GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Chef's Table
2 MICHELIN Stars

ThailandChef's Table · เชฟส์เทเบิ้ล

French Contemporary · อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย — 61st Floor, Tower Club at lebua, 1055 Silom Road, Bangrak, Bangkok 10500, Thailand

🎗 [Intro] รีวิววันนี้เป็นคิวของห้องอาหารฝรั่งเศสที่เพิ่งได้รับการเลื่อนระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars จาก Michelin Guide ประจำปี 2021 นอกจากนี้เชฟ Vincent Thierry ยังเป็นหนึ่งในเชฟที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ห้องอาหาร Caprice ที่เกาะฮ่องกงอีกด้วย

🎗 [The Place] ห้องอาหาร Chef's Table ตั้งอยู่บนชั้น 61 ของอาคาร Lebua at State Tower ทางโรงแรมจะมีพนักงานต้อนรับพาลูกค้าเดินและเปลี่ยนลิฟท์ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับพนักงานประจำห้องอาหาร ขอแนะนำให้เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มดี ๆ สักแก้วที่ Pink Bar หรือเดินรับลมชมวิวยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครก็โรแมนติคไม่เบา ใจกลางห้องอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวแบบ Open Kitchen ขนาดใหญ่หุ้มด้วยหินอ่อน Carrara จากประเทศอิตาลี ตรงกลางมีเตาอบ Custom Made แบรนด์ Molteni สีครีมตัดด้วยขอบทองเหลือง ด้านบนเป็นระบบระบายอากาศล้อมรอบด้วยวงแหวนทองเหลืองรูปวงกลมชวนนึกถึงเจดีย์และแสดงออกถึงความเป็นไทย เมื่อประกอบกับการปรุงของทีมเชฟและการนำเสิร์ฟของบริกรอาจเรียกได้ว่านี่คือเป็นเวทีการแสดงทางอาหารชั้นเลิศก็ไม่ผิดนัก เกือบทุกโต๊ะจะตั้งอยู่ริมกระจกใสมองออกไปเห็นเรือลำน้อยใหญ่ประดับไฟสีสันสวยงามแล่นไปมาตามโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งคืน ทุกองค์ประกอบที่กล่าวมาช่วยให้มื้ออาหารที่ Chef's Table น่าประทับใจไม่รู้ลืม

🎗 [The Chef] Vincent Thierry เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ในลุ่มแม่น้ำลัวร์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ชีวิตในวัยเด็กของเขาค่อนข้างเรียบง่ายโดยมีคุณแม่ทำงานเป็นคุณครูผู้ช่วยในโรงเรียนอนุบาลและคุณพ่อเป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับบริษัท Philips เมื่ออายุ 14 ปีเขาได้รับแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟจากพี่ชายคนโตและเดินทางตามรอยไปยังโรงเรียนสอนทำอาหารในเมือง Montpellier ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสห่างจากบ้านเกิดถึง 800 กิโลเมตร หลังจากเรียนจบเชฟ Vincent เริ่มต้นสายอาชีพโดยการเป็นเชฟฝึกหัดที่ Restaurant Cafe des Fleurs ก่อนที่จะมีโอกาสทำงานในห้องอาหารระดับตำนานอีกมากมายทั้ง Le Taillevent (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), La Côte Saint Jacques (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), Les Crayères (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), La Pinède (3 Michelin Stars ปัจจุบันคือห้องอาหาร La Vague d'Or - Cheval Blanc St-Tropez) และ Buerehiesel (1 Michelin Star) จุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อเชฟ Vincent ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ที่โรงแรม Four Srasons Hotel George V ในกรุงปารีสควบคุมทีมเชฟมากกว่า 75 คนที่ห้องอาหาร Le Cinq จนกระทั่งสามารถคว้ารางวัล ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2003 ถัดมาในปี 2005 เชฟ Vincent และภรรยาตัดสินใจเดินทางข้ามทวีปมาเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ให้กับห้องอาหาร Caprice ที่ Four Seasons Hotel Hong Kong โดยเลือกสไตล์การปรุงอาหารในรูปแบบฝรั่งเศสร่วมสมัยและใช้วัตถุดิบนำเข้าเกือบทั้งหมดกระทั่งปลายปี 2008 เป็นครั้งแรกที่ Michelin Guide ได้แผ่ขยายการมอบรางวัลไปยังเกาะฮ่องกง Caprice ได้รับรางวัล ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปีแรกตามด้วยการยกระดับสู่ ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars ในปีถัดมา ในปี 2018 เชฟ Vincent ได้บรรลุข้อตกลงกับ Lebua Hotel Bangkok เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ให้กับห้องอาหาร Chef's Table และสามารถคว้า ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้ในปี 2019 และ ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปี 2020

🎗 [The Food] ห้องอาหาร Chef's Table นำเสนออาหารออกมาในรูปแบบฝรั่งเศสร่วมสมัย เชฟ Vincent ตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงสุดนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสราว 80% แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นนำมาผสมผสานกันเป็นเมนูชั้นยอดตามปรัชญา 80/20 จำนวน 7 คอร์สหรือ Chef's Tasting Menu ที่ราคาคนละ 7,900++ โดยขอยกจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นจนต้องนำมาเล่าให้ฟังกันตรงนี้อยู่ 4 อย่างคือ

✨ Sea Bream Tartare

Clams, Buttermilk Jelly, Avruga Caviar

เมนูอาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกคือ “ทาทาร์ปลาซีบรีม” เชฟนำเนื้อปลามาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมไปกับกะหล่ำดอกและเนื้อหอยทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่หลากหลายเมื่อได้เคี้ยว จากนั้นคลุมด้านบนด้วยเจลลี่บัตเตอร์มิลค์และ Avruga Caviar ข้างกันเป็นครีมทำมาจากไข่ปลาคาเวียร์ชนิดเดียวกันและซอสทำมาจากกะหล่ำดอกรมควันและผิวมะนาวเผาช่วยเสริมกลิ่นหอมทั้งยังมีรสอมเปรี้ยวและความขมเบา ๆ ซึ่งจะช่วยดึงความหวานธรรมชาติของเนื้อปลาให้เด่นชัดมากขึ้นอีกด้วย (18/20)

