GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Christophe Bacquié
3 MICHELIN Stars

FranceChristophe Bacquié · คริสตอฟ แบคคีย์

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — 3001 Route des Hauts du Camp 83330 Le Castellet

🎗 [INTRO] หากถามบรรดานักท่องเที่ยวถึงภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่าง Provence เชื่อว่าหลายคนมักนึกถึงทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดใสรวมไปถึงเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคโรมัน อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าอาหารฝรั่งเศสสไตล์โพรวองซ์หรือ Provençal Cuisine นั้นโดดเด่นไม่เป็นสองรองใครเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล Mediterranean และมีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินสูงนั่นเอง เชฟมากประสบการณ์ Christophe Bacquié สามารถหยิบจับวัตถุดิบอย่างอาหารทะเลและผักต่าง ๆ รวมไปถึงเมนูท้องถิ่นมาประยุกต์เข้ากับรูปแบบการนำเสนอของตัวเองจนได้เมนูที่มีความซับซ้อนและไม่เหมือนใคร

🎗 [THE PLACE] ระหว่างเทือกเขาและท้องทะเล ณ ใจกลางของภูมิภาค Provence ห่างจากหมู่บ้านยุคกลาง Le Castellet มาทางทิศเหนือราว 8 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของ Hotel du Castellet โรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือ Relais & Chateauex อันประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 42 ห้องและ Spa du Castellet สุดหรูในพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร รอบ ๆ โรงแรมยังมีสนามกอล์ฟและป่าสนช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูผ่อนคลาย สำหรับใครที่เดินทางมายังห้องอาหารจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบการจองโดยห้องอาหาร Christophe Bacquié นั้นจะตั้งอยู่ฝั่งขวามือ โต๊ะกลมสีขาวเปลือยไร้ซึ่งผ้าปูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสเผยให้เห็นทัศนียภาพของภูเขาและสวนสไตล์ Mediterranean ดูร่มรื่นตา อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องปรับอากาศสำหรับเก็บชีสกว่า 60 ชนิดโดยลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกชีสได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงคอร์สที่กำหนดไว้ สุดท้ายคืออีกหนึ่งห้องอาหารสไตล์ Bistrot ที่มีชื่อว่า Le San Felice นำเสนอเมนูที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาสมเหตุสมผล

🎗 [THE CHEF] Christophe Bacquié เกิดในปี 1972 ไม่ไกลจากกรุง Paris แต่กลับเติบโตขึ้นมาในเมือง Lumio บนหมู่เกาะ Corsica สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟของเขาเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Le Méridien Montparnasse และ Maison Prunier ในกรุง Paris รวมไปถึง L'Oasis ในเมือง Napoule อย่างไรก็ตามห้องอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือ La Villa ที่ตั้งอยู่ในเมือง Calvia ของหมู่เกาะ Corsica โดยเขาสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2002 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 รวมไปถึงตำแหน่ง Meilleur Ouvrier de France อันทรงเกียรติอีกด้วย หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ La Villa นานถึง 12 ปีเชฟ Christophe และภรรยาคุณ Alexandra Bacquié ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่โดยย้ายมาร่วมงานกับ Hôtel & Spa du Castellet ในปี 2009 กับห้องอาหารที่มีชื่อว่า Le Monte Cristo ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีในปี 2010 นับเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 ตัวร้านเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant Christophe Bacquié และได้รับกระแสตอบรับในเชิงบวกอย่างมากจากนักชิมท้องถิ่นและทั่วทุกมุมโลกจนสามารถคว้ารางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Provence และท้องทะเล Mediterranean นำเสนอออกมาเป็นเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Promenade en Provence จัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 Course/250 € สำหรับมื้อกลางวันและ 8 Course/285 € เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € เท่านั้น สำหรับมื้อค่ำโดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ Aioli Moderne

Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux

Aïoli Moderne คือ Signature Dish ที่เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบวัตถุดิบล้ำค่าอย่างหมึกยักษ์จากท้องทะเล Mediterranean จับคู่มากับซอส Aioli ในรูปแบบโมเดิร์นที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร หนวดหมึกยักษ์เตรียมมาสุกได้ระดับพอดิบพอดีคือมีความนุ่มและหนึบที่ลงตัวแบบไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสหมึกดำรวมไปถึงผักนานาชนิดทั้งแครอท เยรูซาเล็มอาร์ติโชค บีทรูท หัวหอม หอมแดง กะหล่ำดอกโรมาเนสโก สาหร่ายทะเล เสริมด้วยความเปรี้ยวเบา ๆ ของ Grapefruit ฝั่ง Modern Aioli มีลักษณะเป็น Emulsion ฟู เบา และมีกลิ่นหอมของกระเทียมบ่งบอกความเป็น Aioli ได้อย่างชัดเจนแต่กลับไม่บดบังอโรมาของหนวดหมึกแม้แต่น้อย ส่วนองค์ประกอบสีดำด้านบนคือ Ink Powder นั่นเอง (20/20)

✨ Gambon Ecarlate

Juste snacké, repousses de broccoli, la quintessence des têtes

Scarlet King Prawn หรือกุ้งแดงจากแหล่งจับระดับโลกอย่าง Palamós ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทะเล Mediterranean ในประเทศสเปนเสิร์ฟมากับเมเยอร์เลมอนและบล็อคโคลี่ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีแดงสดใสที่เตรียมมาจากส่วนหัวของกุ้งแดงลงไปให้รสชาติเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วย Marjoram ที่มี Citrus Flavors อันโดดเด่น นอกจากนี้ยังมี Red King Prawn Chips กรอบ ๆ เสิร์ฟมาบนเปลือกกุ้งอีกทีหนึ่ง (20/20)

