที่ 3 ทั้งคู่ออกเดินทางไปฮันนีมูนที่ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกับแวะชิมห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งทั้ง Paul Bocuse, Maison Troisgros และ Auberge de l'Ill ก่อนจะกลับมาปรับโฉมร้านของตัวเองครั้งใหญ่โดยการขยายระยะห่างระหว่างโต๊ะ ลดพื้นที่ผนัง เพิ่มหน้าต่างให้ภายในเชื่อมโยงกันกับสวนด้านนอก ทั้งยังเพิ่มห้องอ่านหนังสือและห้องสูบซิการ์เข้าไปด้วย
ในปี 1980 เชฟ Antonio กับเพื่อนเชฟอีกหลายคนก่อตั้งสมาคม “Linea Italia in cucina” และในปี 1982 เขาและเชฟ Gualtiero Marchesi ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคม “Le Soste” ขึ้นอีกด้วย Dal Pescatore ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ “Relais & Châteaux” ตั้งแต่ปี 1990 และได้รับคัดเลือกใน “Les Grandes Tables du Monde” ในปี 1992 พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กิจการถูกส่งต่อมายังรุ่นที่ 4 คือคุณ Giovanni Jr. โดยตัวเขาเกิดปี 1976 และเริ่มต้นทำงานในครัวกับคุณแม่และยายมาตั้งแต่ปี 1996 นอกจากนี้ยังมีน้องชายอย่างคุณ Alberto ซึ่งรับหน้าที่ดูแลห้องอาหารและรายการไวน์อีกด้วย
รูปที่ 37
ในปี 1980 เชฟ Antonio กับเพื่อนเชฟอีกหลายคนก่อตั้งสมาคม “Linea Italia in cucina” และในปี 1982 เขาและเชฟ Gualtiero Marchesi ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคม “Le Soste” ขึ้นอีกด้วย Dal Pescatore ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ “Relais & Châteaux” ตั้งแต่ปี 1990 และได้รับคัดเลือกใน “Les Grandes Tables du Monde” ในปี 1992 พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กิจการถูกส่งต่อมายังรุ่นที่ 4 คือคุณ Giovanni Jr. โดยตัวเขาเกิดปี 1976 และเริ่มต้นทำงานในครัวกับคุณแม่และยายมาตั้งแต่ปี 1996 นอกจากนี้ยังมีน้องชายอย่างคุณ Alberto ซึ่งรับหน้าที่ดูแลห้องอาหารและรายการไวน์อีกด้วย
บริเวณทางเข้าร้าน
รูปที่ 38
บริเวณทางเข้าร้าน
🎗️ [WHY GO] Dal Pescatore คือร้านอาหารที่ยืนหยัดในความคลาสสิกและความรักในท้องถิ่นมาเกือบศตวรรษ ตระกูล Santini สามารถนำเสนออาหารที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และรสชาติที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ไหลตามกระแสนิยม แต่ละจานร้อยเรียงความทรงจำจากรุ่นปู่ย่ามาจนถึงแนวคิดแบบร่วมสมัยของเชฟรุ่นใหม่ภายใต้บรรยากาศของบ้านอันแสนอบอุ่นรวมไปถึงวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์ม Cascina Runate และการนำเสนอวัตถุดิบแบบ Zero-mile Cuisine คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก — Dal Pescatore จึงไม่เป็นแต่เพียงร้านอาหาร Fine Dining สุดหรู หากแต่เป็นประสบการณ์ที่สะท้อนรากเหง้าของอาหารอิตาลีในแบบที่ยังคงความร่วมสมัยไว้อย่างงดงาม
รูปที่ 39
🎗️ [WHY GO] Dal Pescatore คือร้านอาหารที่ยืนหยัดในความคลาสสิกและความรักในท้องถิ่นมาเกือบศตวรรษ ตระกูล Santini สามารถนำเสนออาหารที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และรสชาติที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ไหลตามกระแสนิยม แต่ละจานร้อยเรียงความทรงจำจากรุ่นปู่ย่ามาจนถึงแนวคิดแบบร่วมสมัยของเชฟรุ่นใหม่ภายใต้บรรยากาศของบ้านอันแสนอบอุ่นรวมไปถึงวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์ม Cascina Runate และการนำเสนอวัตถุดิบแบบ Zero-mile Cuisine คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก — Dal Pescatore จึงไม่เป็นแต่เพียงร้านอาหาร Fine Dining สุดหรู หากแต่เป็นประสบการณ์ที่สะท้อนรากเหง้าของอาหารอิตาลีในแบบที่ยังคงความร่วมสมัยไว้อย่างงดงาม