✨ Scottish Langoustine, Sweetbread

Fennel Confit, Shellfish Emulsion

จานที่เชฟ Vincent เลือกนำเสนอวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง “ลองกูสทีน” นำเข้าจากน่านน้ำสก็อตแลนด์ โดยสก็อตติชลองกูสทีนนั้นจะมีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปจากล็องกูสทีนน่านน้ำอื่นคือขนาดตัวที่ใหญ่และเนื้อที่แน่นเฟิร์มมากกว่าปกติแต่ยังคงนุ่มเมื่อเทียบกับกุ้งทั่วไป ด้านล่างคือ Fricassee หรือสตูว์ทำมาจากมะเขือเทศและเฟนเนลสับผสมกับสวีทเบรด รสชาติอมเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยดึงความหวานของลองกูสทีนที่ดีมากอยู่แล้วให้เด่นชัดขึ้นมาอีก ข้างกันคือ “สวีทเบรด” หรือต่อมไร้ท่อจากส่วนคอของลูกวัว ปรุงมาสุกพอดี นุ่ม หอม ไม่มีกลิ่นคาว น้ำซุปที่เทราดลงไปทำมาจากหัวกุ้งลองกูสทีนผสมกับ Port Wine มีความหอม มัน ครีมมี่ แทรกด้วยรสขมของมันกุ้งและรสหวานนิด ๆ จาก Port Wine สุดยอดมากๆ (18/20)

✨ Rice Smoked Challans Duck

Pumpkin, Chestnut, Sweet Spices

เมนูที่ขึ้นชื่อที่สุดของห้องอาหาร Chef's Table คือ “อกเป็ดชาลลองส์” อบมาในฟางข้าวไทยเสิร์ฟมาในหม้อขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมดูแล้วน่าทาน เชฟจะนำมาจัดลงจานเสิร์ฟคู่กับพูเรสีเหลืองทำมาจากฟักทองและพูเรสีน้ำตาลอ่อนทำมาจากเกาลัด เนื้อเป็ดนุ่ม หนึบ ไร้ซึ่งความเหนียวและกลิ่นสาบ ตรงกลางคือผักโขมนุ่ม ๆ ทอปด้วยแผ่นกลม ๆ กรอบ ๆ ของฟักทองรมควันเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ราดซอสที่ทำมาจากสาเกและข้าวไทยลงไป ก่อนจะจบจะจบด้วย Parmentier ทำมาจากเนื้อขาเป็ด ฟักทอง และถั่วฮาเซลนัท เสิร์ฟมาแยกกัน (18/20)

✨ Vanilla Duo Millefeuille

BBQ Smoked Ice Cream

สำหรับขนมหวานจานแรกคือ “วานิลลาดูโอมิลเฟย” เชฟได้ปรับรูปแบบการเสิร์ฟมิลเฟยแบบคลาสสิคที่เรียงตัวกันเป็นชั้นเปลี่ยนมาเป็นการเรียงตัวคล้ายรังผึ้ง แต่ละช่องถูกเติมด้วยครีมมาดากัสการ์วานิลลาสองสีและครีมคาราเมล ด้านบนเป็นไอศกรีมวานิลลารมควันเสริมกลิ่นให้หอมเด่นมากยิ่งขึ้น ครีมสีดำข้างกันทำมาจากวานิลลาครีมและ Black Vinegar ให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานช่วยบาลานซ์ความมันของวานิลลาและความหวานของคาราเมลได้อย่างน่าทึ่ง (17/20)

🎗 [Conclusion] เชฟ Vincent Thierry สามารถจัดเตรียมอาหารทุกจานออกมาได้อย่างไร้ที่ติ หลายจานมีความซับซ้อนทั้งในแง่เทคนิคการปรุงและรสชาติแต่เมื่อนำมาประกอบกันกลับดูเข้ากันและเรียบง่ายจนเข้าถึงได้ไม่ยาก การบริการเป็นไปอย่างลื่นไหลสมกับการคว้ารางวัล Michelin Service Award ประจำปี 2021 ราคาอาหารค่อนข้างสูงตามมาตรฐานร้านอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เราขอแนะนำมื้ออาหารที่ Chef's Table สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ รับรองว่าต้องประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 36 รูป

