GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
D'O
2 MICHELIN Stars

ItalyD'O · โด

Creative, Italian Contemporary · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลีร่วมสมัย — piazza della Chiesa 14, loc. San Pietro all'Olmo, Cornaredo, 20007, Italy

🎗 [INTRO] ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อน เชฟชาวอิตาลีชื่อดัง Davide Oldani ต้องการดึงดูดเหล่านักชิมมายังเมืองบ้านเกิดของตัวเองและสร้างหลักปรัชญาและแบรนด์ Cucina Pop ขึ้นมาโดยนำเสนออาหารคุณภาพสูงโดยอาศัยวัตถุดิบที่ดีที่สุดภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ปัจจุบันเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอิตาลีผู้นำเสนออาหารภายใต้หลักแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน

🎗 [THE PLACE] D'O ตั้งอยู่ในเมือง Cornaredo ห่างออกมาจากใจกลางเมือง Milan ราว 19 กิโลเมตรสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ ลูกค้าสามารถจอดรถได้ ณ ลานจอดขนาดใหญ่บริเวณปากซอยก่อนถึงร้าน ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยโดย 2 ใน 3 โดดเด่นด้วยทัศนียภาพของจตุรัส Piazza della Chiesa ต้นเอล์ม และโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานช่วยเสริมให้บรรยากาศในห้องรับประทานอาหารแลดูกลืนไปกับพื้นที่ภายนอก หากใครโชคดีอาจได้นั่งข้างกันกับห้องครัวโดยลูกค้าสามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา โต๊ะอาหารทุกตัวถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นโต๊ะไม้กลมไร้ซึ่งผ้าปู ด้านล่างมีช่องเล็ก ๆ สำหรับเก็บอุปกรณ์อย่างเช่นกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์มือถือ เก้าอี้ไม้ทรงประหลาดมีพื้นที่สำหรับวางแขนเพียงข้างขวาฝั่งเดียว ระหว่างมื้ออาหารลูกค้าสามารถพบเห็นเครื่องมือแปลก ๆ ที่เชฟ Davide Oldani เป็นผู้ออกแบบด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นจาน แก้วน้ำ แก้วไวน์ที่มีขอบแก้วต่างระดับกันเพื่อให้ผู้ดื่มไม่เสีย Eye Contact กับผู้ร่วมโต๊ะอาหารคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์แฟลทแวร์บนโต๊ะอาหารโดยชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Passepartout มีลักษณะเป็นช้อนที่สามารถตักซุป ตัดอาหาร และสามารถใช้เป็นส้อมในชิ้นเดียวกัน

🎗 [THE CHEF] Davide Oldani ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นประกอบอาชีพเป็นนักฟุตบอลอาชีพก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเป็นเชฟโดยการร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าหลายคนทั้ง Gualtiero Marchesi, Albert Roux, Alain Ducasse และ Pierre Hermé ต่อมาในปี 2003 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร D'O ขึ้นที่เมือง Cornaredo บ้านเกิดโดยคำว่า D'O นอกจากจะเป็นคำย่อของชื่อเชฟ Davide Oldani เองแล้วเขาเองก็ได้ให้ความหมายอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปอีกด้วยเช่นคำแปลจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าเส้นทางที่ถูกต้อง คำว่าทำในภาษาอังกฤษ และการให้ในภาษาอิตาลี ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองในปี 2004 ในปร 2016 เขาตัดสินใจย้ายตำแหน่งร้านมายังจตุรัส Piazza della Chiesa นอกเมือง Milan เพื่อให้มีพื้นที่ในการขยับขยายโปรเจคต่าง ๆ ในอนาคตรงมไปถึง Ristorante Olmo ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของจตุรัสด้วยเช่นกัน ในปี 2020 ห้องอาหาร D'O ได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars พ่วงด้วยรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star อันเนื่องมาจากปรัชญาและความตั้งใจในการนำเสนออาหารแบบยั่งยืนของเชฟนั่นเอง

🎗 [THE FOOD] อาหารที่ D'O เตรียมออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบและรสชาติจากฝั่งเอเชียเข้าไปผสมผสานกับอาหารอิตาลีร่วมสมัยอยู่ค่อนข้างมาก เชฟ Davide Oldani ยังคงแฝงปรัญชาและหลักการเกี่ยวกับความยั่งยืนลงมาในอาหารของเขาอย่างชัดเจน รายการเมนูมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยในวันที่เราไปนั้นเราได้เลือกชิม Menu Armonia (180 €) ซึ่งจัดว่าค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารที่ได้รับ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายจาก iPad ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผลแต่เราขอแนะนำให้ลองเปิดดูดี ๆ อาจจะพบไวน์ที่ราคาถูกกว่าร้านไวน์ทั่วไปได้เลยเหมือนกัน ส่วนคอร์สอาหารที่เตรียมออกมาได้อย่างน่าสนใจคือ

✨ Langoustine tail papillotes, shiso, espelette pepper and Franciacorta vinegar gelled (chef Robuchon)

เริ่มต้นคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟ Davide Oldani อาศัยเมนู En papillote croustillante au basilic อันโด่งดังของเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับมาปรับใหม่โดยการนำส่วนหางของกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมากับ Espalette Pepper จากทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสช่วยชูความหวานของกุ้งและอโรมาโดยรวมให้หอมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีใบ Shiso จากญี่ปุ่น รอบ ๆ คือ Filo Pastry ที่ผ่านการทอดกรอบไม่อมน้ำมัน องค์ประกอบสุดท้ายคือเจลลี่ที่นำ Franciacorta ซึ่งเป็น Sparkling Wine ของประเทศอิตาลีไปทำเป็นน้ำส้มสายชูนั่นเอง (17/20)

✨ Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli rice

Risotto จานนี้เชฟเลือกใช้ข้าว Carnaroli หุงกับเนยและชีสนมแพะ Capreggio จากแคว้น Piedmonte ให้กลิ่นฉุนและค่อนข้างโดดเข้ากันกับอโรมาของ Preserved Black Truffle สับละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง ข้าง ๆ กันคือเทอร์นิปผัดเสิร์ฟมาคู่กันกับเกล็ดขนมปัง พนักงานแนะนำให้เทหม้อเทอร์นิปลงไปใน Risotto แล้วคลุกให้เข้ากัน (17/20)

✨ Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce...

