
Cadence by Dan Bark · เคเดนซ์ บาย แดน บาร์ค
Innovative, Creative · อาหารเชิงนวัตกรรม, อาหารเชิงสร้างสรรค์ — 225 ซ.ปรีดี พนมยงค์ 25 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย, กรุงเทพ, 10110, ประเทศไทย
🎗️ [THE PLACE] เชฟ Dan Bark แปลงโฉมอาคารขนาดใหญ่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 เพื่อแบ่งห้องอาหารออกเป็น 2 ฝั่งเริ่มจากคือ Caper by Dan Bark ห้องอาหารกึ่งบาร์สไตล์ Casual Dining ที่เหมาะกับการนัดเพื่อน ๆ มาพบปะสังสรรค์กันหลังเลิกงานโดยมีอาหารสไตล์ Comfort Food เป็นตัวชูโรงพร้อมกับราคาที่ไม่สูงมากนัก อีกฝั่งหนึ่งคือ Cadence by Dan Bark ห้องอาหาร Fine Dining นำเสนออาหารในรูปแบบเซ็ตเมนูเหมาะกับการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ หลังตรวจสอบการจองเรียบร้อยพนักงานต้อนรับจะพาลูกค้าเดินผ่านห้องกระจกเพื่อเสิร์ฟ Welcome Drink ห้องอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโทนสีน้ำเงิน-ทอง โต๊ะอาหารแต่ละตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่พร้อมด้วยโซฟารับไปกับรูปทรงของโต๊ะ ทั้งยังสามารถมองเห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ซึ่งมีทีมเชฟคอยจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา
🎗️ [THE CHEF] เชฟเจ้าของร้าน Dan Bark เป็นลูกครึ่งเกาหลีใต้-อเมริกัน ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำระดับโลกของเชฟ Curtis Duffy อย่าง Avenues แห่งโรงแรม The Peninsula (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars) เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้เป็นถึง Sous chef ที่ห้องอาหาร Grace (3 Michelin Stars) อีกด้วย ต่อมาในปี 2014 เชฟ Dan และภรรยาคือคุณเฟย์ ธัญจิรา ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเทพและเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ เป็นของตัวเองในชื่อ Upstairs at Mikkeller ที่ชั้นสองของโรงแรม Mikkeller Bangkok ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาเป็นของตัวเองในคู่มือปกแดงประจำปี 2018 ถึง 2020 ก่อนที่จะย้ายมาเปิดห้องอาหาร Cadence by Dan Bark แห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน
🎗️ [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอโดยอ้างอิงจากความทรงจำของเชฟ Dan Bark ผ่านเทคนิคเฉพาะตัวได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ที่ใช้ชื่อว่า The Cadence Experience เสิร์ฟมาที่จำนวน 12-Course (5,300++) และ 6-Course (3,900++) นอกจากนี้ยังมี Tasting Menu ชุดพิเศษสำหรับผู้ที่แวะมาชิมในช่วงมื้อกลางวันอย่าง Lunch Experience (2,800++) ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความคุ้มค่าและเข้าถึงง่าย ตัวอย่างเมนูเด็ดที่น่าสนใจเช่น
✨ RED SHRIMP IN “REIMAGINED SOM TAM”
vacuum pickled papaya | pomelo in tamarind | 14-day fermented kaffir lime kosho
ทาร์ตแป้งกรอบที่บรรจุกุ้งแดงจากประเทศอาร์เจนตินามีจุดเด่นที่เนื้ออันหวานฉ่ำ โคโชมะกรูดหมัก 14 วันและส้มโอในเจลมะขามให้รสชาติเปรี้ยวมาช่วยดึงความหวานของกุ้งแดงให้เด่นชัดขึ้น เนื้อสัมผัสนุ่มของเนื้อกุ้งตัดกันกับความกรอบของเส้นมะละกอดิบได้อย่างลงตัว (15/20)
✨ OSCIETRA CAVIAR
miso-cured tuna | parmesan cream | smoked oil
ปลาทูน่าที่ผ่านการหมักกับมิโสะและมีรสชาติบาง ๆ ของบีทรูทดอง ข้าง ๆ กันคือเพียวเรมิโสะและหัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง ยังมีความเปรี้ยวเบา ๆ จากเห็ดชิเมจิดอง เชฟท็อปด้วยออสซีตร้าคาเวียร์ช่วยเพิ่มความอุมามิ ตรงกลางคือครีมชีสพาเมซานและน้ำมันรมควัน เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่แผ่นพาเมซานกรอบวางมาในจาน (14/20)
✨ KAGOSHIMA A4 WAGYU
thai red curry inspired | coconut | pineapple
เนื้อวัววากิวระดับเอ 4 จากจังหวัดคาโกชิม่าเสิร์ฟมากับซอสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแกงแดง ด้านล่างรองด้วยชิ้นสับปะรดสดและเจลสับปะรด ในจานยังมีเพียวเรมะพร้าว เจลโหระพา และหน่อมะพร้าวตุ๋นในดาชิกรอบ ๆ (15/20)
🎗️ [WHY GO] ถึงแม้เวลาจะผ่านมาพักหนึ่งแต่ Cadence by Dan Bark ยังคงเป็นร้านอาหารที่สามารถเชื่อใจและแวะกลับไปชิมได้ตลอดเวลา อาหารแต่ละจานไม่ได้พยายามที่จะนำเสนอในรูปแบบที่ซับซ้อนทำให้มีความเข้าถึงง่ายจากลูกค้าหลาย ๆ กลุ่ม การบริการเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง ขอแนะนำให้จองไปก่อนล่วงหน้าเพื่อที่ทีมเชฟจะได้จัดเตรียมวัตถุดิบและโต๊ะเอาไว้ให้พร้อมและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าทุกคนนั่นเอง
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 33 รูป

