GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Casa Carmela
Selected

SpainCasa Carmela · คาซ่า คามีล่า

Rice Dishes · ข้าวต่าง ๆ — Carrer d'Isabel de Villena, 155, 46011 València, Valencia, Spain

🎗[INTRO] Paella เป็นเมนูข้าวที่มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่แถบ Valencia ทั้งยังเป็นหนึ่งในอาหารสเปนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอีกด้วย และหากถามคนท้องถิ่นถึงร้าน Paella เก่าแก่ที่ดีที่สุดใน Valencia แล้วล่ะก็ ชื่อของ Casa Carmela ต้องถูกหยิบยกมาพูดถึงเป็นอันดับแรก ๆ อย่างแน่นอน

🎗 [THE PLACE & THE CHEF] Casa Carmela เดิมเป็นร้านอาหารในกระท่อมเล็ก ๆ ที่เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1922 เจ้าของร้านรุ่นแรก Don José เลือกใช้ชื่อภรรยา Doña Carmen มาใส่เป็นชื่อร้าน ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนเขาต้องเดินทางจากบ้านแถบ Horta de Vera มายังร้านทุกวันเพื่อปรุงอาหารรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากกรุง Madrid เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่แถบทะเล Mediterranean กิจการสืบทอดมาถึงเจ้าของร้านรุ่นที่สองผู้ที่มีสมญานามว่า Uncle Toni และ Lola ‘the Laugher’ ได้ปรับปรุงตัวอาคารให้มีห้องพักเพิ่มเติมขึ้นมาและเริ่มเสิร์ฟอาหารเป็นมื้อแบบร้านอาหารปัจจุบันโดย Uncle Toni เลือกซื้อผักและผลไม้จากย่าน Vera และใช้ปลาที่จับมาได้จากเรือประมงแบบวันต่อวัน รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มของตัวเอง ส่วนคุณ Lola ผู้เป็นภรรยารับหน้าที่เตรียม Stews of the Day ซึ่งกลายมาเป็นเมนูอันเลื่องชื่อสำหรับคนในย่านนั้น ต่อมาในช่วงยุค 70s เจ้าของร้านรุ่นที่ 3 คือคุณ Lora และ Alfonso Carmen ซึ่งเป็นคุณแม่และคุณป้าของเจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันได้สร้างกระทะแบนและเตาขนาดใหญ่รวมไปถึงการว่าจ้างพ่อครัวสำหรับเตรียม Paella โดยเฉพาะจนเป็นสาเหตุให้ Casa Carmela มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการทำ Perfect Paella ในที่สุด ทางร้านใช้วิธีจัดเสิร์ฟแบบทั้งกระทะลงบริเวณกลางโต๊ะสำหรับแบ่งแชร์กัน ทุกจานโดดเด่นด้วย Socarrat หรือข้าวเลเยอร์บาง ๆ ที่ติดกับกระทะให้ความกรอบและรสชาติที่เข้มข้นชนิดหาใครเทียบได้ยาก ตัวร้านยังขยับขยายบริเวณเทอเรสตกแต่งผนังร้านด้วย Valencian Ceramics จาก Manises เพิ่มเติมจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของ Casa Carmela ในที่สุด ปัจจุบันเจ้าของร้านรุ่นที่สี่ Toni Novo เข้าควบคุมกิจการตั้งแต่ปี 2011 และตั้งใจสืบสานการเสิร์ฟ Paella สูตรต้นตำรับโดยจัดเตรียมกระทะแบนจำนวนมากถึง 25 ใบสำหรับรองรับลูกค้าจำนวนมากในคราวเดียวนั่นเอง