✨ Huître de Tamaris

N°2, grillée, caviar « Osciètre » - calamondin - Plancton Marin

หอยนางรม Tamaris เบอร์ 2 จากแหล่งจับขึ้นชื่อของภูมิภาค Provence อย่าง La Seyne-sur-Mer ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกค่อนลงมาทางใต้ของนคร Marseille เชฟนำไปย่างจนได้ความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนโรยด้วย Marine Plankton Powder ช่วยเสริมกลิ่นของทะเลให้เด่นชัด อีกฝั่งหนึ่งของจานคือ Oyster Leaf (Mertensia maritima) พืชที่เจริญเติบโตบนบกและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมเด่นชัด ซอสสีเหลืองรอบ ๆ คือ Citrus Butter ที่ให้รสเปรี้ยวจากส้ม Calamansi เสริมด้วยความเค็มที่พอเหมาะจาก Oscietra Caviar ชั้นดี นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Oyster Gel สีขาวขุ่นช่วยเสริมอโรมาเฉพาะตัวให้กับจานและ Radish กรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (20/20)

🎗 [WHY GO] เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Christophe Bacquié เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่จะหาได้ในประเทศฝรั่งเศสหรือกระทั่งในโลก โปรตีนหลักและผักทุกชนิดในอาหารทุก ๆ จานถูกเตรียมมาอย่างไร้ที่ติ พนักงานทุกคนบริการดีและเป็นกันเองทำให้มื้อค่ำในโรงแรมหรูระดับนี้ไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป ราคา 295 € ที่ตั้งไว้ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารระดับสูงอื่น ๆ ในแถบนี้ ถึงแม้ Hotel du Castellet จะมีตำแหน่งตั้งอยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่อย่างนคร Marseille ราว 50 นาทีแต่ขอรับประกันว่าการแวะมาเยี่ยมเยือน Restaurant Gastronomique แห่งนี้สักครั้งในชีวิตจะช่วยสร้างมาตรฐานในระดับสูงสุดให้กับเพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 73 รูป