🇹🇭 Chef's Table - เชฟส์เทเบิ้ล 🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
รูปที่ 1
🇹🇭 Chef's Table - เชฟส์เทเบิ้ล 🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
⭐️⭐️ 2 Michelin Stars - 2 ดาวมิชลิน
รูปที่ 2
⭐️⭐️ 2 Michelin Stars - 2 ดาวมิชลิน
รีวิววันนี้เป็นคิวของห้องอาหารฝรั่งเศสที่เพิ่งได้รับการเลื่อนระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars จาก Michelin Guide ประจำปี 2021 นอกจากนี้เชฟ Vincent Thierry ยังเป็นหนึ่งในเชฟที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ห้องอาหาร Caprice ที่เกาะฮ่องกงอีกด้วย
รูปที่ 3
รีวิววันนี้เป็นคิวของห้องอาหารฝรั่งเศสที่เพิ่งได้รับการเลื่อนระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars จาก Michelin Guide ประจำปี 2021 นอกจากนี้เชฟ Vincent Thierry ยังเป็นหนึ่งในเชฟที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ห้องอาหาร Caprice ที่เกาะฮ่องกงอีกด้วย
Amuse Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “อมูสบูช” เสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง Potato Wafer with Cod Fish Cream and Kristal Caviar ชิ้นแรกคือ “เวเฟอร์มันฝรั่ง” กรอบ ๆ ทอปด้านบนด้วยครีมปลาค็อดรมควัน ตัวครีมทำออกมาได้ดีมาก ๆ หอม มัน มีกลิ่นของปลาและกลิ่นหอมจากการรมควันชัดเจน ด้านบนทอปด้วยคริสตัลคาเวียร์ให้รสชาติออกเค็มนิด ๆ เชฟพันรอบ ๆ ด้วยแตงกวาดองเพื่อให้มีความกรอบและรสเปรี้ยวมาตัดกับความนุ่มละมุนของครีม (17/20) Cheese Puff with Smoked Salmon and Cream Cheese ถัดมาคือ “ชีสพัฟ” ที่มีความกรอบ เบา ด้านบนโรยด้วยผงยี่หร่าและขมิ้นช่วยให้มีสีเหลือง ด้านในเป็นครีมชีสและปลาแซลมอนรมควัน ปิดด้วยการบีบคาลามานซี่เจลหรือเจลส้มรสเปรี้ยวหวานลงไปด้านบน (17/20)
รูปที่ 4
Amuse Bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “อมูสบูช” เสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง Potato Wafer with Cod Fish Cream and Kristal Caviar ชิ้นแรกคือ “เวเฟอร์มันฝรั่ง” กรอบ ๆ ทอปด้านบนด้วยครีมปลาค็อดรมควัน ตัวครีมทำออกมาได้ดีมาก ๆ หอม มัน มีกลิ่นของปลาและกลิ่นหอมจากการรมควันชัดเจน ด้านบนทอปด้วยคริสตัลคาเวียร์ให้รสชาติออกเค็มนิด ๆ เชฟพันรอบ ๆ ด้วยแตงกวาดองเพื่อให้มีความกรอบและรสเปรี้ยวมาตัดกับความนุ่มละมุนของครีม (17/20) Cheese Puff with Smoked Salmon and Cream Cheese ถัดมาคือ “ชีสพัฟ” ที่มีความกรอบ เบา ด้านบนโรยด้วยผงยี่หร่าและขมิ้นช่วยให้มีสีเหลือง ด้านในเป็นครีมชีสและปลาแซลมอนรมควัน ปิดด้วยการบีบคาลามานซี่เจลหรือเจลส้มรสเปรี้ยวหวานลงไปด้านบน (17/20)
Amuse Bouche Foie Gras Terrine Glazed with Milk สุดท้ายคือ “ฟัวกราส์เทอรีน” เนื้อนุ่ม ละมุน เชฟเคลือบด้วยนมจนมีสีขาวดูน่าทานแล้ววางมาบนโคนจิ๋วกรอบ ๆ กลิ่นหอมของนมเข้ากันได้ดีกับฟัวกราส์มาก ๆ ด้านล่างเป็นกราโนล่าและแอปริคอตดอง (18/20)
รูปที่ 5
Amuse Bouche Foie Gras Terrine Glazed with Milk สุดท้ายคือ “ฟัวกราส์เทอรีน” เนื้อนุ่ม ละมุน เชฟเคลือบด้วยนมจนมีสีขาวดูน่าทานแล้ววางมาบนโคนจิ๋วกรอบ ๆ กลิ่นหอมของนมเข้ากันได้ดีกับฟัวกราส์มาก ๆ ด้านล่างเป็นกราโนล่าและแอปริคอตดอง (18/20)
Mini Baguette and Soft Bread สำหรับขนมปังมีให้เลือกสองอย่างคือมินิบาเก็ตซึ่งจะมีผิวด้านนอกกรอบ ด้านในเหนียวนุ่ม และอีกอย่างคือซอฟเบรดนุ่ม ๆ เบา ๆ
รูปที่ 6
Mini Baguette and Soft Bread สำหรับขนมปังมีให้เลือกสองอย่างคือมินิบาเก็ตซึ่งจะมีผิวด้านนอกกรอบ ด้านในเหนียวนุ่ม และอีกอย่างคือซอฟเบรดนุ่ม ๆ เบา ๆ
Mini Baguette and Soft Bread ขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับ Salted Butter หรือเนยโฮมเมดสูตรลับของครอบครัวเชฟ Vincent แต่ปรับเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบสำคัญเป็นนมออร์แกนิคจากเขาใหญ่ จากนั้นนำมาปั่นกันสด ๆ ทุกวันและโดยส่วนมากเชฟ Vincent จะเป็นคนเดินมาตัดเสิร์ฟเนยให้กับลูกค้าทุกโต๊ะด้วยตัวเอง ตัวเนยมีระดับความเค็มที่พอเหมาะ มีความหอม มัน เข้ากันดีกับขนมปังที่เสิร์ฟมาด้วยมาก ๆ
รูปที่ 7
Mini Baguette and Soft Bread ขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับ Salted Butter หรือเนยโฮมเมดสูตรลับของครอบครัวเชฟ Vincent แต่ปรับเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบสำคัญเป็นนมออร์แกนิคจากเขาใหญ่ จากนั้นนำมาปั่นกันสด ๆ ทุกวันและโดยส่วนมากเชฟ Vincent จะเป็นคนเดินมาตัดเสิร์ฟเนยให้กับลูกค้าทุกโต๊ะด้วยตัวเอง ตัวเนยมีระดับความเค็มที่พอเหมาะ มีความหอม มัน เข้ากันดีกับขนมปังที่เสิร์ฟมาด้วยมาก ๆ
Pigeon Pâté en Croûte Foie Gras, Black Truffle, Prune Jam เมนูเรียกน้ำย่อยอย่างแรกในเซ็ตหลักเชฟ Vincent เลือกที่จะนำเสนอเมนูสุดคลาสสิคอย่าง “ปาเต้ ออง ครูต” โดยองค์ประกอบตรงกลางทำมาจากเนื้อนกพิราบ เห็ดทรัฟเฟิล และฟัวกราส์เทอร์รีน รสชาติดี ทานง่าย ไม่มีกลิ่นคาว ด้านนอกล้อมรอบด้วยขนมปังกรอบ ด้านบนเป็นซอสรูปต้นไม้ทำมาจากพริกไทย แยมลูกพรุน แตงกวาดอง แรดิช และหอมใหญ่ตามลำดับทำให้เมื่อตักทานในแต่ละคำจะได้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันออกไปขึ้นกับแต่ละองค์ประกอบที่ตักติดมาด้วย (17/20)
รูปที่ 8