นก Partridge แดงเป็นนกในกลุ่มนกกระทา เชฟคัดเลือกส่วนอกนำมานึ่งจนสุก ตัวซอสเตรียมมาจากนกเองผสมผสานไปกับมะกอก Taggiasca ให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นที่หอมโดดเด่น นอกจากนี้ยังมีเห็ดและผักบรูนัวส์หรือหั่นเต๋ามาช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีอีกด้วย ด้านบนคือแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากเห็ดเช่นกัน ข้างกันคือขนมปังฟูกรอบราดด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่มีรสชาติของชีส ตรงกลางคือ Fillet หรือเนื้อนก Patridge แดงหมักกับเกลือและน้ำตาล ด้านบนคือผักกาด Romaine วางมาคู่กับซอส 2 ชนิดคือ Mayonnaise Emulsion และ Acidic Raspberries Emulsion ให้รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ (16/20)

🎗 [WHY GO] D'O เป็นห้องอาหารมาตรฐานสำหรับระดับ 2 MICHELIN Stars แต่สิ่งที่น่าประทับใจนอกเหนือไปจากนั้นคือราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบ Milan และความตั้งใจอันแน่วแน่ของเชฟ Davide Oldani อย่างไรก็ตามขั้นตอนการจองเป็นไปค่อนข้างลำบากเพราะในเวปไซต์มีแต่ภาษาอิตาลีทั้งยังมีห้องอาหารอื่น ๆ ของเชฟให้กดจองได้อีกจนอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการจองได้ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่สนใจส่งอีเมลล์ไปสอบถามกับทางร้านโดยตรงเพราะตัวเชฟเปิดรับจองโต๊ะเพียง 3 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 45 รูป

🇮🇹 D'O - โด🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Creative, Italian Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลีร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Davide Oldani - เชฟดาวิเด โอลดานี่
รูปที่ 1
🇮🇹 D'O - โด🌟🌟 2 MICHELIN Stars - 2 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Creative, Italian Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลีร่วมสมัย👨🏻‍🍳 Chef Davide Oldani - เชฟดาวิเด โอลดานี่
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยขอวว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาชุดใหญ่
รูปที่ 2
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยขอวว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาชุดใหญ่
Buckwheat tartlet, salmon trout, cashew nuts and finger limeทาร์ตเล็ตจิ๋วที่ทำมาจากบัควีท ด้านในบรรจุเนื้อปลาแซลมอนเทร้าต์หมักและความเปรี้ยวที่ได้จากคาเวียร์มะนาวนิ้วมือ (15/20)
รูปที่ 3
Buckwheat tartlet, salmon trout, cashew nuts and finger limeทาร์ตเล็ตจิ๋วที่ทำมาจากบัควีท ด้านในบรรจุเนื้อปลาแซลมอนเทร้าต์หมักและความเปรี้ยวที่ได้จากคาเวียร์มะนาวนิ้วมือ (15/20)
Extra virgin olive oil candle and mushroom waffleปิดท้ายด้วยเทียนไขที่เตรียมมาจากน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นจากแถบ Puglia ผสมผสานเข้ากันกับขี้ผึ้งและอโรมาของใบไทม์ ส่วนตัวขนมปังวาฟเฟิลเสิร์ฟมากับ Duxxelle เห็ด พนักงานแนะนำให้นำน้ำมันมะกอกเติมลงไปในช่องที่ว่างของวาฟเฟิลนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 4
Extra virgin olive oil candle and mushroom waffleปิดท้ายด้วยเทียนไขที่เตรียมมาจากน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นจากแถบ Puglia ผสมผสานเข้ากันกับขี้ผึ้งและอโรมาของใบไทม์ ส่วนตัวขนมปังวาฟเฟิลเสิร์ฟมากับ Duxxelle เห็ด พนักงานแนะนำให้นำน้ำมันมะกอกเติมลงไปในช่องที่ว่างของวาฟเฟิลนั่นเอง (15/20)
Pani puri, burnt lemon, salt-cured sardinePani Puri สไตล์อินเดีย แป้งเบา บาง กรอบ ด้านในมี Compote ของเลมอนไหม้ ด้านบนท็อปด้วยสาหร่ายและปลาซาดีนที่ผ่านกระบวนการบ่มในเกลือให้รสชาติเค็มกลมกล่อม (15/20)
รูปที่ 5
Pani puri, burnt lemon, salt-cured sardinePani Puri สไตล์อินเดีย แป้งเบา บาง กรอบ ด้านในมี Compote ของเลมอนไหม้ ด้านบนท็อปด้วยสาหร่ายและปลาซาดีนที่ผ่านกระบวนการบ่มในเกลือให้รสชาติเค็มกลมกล่อม (15/20)
Orange Negroniคอร์สนี้เชฟได้หยิบยกค็อกเทลล์ Negroni มาปรับรูปแบบการเสิร์ฟใหม่ในลักษณะของเจลลี่ เชฟให้ชิมเฉพาะเจลลี่ที่เสียบไม้อยู่โดยเจลลี่ด้านล่างมีเอาไว้สำหรัยตกแต่งจานเท่านั้น รสชาติมีความขมสดชื่นในสไตล์ของค็อกเทลล์ (15/20)