🇫🇷 Christophe Bacquié - คริสตอฟ แบคคีย์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵🏵 19/20 Gault&Millau - 19/20 โก&มีโย 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Christophe Bacquié - เชฟคริสตอฟ แบคคีย์
รูปที่ 1
🇫🇷 Christophe Bacquié - คริสตอฟ แบคคีย์ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน 🏵🏵🏵🏵🏵 19/20 Gault&Millau - 19/20 โก&มีโย 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Christophe Bacquié - เชฟคริสตอฟ แบคคีย์
Mises en Bouches เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Murex หรือชื่อภาษาไทยคือหอยสังข์หนามเล็กเป็นหอยทะเลขนาดจิ๋วที่มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเสิร์ฟมากับซอสกระเทียมดำในเปลือกหอยพร้อมกับส่อมไม้สำหรับจิ้มนั่นเอง (20/20)
รูปที่ 2
Mises en Bouches เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Murex หรือชื่อภาษาไทยคือหอยสังข์หนามเล็กเป็นหอยทะเลขนาดจิ๋วที่มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเสิร์ฟมากับซอสกระเทียมดำในเปลือกหอยพร้อมกับส่อมไม้สำหรับจิ้มนั่นเอง (20/20)
Mises en Bouches ถัดมาคือ Cracker กรอบชิ้นจิ๋วท็อปด้านบนด้วยมะม่วงสุกหวานอร่อยและชิ้นปลาซาดีนเผาให้ความเค็มอุมามิที่ลงตัว (19/20)
รูปที่ 3
Mises en Bouches ถัดมาคือ Cracker กรอบชิ้นจิ๋วท็อปด้านบนด้วยมะม่วงสุกหวานอร่อยและชิ้นปลาซาดีนเผาให้ความเค็มอุมามิที่ลงตัว (19/20)
Mises en Bouches Fresh Pea Tartelette มีลักษณะเป็นมินิทาร์ตชิ้นจิ๋วพร้อมกับชิ้นถั่วที่ค่อนข้างนุ่มแต่ไม่เละให้ความหวานจากธรรมชาติเสริมด้วยอโรมาของน้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ (19/20)
รูปที่ 4
Mises en Bouches Fresh Pea Tartelette มีลักษณะเป็นมินิทาร์ตชิ้นจิ๋วพร้อมกับชิ้นถั่วที่ค่อนข้างนุ่มแต่ไม่เละให้ความหวานจากธรรมชาติเสริมด้วยอโรมาของน้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ (19/20)
Bread and Olive Oil จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังนุ่ม ๆ ที่มีอโรมาของมะกอกดำและมะเขือเทศให้รสชาติเค็มจากเกลือเบา ๆ
รูปที่ 5
Bread and Olive Oil จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังนุ่ม ๆ ที่มีอโรมาของมะกอกดำและมะเขือเทศให้รสชาติเค็มจากเกลือเบา ๆ
Bread and Olive Oil ขนมปังจับคู่มากับน้ำมันมะกอกจากเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของ Toulon
รูปที่ 6
Bread and Olive Oil ขนมปังจับคู่มากับน้ำมันมะกอกจากเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของ Toulon
Mises en Bouches เชฟ Christophe Bacquié เดินออกมาจากห้องครัวเพื่อนำเสนอ Pagre หรือปลา Red Porgy ด้วยตัวเอง ชิ้นปลาผ่านการเผามาพอดีจนได้เนื้อสัมผัสที่หนึบพอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยซอสมัสตาร์ดรสเลิศ (20/20)
รูปที่ 7
Mises en Bouches เชฟ Christophe Bacquié เดินออกมาจากห้องครัวเพื่อนำเสนอ Pagre หรือปลา Red Porgy ด้วยตัวเอง ชิ้นปลาผ่านการเผามาพอดีจนได้เนื้อสัมผัสที่หนึบพอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยซอสมัสตาร์ดรสเลิศ (20/20)
Mises en Bouches ล้างปากด้วย Sea Fennel Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นท็อปด้านบนด้วย Caviar และ Bottarga หรือไข่ปลาหมักเกลือจนได้ระดับความเค็มและมันอันแสนกลมกล่อมโดยเชฟขูดมาเป็นฝอยเล็ก ๆ นั่นเอง (20/20)
รูปที่ 8
Mises en Bouches ล้างปากด้วย Sea Fennel Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นท็อปด้านบนด้วย Caviar และ Bottarga หรือไข่ปลาหมักเกลือจนได้ระดับความเค็มและมันอันแสนกลมกล่อมโดยเชฟขูดมาเป็นฝอยเล็ก ๆ นั่นเอง (20/20)
Sourdough ขนมปังซาวโดเสิร์ฟมาก้อนใหญ่
รูปที่ 9
Sourdough ขนมปังซาวโดเสิร์ฟมาก้อนใหญ่
Aioli Moderne Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux Aïoli Moderne คือ Signature Dish ที่เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบวัตถุดิบล้ำค่าอย่างหมึกยักษ์จากท้องทะเล Mediterranean จับคู่มากับซอส Aioli ในรูปแบบโมเดิร์นที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร (20/20)
รูปที่ 10
Aioli Moderne Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux Aïoli Moderne คือ Signature Dish ที่เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบวัตถุดิบล้ำค่าอย่างหมึกยักษ์จากท้องทะเล Mediterranean จับคู่มากับซอส Aioli ในรูปแบบโมเดิร์นที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร (20/20)
Aioli Moderne Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux หนวดหมึกยักษ์เตรียมมาสุกได้ระดับพอดิบพอดีคือมีความนุ่มและหนึบที่ลงตัวแบบไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสหมึกดำรวมไปถึงผักนานาชนิดทั้งแครอท เยรูซาเล็มอาร์ติโชค บีทรูท หัวหอม หอมแดง กะหล่ำดอกโรมาเนสโก สาหร่ายทะเล เสริมด้วยความเปรี้ยวเบา ๆ ของ Grapefruit (20/20)
รูปที่ 11
Aioli Moderne Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux หนวดหมึกยักษ์เตรียมมาสุกได้ระดับพอดิบพอดีคือมีความนุ่มและหนึบที่ลงตัวแบบไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสหมึกดำรวมไปถึงผักนานาชนิดทั้งแครอท เยรูซาเล็มอาร์ติโชค บีทรูท หัวหอม หอมแดง กะหล่ำดอกโรมาเนสโก สาหร่ายทะเล เสริมด้วยความเปรี้ยวเบา ๆ ของ Grapefruit (20/20)
Aioli Moderne Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux ฝั่ง Modern Aioli มีลักษณะเป็น Emulsion ฟู เบา และมีกลิ่นหอมของกระเทียมบ่งบอกความเป็น Aioli ได้อย่างชัดเจนแต่กลับไม่บดบังอโรมาของหนวดหมึกแม้แต่น้อย ส่วนองค์ประกอบสีดำด้านบนคือ Ink Powder นั่นเอง (20/20)