Pigeon Pâté en Croûte Foie Gras, Black Truffle, Prune Jam เมนูเรียกน้ำย่อยอย่างแรกในเซ็ตหลักเชฟ Vincent เลือกที่จะนำเสนอเมนูสุดคลาสสิคอย่าง “ปาเต้ ออง ครูต” โดยองค์ประกอบตรงกลางทำมาจากเนื้อนกพิราบ เห็ดทรัฟเฟิล และฟัวกราส์เทอร์รีน รสชาติดี ทานง่าย ไม่มีกลิ่นคาว ด้านนอกล้อมรอบด้วยขนมปังกรอบ ด้านบนเป็นซอสรูปต้นไม้ทำมาจากพริกไทย แยมลูกพรุน แตงกวาดอง แรดิช และหอมใหญ่ตามลำดับทำให้เมื่อตักทานในแต่ละคำจะได้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันออกไปขึ้นกับแต่ละองค์ประกอบที่ตักติดมาด้วย (17/20)
Sea Bream Tartare Clams, Buttermilk Jelly, Avruga Caviar หรือจะเลือกทานเป็น “ทาทาร์ปลาซีบรีม” เชฟนำเนื้อปลามาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมไปกับกะหล่ำดอกและเนื้อหอยทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่หลากหลายเมื่อได้เคี้ยว จากนั้นคลุมด้านบนด้วยเจลลี่บัตเตอร์มิลค์และ Avruga Caviar ข้างกันเป็นครีมทำมาจากไข่ปลาคาเวียร์ชนิดเดียวกันและซอสทำมาจากกะหล่ำดอกรมควันและผิวมะนาวเผาช่วยเสริมกลิ่นหอมทั้งยังมีรสอมเปรี้ยวและความขมเบา ๆ ซึ่งจะช่วยดึงความหวานธรรมชาติของเนื้อปลาให้เด่นชัดมากขึ้นอีกด้วย (18/20)
รูปที่ 9
Sea Bream Tartare Clams, Buttermilk Jelly, Avruga Caviar หรือจะเลือกทานเป็น “ทาทาร์ปลาซีบรีม” เชฟนำเนื้อปลามาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมไปกับกะหล่ำดอกและเนื้อหอยทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่หลากหลายเมื่อได้เคี้ยว จากนั้นคลุมด้านบนด้วยเจลลี่บัตเตอร์มิลค์และ Avruga Caviar ข้างกันเป็นครีมทำมาจากไข่ปลาคาเวียร์ชนิดเดียวกันและซอสทำมาจากกะหล่ำดอกรมควันและผิวมะนาวเผาช่วยเสริมกลิ่นหอมทั้งยังมีรสอมเปรี้ยวและความขมเบา ๆ ซึ่งจะช่วยดึงความหวานธรรมชาติของเนื้อปลาให้เด่นชัดมากขึ้นอีกด้วย (18/20)
Scottish Langoustine, Sweetbread Fennel Confit, Shellfish Emulsion ถัดมาคือวัตถุดิบราคาสูงอย่าง “ลองกูสทีน” นำเข้าจากน่านน้ำสก็อตแลนด์ โดยสก็อตติชลองกูสทีนนั้นจะมีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปจากล็องกูสทีนน่านน้ำอื่นคือขนาดตัวที่ใหญ่และเนื้อที่แน่นเฟิร์มมากกว่าปกติแต่ยังคงนุ่มเมื่อเทียบกับกุ้งทั่วไป ด้านล่างคือ Fricassee หรือสตูว์ทำมาจากมะเขือเทศและเฟนเนลสับผสมกับสวีทเบรด รสชาติอมเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยดึงความหวานของลองกูสทีนที่ดีมากอยู่แล้วให้เด่นชัดขึ้นมาอีก (18/20)
รูปที่ 10
Scottish Langoustine, Sweetbread Fennel Confit, Shellfish Emulsion ถัดมาคือวัตถุดิบราคาสูงอย่าง “ลองกูสทีน” นำเข้าจากน่านน้ำสก็อตแลนด์ โดยสก็อตติชลองกูสทีนนั้นจะมีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปจากล็องกูสทีนน่านน้ำอื่นคือขนาดตัวที่ใหญ่และเนื้อที่แน่นเฟิร์มมากกว่าปกติแต่ยังคงนุ่มเมื่อเทียบกับกุ้งทั่วไป ด้านล่างคือ Fricassee หรือสตูว์ทำมาจากมะเขือเทศและเฟนเนลสับผสมกับสวีทเบรด รสชาติอมเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยดึงความหวานของลองกูสทีนที่ดีมากอยู่แล้วให้เด่นชัดขึ้นมาอีก (18/20)
Scottish Langoustine, Sweetbread Fennel Confit, Shellfish Emulsion ข้างกันคือ “สวีทเบรด” หรือต่อมไร้ท่อจากส่วนคอของลูกวัว ปรุงมาสุกพอดี นุ่ม หอม ไม่มีกลิ่นคาว น้ำซุปที่เทราดลงไปทำมาจากหัวกุ้งลองกูสทีนผสมกับ Port Wine มีความหอม มัน ครีมมี่ แทรกด้วยรสขมของมันกุ้งและรสหวานนิด ๆ จาก Port Wine สุดยอดมากๆ
รูปที่ 11
Scottish Langoustine, Sweetbread Fennel Confit, Shellfish Emulsion ข้างกันคือ “สวีทเบรด” หรือต่อมไร้ท่อจากส่วนคอของลูกวัว ปรุงมาสุกพอดี นุ่ม หอม ไม่มีกลิ่นคาว น้ำซุปที่เทราดลงไปทำมาจากหัวกุ้งลองกูสทีนผสมกับ Port Wine มีความหอม มัน ครีมมี่ แทรกด้วยรสขมของมันกุ้งและรสหวานนิด ๆ จาก Port Wine สุดยอดมากๆ
Seared Foie Gras Beetroot Texture, Blackcurrant Berries ถัดมาคือ “ฟัวกราส์” นำเข้าจากแคว้น Périgord ประเทศฝรั่งเศส เชฟนำไปแพนเซียจนสุกกำลังดี มีความครีมมี่ หอม มัน ไม่มีกลิ่นคาว ด้านบนทอปด้วยบีทรูทซึ่งมีความกรอบตัดกันกับเนื้อสัมผัสของฟัวกราส์ สำหรับซอสมีสองชนิดเริ่มจากซอสแบล็คเคอแรนท์ที่มีรสชาติติดเปรี้ยวมากไปนิดจนไปกลบความครีมมี่ของฟัวกราส์อยู่บ้างและอีกชนิดคือซอสบีทรูทที่เชฟทำออกมาได้ดีมาก ๆ คือแทบไม่มีกลิ่นดินหรือ Earthy Aroma ติดมามากจนเกินไปและมีความฝาดเบา ๆ ช่วยตัดไม่ให้เกิดความเลี่ยนจากตัวฟัวกราส์ได้โดยง่าย (17/20)
รูปที่ 12
Seared Foie Gras Beetroot Texture, Blackcurrant Berries ถัดมาคือ “ฟัวกราส์” นำเข้าจากแคว้น Périgord ประเทศฝรั่งเศส เชฟนำไปแพนเซียจนสุกกำลังดี มีความครีมมี่ หอม มัน ไม่มีกลิ่นคาว ด้านบนทอปด้วยบีทรูทซึ่งมีความกรอบตัดกันกับเนื้อสัมผัสของฟัวกราส์ สำหรับซอสมีสองชนิดเริ่มจากซอสแบล็คเคอแรนท์ที่มีรสชาติติดเปรี้ยวมากไปนิดจนไปกลบความครีมมี่ของฟัวกราส์อยู่บ้างและอีกชนิดคือซอสบีทรูทที่เชฟทำออกมาได้ดีมาก ๆ คือแทบไม่มีกลิ่นดินหรือ Earthy Aroma ติดมามากจนเกินไปและมีความฝาดเบา ๆ ช่วยตัดไม่ให้เกิดความเลี่ยนจากตัวฟัวกราส์ได้โดยง่าย (17/20)
Flashed Scallop Black Truffle Tapenade, Leek Texture จานนี้คือ “หอยเชลล์” นำเข้าจากแคว้น Brittany ประเทศฝรั่งเศส แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่คงมีความนุ่มและหวานพอเหมาะ ด้านบนทอปด้วย Tapenade เห็ดทรัฟเฟิล และกระเทียมต้นในรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านบนมีแผ่นมันฝรั่งทอดกรอบ ตรงกลางเป็น Brown Potato Foam เชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (16/20)
