GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Cadence by Dan Bark
1 MICHELIN Star

ThailandCadence by Dan Bark · เคเดนซ์ บาย แดน บาร์ค (2021)

Innovative · อาหารเชิงนวัตกรรม — 225 ซอยปรีดีพนมยงค์ 25, แขวงคลองเตยเหนือ, เขตคลองเตย, กรุงเทพมหานคร 10110

🎗 [Intro] ย้อนกลับไปในปี 2018 ณ ห้องอาหาร Upstairs at Mikkeller เราได้พบกับหนึ่งในมื้ออาหารที่น่าประทับใจที่สุดในปีนั้น เชฟ Dan Bark และลูกทีมใช้เทคนิคชั้นสูงในการนำเสนออาหารสไตล์ Progressive American ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง อย่างไรก็ตามหลังจากที่เราได้เดินสายรีวิวห้องอาหารต่างประเทศทำให้ช่วง 2-3 ปีมานี้เรายังไม่มีโอกาสแวะกลับไปชิมอาหารที่เดิมอีกเลยจนกระทั่งเชฟได้ย้ายมาเปิดห้องอาหารใหม่ที่มีชื่อว่า Cadence by Dan Bark

🎗 [The Place] เชฟ Dan Bark ได้เช่าพื้นที่อาคารขนาดใหญ่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 เพื่อแบ่งห้องอาหารออกเป็น 2 ฝั่ง เริ่มจาก Caper by Dan Bark ห้องอาหารกึ่งบาร์สไตล์ Casual Dining ที่เหมาะกับการนัดพบเพื่อน ๆ มาสังสรรค์กันหลังเลิกงานโดยมีอาหารสไตล์ Comfort Food ที่ถูกยกระดับเป็นตัวชูโรงและมีราคาไม่สูงมากนัก ถัดมาคือ Cadence by Dan Bark ห้องอาหาร Fine Dining เรือธงที่นำเสนอเซ็ตเมนูขนาดใหญ่และใช้เวลาระหว่างมื้ออาหารค่อนข้างมากเหมาะกับการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ หลังจากเช็คการจองเรียบร้อยพนักงานต้อนรับจะพาลูกค้าเดินผ่านห้องมืดที่มีกระจก 4 ด้านและเสิร์ฟ Welcome Drink กันในนี้ ถัดมาคือฝั่งห้องอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราด้วยสีน้ำเงิน-ทอง โต๊ะอาหารแต่ละตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่พร้อมด้วยโซฟารับไปกับกับรูปทรงของโต๊ะ ทั้งยังสามารถมองเห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ซึ่งมีทีมเชฟคอยจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลาและด้วยความยอดเยี่ยมของอาหารทำให้ Cadence by Dan Bark ได้รับรางวัล ⭐️ 1 Michelin Star ทันทีภายในปีแรกที่เปิดทำการ

🎗 [The Chef] เชฟเจ้าของร้าน Dan Bark เป็นลูกครึ่งเกาหลีใต้-อเมริกัน ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำระดับโลกของเชฟ Curtis Duffy อย่าง Avenues แห่งโรงแรม The Peninsula (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars) และไต่อันดับขึ้นไปถึงตำแหน่ง Sous chef ที่ห้องอาหาร Grace (3 Michelin Stars) ต่อมาในปี 2014 เชฟ Dan และคุณเฟย์ ธัญจิรา ตระกูลวงษ์ ภรรยาชาวไทยได้ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเทพและเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ เป็นของตัวเองในชื่อ Upstairs at Mikkeller ที่ชั้นสองของ Mikkeller Bangkok แม้จะเป็นห้องอาหารขนาดเล็กแต่ด้วยการจัดเสิร์ฟอาหารสไตล์ Chef's Table ซึ่งพบได้ไม่มากในช่วงเวลานั้นทำให้ตัวร้านมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วรวมไปถึงการคว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาเป็นของตัวเองใน Michelin Guide Bangkok 2018 ถึง 2020 ก่อนที่จะย้ายมาเปิดห้องอาหาร Caper และ Cadence by Dan Bark อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้

🎗 [The Food] คำว่า Cadence แปลตรงตัวได้ว่าจังหวะและลำดับของการกระทำ ทางร้านนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวซึ่งจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและไม่จำกัดสัญชาติ นั่นหมายความว่าในขณะที่อาหารบางคอร์สอาจดูคล้ายเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ในจานถัดไปลูกค้าอาจได้ลิ้มลองเมนูสไตล์ญี่ปุ่น เกาหลี หรือกระทั่งจานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาโดยไม่ซ้ำกับใครเลยก็ได้ วันนี้เราได้ชิม SPRING TASTING MENU (4,800++/p) จำนวนมากถึง 15 คอร์สโดยเชฟแดนมีแรงบันดาลใจมาจากฤดูใบไม้ผลิทำให้อาหารหลายคอร์สจะเน้นไปที่การชูกลิ่นหอมและความสดชื่นเป็นหลักและมีจานที่โดดเด่นมาก ๆ อย่าง