🎗 [THE FOOD] ลูกค้าสามารถเลือกอาหารได้จากรายการแบบ À LA CARTE อันประกอบไปด้วยอาหารทะเลสด ๆ เช่นกุ้งแดงจากเมือง Denia, หอยนางรมและหอยกาบจาก Galicia, ปลาทูน่าจาก Almadabra รวมไปถึงอาหารท้องถิ่นประจำภูมิภาค Valencia แต่แน่นอนว่าเมนูเด็ดประจำร้านย่อมเป็น Paella ที่ปรุงในกระทะเหล็กแบนขนาดใหญ่บนเตาฟืนแบบดั้งเดิมจนเกิด Socarrat ในระดับที่เพอร์เฟคไร้ที่ติ ส่วนใครที่อยากลอง Paella Valenciana หรือปาเอย่าสูตรต้นตำรับวาเลนเซียที่มีโปรตีนหลักหลายชนิดคือเนื้อไก่ เนื้อกระต่าย เนื้อเป็ด หอยทาก และผักต่าง ๆ นั้นต้องโทรมาจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน แนะนำให้ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนมหวานคลาสสิคอย่าง French Toast และ Apple Pie ช่วยล้างปากจากอาหารทะเลต่าง ๆ ได้อย่างหมดจด

🎗 [WHY GO] หากใครที่มองหา Paella รสเลิศ ณ เมืองต้นกำเนิดอย่าง Valencia แล้วล่ะก็ Casa Carmela สามารถมอบประสบการณ์ทางอาหารที่น่าจดจำให้กับคุณได้อย่างแน่นอน ราคาโดยรวมจัดว่าค่อนข้างสูงในระดับหนึ่งแต่ก็แลกมาด้วยความสดใหม่ของวัตถุดิบ อย่าลืมจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันเพราะโต๊ะในร้านและเทอเรสมักถูกจองเต็มโดยคนท้องถิ่นตลอดเวลา

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 27 รูป

🇪🇸 Casa Carmela - คาซ่า คามีล่า 🍽 Selected by Michelin Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 Rice Dishes - ข้าวต่าง ๆ 👨🏻‍🍳 Chef Toni Novo - เชฟโทนี่ โนโว
รูปที่ 1
🇪🇸 Casa Carmela - คาซ่า คามีล่า 🍽 Selected by Michelin Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 Rice Dishes - ข้าวต่าง ๆ 👨🏻‍🍳 Chef Toni Novo - เชฟโทนี่ โนโว
🎗[INTRO] Paella เป็นเมนูข้าวที่มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่แถบ Valencia ทั้งยังเป็นหนึ่งในอาหารสเปนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอีกด้วย และหากถามคนท้องถิ่นถึงร้าน Paella เก่าแก่ที่ดีที่สุดใน Valencia แล้วล่ะก็ ชื่อของ Casa Carmela ต้องหยิบยกมาพูดถึงเป็นอันดับแรก ๆ อย่างแน่นอน
รูปที่ 2
🎗[INTRO] Paella เป็นเมนูข้าวที่มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่แถบ Valencia ทั้งยังเป็นหนึ่งในอาหารสเปนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอีกด้วย และหากถามคนท้องถิ่นถึงร้าน Paella เก่าแก่ที่ดีที่สุดใน Valencia แล้วล่ะก็ ชื่อของ Casa Carmela ต้องหยิบยกมาพูดถึงเป็นอันดับแรก ๆ อย่างแน่นอน
Anchoa del Cantábrico en lata “serie Oro” (8 lomos) (25,60 €) Anchovies from the Cantabrian Sea (8 pieces) มาประเทศสเปนทั้งทีเราขอแนะนำอย่างมากให้ลองชิม Anchovies คุณภาพสูงโดยในที่นี้ทางร้านนำเสนอ Anchovies Gold Serie เสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอกจำนวน 8 ชิ้น แม้ราคาจะสูงสักหน่อยแต่รสชาติที่ได้จะมีระดับความเค็มที่กลมกล่อมรวมไปถึงเนื้อสัมผัสที่ละมุนมากกว่าปกติอย่างชัดเจน (14/20)