รูปที่ 13
Flashed Scallop Black Truffle Tapenade, Leek Texture จานนี้คือ “หอยเชลล์” นำเข้าจากแคว้น Brittany ประเทศฝรั่งเศส แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่คงมีความนุ่มและหวานพอเหมาะ ด้านบนทอปด้วย Tapenade เห็ดทรัฟเฟิล และกระเทียมต้นในรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านบนมีแผ่นมันฝรั่งทอดกรอบ ตรงกลางเป็น Brown Potato Foam เชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (16/20)
Meunière Sole Fillet Carrot, Kumquat, Cumin Sauce เนื้อปลา “โดเวอร์โซล” แล่มาเป็นฟิเลท์แล้วเสิร์ฟมาในสไตล์ Meunière โดยเชฟนำไปคลุกเคล้ากับแป้งแล้ว Sauteed กับ Brown Butter จนสุกพอดี ข้างกันคือพูเรทำมาจากแครอทและตะไคร้ ฝั่งขวามือคือ Glazed Carrot นุ่ม ๆ ทอปด้านบนด้วยครัมเบิ้ลของถั่วฮาเซลนัท ยังมีองค์ประกอบของเจลส้มจี๊ด สลัดที่ทำมาจากส้มจี๊ดและแครอท ปิดท้ายด้วยการราดน้ำซอสสีเขียวทำมาจากขมิ้นและใบแครอทผสมกับใบยี่หร่า ทานหลาย ๆ องค์ประกอบพร้อมกันชวนนึกถึงความเป็นเอเชียค่อนไปทางอินเดียนนิด ๆ ถือเป็นจานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังผสมผสานการปรุงอาหารสไตล์ตะวันตกกับเครื่องเทศต่าง ๆ ออกมาได้ดีมาก ๆ (17/20)
รูปที่ 14
Meunière Sole Fillet Carrot, Kumquat, Cumin Sauce เนื้อปลา “โดเวอร์โซล” แล่มาเป็นฟิเลท์แล้วเสิร์ฟมาในสไตล์ Meunière โดยเชฟนำไปคลุกเคล้ากับแป้งแล้ว Sauteed กับ Brown Butter จนสุกพอดี ข้างกันคือพูเรทำมาจากแครอทและตะไคร้ ฝั่งขวามือคือ Glazed Carrot นุ่ม ๆ ทอปด้านบนด้วยครัมเบิ้ลของถั่วฮาเซลนัท ยังมีองค์ประกอบของเจลส้มจี๊ด สลัดที่ทำมาจากส้มจี๊ดและแครอท ปิดท้ายด้วยการราดน้ำซอสสีเขียวทำมาจากขมิ้นและใบแครอทผสมกับใบยี่หร่า ทานหลาย ๆ องค์ประกอบพร้อมกันชวนนึกถึงความเป็นเอเชียค่อนไปทางอินเดียนนิด ๆ ถือเป็นจานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังผสมผสานการปรุงอาหารสไตล์ตะวันตกกับเครื่องเทศต่าง ๆ ออกมาได้ดีมาก ๆ (17/20)
Rice Smoked Challans Duck Pumpkin, Chestnut, Sweet Spices เมนูที่ขึ้นชื่อที่สุดของห้องอาหาร Chef's Table คือ “อกเป็ดชาลลองส์” อบมาในฟางข้าวไทยเสิร์ฟมาในหม้อขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมดูแล้วน่าทานสุด ๆ (18/20)
รูปที่ 15
Rice Smoked Challans Duck Pumpkin, Chestnut, Sweet Spices เมนูที่ขึ้นชื่อที่สุดของห้องอาหาร Chef's Table คือ “อกเป็ดชาลลองส์” อบมาในฟางข้าวไทยเสิร์ฟมาในหม้อขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมดูแล้วน่าทานสุด ๆ (18/20)
Rice Smoked Challans Duck Pumpkin, Chestnut, Sweet Spices หลังจากนั้นเชฟจะนำมาจัดลงจานเสิร์ฟคู่กับพูเรสีเหลืองทำมาจากฟักทองและพูเรสีน้ำตาลอ่อนทำมาจากเกาลัด เนื้อเป็ดนุ่ม หนึบ ไร้ซึ่งความเหนียวและกลิ่นสาบ ตรงกลางคือผักโขมนุ่ม ๆ ทอปด้วยแผ่นกลม ๆ กรอบ ๆ ของฟักทองรมควันเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ปิดท้ายด้วยการราดซอสที่ทำมาจากสาเกและข้าวไทยลงไป (18/20)
รูปที่ 16
Rice Smoked Challans Duck Pumpkin, Chestnut, Sweet Spices หลังจากนั้นเชฟจะนำมาจัดลงจานเสิร์ฟคู่กับพูเรสีเหลืองทำมาจากฟักทองและพูเรสีน้ำตาลอ่อนทำมาจากเกาลัด เนื้อเป็ดนุ่ม หนึบ ไร้ซึ่งความเหนียวและกลิ่นสาบ ตรงกลางคือผักโขมนุ่ม ๆ ทอปด้วยแผ่นกลม ๆ กรอบ ๆ ของฟักทองรมควันเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ปิดท้ายด้วยการราดซอสที่ทำมาจากสาเกและข้าวไทยลงไป (18/20)
Rice Smoked Challans Duck Pumpkin, Chestnut, Sweet Spices คอร์สนี้จะจบด้วย Parmentier ทำมาจากเนื้อขาเป็ด ฟักทอง และถั่วฮาเซลนัท (ไม่มีในภาพ) (18/20)
รูปที่ 17
Rice Smoked Challans Duck Pumpkin, Chestnut, Sweet Spices คอร์สนี้จะจบด้วย Parmentier ทำมาจากเนื้อขาเป็ด ฟักทอง และถั่วฮาเซลนัท (ไม่มีในภาพ) (18/20)
Milk Fed Veal Broccoli, Oyster Condiment, Nature Jus อีกจานหนึ่งคือ “เนื้อลูกวัว” อายุประมาณ 5 เดือนที่ผ่านการเลี้ยงด้วยน้ำนมอย่างเดียวทำให้เนื้อมีสีขาวชมพูไร้ซึ่งกลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อวัว เมื่อตักทานจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อลูกวัว พนักงานจะเทราดซอสที่ทำมาจากเนื้อลูกวัวลงไป ข้างกันคือพูเรบล็อคโคลี่รสชาติอมหวานและชิ้นบล็อคโคลี่ที่เซียมาช่วยเพิ่มความกรอบ ฝั่งซ้ายคือคือทีเด็ดโดยเชฟนำหอยนางรมจากฝรั่งเศสผสมมากับสาหร่ายทะเลให้รสชาติจนได้องค์ประกอบที่มีรสชาติกลิ่นที่น่าสนใจ (16/20)
รูปที่ 18
Milk Fed Veal Broccoli, Oyster Condiment, Nature Jus อีกจานหนึ่งคือ “เนื้อลูกวัว” อายุประมาณ 5 เดือนที่ผ่านการเลี้ยงด้วยน้ำนมอย่างเดียวทำให้เนื้อมีสีขาวชมพูไร้ซึ่งกลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อวัว เมื่อตักทานจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อลูกวัว พนักงานจะเทราดซอสที่ทำมาจากเนื้อลูกวัวลงไป ข้างกันคือพูเรบล็อคโคลี่รสชาติอมหวานและชิ้นบล็อคโคลี่ที่เซียมาช่วยเพิ่มความกรอบ ฝั่งซ้ายคือคือทีเด็ดโดยเชฟนำหอยนางรมจากฝรั่งเศสผสมมากับสาหร่ายทะเลให้รสชาติจนได้องค์ประกอบที่มีรสชาติกลิ่นที่น่าสนใจ (16/20)