รูปที่ 12
Aioli Moderne Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux ฝั่ง Modern Aioli มีลักษณะเป็น Emulsion ฟู เบา และมีกลิ่นหอมของกระเทียมบ่งบอกความเป็น Aioli ได้อย่างชัดเจนแต่กลับไม่บดบังอโรมาของหนวดหมึกแม้แต่น้อย ส่วนองค์ประกอบสีดำด้านบนคือ Ink Powder นั่นเอง (20/20)
Chou-Fleur Coraillé Rôti, jus de carcasse “pour saucer” หนึ่งในจานที่เตรียมออกมาได้อย่างน่าสนใจคือดอกกะหล่ำที่เชฟตั้งใจเสิร์ฟมาแทนที่เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์โดยผ่านการเผาจนได้เนื้อสัมผัสอันนุ่มละมุนทั้งยังได้สีแดงจากมันกุ้ง ข้างกันกะหล่ำดอกที่เตรียมมาให้มีเนื้อสัมผัสกรอบมากขึ้น ด้านล่างรองด้วยครีมกะหล่ำดอกหวานหอมเบรคด้วยความเปรี้ยวที่ลงตัวของ Citrus Gel (19/20)
รูปที่ 13
Chou-Fleur Coraillé Rôti, jus de carcasse “pour saucer” หนึ่งในจานที่เตรียมออกมาได้อย่างน่าสนใจคือดอกกะหล่ำที่เชฟตั้งใจเสิร์ฟมาแทนที่เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์โดยผ่านการเผาจนได้เนื้อสัมผัสอันนุ่มละมุนทั้งยังได้สีแดงจากมันกุ้ง ข้างกันกะหล่ำดอกที่เตรียมมาให้มีเนื้อสัมผัสกรอบมากขึ้น ด้านล่างรองด้วยครีมกะหล่ำดอกหวานหอมเบรคด้วยความเปรี้ยวที่ลงตัวของ Citrus Gel (19/20)
Chou-Fleur Coraillé Rôti, jus de carcasse “pour saucer” จากนั้นพนักงานจะเทราด Lobster Jus รสชาติเข้มข้นลงไปในจาน (19/20)
รูปที่ 14
Chou-Fleur Coraillé Rôti, jus de carcasse “pour saucer” จากนั้นพนักงานจะเทราด Lobster Jus รสชาติเข้มข้นลงไปในจาน (19/20)
Morille Farcie Févettes - Artichauts - tagète จานนี้เชฟ Christophe Bacquié นำเสนอวัตถุดิบล้ำค่าในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิคือ Jumbo Morel หรือเห็ดโมลเรลโดยคัดไซซ์มาจนได้ขนาดใหญ่กว่านิ้วโป้งเราเสียอีก ที่ช่องว่างตรงกลางชิ้นเห็ดสอดไส้ด้วยองค์ประกอบของเนื้อปลา Sea Bream ข้างกันคือหน่อไม้ฝรั่งส่วนยอดพ่วงกับส่วนก้านที่ฝานผิวออกเพื่อลดทอนความขมลงอย่างสมบูรณ์แบบ ยังมีเยรูซาเล็มอาร์ติโชคและถั่วปากอ้าเสริมด้วยความหอมมันของ Emulsion ของ Tagète หรือ Marigold มีลักษณะเป็นโฟมหอมมันเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
รูปที่ 15
Morille Farcie Févettes - Artichauts - tagète จานนี้เชฟ Christophe Bacquié นำเสนอวัตถุดิบล้ำค่าในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิคือ Jumbo Morel หรือเห็ดโมลเรลโดยคัดไซซ์มาจนได้ขนาดใหญ่กว่านิ้วโป้งเราเสียอีก ที่ช่องว่างตรงกลางชิ้นเห็ดสอดไส้ด้วยองค์ประกอบของเนื้อปลา Sea Bream ข้างกันคือหน่อไม้ฝรั่งส่วนยอดพ่วงกับส่วนก้านที่ฝานผิวออกเพื่อลดทอนความขมลงอย่างสมบูรณ์แบบ ยังมีเยรูซาเล็มอาร์ติโชคและถั่วปากอ้าเสริมด้วยความหอมมันของ Emulsion ของ Tagète หรือ Marigold มีลักษณะเป็นโฟมหอมมันเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Gambon Ecarlate Juste snacké, repousses de broccoli, la quintessence des têtes Scarlet King Prawn หรือกุ้งแดงจากแหล่งจับระดับโลกอย่าง Palamós ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทะเล Mediterranean ในประเทศสเปนเสิร์ฟมากับเมเยอร์เลมอนและบล็อคโคลี่ (20/20)
รูปที่ 16
Gambon Ecarlate Juste snacké, repousses de broccoli, la quintessence des têtes Scarlet King Prawn หรือกุ้งแดงจากแหล่งจับระดับโลกอย่าง Palamós ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทะเล Mediterranean ในประเทศสเปนเสิร์ฟมากับเมเยอร์เลมอนและบล็อคโคลี่ (20/20)
Scarlet Gambon Just snacked, broccoli sprouts, the quintessence of heads จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีแดงสดใสที่เตรียมมาจากส่วนหัวของกุ้งแดงลงไปให้รสชาติเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วย Marjoram ที่มี Citrus Flavors อันโดดเด่น (20/20)
รูปที่ 17
Scarlet Gambon Just snacked, broccoli sprouts, the quintessence of heads จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีแดงสดใสที่เตรียมมาจากส่วนหัวของกุ้งแดงลงไปให้รสชาติเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วย Marjoram ที่มี Citrus Flavors อันโดดเด่น (20/20)
Scarlet Gambon Just snacked, broccoli sprouts, the quintessence of heads Red King Prawn Chips กรอบ ๆ เสิร์ฟมาบนเปลือกกุ้งอีกทีหนึ่ง (20/20)
รูปที่ 18
Scarlet Gambon Just snacked, broccoli sprouts, the quintessence of heads Red King Prawn Chips กรอบ ๆ เสิร์ฟมาบนเปลือกกุ้งอีกทีหนึ่ง (20/20)
Huître de Tamaris N°2, grillée, caviar « Osciètre » - calamondin - Plancton Marin หอยนางรม Tamaris เบอร์ 2 จากแหล่งจับขึ้นชื่อของภูมิภาค Provence อย่าง La Seyne-sur-Mer ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกค่อนลงมาทางใต้ของนคร Marseille เชฟนำไปย่างจนได้ความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนโรยด้วย Marine Plankton Powder ช่วยเสริมกลิ่นของทะเลให้เด่นชัด อีกฝั่งหนึ่งของจานคือ Oyster Leaf (Mertensia maritima) พืชที่เจริญเติบโตบนบกและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมเด่นชัด ซอสสีเหลืองรอบ ๆ คือ Citrus Butter ที่ให้รสเปรี้ยวจากส้ม Calamansi เสริมด้วยความเค็มที่พอเหมาะจาก Oscietra Caviar ชั้นดี (20/20)
รูปที่ 19