รูปที่ 6
Orange Negroniคอร์สนี้เชฟได้หยิบยกค็อกเทลล์ Negroni มาปรับรูปแบบการเสิร์ฟใหม่ในลักษณะของเจลลี่ เชฟให้ชิมเฉพาะเจลลี่ที่เสียบไม้อยู่โดยเจลลี่ด้านล่างมีเอาไว้สำหรัยตกแต่งจานเท่านั้น รสชาติมีความขมสดชื่นในสไตล์ของค็อกเทลล์ (15/20)
Langoustine tail papillotes, shiso, espelette pepper and Franciacorta vinegar gelled (chef Robuchon)เริ่มต้นคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟ Davide Oldani อาศัยเมนู En papillote croustillante au basilic อันโด่งดังของเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับมาปรับใหม่โดยการนำส่วนหางของกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมากับ Espalette Pepper จากทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสช่วยชูความหวานของกุ้งและอโรมาโดยรวมให้หอมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีใบ Shiso จากญี่ปุ่น รอบ ๆ คือ Filo Pastry ที่ผ่านการทอดกรอบไม่อมน้ำมัน องค์ประกอบสุดท้ายคือเจลลี่ที่นำ Franciacorta ซึ่งเป็น Sparkling Wine ของประเทศอิตาลีไปทำเป็นน้ำส้มสายชูนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 7
Langoustine tail papillotes, shiso, espelette pepper and Franciacorta vinegar gelled (chef Robuchon)เริ่มต้นคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟ Davide Oldani อาศัยเมนู En papillote croustillante au basilic อันโด่งดังของเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับมาปรับใหม่โดยการนำส่วนหางของกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมากับ Espalette Pepper จากทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสช่วยชูความหวานของกุ้งและอโรมาโดยรวมให้หอมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีใบ Shiso จากญี่ปุ่น รอบ ๆ คือ Filo Pastry ที่ผ่านการทอดกรอบไม่อมน้ำมัน องค์ประกอบสุดท้ายคือเจลลี่ที่นำ Franciacorta ซึ่งเป็น Sparkling Wine ของประเทศอิตาลีไปทำเป็นน้ำส้มสายชูนั่นเอง (17/20)
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteเชฟปรุงสุกโดยใช้น้ำซุปปลาปรุงเเต่งรสชาติด้วยมะขามและซีอิ๊วในขณะที่ตัวหอยยังคงติดอยู่กับฝา (16/20)
รูปที่ 8
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteเชฟปรุงสุกโดยใช้น้ำซุปปลาปรุงเเต่งรสชาติด้วยมะขามและซีอิ๊วในขณะที่ตัวหอยยังคงติดอยู่กับฝา (16/20)
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteจานนี้เชฟเสิร์ฟหอยเชลล์ยักษ์จากมหาสมุทร Atlantic มาใต้ฝาหอย (16/20)
รูปที่ 9
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteจานนี้เชฟเสิร์ฟหอยเชลล์ยักษ์จากมหาสมุทร Atlantic มาใต้ฝาหอย (16/20)
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteเชฟแนะนำให้รับประทานชิ้นหอยเปล่า ๆ ก่อนแล้วค่อยรับประทานหอยคู่กันกับ Compote แอปเปิ้ล-ยูซุอีกทีหนึ่ง ส่วนกลีบดอกไม้ที่วางท็อปมาด้านบนคือ Apple Blossom (16/20)
รูปที่ 10
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteเชฟแนะนำให้รับประทานชิ้นหอยเปล่า ๆ ก่อนแล้วค่อยรับประทานหอยคู่กันกับ Compote แอปเปิ้ล-ยูซุอีกทีหนึ่ง ส่วนกลีบดอกไม้ที่วางท็อปมาด้านบนคือ Apple Blossom (16/20)
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteหลังจากนั้นจึงดื่มน้ำซุปใสตามไปอีกทีเพื่อล้างปาก (16/20)
รูปที่ 11
Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compoteหลังจากนั้นจึงดื่มน้ำซุปใสตามไปอีกทีเพื่อล้างปาก (16/20)
Cuttlefish scarpetta in black, cauliflower in giardiniera and Kaviari Osetra caviarจานนี้มีองค์ประกองสำคัญคือหมึกจิ๋วและหมึกกระดองนุ่มหนึบ ด้านล่างสุดเป็น Royale หรือ Flan ที่มีส่วนผสมของหมึกดำส่งกลิ่นหอมทันทีที่ตักเข้าปาก (17/20)
รูปที่ 12
Cuttlefish scarpetta in black, cauliflower in giardiniera and Kaviari Osetra caviarจานนี้มีองค์ประกองสำคัญคือหมึกจิ๋วและหมึกกระดองนุ่มหนึบ ด้านล่างสุดเป็น Royale หรือ Flan ที่มีส่วนผสมของหมึกดำส่งกลิ่นหอมทันทีที่ตักเข้าปาก (17/20)