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages ห้องอาหาร Chef's Table นำเข้าชีสจาก Jean-François Anthony ประเทศฝรั่งเศสทุกสัปดาห์ บริการตัดและเสิร์ฟโดย Cheesemaster เพื่อคัดเลือกชัสคุณภาพตามความพึงพอใจของลูกค้าทุกคน (18/20)
รูปที่ 19
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages ห้องอาหาร Chef's Table นำเข้าชีสจาก Jean-François Anthony ประเทศฝรั่งเศสทุกสัปดาห์ บริการตัดและเสิร์ฟโดย Cheesemaster เพื่อคัดเลือกชัสคุณภาพตามความพึงพอใจของลูกค้าทุกคน (18/20)
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages จากนั้นพนักงานจะตักเสิร์ฟมาบนจาน (18/20)
รูปที่ 20
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages จากนั้นพนักงานจะตักเสิร์ฟมาบนจาน (18/20)
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages ชีสที่เราได้ลิ้มลองกันในวันนี้เริ่มจากชิ้นสีส้มวนตามเข็มนาฬิกาคือ Mimolette, Comté exceptional, Bleu du Sassenage, Mothais-sur-Feuille, Tarentais, Coup de Corne, Brin d'Amor, Reblochon, Tomette de Cabasses และ Saint-Nectaire ตามลำดับ (18/20)
รูปที่ 21
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages ชีสที่เราได้ลิ้มลองกันในวันนี้เริ่มจากชิ้นสีส้มวนตามเข็มนาฬิกาคือ Mimolette, Comté exceptional, Bleu du Sassenage, Mothais-sur-Feuille, Tarentais, Coup de Corne, Brin d'Amor, Reblochon, Tomette de Cabasses และ Saint-Nectaire ตามลำดับ (18/20)
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages คอร์สชีสเสิร์ฟมาคู่กับสลัดและขนมปังให้ทานสลับกัน (18/20)
รูปที่ 22
Cheese Selection Jean-François Anthony, Eleveur de Fromages คอร์สชีสเสิร์ฟมาคู่กับสลัดและขนมปังให้ทานสลับกัน (18/20)
Petit Four Hibiscus Marshmallow, Macadamia Praline, Pear with Cardamom and Yuzu Tartelette จากนั้นจึงจัดเสิร์ฟ “เปอตี โฟว์” ชุดแรกประกอบไปด้วยมาร์ชแมลโลว์ทำมาจากดอกชบาเสริมด้วยกลิ่นหอมเบา ๆ ของยูซู ถัดมาคือพราลีนถั่วแมคคาดาเมียทอปด้วยเมเปิ้ลไซรัปครีม สุดท้ายคือมินิทาร์ตขนาดจิ๋วแป้งบางกรอบด้านในมีองค์ประกอบของลูกแพร์ กระวาน และยูซู หากสังเกตให้ดีจะพบว่ากระทั่งจานด้านล่างก็สั่งทำเป็นรูปอาคาร Lebua อีกด้วย (17/20)
รูปที่ 23
Petit Four Hibiscus Marshmallow, Macadamia Praline, Pear with Cardamom and Yuzu Tartelette จากนั้นจึงจัดเสิร์ฟ “เปอตี โฟว์” ชุดแรกประกอบไปด้วยมาร์ชแมลโลว์ทำมาจากดอกชบาเสริมด้วยกลิ่นหอมเบา ๆ ของยูซู ถัดมาคือพราลีนถั่วแมคคาดาเมียทอปด้วยเมเปิ้ลไซรัปครีม สุดท้ายคือมินิทาร์ตขนาดจิ๋วแป้งบางกรอบด้านในมีองค์ประกอบของลูกแพร์ กระวาน และยูซู หากสังเกตให้ดีจะพบว่ากระทั่งจานด้านล่างก็สั่งทำเป็นรูปอาคาร Lebua อีกด้วย (17/20)
Pre-Dessert Pomelo Salad with White Beer and Grapefruit Sorbet คั่นกลางก่อนถึงของหวานด้วย “สลัดส้มโอ” ช่วยเรียกความสดชื่นคลุมด้วยแผ่นเจลลี่สีแดงสดใสทำมาจากราสเบอร์รี่ ด้านบนคือซอร์เบท์ทำมาจากเบียร์ขาวและเกรปฟรุตมีกลิ่นและอโรมาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (17/20)
รูปที่ 24
Pre-Dessert Pomelo Salad with White Beer and Grapefruit Sorbet คั่นกลางก่อนถึงของหวานด้วย “สลัดส้มโอ” ช่วยเรียกความสดชื่นคลุมด้วยแผ่นเจลลี่สีแดงสดใสทำมาจากราสเบอร์รี่ ด้านบนคือซอร์เบท์ทำมาจากเบียร์ขาวและเกรปฟรุตมีกลิ่นและอโรมาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (17/20)
Vanilla Duo Millefeuille BBQ Smoked Ice Cream สำหรับขนมหวานจานแรกคือ “วานิลลาดูโอมิลเฟย” เชฟได้ปรับรูปแบบการเสิร์ฟมิลเฟยแบบคลาสสิคที่เรียงตัวกันเป็นชั้นเปลี่ยนมาเป็นการเรียงตัวคล้ายรังผึ้ง แต่ละช่องถูกเติมด้วยครีมมาดากัสการ์วานิลลาสองสีและครีมคาราเมล ด้านบนเป็นไอศกรีมวานิลลารมควันเสริมกลิ่นให้หอมเด่นมากยิ่งขึ้น ครีมสีดำข้างกันทำมาจากวานิลลาครีมและ Black Vinegar ให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานช่วยบาลานซ์ความมันของวานิลลาและความหวานของคาราเมลได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
รูปที่ 25
Vanilla Duo Millefeuille BBQ Smoked Ice Cream สำหรับขนมหวานจานแรกคือ “วานิลลาดูโอมิลเฟย” เชฟได้ปรับรูปแบบการเสิร์ฟมิลเฟยแบบคลาสสิคที่เรียงตัวกันเป็นชั้นเปลี่ยนมาเป็นการเรียงตัวคล้ายรังผึ้ง แต่ละช่องถูกเติมด้วยครีมมาดากัสการ์วานิลลาสองสีและครีมคาราเมล ด้านบนเป็นไอศกรีมวานิลลารมควันเสริมกลิ่นให้หอมเด่นมากยิ่งขึ้น ครีมสีดำข้างกันทำมาจากวานิลลาครีมและ Black Vinegar ให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานช่วยบาลานซ์ความมันของวานิลลาและความหวานของคาราเมลได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Crispy Honeycomb Confit Bergamot, Earl Grey Sorbet “คริสปี้ ฮันนี่คัมบ์” เป็นขนมหวานที่เชฟนำแป้งแพสทรี่มาทำเป็นเลเยอร์บาง ๆ กรอบ ๆ ด้านในมีเบอร์ดาม็อทกงฟีทอปด้านบนด้วยมูสน้ำผึ้งและเอิร์ลเกรย์ซอร์เบท์ ตกแต่งด้วยทองคำเปลวทานได้ จบด้วยการราดน้ำผึ้งลงไปตามระดับความหวานที่ลูกค้าชื่นชอบ ทุกองค์ประกอบผสมผสานกันออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
รูปที่ 26