Huître de Tamaris N°2, grillée, caviar « Osciètre » - calamondin - Plancton Marin หอยนางรม Tamaris เบอร์ 2 จากแหล่งจับขึ้นชื่อของภูมิภาค Provence อย่าง La Seyne-sur-Mer ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกค่อนลงมาทางใต้ของนคร Marseille เชฟนำไปย่างจนได้ความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนโรยด้วย Marine Plankton Powder ช่วยเสริมกลิ่นของทะเลให้เด่นชัด อีกฝั่งหนึ่งของจานคือ Oyster Leaf (Mertensia maritima) พืชที่เจริญเติบโตบนบกและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมเด่นชัด ซอสสีเหลืองรอบ ๆ คือ Citrus Butter ที่ให้รสเปรี้ยวจากส้ม Calamansi เสริมด้วยความเค็มที่พอเหมาะจาก Oscietra Caviar ชั้นดี (20/20)
Huître de Tamaris N°2, grillée, caviar « Osciètre » - calamondin - Plancton Marin นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Oyster Gel สีขาวขุ่นช่วยเสริมอโรมาเฉพาะตัวให้กับจานและ Radish กรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (20/20)
รูปที่ 20
Huître de Tamaris N°2, grillée, caviar « Osciètre » - calamondin - Plancton Marin นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Oyster Gel สีขาวขุ่นช่วยเสริมอโรมาเฉพาะตัวให้กับจานและ Radish กรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (20/20)
Rouget de Roche Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe จานนี้คือปลา Red Mullet อีกหนึ่งวัตถุดิบระดับโลกจากท้องทะเล Mediterranean ที่เชฟนำไปเซียจนสุกได้ระดับ ด้านบนท็อปด้วย Rockfish Tuile กรอบ ๆ ข้างกันคือ Braised Fennel และ Saffron Potato องค์ประกอบตรงกลางคือ Rockfish Foam ที่มีวัตถุดิบลับอย่างเครื่องในปลาซึ่งให้เนื้อสัมผัสอันโดดเด่นซ่อนอยู่ภายใน (19/20)
รูปที่ 21
Rouget de Roche Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe จานนี้คือปลา Red Mullet อีกหนึ่งวัตถุดิบระดับโลกจากท้องทะเล Mediterranean ที่เชฟนำไปเซียจนสุกได้ระดับ ด้านบนท็อปด้วย Rockfish Tuile กรอบ ๆ ข้างกันคือ Braised Fennel และ Saffron Potato องค์ประกอบตรงกลางคือ Rockfish Foam ที่มีวัตถุดิบลับอย่างเครื่องในปลาซึ่งให้เนื้อสัมผัสอันโดดเด่นซ่อนอยู่ภายใน (19/20)
Rouget de Roche Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe จากนั้นพนักงานจะเทราด Rockfish Soup ลงไปบน Rouille Cream สีเหลืองสดที่เตรียมขึ้นมาจากมัสตาร์ด แซฟฟรอน ไข่ไก่ และครีมเพื่อให้ตัวครีมผสมผสานกันไปกับซอสนั่นเอง (19/20)
รูปที่ 22
Rouget de Roche Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe จากนั้นพนักงานจะเทราด Rockfish Soup ลงไปบน Rouille Cream สีเหลืองสดที่เตรียมขึ้นมาจากมัสตาร์ด แซฟฟรอน ไข่ไก่ และครีมเพื่อให้ตัวครีมผสมผสานกันไปกับซอสนั่นเอง (19/20)
Rouget de Roche Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe ขวด Rockfish Soup (19/20)
รูปที่ 23
Rouget de Roche Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe ขวด Rockfish Soup (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage เมนคอร์สจานสุดท้ายคือ Pigeon « Excellence Miéral » หรือนกพิราบจากฟาร์มระดับโลกในแถบเมือง Bresse ทางตอนเหนือของนคร Lyon เชฟห่อด้วยขนมปังที่ปรุงให้มีรสเค็ม (19/20)
รูปที่ 24
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage เมนคอร์สจานสุดท้ายคือ Pigeon « Excellence Miéral » หรือนกพิราบจากฟาร์มระดับโลกในแถบเมือง Bresse ทางตอนเหนือของนคร Lyon เชฟห่อด้วยขนมปังที่ปรุงให้มีรสเค็ม (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage จากนั้นพนักงานจะค่อย ๆ แล่เปิดขนมปังออกมา (19/20)
รูปที่ 25
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage จากนั้นพนักงานจะค่อย ๆ แล่เปิดขนมปังออกมา (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage ภายในเผยให้เห็นนกพิราบทั้งตัว (19/20)
รูปที่ 26
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage ภายในเผยให้เห็นนกพิราบทั้งตัว (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage เชฟได้เตรียมเนื้อส่วนอกและส่วนขาที่กงฟีจนนุ่มได้ที่เสิร์ฟมาคู่กันกับ Apricot Chutney เปรี้ยว ๆ จบด้วยการเทราดซอส Pigeon Jus ที่มีอโรมาของเมอร์เทิลลงไป (19/20)
รูปที่ 27
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage เชฟได้เตรียมเนื้อส่วนอกและส่วนขาที่กงฟีจนนุ่มได้ที่เสิร์ฟมาคู่กันกับ Apricot Chutney เปรี้ยว ๆ จบด้วยการเทราดซอส Pigeon Jus ที่มีอโรมาของเมอร์เทิลลงไป (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage องค์ประกอบของ Puffed Potato กรอบ ๆ เพิ่มเติมมาให้นอกเหนือจากในจานอีกด้วย (19/20)
รูปที่ 28
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage องค์ประกอบของ Puffed Potato กรอบ ๆ เพิ่มเติมมาให้นอกเหนือจากในจานอีกด้วย (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage ยังมีเครื่องในนกพิราบคือปอดและหัวใจเสิร์ฟมาในแป้ง Puff Pastry มีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่พอประมาณ (19/20)
รูปที่ 29
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers) Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage ยังมีเครื่องในนกพิราบคือปอดและหัวใจเสิร์ฟมาในแป้ง Puff Pastry มีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่พอประมาณ (19/20)
Pre-Dessert Calisson De Provence ที่เชฟเตรียมมาในรูปแบบใหม่ องค์ประกอบด้านล่างคืออัลมอนด์ครีมให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวท็อปด้วยซอร์เบท์แตงโมช่วยล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานได้ดีมาก ๆ