Cuttlefish scarpetta in black, cauliflower in giardiniera and Kaviari Osetra caviarยังมีกะหล่ำดอกชิ้นจิ๋วเสิร์ฟมาในสไตล์ Giardiniera หรือการดองให้ความกรึบและรสชาติที่ค่อนข้างเปรี้ยวเข้ากันกับความฉุนของอีมัลชั่นผักชีลาวและความเค็มของ Kaviari Oscetra Caviar สุดท้ายด้านบนปิดด้วยแผ่นบาง ๆ นุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากหมึกนึ่ง (17/20)
รูปที่ 13
Cuttlefish scarpetta in black, cauliflower in giardiniera and Kaviari Osetra caviarยังมีกะหล่ำดอกชิ้นจิ๋วเสิร์ฟมาในสไตล์ Giardiniera หรือการดองให้ความกรึบและรสชาติที่ค่อนข้างเปรี้ยวเข้ากันกับความฉุนของอีมัลชั่นผักชีลาวและความเค็มของ Kaviari Oscetra Caviar สุดท้ายด้านบนปิดด้วยแผ่นบาง ๆ นุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากหมึกนึ่ง (17/20)
Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli riceRisotto จานนี้เชฟเลือกใช้ข้าว Carnaroli หุงกับเนยและชีสนมแพะ Capreggio จากแคว้น Piedmonte ให้กลิ่นฉุนและค่อนข้างโดดเข้ากันกับอโรมาของ Preserved Black Truffle สับละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง (17/20)
รูปที่ 14
Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli riceRisotto จานนี้เชฟเลือกใช้ข้าว Carnaroli หุงกับเนยและชีสนมแพะ Capreggio จากแคว้น Piedmonte ให้กลิ่นฉุนและค่อนข้างโดดเข้ากันกับอโรมาของ Preserved Black Truffle สับละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง (17/20)
Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli riceภาพแสดงข้าว Risotto (17/20)
รูปที่ 15
Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli riceภาพแสดงข้าว Risotto (17/20)
Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli riceข้าง ๆ กันคือเทอร์นิปผัดเสิร์ฟมาคู่กันกับเกล็ดขนมปัง พนักงานแนะนำให้เทหม้อเทอร์นิปลงไปใน Risotto แล้วคลุกให้เข้ากัน (17/20)
รูปที่ 16
Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli riceข้าง ๆ กันคือเทอร์นิปผัดเสิร์ฟมาคู่กันกับเกล็ดขนมปัง พนักงานแนะนำให้เทหม้อเทอร์นิปลงไปใน Risotto แล้วคลุกให้เข้ากัน (17/20)
Black ruff fillet, hydroponic emulsion with extra virgin olive oil, fennel silked with coriander, cedar and potato netปลา Black Ruff แล่เป็นชิ้น Fillet ย่างจนสุก ด้านบนท็อปด้วยแผ่นตาข่ายที่เตรียมมาจากมันฝรั่งให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับชิ้นปลา ด้านล่างที่เตรียมมาจากครีมเฟนเนล แครอท และผักชี เชฟเติมแต่งรสเปรี้ยวด้วยเลมอนดิบแล่บาง จากนั้นพนักงานจะเทราดอีมัลชั่นสีส้มที่เตรียมมาจากมะเขือเทศไฮโดรโพนิคลงไปให้ความเปรี้ยวและอุมามิ (15/20)
รูปที่ 17
Black ruff fillet, hydroponic emulsion with extra virgin olive oil, fennel silked with coriander, cedar and potato netปลา Black Ruff แล่เป็นชิ้น Fillet ย่างจนสุก ด้านบนท็อปด้วยแผ่นตาข่ายที่เตรียมมาจากมันฝรั่งให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับชิ้นปลา ด้านล่างที่เตรียมมาจากครีมเฟนเนล แครอท และผักชี เชฟเติมแต่งรสเปรี้ยวด้วยเลมอนดิบแล่บาง จากนั้นพนักงานจะเทราดอีมัลชั่นสีส้มที่เตรียมมาจากมะเขือเทศไฮโดรโพนิคลงไปให้ความเปรี้ยวและอุมามิ (15/20)
Black ruff fillet, hydroponic emulsion with extra virgin olive oil, fennel silked with coriander, cedar and potato netพนักงานเสิร์ฟมาคู่กันกับขนมปัง Grissini with Olive Oil ans Sea Salt (15/20)
รูปที่ 18
Black ruff fillet, hydroponic emulsion with extra virgin olive oil, fennel silked with coriander, cedar and potato netพนักงานเสิร์ฟมาคู่กันกับขนมปัง Grissini with Olive Oil ans Sea Salt (15/20)
Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce...นก Partridge แดงเป็นนกในกลุ่มนกกระทา เชฟคัดเลือกส่วนอกนำมานึ่งจนสุก (16/20)
รูปที่ 19
Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce...นก Partridge แดงเป็นนกในกลุ่มนกกระทา เชฟคัดเลือกส่วนอกนำมานึ่งจนสุก (16/20)
Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce...ตัวซอสเตรียมมาจากนกเองผสมผสานไปกับมะกอก Taggiasca ให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นที่หอมโดดเด่น นอกจากนี้ยังมีเห็ดและผักบรูนัวส์หรือหั่นเต๋ามาช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีอีกด้วย ด้านบนคือแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากเห็ดเช่นกัน (16/20)
รูปที่ 20
Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce...ตัวซอสเตรียมมาจากนกเองผสมผสานไปกับมะกอก Taggiasca ให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นที่หอมโดดเด่น นอกจากนี้ยังมีเห็ดและผักบรูนัวส์หรือหั่นเต๋ามาช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีอีกด้วย ด้านบนคือแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากเห็ดเช่นกัน (16/20)
Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce...ข้างกันคือขนมปังฟูกรอบราดด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย (16/20)
รูปที่ 21
Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce...ข้างกันคือขนมปังฟูกรอบราดด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย (16/20)
...then salt-cured fillet, "Caesar salad" and silky acidic raspberriesด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่มีรสชาติของชีส ตรงกลางคือ Fillet หรือเนื้อนก Patridge แดงหมักกับเกลือและน้ำตาล ด้านบนคือผักกาด Romaine วางมาคู่กับซอส 2 ชนิดคือ Mayonnaise Emulsion และ Acidic Raspberries Emulsion ให้รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ (16/20)
รูปที่ 22
...then salt-cured fillet, "Caesar salad" and silky acidic raspberriesด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่มีรสชาติของชีส ตรงกลางคือ Fillet หรือเนื้อนก Patridge แดงหมักกับเกลือและน้ำตาล ด้านบนคือผักกาด Romaine วางมาคู่กับซอส 2 ชนิดคือ Mayonnaise Emulsion และ Acidic Raspberries Emulsion ให้รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ (16/20)
Beef cheek, potato rosti, radish and Bordeaux sauceสำหรับใครที่ไม่นิยมทานนกทางร้านได้จัดเตรียมเมนูพิเศษสุดคลาสสิคมาให้ชิมกัน แก้มวัวที่เชฟนำไป Slow-cooked จนสุกเพื่อคงความนุ่มและฉ่ำเอาไว้ได้อย่างพอเหมาะ จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กันกับ Bordelaise Sauce หรือซอสไวน์แดงคลาสสิคที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบนคร Bordeaux ในประเทศฝรั่งเศส ข้างกันคือ Rösti มันฝรั่งและแรดิช รสชาติจัดว่าดีงามในแบบที่ควรจะเป็น (15/20)
รูปที่ 23
Beef cheek, potato rosti, radish and Bordeaux sauceสำหรับใครที่ไม่นิยมทานนกทางร้านได้จัดเตรียมเมนูพิเศษสุดคลาสสิคมาให้ชิมกัน แก้มวัวที่เชฟนำไป Slow-cooked จนสุกเพื่อคงความนุ่มและฉ่ำเอาไว้ได้อย่างพอเหมาะ จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กันกับ Bordelaise Sauce หรือซอสไวน์แดงคลาสสิคที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบนคร Bordeaux ในประเทศฝรั่งเศส ข้างกันคือ Rösti มันฝรั่งและแรดิช รสชาติจัดว่าดีงามในแบบที่ควรจะเป็น (15/20)
Beef cheek, potato rosti, radish and Bordeaux sauceทางร้านเสิร์ฟมาคู่กับ Fougasse ขนมปังเหนียวนุ่มสำหรับใช้ปาดซอสได้ดี (15/20)
รูปที่ 24
Beef cheek, potato rosti, radish and Bordeaux sauceทางร้านเสิร์ฟมาคู่กับ Fougasse ขนมปังเหนียวนุ่มสำหรับใช้ปาดซอสได้ดี (15/20)
...then vegetables, "Caesar salad" and silky acidic raspberriesส่วนที่สองของเมนคอร์สเชฟจะเสิร์ฟมาเป็นผักแทนที่เนื้อนกนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 25
...then vegetables, "Caesar salad" and silky acidic raspberriesส่วนที่สองของเมนคอร์สเชฟจะเสิร์ฟมาเป็นผักแทนที่เนื้อนกนั่นเอง (15/20)
Find the real one: Graukase cheese and celeriac jamสำหรับคอร์สชีสมีกิมมิคเล็ก ๆ ให้ผู้ชิมลองมองหาชีสที่แท้จริงซึ่งก็คือชิ้นตรงกลางนั่นเอง ตัวชีสมีชื่อว่า Graukase จากภูมิภาค Südtirol ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีโดยชีสชิ้นนี้ผ่านการบ่มมานาน 20-30 วัน (15/20)
รูปที่ 26