Crispy Honeycomb Confit Bergamot, Earl Grey Sorbet “คริสปี้ ฮันนี่คัมบ์” เป็นขนมหวานที่เชฟนำแป้งแพสทรี่มาทำเป็นเลเยอร์บาง ๆ กรอบ ๆ ด้านในมีเบอร์ดาม็อทกงฟีทอปด้านบนด้วยมูสน้ำผึ้งและเอิร์ลเกรย์ซอร์เบท์ ตกแต่งด้วยทองคำเปลวทานได้ จบด้วยการราดน้ำผึ้งลงไปตามระดับความหวานที่ลูกค้าชื่นชอบ ทุกองค์ประกอบผสมผสานกันออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Petit Four MarkRin Dark Chocolate Tart, Pistachio Mini Cake, Chocolate Truffle, Coconut Meringue ก่อนที่จะจบมื้ออาหารด้วยเซ็ตเปอตีโฟว์เสิร์ฟมาบนรถเข็นประกอบไปด้วยดาร์คช็อกโกแลตทาร์ต 80% จากจังหวัดเชียงใหม่ เค้กถั่วพิสตาชิโอ้ ช็อกโกแลตทรัฟเฟิลที่มีส่วนผสมของคอนยัค และเมอแรงก์มะพร้าวช่วยปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (17/20)
รูปที่ 27
Petit Four MarkRin Dark Chocolate Tart, Pistachio Mini Cake, Chocolate Truffle, Coconut Meringue ก่อนที่จะจบมื้ออาหารด้วยเซ็ตเปอตีโฟว์เสิร์ฟมาบนรถเข็นประกอบไปด้วยดาร์คช็อกโกแลตทาร์ต 80% จากจังหวัดเชียงใหม่ เค้กถั่วพิสตาชิโอ้ ช็อกโกแลตทรัฟเฟิลที่มีส่วนผสมของคอนยัค และเมอแรงก์มะพร้าวช่วยปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (17/20)
ห้องอาหาร Chef's Table นำเสนออาหารออกมาในรูปแบบฝรั่งเศสร่วมสมัย เชฟ Vincent ตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงสุดนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสราว 80% แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นนำมาผสมผสานกันเป็นเมนูชั้นยอดตามปรัชญา 80/20 จำนวน 7 คอร์สหรือ Chef's Tasting Menu ที่ราคาคนละ 7,900++
รูปที่ 28
ห้องอาหาร Chef's Table นำเสนออาหารออกมาในรูปแบบฝรั่งเศสร่วมสมัย เชฟ Vincent ตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงสุดนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสราว 80% แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นนำมาผสมผสานกันเป็นเมนูชั้นยอดตามปรัชญา 80/20 จำนวน 7 คอร์สหรือ Chef's Tasting Menu ที่ราคาคนละ 7,900++
เชฟ Vincent Thierry สามารถจัดเตรียมอาหารทุกจานออกมาได้อย่างไร้ที่ติ หลายจานมีความซับซ้อนทั้งในแง่เทคนิคการปรุงและรสชาติแต่เมื่อนำมาประกอบกันกลับดูเข้ากันและเรียบง่ายจนเข้าถึงได้ไม่ยาก การบริการเป็นไปอย่างลื่นไหลสมกับการคว้ารางวัล Michelin Service Award ประจำปี 2021 ราคาอาหารค่อนข้างสูงตามมาตรฐานร้านอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เราขอแนะนำมื้ออาหารที่ Chef's Table สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ รับรองว่าต้องประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน
รูปที่ 29
เชฟ Vincent Thierry สามารถจัดเตรียมอาหารทุกจานออกมาได้อย่างไร้ที่ติ หลายจานมีความซับซ้อนทั้งในแง่เทคนิคการปรุงและรสชาติแต่เมื่อนำมาประกอบกันกลับดูเข้ากันและเรียบง่ายจนเข้าถึงได้ไม่ยาก การบริการเป็นไปอย่างลื่นไหลสมกับการคว้ารางวัล Michelin Service Award ประจำปี 2021 ราคาอาหารค่อนข้างสูงตามมาตรฐานร้านอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เราขอแนะนำมื้ออาหารที่ Chef's Table สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ รับรองว่าต้องประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน
Vincent Thierry เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ในลุ่มแม่น้ำลัวร์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ชีวิตในวัยเด็กของเขาค่อนข้างเรียบง่ายโดยมีคุณแม่ทำงานเป็นคุณครูผู้ช่วยในโรงเรียนอนุบาลและคุณพ่อเป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับบริษัท Philips เมื่ออายุ 14 ปีเขาได้รับแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟจากพี่ชายคนโตและเดินทางตามรอยไปยังโรงเรียนสอนทำอาหารในเมือง Montpellier ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสห่างจากบ้านเกิดถึง 800 กิโลเมตร หลังจากเรียนจบเชฟ Vincent เริ่มต้นสายอาชีพโดยการเป็นเชฟฝึกหัดที่ Restaurant Cafe des Fleurs ก่อนที่จะมีโอกาสทำงานในห้องอาหารระดับตำนานอีกมากมายทั้ง Le Taillevent (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), La Côte Saint Jacques (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), Les Crayères (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), La Pinède (3 Michelin Stars ปัจจุบันคือห้องอาหาร La Vague d'Or - Cheval Blanc St-Tropez) และ Buerehiesel (1 Michelin Star) จุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อเชฟ Vincent ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ที่โรงแรม Four Srasons Hotel George V ในกรุงปารีสควบคุมทีมเชฟมากกว่า 75 คนที่ห้องอาหาร Le Cinq จนกระทั่งสามารถคว้ารางวัล ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2003 ถัดมาในปี 2005 เชฟ Vincent และภรรยาตัดสินใจเดินทางข้ามทวีปมาเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ให้กับห้องอาหาร Caprice ที่ Four Seasons Hotel Hong Kong โดยเลือกสไตล์การปรุงอาหารในรูปแบบฝรั่งเศสร่วมสมัยและใช้วัตถุดิบนำเข้าเกือบทั้งหมดกระทั่งปลายปี 2008 เป็นครั้งแรกที่ Michelin Guide ได้แผ่ขยายการมอบรางวัลไปยังเกาะฮ่องกง Caprice ได้รับรางวัล ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปีแรกตามด้วยการยกระดับสู่ ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars ในปีถัดมา ในปี 2018 เชฟ Vincent ได้บรรลุข้อตกลงกับ Lebua Hotel Bangkok เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ให้กับห้องอาหาร Chef's Table และสามารถคว้า ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้ในปี 2019 และ ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปี 2020