รูปที่ 30
Pre-Dessert Calisson De Provence ที่เชฟเตรียมมาในรูปแบบใหม่ องค์ประกอบด้านล่างคืออัลมอนด์ครีมให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวท็อปด้วยซอร์เบท์แตงโมช่วยล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานได้ดีมาก ๆ
Mignardises จากนั้นพนักงานจัดเสิร์ฟ Mignardises มา 3 อย่างพร้อมกัน
รูปที่ 31
Mignardises จากนั้นพนักงานจัดเสิร์ฟ Mignardises มา 3 อย่างพร้อมกัน
Mignardises Hazelnut Cake รองด้านล่างด้วยถั่ว Hazelnut โดยพนักงานเสิร์ฟที่แกะเปลือกถั่วมาคู่กันด้วย
รูปที่ 32
Mignardises Hazelnut Cake รองด้านล่างด้วยถั่ว Hazelnut โดยพนักงานเสิร์ฟที่แกะเปลือกถั่วมาคู่กันด้วย
Mignardises Chocolate เตรียมมาเป็นรูปใบไม้
รูปที่ 33
Mignardises Chocolate เตรียมมาเป็นรูปใบไม้
Mignardises Brioche and Orange Flavor ขนมพื้นถิ่นของ Provence ที่เชฟเตรียมมาโดยใช้ขนมปังบริยอชประกบครีมที่มีกลิ่นหอมของส้ม
รูปที่ 34
Mignardises Brioche and Orange Flavor ขนมพื้นถิ่นของ Provence ที่เชฟเตรียมมาโดยใช้ขนมปังบริยอชประกบครีมที่มีกลิ่นหอมของส้ม
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตจากหมู่เกาะชวาในประเทศอินโดนีเซียและเหล้า Mezcal ซึ่งทั้งคู่มี Smokey Aroma เป็นจุดเด่นเหมือนกัน (19/20)
รูปที่ 35
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตจากหมู่เกาะชวาในประเทศอินโดนีเซียและเหล้า Mezcal ซึ่งทั้งคู่มี Smokey Aroma เป็นจุดเด่นเหมือนกัน (19/20)
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal จากนั้นพนักงานจะขูด Black Olives และ Olive and Citrus Oil ช่วยเสริมความเป็นกรดเล็ก ๆ ให้กับจาน (19/20)
รูปที่ 36
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal จากนั้นพนักงานจะขูด Black Olives และ Olive and Citrus Oil ช่วยเสริมความเป็นกรดเล็ก ๆ ให้กับจาน (19/20)
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบเล็ก ๆ ของ Chocolate with Mezcal อีกเช่นกัน (19/20)
รูปที่ 37
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบเล็ก ๆ ของ Chocolate with Mezcal อีกเช่นกัน (19/20)
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal Black Olives และ Olive and Citrus Oil ที่ถูกใชัเป็นส่วนหนึ่งของจาน (19/20)
รูปที่ 38
Chocolat « Java » 64% En crémeux, olives noires - Mezcal Black Olives และ Olive and Citrus Oil ที่ถูกใชัเป็นส่วนหนึ่งของจาน (19/20)
Rhubarbe Potagère Compotée et pochée, sorbet Rhubarbe อีกหนึ่งเมนูของหวานที่เตรียมออกมาได้น่าประทับใจคือ Rhubarb ที่กำลัง In Season ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินำเสนอมาหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันทั้ง Stewed, Poached, Sorbet, Juice เสริมด้วยความกรอบของ Crumble ด้านล่าง (20/20)
รูปที่ 39
Rhubarbe Potagère Compotée et pochée, sorbet Rhubarbe อีกหนึ่งเมนูของหวานที่เตรียมออกมาได้น่าประทับใจคือ Rhubarb ที่กำลัง In Season ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินำเสนอมาหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันทั้ง Stewed, Poached, Sorbet, Juice เสริมด้วยความกรอบของ Crumble ด้านล่าง (20/20)
Nougat จากนั้นเชฟอาหารหวานจะนำเสนอ Nougat สูตรพิเศษแต่แทนที่จะมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มเชฟกลับเตรียมมาให้มีความนุ่มเคี้ยวง่ายและครีมมี่
รูปที่ 40
Nougat จากนั้นเชฟอาหารหวานจะนำเสนอ Nougat สูตรพิเศษแต่แทนที่จะมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มเชฟกลับเตรียมมาให้มีความนุ่มเคี้ยวง่ายและครีมมี่
Nougat ภายในมีส่วนผสมของ Sweet Black Olives, Sweet Orange, Pinenuts ผสมผสานกับน้ำผึ้งให้รสชาติที่กลมกล่อม
รูปที่ 41
Nougat ภายในมีส่วนผสมของ Sweet Black Olives, Sweet Orange, Pinenuts ผสมผสานกับน้ำผึ้งให้รสชาติที่กลมกล่อม
Infusion du Rêveur (8 €) Verveine, Pomme, Fleur de Reine des Prés, Mélisse Vertus : Apaisante เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € ในที่นี้คืออโรมาของ Verbena, Apple, Meadowsweet Flower และ Lemon Balm ช่วยให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายนั่นเอง
รูปที่ 42
Infusion du Rêveur (8 €) Verveine, Pomme, Fleur de Reine des Prés, Mélisse Vertus : Apaisante เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € ในที่นี้คืออโรมาของ Verbena, Apple, Meadowsweet Flower และ Lemon Balm ช่วยให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายนั่นเอง
หลังจบมื้ออาหารพนักงานจะมอบเค้กเลมอนให้เป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับมาด้วย
รูปที่ 43
หลังจบมื้ออาหารพนักงานจะมอบเค้กเลมอนให้เป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับมาด้วย
💰 ราคา 612 €
รูปที่ 44
💰 ราคา 612 €
🎗 [INTRO] หากถามบรรดานักท่องเที่ยวถึงภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่าง Provence เชื่อว่าหลายคนมักนึกถึงทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดใสรวมไปถึงเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคโรมัน อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าอาหารฝรั่งเศสสไตล์โพรวองซ์หรือ Provençal Cuisine นั้นโดดเด่นไม่เป็นสองรองใครเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล Mediterranean และมีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินสูงนั่นเอง เชฟมากประสบการณ์ Christophe Bacquié สามารถหยิบจับวัตถุดิบอย่างอาหารทะเลและผักต่าง ๆ รวมไปถึงเมนูท้องถิ่นมาประยุกต์เข้ากับรูปแบบการนำเสนอของตัวเองจนได้เมนูที่มีความซับซ้อนและไม่เหมือนใคร