รูปที่ 3
Anchoa del Cantábrico en lata “serie Oro” (8 lomos) (25,60 €) Anchovies from the Cantabrian Sea (8 pieces) มาประเทศสเปนทั้งทีเราขอแนะนำอย่างมากให้ลองชิม Anchovies คุณภาพสูงโดยในที่นี้ทางร้านนำเสนอ Anchovies Gold Serie เสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอกจำนวน 8 ชิ้น แม้ราคาจะสูงสักหน่อยแต่รสชาติที่ได้จะมีระดับความเค็มที่กลมกล่อมรวมไปถึงเนื้อสัมผัสที่ละมุนมากกว่าปกติอย่างชัดเจน (14/20)
Gamba Rayada del Mediterráneo (100 gr) (12 €/pc, 48 €/4 pcs) Red prawns from Denia (100 gr) ห้ามพลาดกุ้งแดงสด ๆ จากน่านน้ำเมือง Denia ราคาอาจค่อนข้างสูงเพราะทางร้านคัดเฉพาะกุ้งไซซ์ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแต่ละวัน ทั้งยังขึ้นอยู่กับน้ำหนักแต่ขอการันตีเลยว่าเมื่อเทียบกับรสชาติและความสดแล้วคุ้มค่าแน่นอน (14/20)
รูปที่ 4
Gamba Rayada del Mediterráneo (100 gr) (12 €/pc, 48 €/4 pcs) Red prawns from Denia (100 gr) ห้ามพลาดกุ้งแดงสด ๆ จากน่านน้ำเมือง Denia ราคาอาจค่อนข้างสูงเพราะทางร้านคัดเฉพาะกุ้งไซซ์ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแต่ละวัน ทั้งยังขึ้นอยู่กับน้ำหนักแต่ขอการันตีเลยว่าเมื่อเทียบกับรสชาติและความสดแล้วคุ้มค่าแน่นอน (14/20)
Gamba Rayada del Mediterráneo (100 gr) (12 €/pc, 48 €/4 pcs) Red prawns from Denia (100 gr) ทางร้านย่างกุ้งออกมาได้ดีมาก ๆ เนื้อกุ้งนุ่ม หวานฉ่ำ ละมุนลิ้น ในขณะที่ส่วนหัวหรือมันกุ้งหอม มัน พร้อมกับมีรสขมเบา ๆ เป็นอาฟเตอร์เทสต์ตามมาอีกที คะแนนที่ให้ต้องยกให้กับการย่างที่สุกได้ระดับพอดีเลยจริง ๆ (14/20)
รูปที่ 5
Gamba Rayada del Mediterráneo (100 gr) (12 €/pc, 48 €/4 pcs) Red prawns from Denia (100 gr) ทางร้านย่างกุ้งออกมาได้ดีมาก ๆ เนื้อกุ้งนุ่ม หวานฉ่ำ ละมุนลิ้น ในขณะที่ส่วนหัวหรือมันกุ้งหอม มัน พร้อมกับมีรสขมเบา ๆ เป็นอาฟเตอร์เทสต์ตามมาอีกที คะแนนที่ให้ต้องยกให้กับการย่างที่สุกได้ระดับพอดีเลยจริง ๆ (14/20)
Arroces a Leña De “Rojos” (Con Carabinero) (25 €/p, Minimum 2 people) Deep red Cardinal Prawns Paella สิ่งที่ทำให้ชื่อของ Casa Camela โด่งดังขึ้นมาในหมู่นักชิมท้องถิ่นคือ Paella ที่ปรุงมาบนกระเหล็กแบนและเตาฟืนแบบพื้นบ้าน ทางร้านมีชนิดของ Paella ให้เลือกหลายชนิดเช่น Arroz Negro (Black Rice), Paella de Marisco (Seafood), Marisco Pelado “Senyoret” และอื่น ๆ อีกมากมายรวมไปถึง Fideuá ที่มีลักษณะเป็นเส้นคล้ายก๋วยเตี๋ยวผัดมาในกระทะร้อนเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราได้เลือกชิม Arroces a Leña De “Rojos” ที่เสิร์ฟข้าวปาเอย่ามากับเนื้อปลา หมึก และกุ้งแดงตัวโต (15/20)