รูปที่ 30
Vincent Thierry เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ในลุ่มแม่น้ำลัวร์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ชีวิตในวัยเด็กของเขาค่อนข้างเรียบง่ายโดยมีคุณแม่ทำงานเป็นคุณครูผู้ช่วยในโรงเรียนอนุบาลและคุณพ่อเป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับบริษัท Philips เมื่ออายุ 14 ปีเขาได้รับแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟจากพี่ชายคนโตและเดินทางตามรอยไปยังโรงเรียนสอนทำอาหารในเมือง Montpellier ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสห่างจากบ้านเกิดถึง 800 กิโลเมตร หลังจากเรียนจบเชฟ Vincent เริ่มต้นสายอาชีพโดยการเป็นเชฟฝึกหัดที่ Restaurant Cafe des Fleurs ก่อนที่จะมีโอกาสทำงานในห้องอาหารระดับตำนานอีกมากมายทั้ง Le Taillevent (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), La Côte Saint Jacques (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), Les Crayères (3 Michelin Stars ในขณะนั้น), La Pinède (3 Michelin Stars ปัจจุบันคือห้องอาหาร La Vague d'Or - Cheval Blanc St-Tropez) และ Buerehiesel (1 Michelin Star) จุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อเชฟ Vincent ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ที่โรงแรม Four Srasons Hotel George V ในกรุงปารีสควบคุมทีมเชฟมากกว่า 75 คนที่ห้องอาหาร Le Cinq จนกระทั่งสามารถคว้ารางวัล ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2003 ถัดมาในปี 2005 เชฟ Vincent และภรรยาตัดสินใจเดินทางข้ามทวีปมาเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ให้กับห้องอาหาร Caprice ที่ Four Seasons Hotel Hong Kong โดยเลือกสไตล์การปรุงอาหารในรูปแบบฝรั่งเศสร่วมสมัยและใช้วัตถุดิบนำเข้าเกือบทั้งหมดกระทั่งปลายปี 2008 เป็นครั้งแรกที่ Michelin Guide ได้แผ่ขยายการมอบรางวัลไปยังเกาะฮ่องกง Caprice ได้รับรางวัล ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปีแรกตามด้วยการยกระดับสู่ ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars ในปีถัดมา ในปี 2018 เชฟ Vincent ได้บรรลุข้อตกลงกับ Lebua Hotel Bangkok เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Pre-opening Team ให้กับห้องอาหาร Chef's Table และสามารถคว้า ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้ในปี 2019 และ ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปี 2020
ห้องอาหาร Chef's Table ตั้งอยู่บนชั้น 61 ของอาคาร Lebua at State Tower
รูปที่ 31
ห้องอาหาร Chef's Table ตั้งอยู่บนชั้น 61 ของอาคาร Lebua at State Tower
ทางโรงแรมจะมีพนักงานต้อนรับพาลูกค้าเดินและเปลี่ยนลิฟท์ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับพนักงานประจำห้องอาหาร
รูปที่ 32
ทางโรงแรมจะมีพนักงานต้อนรับพาลูกค้าเดินและเปลี่ยนลิฟท์ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับพนักงานประจำห้องอาหาร
เกือบทุกโต๊ะจะตั้งอยู่ริมกระจกใสมองออกไปเห็นเรือลำน้อยใหญ่ประดับไฟสีสันสวยงามแล่นไปมาตามโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งคืน
รูปที่ 33
เกือบทุกโต๊ะจะตั้งอยู่ริมกระจกใสมองออกไปเห็นเรือลำน้อยใหญ่ประดับไฟสีสันสวยงามแล่นไปมาตามโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งคืน
ทุกองค์ประกอบที่กล่าวมาช่วยให้มื้ออาหารที่ Chef's Table น่าประทับใจไม่รู้ลืม
รูปที่ 34
ทุกองค์ประกอบที่กล่าวมาช่วยให้มื้ออาหารที่ Chef's Table น่าประทับใจไม่รู้ลืม
ใจกลางห้องอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวแบบ Open Kitchen ขนาดใหญ่หุ้มด้วยหินอ่อน Carrara จากประเทศอิตาลี ตรงกลางมีเตาอบ Custom Made แบรนด์ Molteni สีครีมเคลือบด้วยทองเหลือง ด้านบนเป็นระบบระบายอากาศล้อมรอบด้วยวงแหวนทองเหลืองรูปวงกลมชวนนึกถึงเจดีย์และแสดงออกถึงความเป็นไทย เมื่อประกอบกับการปรุงของทีมเชฟและการนำเสิร์ฟของบริกรอาจเรียกได้ว่านี่คือเป็นเวทีการแสดงทางอาหารชั้นเลิศก็ไม่ผิดนัก
รูปที่ 35
ใจกลางห้องอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวแบบ Open Kitchen ขนาดใหญ่หุ้มด้วยหินอ่อน Carrara จากประเทศอิตาลี ตรงกลางมีเตาอบ Custom Made แบรนด์ Molteni สีครีมเคลือบด้วยทองเหลือง ด้านบนเป็นระบบระบายอากาศล้อมรอบด้วยวงแหวนทองเหลืองรูปวงกลมชวนนึกถึงเจดีย์และแสดงออกถึงความเป็นไทย เมื่อประกอบกับการปรุงของทีมเชฟและการนำเสิร์ฟของบริกรอาจเรียกได้ว่านี่คือเป็นเวทีการแสดงทางอาหารชั้นเลิศก็ไม่ผิดนัก
ขอแนะนำให้เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มดี ๆ สักแก้วที่ Pink Bar หรือเดินรับลมชมวิวยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครก็โรแมนติคไม่เบา
รูปที่ 36
ขอแนะนำให้เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มดี ๆ สักแก้วที่ Pink Bar หรือเดินรับลมชมวิวยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครก็โรแมนติคไม่เบา