รูปที่ 45
🎗 [INTRO] หากถามบรรดานักท่องเที่ยวถึงภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่าง Provence เชื่อว่าหลายคนมักนึกถึงทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดใสรวมไปถึงเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคโรมัน อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าอาหารฝรั่งเศสสไตล์โพรวองซ์หรือ Provençal Cuisine นั้นโดดเด่นไม่เป็นสองรองใครเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล Mediterranean และมีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินสูงนั่นเอง เชฟมากประสบการณ์ Christophe Bacquié สามารถหยิบจับวัตถุดิบอย่างอาหารทะเลและผักต่าง ๆ รวมไปถึงเมนูท้องถิ่นมาประยุกต์เข้ากับรูปแบบการนำเสนอของตัวเองจนได้เมนูที่มีความซับซ้อนและไม่เหมือนใคร
🎗 [THE CHEF] Christophe Bacquié เกิดในปี 1972 ไม่ไกลจากกรุง Paris แต่กลับเติบโตขึ้นมาในเมือง Lumio บนหมู่เกาะ Corsica สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟของเขาเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Le Méridien Montparnasse และ Maison Prunier ในกรุง Paris รวมไปถึง L'Oasis ในเมือง Napoule อย่างไรก็ตามห้องอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือ La Villa ที่ตั้งอยู่ในเมือง Calvia ของหมู่เกาะ Corsica โดยเขาสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2002 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 รวมไปถึงตำแหน่ง Meilleur Ouvrier de France อันทรงเกียรติอีกด้วย
รูปที่ 46
🎗 [THE CHEF] Christophe Bacquié เกิดในปี 1972 ไม่ไกลจากกรุง Paris แต่กลับเติบโตขึ้นมาในเมือง Lumio บนหมู่เกาะ Corsica สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟของเขาเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Le Méridien Montparnasse และ Maison Prunier ในกรุง Paris รวมไปถึง L'Oasis ในเมือง Napoule อย่างไรก็ตามห้องอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือ La Villa ที่ตั้งอยู่ในเมือง Calvia ของหมู่เกาะ Corsica โดยเขาสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2002 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 รวมไปถึงตำแหน่ง Meilleur Ouvrier de France อันทรงเกียรติอีกด้วย
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ La Villa นานถึง 12 ปีเชฟ Christophe และภรรยาคุณ Alexandra Bacquié ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่โดยย้ายมาร่วมงานกับ Hôtel & Spa du Castellet ในปี 2009 กับห้องอาหารที่มีชื่อว่า Le Monte Cristo ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีในปี 2010 นับเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 ตัวร้านเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant Christophe Bacquié และได้รับกระแสตอบรับในเชิงบวกอย่างมากจากนักชิมท้องถิ่นและทั่วทุกมุมโลกจนสามารถคว้ารางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 นั่นเอง
รูปที่ 47
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ La Villa นานถึง 12 ปีเชฟ Christophe และภรรยาคุณ Alexandra Bacquié ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่โดยย้ายมาร่วมงานกับ Hôtel & Spa du Castellet ในปี 2009 กับห้องอาหารที่มีชื่อว่า Le Monte Cristo ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีในปี 2010 นับเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 ตัวร้านเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant Christophe Bacquié และได้รับกระแสตอบรับในเชิงบวกอย่างมากจากนักชิมท้องถิ่นและทั่วทุกมุมโลกจนสามารถคว้ารางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 นั่นเอง
🎗 [THE FOOD] เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Provence และท้องทะเล Mediterranean นำเสนอออกมาเป็นเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Promenade en Provence จัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 Course/250 € สำหรับมื้อกลางวันและ 8 Course/285 €
รูปที่ 48
🎗 [THE FOOD] เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Provence และท้องทะเล Mediterranean นำเสนอออกมาเป็นเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Promenade en Provence จัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 Course/250 € สำหรับมื้อกลางวันและ 8 Course/285 €
เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € เท่านั้น
รูปที่ 49
เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € เท่านั้น
หากเดินมาทางโถงรับรองจะพบกับห้องอาหาร Christophe Bacquié นั้นตั้งอยู่ฝั่งขวามือ
รูปที่ 50
หากเดินมาทางโถงรับรองจะพบกับห้องอาหาร Christophe Bacquié นั้นตั้งอยู่ฝั่งขวามือ
โต๊ะกลมสีขาวเปลือยไร้ซึ่งผ้าปูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา
รูปที่ 51
โต๊ะกลมสีขาวเปลือยไร้ซึ่งผ้าปูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา
ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสเผยให้เห็นทัศนียภาพของภูเขาและสวนสไตล์ Mediterranean ดูร่มรื่นตา อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องปรับอากาศสำหรับเก็บชีสกว่า 60 ชนิดโดยลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกชีสได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงคอร์สที่กำหนดไว้