รูปที่ 6
Arroces a Leña De “Rojos” (Con Carabinero) (25 €/p, Minimum 2 people) Deep red Cardinal Prawns Paella สิ่งที่ทำให้ชื่อของ Casa Camela โด่งดังขึ้นมาในหมู่นักชิมท้องถิ่นคือ Paella ที่ปรุงมาบนกระเหล็กแบนและเตาฟืนแบบพื้นบ้าน ทางร้านมีชนิดของ Paella ให้เลือกหลายชนิดเช่น Arroz Negro (Black Rice), Paella de Marisco (Seafood), Marisco Pelado “Senyoret” และอื่น ๆ อีกมากมายรวมไปถึง Fideuá ที่มีลักษณะเป็นเส้นคล้ายก๋วยเตี๋ยวผัดมาในกระทะร้อนเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราได้เลือกชิม Arroces a Leña De “Rojos” ที่เสิร์ฟข้าวปาเอย่ามากับเนื้อปลา หมึก และกุ้งแดงตัวโต (15/20)
Arroces a Leña De “Rojos” (Con Carabinero) (25 €/p, Minimum 2 people) Deep red Cardinal Prawns Paella แม้ข้าวจะสุก กรอบ แต่เนื้อปลากลับนุ่มพอดี หมึกมีความหนึบที่พอเหมาะ กุ้งแดงที่ใส่มาก็คัดมาอย่างดีโดยเลือกเฉพาะกุ้งไซซ์ใหญ่จากน่านนำ้เมือง Denia เท่านั้น (15/20)
รูปที่ 7
Arroces a Leña De “Rojos” (Con Carabinero) (25 €/p, Minimum 2 people) Deep red Cardinal Prawns Paella แม้ข้าวจะสุก กรอบ แต่เนื้อปลากลับนุ่มพอดี หมึกมีความหนึบที่พอเหมาะ กุ้งแดงที่ใส่มาก็คัดมาอย่างดีโดยเลือกเฉพาะกุ้งไซซ์ใหญ่จากน่านนำ้เมือง Denia เท่านั้น (15/20)
Arroces a Leña De “Rojos” (Con Carabinero) (25 €/p, Minimum 2 people) Deep red Cardinal Prawns Paella วิธีการดูว่า Paella จานนี้ทำออกมาได้เพอร์เฟคเพียงใดให้ดูจาก Socarrat หรือข้าวบริเวณที่ติดกับกระทะซึ่งจะมีความกรอบแต่ไม่ไหม้ ทั้งเมล็ดข้าวยังดูดน้ำเข้าไปได้อย่างพอดิบพอดีจนเห็นเป็นข้าวที่ดูแห้ง ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยรสชาติอันล้ำเลิศ (15/20)
รูปที่ 8
Arroces a Leña De “Rojos” (Con Carabinero) (25 €/p, Minimum 2 people) Deep red Cardinal Prawns Paella วิธีการดูว่า Paella จานนี้ทำออกมาได้เพอร์เฟคเพียงใดให้ดูจาก Socarrat หรือข้าวบริเวณที่ติดกับกระทะซึ่งจะมีความกรอบแต่ไม่ไหม้ ทั้งเมล็ดข้าวยังดูดน้ำเข้าไปได้อย่างพอดิบพอดีจนเห็นเป็นข้าวที่ดูแห้ง ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยรสชาติอันล้ำเลิศ (15/20)
Calamares a la romana (15 €) Calamari คาลามารี่สไตล์โรมันหรือหมึกชุบแป้งทอดรสชาติมาตรฐาน เนื้อหมึกนุ่มหนึบดีแต่แป้งด้านนอกยังมีความกระด้างอยู่เล็กน้อย เสิร์ฟมากับเลมอนและซอสเขียวข้าง ๆ กัน (12/20)
รูปที่ 9
Calamares a la romana (15 €) Calamari คาลามารี่สไตล์โรมันหรือหมึกชุบแป้งทอดรสชาติมาตรฐาน เนื้อหมึกนุ่มหนึบดีแต่แป้งด้านนอกยังมีความกระด้างอยู่เล็กน้อย เสิร์ฟมากับเลมอนและซอสเขียวข้าง ๆ กัน (12/20)
Servicio de Pan (1,75 €/p) Bread and Service ทางร้านมีขนมปังสำหรับเติมได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ
รูปที่ 10
Servicio de Pan (1,75 €/p) Bread and Service ทางร้านมีขนมปังสำหรับเติมได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ
Torrija con helado (6 €) French Toast with ice cream ปิดท้ายด้วยของหวานยอดนิยมของประเทศสเปนคือขนมปัง French Toast ที่ทำออกมาคล้ายกับคัสตาร์ด เนื้อนุ่ม ละลายในปาด ยังมีไอศกรีมเสริมมาให้อีก 1 ลูก ทั้งหมดนี้มีราคาเพียง 6 € เท่านั้น (13/20)
รูปที่ 11
Torrija con helado (6 €) French Toast with ice cream ปิดท้ายด้วยของหวานยอดนิยมของประเทศสเปนคือขนมปัง French Toast ที่ทำออกมาคล้ายกับคัสตาร์ด เนื้อนุ่ม ละลายในปาด ยังมีไอศกรีมเสริมมาให้อีก 1 ลูก ทั้งหมดนี้มีราคาเพียง 6 € เท่านั้น (13/20)
Tarta Manzana y Helado (6,15 €) Apple pie and ice cream อีกจานหนึ่งคือแอปเปิ้ลพายแป้งบางที่มีรสชาติหวานทั้งจากแอปเปิ้ลและน้ำตาล บริเวณแป้งบางส่วนเหนียวไปเล็กน้อย ด้านบนทอปด้วยไอศกรีมอีกหนึ่งลูกเช่นกัน (12/20)
รูปที่ 12
Tarta Manzana y Helado (6,15 €) Apple pie and ice cream อีกจานหนึ่งคือแอปเปิ้ลพายแป้งบางที่มีรสชาติหวานทั้งจากแอปเปิ้ลและน้ำตาล บริเวณแป้งบางส่วนเหนียวไปเล็กน้อย ด้านบนทอปด้วยไอศกรีมอีกหนึ่งลูกเช่นกัน (12/20)
อย่าลืมจับคู่กับแชงเกรียสักเหยือกเพื่อเรียกความสดชื่น
รูปที่ 13
อย่าลืมจับคู่กับแชงเกรียสักเหยือกเพื่อเรียกความสดชื่น
💰 ราคา 168,25 €
รูปที่ 14
💰 ราคา 168,25 €
บนโต๊ะอาหาร
รูปที่ 15
บนโต๊ะอาหาร
🎗 [THE FOOD] ลูกค้าสามารถเลือกอาหารได้จากรายการแบบ À LA CARTE อันประกอบไปด้วยอาหารทะเลสด ๆ เช่นกุ้งแดงจากเมือง Denia, หอยนางรมและหอยกาบจาก Galicia, ปลาทูน่าจาก Almadabra รวมไปถึงอาหารท้องถิ่นประจำภูมิภาค Valencia แต่แน่นอนว่าเมนูเด็ดประจำร้านย่อมเป็น Paella ที่ปรุงในกระทะเหล็กแบนขนาดใหญ่บนเตาฟืนแบบดั้งเดิมจนเกิด Socarrat ในระดับที่เพอร์เฟคไร้ที่ติ
รูปที่ 16
🎗 [THE FOOD] ลูกค้าสามารถเลือกอาหารได้จากรายการแบบ À LA CARTE อันประกอบไปด้วยอาหารทะเลสด ๆ เช่นกุ้งแดงจากเมือง Denia, หอยนางรมและหอยกาบจาก Galicia, ปลาทูน่าจาก Almadabra รวมไปถึงอาหารท้องถิ่นประจำภูมิภาค Valencia แต่แน่นอนว่าเมนูเด็ดประจำร้านย่อมเป็น Paella ที่ปรุงในกระทะเหล็กแบนขนาดใหญ่บนเตาฟืนแบบดั้งเดิมจนเกิด Socarrat ในระดับที่เพอร์เฟคไร้ที่ติ
ส่วนใครที่อยากลอง Paella Valenciana หรือปาเอย่าสูตรต้นตำรับวาเลนเซียที่มีโปรตีนหลักหลายชนิดคือเนื้อไก่ เนื้อกระต่าย เนื้อเป็ด หอยทาก และผักต่าง ๆ นั้นต้องโทรมาจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
รูปที่ 17
ส่วนใครที่อยากลอง Paella Valenciana หรือปาเอย่าสูตรต้นตำรับวาเลนเซียที่มีโปรตีนหลักหลายชนิดคือเนื้อไก่ เนื้อกระต่าย เนื้อเป็ด หอยทาก และผักต่าง ๆ นั้นต้องโทรมาจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