Find the real one: Graukase cheese and celeriac jamสำหรับคอร์สชีสมีกิมมิคเล็ก ๆ ให้ผู้ชิมลองมองหาชีสที่แท้จริงซึ่งก็คือชิ้นตรงกลางนั่นเอง ตัวชีสมีชื่อว่า Graukase จากภูมิภาค Südtirol ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีโดยชีสชิ้นนี้ผ่านการบ่มมานาน 20-30 วัน (15/20)
Find the real one: Graukase cheese and celeriac jamฝั่งซ้ายมือคือ Celeriac Mousse ที่ขึ้นรูปเป็น Emmental Cheese ให้รสชาติหวานพอเหมาะ ฝั่งขวามือคือขนมปัง Soft Bread ที่ผ่านการนึ่งแล้วย่างจากนั้นนำไปจุ่มลงใน Parmesan Broth แล้วขึ้นรูปเป็น Parmesan Cheese นั่นเอง นอกจากนี้พนักงานยังเสิร์ฟGrissini with cacao and sugar มาให้รับประทานสลับกันไปอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 27
Find the real one: Graukase cheese and celeriac jamฝั่งซ้ายมือคือ Celeriac Mousse ที่ขึ้นรูปเป็น Emmental Cheese ให้รสชาติหวานพอเหมาะ ฝั่งขวามือคือขนมปัง Soft Bread ที่ผ่านการนึ่งแล้วย่างจากนั้นนำไปจุ่มลงใน Parmesan Broth แล้วขึ้นรูปเป็น Parmesan Cheese นั่นเอง นอกจากนี้พนักงานยังเสิร์ฟGrissini with cacao and sugar มาให้รับประทานสลับกันไปอีกด้วย (15/20)
Pear tart, scent of citrus fruits, yogurt and hazelnutsของหวานจานหลักคือ Hazelnut Soft Cake เสิร์ฟมาคู่กันกับลูกแพร์ในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสเสริมด้วยความเปรี้ยวของผลไม้จำพวกซิตรัส ตรงกลางคือไอศกรีมโยเกิร์ต ส่วนริมขอบจานคือ Chantilly Cream หอมมันที่มีส่วนผสมของ Vanilla Bourbon (17/20)
รูปที่ 28
Pear tart, scent of citrus fruits, yogurt and hazelnutsของหวานจานหลักคือ Hazelnut Soft Cake เสิร์ฟมาคู่กันกับลูกแพร์ในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสเสริมด้วยความเปรี้ยวของผลไม้จำพวกซิตรัส ตรงกลางคือไอศกรีมโยเกิร์ต ส่วนริมขอบจานคือ Chantilly Cream หอมมันที่มีส่วนผสมของ Vanilla Bourbon (17/20)
Chestnut cake, cassis and Ocoa chocolateเค้กเกาลัดเกลซด้านนอกด้วยดาร์คช็อกโกแลต จับคู่มากับไอศกรีมเกาลัดเผา นอกจากนี้ยังมี Crispy Custard Cream เชฟตัดด้วยรสเปรี้ยวของซอสแบล็คเคอร์แรนท์ (16/]0)
รูปที่ 29
Chestnut cake, cassis and Ocoa chocolateเค้กเกาลัดเกลซด้านนอกด้วยดาร์คช็อกโกแลต จับคู่มากับไอศกรีมเกาลัดเผา นอกจากนี้ยังมี Crispy Custard Cream เชฟตัดด้วยรสเปรี้ยวของซอสแบล็คเคอร์แรนท์ (16/]0)
Mignardises
รูปที่ 30
Mignardises
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รูปที่ 31
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
💰 ราคา 415 €
รูปที่ 32
💰 ราคา 415 €
🎗 [INTRO] ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อน เชฟชาวอิตาลีชื่อดัง Davide Oldani ต้องการดึงดูดเหล่านักชิมมายังเมืองบ้านเกิดของตัวเองและสร้างหลักปรัชญาและแบรนด์ Cucina Pop ขึ้นมาโดยนำเสนออาหารคุณภาพสูงโดยอาศัยวัตถุดิบที่ดีที่สุดภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ปัจจุบันเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอิตาลีผู้นำเสนออาหารภายใต้หลักแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน
รูปที่ 33
🎗 [INTRO] ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อน เชฟชาวอิตาลีชื่อดัง Davide Oldani ต้องการดึงดูดเหล่านักชิมมายังเมืองบ้านเกิดของตัวเองและสร้างหลักปรัชญาและแบรนด์ Cucina Pop ขึ้นมาโดยนำเสนออาหารคุณภาพสูงโดยอาศัยวัตถุดิบที่ดีที่สุดภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ปัจจุบันเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอิตาลีผู้นำเสนออาหารภายใต้หลักแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน
🎗 [THE CHEF] Davide Oldani ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นประกอบอาชีพเป็นนักฟุตบอลอาชีพก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเป็นเชฟโดยการร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าหลายคนทั้ง Gualtiero Marchesi, Albert Roux, Alain Ducasse และ Pierre Hermé ต่อมาในปี 2003 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร D'O ขึ้นที่เมือง Cornaredo บ้านเกิดโดยคำว่า D'O นอกจากจะเป็นคำย่อของชื่อเชฟ Davide Oldani เองแล้วเขาเองก็ได้ให้ความหมายอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปอีกด้วยเช่นคำแปลจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าเส้นทางที่ถูกต้อง คำว่าทำในภาษาอังกฤษ และการให้ในภาษาอิตาลี ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองในปี 2004 ในปร 2016 เขาตัดสินใจย้ายตำแหน่งร้านมายังจตุรัส Piazza della Chiesa นอกเมือง Milan เพื่อให้มีพื้นที่ในการขยับขยายโปรเจคต่าง ๆ ในอนาคตรงมไปถึง Ristorante Olmo ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของจตุรัสด้วยเช่นกัน ในปี 2020 ห้องอาหาร D'O ได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars พ่วงด้วยรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star อันเนื่องมาจากปรัชญาและความตั้งใจในการนำเสนออาหารแบบยั่งยืนของเชฟนั่นเอง
รูปที่ 34
🎗 [THE CHEF] Davide Oldani ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นประกอบอาชีพเป็นนักฟุตบอลอาชีพก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเป็นเชฟโดยการร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าหลายคนทั้ง Gualtiero Marchesi, Albert Roux, Alain Ducasse และ Pierre Hermé ต่อมาในปี 2003 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร D'O ขึ้นที่เมือง Cornaredo บ้านเกิดโดยคำว่า D'O นอกจากจะเป็นคำย่อของชื่อเชฟ Davide Oldani เองแล้วเขาเองก็ได้ให้ความหมายอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปอีกด้วยเช่นคำแปลจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าเส้นทางที่ถูกต้อง คำว่าทำในภาษาอังกฤษ และการให้ในภาษาอิตาลี ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองในปี 2004 ในปร 2016 เขาตัดสินใจย้ายตำแหน่งร้านมายังจตุรัส Piazza della Chiesa นอกเมือง Milan เพื่อให้มีพื้นที่ในการขยับขยายโปรเจคต่าง ๆ ในอนาคตรงมไปถึง Ristorante Olmo ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของจตุรัสด้วยเช่นกัน ในปี 2020 ห้องอาหาร D'O ได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars พ่วงด้วยรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star อันเนื่องมาจากปรัชญาและความตั้งใจในการนำเสนออาหารแบบยั่งยืนของเชฟนั่นเอง
🎗 [THE FOOD] อาหารที่ D'O เตรียมออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบและรสชาติจากฝั่งเอเชียเข้าไปผสมผสานกับอาหารอิตาลีร่วมสมัยอยู่ค่อนข้างมาก เชฟ Davide Oldani ยังคงแฝงปรัญชาและหลักการเกี่ยวกับความยั่งยืนลงมาในอาหารของเขาอย่างชัดเจน
รูปที่ 35
🎗 [THE FOOD] อาหารที่ D'O เตรียมออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบและรสชาติจากฝั่งเอเชียเข้าไปผสมผสานกับอาหารอิตาลีร่วมสมัยอยู่ค่อนข้างมาก เชฟ Davide Oldani ยังคงแฝงปรัญชาและหลักการเกี่ยวกับความยั่งยืนลงมาในอาหารของเขาอย่างชัดเจน
รายการเมนูมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยในวันที่เราไปนั้นเราได้เลือกชิม Menu Armonia (180 €) ซึ่งจัดว่าค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารที่ได้รับ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายจาก iPad ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผลแต่เราขอแนะนำให้ลองเปิดดูดี ๆ อาจจะพบไวน์ที่ราคาถูกกว่าร้านไวน์ทั่วไปได้เลยเหมือนกัน
รูปที่ 36
รายการเมนูมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยในวันที่เราไปนั้นเราได้เลือกชิม Menu Armonia (180 €) ซึ่งจัดว่าค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารที่ได้รับ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายจาก iPad ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผลแต่เราขอแนะนำให้ลองเปิดดูดี ๆ อาจจะพบไวน์ที่ราคาถูกกว่าร้านไวน์ทั่วไปได้เลยเหมือนกัน
🎗 [THE PLACE] ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยโดย 2 ใน 3 โดดเด่นด้วยทัศนียภาพของจตุรัส Piazza della Chiesa ต้นเอล์ม และโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17
รูปที่ 37
🎗 [THE PLACE] ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยโดย 2 ใน 3 โดดเด่นด้วยทัศนียภาพของจตุรัส Piazza della Chiesa ต้นเอล์ม และโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17
กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานช่วยเสริมให้บรรยากาศในห้องรัยประทานอาหารแลดูกลืนไปกับพื้นที่ภายนอก
รูปที่ 38
กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานช่วยเสริมให้บรรยากาศในห้องรัยประทานอาหารแลดูกลืนไปกับพื้นที่ภายนอก
โต๊ะอาหารทุกตัวถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นโต๊ะไม้กลมไร้ซึ่งผ้าปู ด้านล่างมีช่องเล็ก ๆ สำหรับเก็บอุปกรณ์อย่างเช่นกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์มือถือ เก้าอี้ไม้ทรงประหลาดมีพื้นที่สำหรับวางแขนเพียงข้างขวาฝั่งเดียว
รูปที่ 39
โต๊ะอาหารทุกตัวถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นโต๊ะไม้กลมไร้ซึ่งผ้าปู ด้านล่างมีช่องเล็ก ๆ สำหรับเก็บอุปกรณ์อย่างเช่นกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์มือถือ เก้าอี้ไม้ทรงประหลาดมีพื้นที่สำหรับวางแขนเพียงข้างขวาฝั่งเดียว
ระหว่างมื้ออาหารลูกค้าสามารถพบเห็นเครื่องมือแปลก ๆ ที่เชฟ Davide Oldani เป็นผู้ออกแบบด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นจาน แก้วน้ำ แก้วไวน์ที่มีขอบแก้วต่างระดับกันเพื่อให้ผู้ดื่มไม่เสีย Eye Contact กับผู้ร่วมโต๊ะอาหารคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์แฟลทแวร์บนโต๊ะอาหารโดยชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Passepartout มีลักษณะเป็นช้อนที่สามารถตักซุป ตัดอาหาร และสามารถใช้เป็นส้อมในชิ้นเดียวกัน
รูปที่ 40
ระหว่างมื้ออาหารลูกค้าสามารถพบเห็นเครื่องมือแปลก ๆ ที่เชฟ Davide Oldani เป็นผู้ออกแบบด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นจาน แก้วน้ำ แก้วไวน์ที่มีขอบแก้วต่างระดับกันเพื่อให้ผู้ดื่มไม่เสีย Eye Contact กับผู้ร่วมโต๊ะอาหารคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์แฟลทแวร์บนโต๊ะอาหารโดยชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Passepartout มีลักษณะเป็นช้อนที่สามารถตักซุป ตัดอาหาร และสามารถใช้เป็นส้อมในชิ้นเดียวกัน
หากใครโชคดีอาจได้นั่งข้างกันกับห้องครัวโดยลูกค้าสามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา
รูปที่ 41
หากใครโชคดีอาจได้นั่งข้างกันกับห้องครัวโดยลูกค้าสามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา
ป้ายร้าน
รูปที่ 42
ป้ายร้าน
ประตูร้าน
รูปที่ 43
ประตูร้าน
D'O ตั้งอยู่ในเมือง Cornaredo ห่างออกมาจากใจกลางเมือง Milan ราว 19 กิโลเมตรสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ ลูกค้าสามารถจอดรถได้ ณ ลานจอดขนาดใหญ่บริเวณปากซอยก่อนถึงร้าน
รูปที่ 44
D'O ตั้งอยู่ในเมือง Cornaredo ห่างออกมาจากใจกลางเมือง Milan ราว 19 กิโลเมตรสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ ลูกค้าสามารถจอดรถได้ ณ ลานจอดขนาดใหญ่บริเวณปากซอยก่อนถึงร้าน
🎗 [WHY GO] D'O เป็นห้องอาหารมาตรฐานสำหรับระดับ 2 MICHELIN Stars แต่สิ่งที่น่าประทับใจนอกเหนือไปจากนั้นคือราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบ Milan และความตั้งใจอันแน่วแน่ของเชฟ Davide Oldani อย่างไรก็ตามขั้นตอนการจองเป็นไปค่อนข้างลำบากเพราะในเวปไซต์มีแต่ภาษาอิตาลีทั้งยังมีห้องอาหารอื่น ๆ ของเชฟให้กดจองได้อีกจนอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการจองได้ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่สนใจส่งอีเมลล์ไปสอบถามกับทางร้านโดยตรงเพราะตัวเชฟเปิดรับจองโต๊ะเพียง 3 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น
รูปที่ 45
🎗 [WHY GO] D'O เป็นห้องอาหารมาตรฐานสำหรับระดับ 2 MICHELIN Stars แต่สิ่งที่น่าประทับใจนอกเหนือไปจากนั้นคือราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบ Milan และความตั้งใจอันแน่วแน่ของเชฟ Davide Oldani อย่างไรก็ตามขั้นตอนการจองเป็นไปค่อนข้างลำบากเพราะในเวปไซต์มีแต่ภาษาอิตาลีทั้งยังมีห้องอาหารอื่น ๆ ของเชฟให้กดจองได้อีกจนอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการจองได้ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่สนใจส่งอีเมลล์ไปสอบถามกับทางร้านโดยตรงเพราะตัวเชฟเปิดรับจองโต๊ะเพียง 3 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น