รูปที่ 52
ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสเผยให้เห็นทัศนียภาพของภูเขาและสวนสไตล์ Mediterranean ดูร่มรื่นตา อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องปรับอากาศสำหรับเก็บชีสกว่า 60 ชนิดโดยลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกชีสได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงคอร์สที่กำหนดไว้
บรรยากาเดอ้าท์ดอร์
รูปที่ 53
บรรยากาเดอ้าท์ดอร์
ประตูทางเข้าห้องอาหาร
รูปที่ 54
ประตูทางเข้าห้องอาหาร
Gault&Millau Table d'Exception 2022
รูปที่ 55
Gault&Millau Table d'Exception 2022
ภายในโรงแรมยังมีอีกหนึ่งห้องอาหารสไตล์ Bistrot ที่มีชื่อว่า Le San Felice นำเสนอเมนูที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาสมเหตุสมผล
รูปที่ 56
ภายในโรงแรมยังมีอีกหนึ่งห้องอาหารสไตล์ Bistrot ที่มีชื่อว่า Le San Felice นำเสนอเมนูที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาสมเหตุสมผล
บรรยากาศบริเวณบาร์
รูปที่ 57
บรรยากาศบริเวณบาร์
🎗 [THE PLACE] ระหว่างเทือกเขาและท้องทะเล ณ ใจกลางของภูมิภาค Provence ห่างจากหมู่บ้านยุคกลาง Le Castellet มาทางทิศเหนือราว 8 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของ Hotel du Castellet โรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือ Relais & Chateauex อันประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 42 ห้องและ Spa du Castellet สุดหรูในพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร
รูปที่ 58
🎗 [THE PLACE] ระหว่างเทือกเขาและท้องทะเล ณ ใจกลางของภูมิภาค Provence ห่างจากหมู่บ้านยุคกลาง Le Castellet มาทางทิศเหนือราว 8 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของ Hotel du Castellet โรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือ Relais & Chateauex อันประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 42 ห้องและ Spa du Castellet สุดหรูในพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร
บริเวณโถงถายในโรงแรม
รูปที่ 59
บริเวณโถงถายในโรงแรม
โต๊ะไม้ขนาดใหญ่
รูปที่ 60
โต๊ะไม้ขนาดใหญ่
ร้านของฝากในโรงแรม
รูปที่ 61
ร้านของฝากในโรงแรม
หนังสือต่าง ๆ ที่เขียนโดยเขฟ Christophe Bacquié
รูปที่ 62
หนังสือต่าง ๆ ที่เขียนโดยเขฟ Christophe Bacquié
ห้องอาหาร Christophe Bacquié ได้รับการยกย่องในหนังสือ Vovage en Trois Étoiles ของนักชิมชื่อดัง Jean-François Mesplède
รูปที่ 63
ห้องอาหาร Christophe Bacquié ได้รับการยกย่องในหนังสือ Vovage en Trois Étoiles ของนักชิมชื่อดัง Jean-François Mesplède
อาคารโรงแรมและห้องอาหารทั้งสอง
รูปที่ 64
อาคารโรงแรมและห้องอาหารทั้งสอง
ห้องอาหาร Le San Felice
รูปที่ 65
ห้องอาหาร Le San Felice
รอบ ๆ โรงแรมยังมีสนามกอล์ฟและป่าสนช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูผ่อนคลาย สำหรับใครที่เดินทางมายังห้องอาหารจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบการจอง
รูปที่ 66
รอบ ๆ โรงแรมยังมีสนามกอล์ฟและป่าสนช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูผ่อนคลาย สำหรับใครที่เดินทางมายังห้องอาหารจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบการจอง
บรรยากาศโดยรอบ
รูปที่ 67
บรรยากาศโดยรอบ
บรรยากาศจากฝั่งห้องอาหาร
รูปที่ 68
บรรยากาศจากฝั่งห้องอาหาร
บรรยากาศภายในโรงแรม
รูปที่ 69
บรรยากาศภายในโรงแรม
บรรยากาศภายในโรงแรม
รูปที่ 70
บรรยากาศภายในโรงแรม
ทางเดินเข้าโรงแรม
รูปที่ 71
ทางเดินเข้าโรงแรม
🎗 [WHY GO] เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Christophe Bacquié เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่จะหาได้ในประเทศฝรั่งเศสหรือกระทั่งในโลก โปรตีนหลักและผักทุกชนิดในอาหารทุก ๆ จานถูกเตรียมมาอย่างไร้ที่ติ พนักงานทุกคนบริการดีและเป็นกันเองทำให้มื้อค่ำในโรงแรมหรูระดับนี้ไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป
รูปที่ 72
🎗 [WHY GO] เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Christophe Bacquié เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่จะหาได้ในประเทศฝรั่งเศสหรือกระทั่งในโลก โปรตีนหลักและผักทุกชนิดในอาหารทุก ๆ จานถูกเตรียมมาอย่างไร้ที่ติ พนักงานทุกคนบริการดีและเป็นกันเองทำให้มื้อค่ำในโรงแรมหรูระดับนี้ไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป
ราคา 295 € ที่ตั้งไว้ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารระดับสูงอื่น ๆ ในแถบนี้ ถึงแม้ Hotel du Castellet จะมีตำแหน่งตั้งอยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่อย่างนคร Marseille ราว 50 นาทีแต่ขอรับประกันว่าการแวะมาเยี่ยมเยือน Restaurant Gastronomique แห่งนี้สักครั้งในชีวิตจะช่วยสร้างมาตรฐานในระดับสูงสุดให้กับเพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน
รูปที่ 73
ราคา 295 € ที่ตั้งไว้ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารระดับสูงอื่น ๆ ในแถบนี้ ถึงแม้ Hotel du Castellet จะมีตำแหน่งตั้งอยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่อย่างนคร Marseille ราว 50 นาทีแต่ขอรับประกันว่าการแวะมาเยี่ยมเยือน Restaurant Gastronomique แห่งนี้สักครั้งในชีวิตจะช่วยสร้างมาตรฐานในระดับสูงสุดให้กับเพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน

แกลเลอรี