แนะนำให้ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนมหวานคลาสสิคอย่าง French Toast และ Apple Pie ช่วยล้างปากจากอาหารทะเลต่าง ๆ ได้อย่างหมดจด
รูปที่ 18
แนะนำให้ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนมหวานคลาสสิคอย่าง French Toast และ Apple Pie ช่วยล้างปากจากอาหารทะเลต่าง ๆ ได้อย่างหมดจด
Casa Carmela เดิมเป็นร้านอาหารในกระท่อมเล็ก ๆ ที่เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1922
รูปที่ 19
Casa Carmela เดิมเป็นร้านอาหารในกระท่อมเล็ก ๆ ที่เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1922
เจ้าของร้านรุ่นแรก Don José เลือกใช้ชื่อภรรยา Doña Carmen มาใส่เป็นชื่อร้าน ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนเขาต้องเดินทางจากบ้านแถบ Horta de Vera มายังร้านทุกวันเพื่อปรุงอาหารรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากกรุง Madrid เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่แถบทะเล Mediterranean
รูปที่ 20
เจ้าของร้านรุ่นแรก Don José เลือกใช้ชื่อภรรยา Doña Carmen มาใส่เป็นชื่อร้าน ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนเขาต้องเดินทางจากบ้านแถบ Horta de Vera มายังร้านทุกวันเพื่อปรุงอาหารรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากกรุง Madrid เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่แถบทะเล Mediterranean
กิจการสืบทอดมาถึงเจ้าของร้านรุ่นที่สองผู้ที่มีสมญานามว่า Uncle Toni และ Lola ‘the Laugher’ ได้ปรับปรุงตัวอาคารให้มีห้องพักเพิ่มเติมขึ้นมาและเริ่มเสิร์ฟอาหารเป็นมื้อแบบร้านอาหารปัจจุบันโดย Uncle Toni เลือกซื้อผักและผลไม้จากย่าน Vera และใช้ปลาที่จับมาได้จากเรือประมงแบบวันต่อวัน รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มของตัวเอง ส่วนคุณ Lola ผู้เป็นภรรยารับหน้าที่เตรียม Stews of the Day ซึ่งกลายมาเป็นเมนูอันเลื่องชื่อสำหรับคนในย่านนั้น
รูปที่ 21
กิจการสืบทอดมาถึงเจ้าของร้านรุ่นที่สองผู้ที่มีสมญานามว่า Uncle Toni และ Lola ‘the Laugher’ ได้ปรับปรุงตัวอาคารให้มีห้องพักเพิ่มเติมขึ้นมาและเริ่มเสิร์ฟอาหารเป็นมื้อแบบร้านอาหารปัจจุบันโดย Uncle Toni เลือกซื้อผักและผลไม้จากย่าน Vera และใช้ปลาที่จับมาได้จากเรือประมงแบบวันต่อวัน รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มของตัวเอง ส่วนคุณ Lola ผู้เป็นภรรยารับหน้าที่เตรียม Stews of the Day ซึ่งกลายมาเป็นเมนูอันเลื่องชื่อสำหรับคนในย่านนั้น