![🎗️ [THE PLACE] เชฟ Dan Bark แปลงโฉมอาคารขนาดใหญ่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 เพื่อแบ่งห้องอาหารออกเป็น 2 ฝั่งเริ่มจากคือ Caper by Dan Bark ห้องอาหารกึ่งบาร์สไตล์ Casual Dining ที่เหมาะกับการนัดเพื่อน ๆ มาพบปะสังสรรค์กันหลังเลิกงานโดยมีอาหารสไตล์ Comfort Food เป็นตัวชูโรงพร้อมกับราคาที่ไม่สูงมากนัก อีกฝั่งหนึ่งคือ Cadence by Dan Bark ห้องอาหาร Fine Dining นำเสนออาหารในรูปแบบเซ็ตเมนูเหมาะกับการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/621802711_1450238126759736_5480792658385394122_n.webp)


























![🎗️ [THE CHEF] เชฟเจ้าของร้าน Dan Bark เป็นลูกครึ่งเกาหลีใต้-อเมริกัน ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำระดับโลกของเชฟ Curtis Duffy อย่าง Avenues แห่งโรงแรม The Peninsula (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars) เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้เป็นถึง Sous chef ที่ห้องอาหาร Grace (3 Michelin Stars) อีกด้วย ต่อมาในปี 2014 เชฟ Dan และภรรยาคือคุณเฟย์ ธัญจิรา ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเทพและเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ เป็นของตัวเองในชื่อ Upstairs at Mikkeller ที่ชั้นสองของโรงแรม Mikkeller Bangkok ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาเป็นของตัวเองในคู่มือปกแดงประจำปี 2018 ถึง 2020 ก่อนที่จะย้ายมาเปิดห้องอาหาร Cadence by Dan Bark แห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/621822394_1450238176759731_8411637769514735918_n.webp)
![🎗️ [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอโดยอ้างอิงจากความทรงจำของเชฟ Dan Bark ผ่านเทคนิคเฉพาะตัวได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ที่ใช้ชื่อว่า The Cadence Experience เสิร์ฟมาที่จำนวน 12-Course (5,300++) และ 6-Course (3,900++) นอกจากนี้ยังมี Tasting Menu ชุดพิเศษสำหรับผู้ที่แวะมาชิมในช่วงมื้อกลางวันอย่าง Lunch Experience (2,800++) ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความคุ้มค่าและเข้าถึงง่าย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/622797223_1450238083426407_1496799199198487022_n.webp)


![🎗️ [WHY GO] ถึงแม้เวลาจะผ่านมาพักหนึ่งแต่ Cadence by Dan Bark ยังคงเป็นร้านอาหารที่สามารถเชื่อใจและแวะกลับไปชิมได้ตลอดเวลา อาหารแต่ละจานไม่ได้พยายามที่จะนำเสนอในรูปแบบที่ซับซ้อนทำให้มีความเข้าถึงง่ายจากลูกค้าหลาย ๆ กลุ่ม การบริการเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง ขอแนะนำให้จองไปก่อนล่วงหน้าเพื่อที่ทีมเชฟจะได้จัดเตรียมวัตถุดิบและโต๊ะเอาไว้ให้พร้อมและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าทุกคนนั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2026/02/621807062_1450238110093071_5081636022381293848_n.webp)