ต่อมาในช่วงยุค 70s เจ้าของร้านรุ่นที่ 3 คือคุณ Lora และ Alfonso Carmen ซึ่งเป็นคุณแม่และคุณป้าของเจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันได้สร้างกระทะแบนและเตาขนาดใหญ่รวมไปถึงการว่าจ้างพ่อครัวสำหรับเตรียม Paella โดยเฉพาะจนเป็นสาเหตุให้ Casa Carmela มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการทำ Perfect Paella ในที่สุด ทางร้านใช้วิธีจัดเสิร์ฟแบบทั้งกระทะลงบริเวณกลางโต๊ะสำหรับแบ่งแชร์กัน ทุกจานโดดเด่นด้วย Socarrat หรือข้าวเลเยอร์บาง ๆ ที่ติดกับกระทะให้ความกรอบและรสชาติที่เข้มข้นชนิดหาใครเทียบได้ยาก ตัวร้านยังขยับขยายบริเวณเทอเรสตกแต่งผนังร้านด้วย Valencian Ceramics จาก Manises เพิ่มเติมจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของ Casa Carmela ในที่สุด
รูปที่ 22
ต่อมาในช่วงยุค 70s เจ้าของร้านรุ่นที่ 3 คือคุณ Lora และ Alfonso Carmen ซึ่งเป็นคุณแม่และคุณป้าของเจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันได้สร้างกระทะแบนและเตาขนาดใหญ่รวมไปถึงการว่าจ้างพ่อครัวสำหรับเตรียม Paella โดยเฉพาะจนเป็นสาเหตุให้ Casa Carmela มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการทำ Perfect Paella ในที่สุด ทางร้านใช้วิธีจัดเสิร์ฟแบบทั้งกระทะลงบริเวณกลางโต๊ะสำหรับแบ่งแชร์กัน ทุกจานโดดเด่นด้วย Socarrat หรือข้าวเลเยอร์บาง ๆ ที่ติดกับกระทะให้ความกรอบและรสชาติที่เข้มข้นชนิดหาใครเทียบได้ยาก ตัวร้านยังขยับขยายบริเวณเทอเรสตกแต่งผนังร้านด้วย Valencian Ceramics จาก Manises เพิ่มเติมจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของ Casa Carmela ในที่สุด
ปัจจุบันเจ้าของร้านรุ่นที่สี่ Toni Novo เข้าควบคุมกิจการตั้งแต่ปี 2011 และตั้งใจสืบสานการเสิร์ฟ Paella สูตรต้นตำรับโดยจัดเตรียมกระทะแบนจำนวนมากถึง 25 ใบสำหรับรองรับลูกค้าจำนวนมากในคราวเดียวนั่นเอง
รูปที่ 23
ปัจจุบันเจ้าของร้านรุ่นที่สี่ Toni Novo เข้าควบคุมกิจการตั้งแต่ปี 2011 และตั้งใจสืบสานการเสิร์ฟ Paella สูตรต้นตำรับโดยจัดเตรียมกระทะแบนจำนวนมากถึง 25 ใบสำหรับรองรับลูกค้าจำนวนมากในคราวเดียวนั่นเอง
บริเวณทางเข้าร้าน
รูปที่ 24
บริเวณทางเข้าร้าน
ป้ายร้านดั้งเดิม
รูปที่ 25
ป้ายร้านดั้งเดิม
🎗 [WHY GO] หากใครที่มองหา Paella รสเลิศ ณ เมืองต้นกำเนิดอย่าง Valencia แล้วล่ะก็ Casa Carmela สามารถมอบประสบการณ์ทางอาหารที่น่าจดจำให้กับคุณได้อย่างแน่นอน
รูปที่ 26
🎗 [WHY GO] หากใครที่มองหา Paella รสเลิศ ณ เมืองต้นกำเนิดอย่าง Valencia แล้วล่ะก็ Casa Carmela สามารถมอบประสบการณ์ทางอาหารที่น่าจดจำให้กับคุณได้อย่างแน่นอน
ราคาโดยรวมจัดว่าค่อนข้างสูงในระดับหนึ่งแต่ก็แลกมาด้วยความสดใหม่ของวัตถุดิบ อย่าลืมจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันเพราะโต๊ะในร้านและเทอเรสมักถูกจองเต็มโดยคนท้องถิ่นตลอดเวลา
รูปที่ 27
ราคาโดยรวมจัดว่าค่อนข้างสูงในระดับหนึ่งแต่ก็แลกมาด้วยความสดใหม่ของวัตถุดิบ อย่าลืมจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันเพราะโต๊ะในร้านและเทอเรสมักถูกจองเต็มโดยคนท้องถิ่นตลอดเวลา