✨ BLUE MUSSLES

greek yogurt | gazpacho | bread rock

แรงบันดาลใจของคอร์สนี้เชฟ Dan ตั้งใจอธิบายถึงโมเม้นต์ของทริปท่องเที่ยวประเทศสเปนเมื่อ 2-3 ปีก่อน พนักงานเล่าว่าเชฟนั่งอยู่บนเนินเขาและมองลงไปเห็นทะเลอันกว้างใหญ่ จึงอยากอธิบายความรู้สึก ณ ตอนนั้นออกมาเป็นอาหารในคอร์สนี้ เริ่มจากการใช้หอยแมลงภู่นำเข้าจากประเทศสเปนมานึ่งแล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ไม่มีกลิ่นคาว เสิร์ฟมาคู่กับกรีกโยเกิร์ต ด้านบนคือ Kiwi, ลูก Cucamelon (Melothria scabra), ใบ Finger grass และดอก Bulrush flower ฝั่งขวามือคือ Bread rock หรือขนมปังกรอบปรุงรสด้วยกระเทียม หอมใหญ่ หอมแดงช่วยเพิ่มกลิ่นและอโรม่าให้กับจาน ที่โต๊ะพนักงานจะเทกัซปาโช่หรือซุปเย็นสไตล์สเปนลงไปช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับจานได้ดีมาก ๆ (16/20)

✨ TRUFFLE

red shrimp | parmesan | balsamic

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “ทรัฟเฟิล” เชฟแดนเลือกใช้กุ้งแดงนำเข้ามาจากประเทศอาเจนติน่า เนื้อสัมผัสกุ้งทำออกมาได้ดีมาก ๆ โดดเด่นกว่าห้องอาหารอื่น ๆ ในกรุงเทพที่ใช้วัตถุดิบเดียวกันอย่างชัดเจน เนื้อกุ้งนุ่มใช้ลิ้นดันเบา ๆ ก็เกือบจะละลายในปาก มีรสชาติหวานเด่นชัดจนเกือบเทียบได้กับกุ้งแดงสด ๆ เลยทีเดียว นำมาจับคู่กับพาเมซานเสิร์ฟมาหลายรูปแบบคือ Parmesan cheese แบบปกติ และ Parmesan milk ซึ่งให้กลิ่นหอม มัน และรสเค็มเบา ๆ มาช่วยชูรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดมากขึ้น ยังมีแผ่นกรอบ Parmesan chips ทำมาจากชีสผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ส่วนองค์ประกอบสีดำขนาดเล็กคือบัลซามิคที่ทำออกมาเป็นเพิร์ลขนาดจิ๋วช่วยบาลานซ์โทนรสชาติโดยรวมของจาน มีเมล็ดสาคูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนเป็นใบร็อคเก็ต ทรัฟเฟิลพูเร และทรัฟเฟิลสไลด์ เชฟเลือกที่จะเสริม Truffle essence มาด้วยอาจเพราะทรัฟเฟิลตอนนี้เป็น Summer truffle จึงต้องมีตัวช่วยมาชูกลิ่นให้เด่นชัดมากขึ้นกว่าปกติ ถือเป็นจานที่มีความหลากหลายทางเนื้อสัมผัสและยังบาลานซ์รสชาติออกมาได้ดีมากจริง ๆ (16/20)

✨ TASMANIAN SALMON

beet root | asparagus | apple

พระเอกของคอร์สนี้คือ “ปลาแซลมอน” นำเข้าจากหมู่เกาะ Tasmania ประเทศออสเตรเลียแล่ออกมาเป็นฟิเลท์แล้วไปหมักกับขิง บีทรูท และตะไคร้ จากนั้นนำไปซูวีที่อุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้เนื้อปลาสุกแต่ยังคงความฉ่ำจากไขมันเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน องค์ประกอบข้างกันคือพูเรบีทรูทสีชมพู ชิ้นบีทรูท และบีทรูทชิปส์ ยังมีหน่อไม้ฝรั่ง สลัดควินัว และ Terragon gel ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Apple cream สีขาวลงไปตรงกลางจาน จานข้าง ๆ เป็นขนมปังบริยอชอันเลื่องชื่อที่เชฟแดนจัดเสิร์ฟมาตั้งแต่ร้านเดิมที่ Upstairs at Mikkeller แต่เปลี่ยนองค์ประกอบเคียงต่าง ๆ ให้หมุนเวียนไปไม่ซ้ำกัน เพียงสีส้มเข้มและเนื้อสัมผัสที่มีความแน่นหนึบเด่นชัดก็ของเนื้อปลาก็สามารถบอกได้ทันทีว่านี่คือปลา Wild caught salmon ไม่ใช่ปลาเลี้ยง องค์ประกอบต่าง ๆ ของบีทรูทช่วยเพิ่มความ Earthiness ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสอันหลากหลายประกอบกับแอปเปิ้ลครีมที่มีรสหวานแทรกด้วยความเปรี้ยวเพียงเล็กน้อยช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน หลังจากทานแซลมอนเสร็จก็ถึงคิวของขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ ทานคู่กับเนยสีเหลืองนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์และ Seaweed butter ซึ่งมีกลิ่นอายของทะเลอยู่เต็มเปี่ยม (16/20)

🎗 [Conclusion] อาหารแต่ละคอร์สถูกรังสรรค์โดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของเชฟทั้งยังมีความซับซ้อนทั้งในแง่ขององค์ประกอบหลักคือรสชาติรวมไปถึงองค์ประกอบเสริมคือกลิ่นและอโรม่าทำให้ Cadence by Dan Bark สามารถนำเสนอ Tasting Menu ที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใครโดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่เคยลิ้มลองอาหารที่ Upstairs at Mikkeller ยังสามารถสัมผัสกลิ่นอายของร้านเดิมที่หลงเหลือมาในอาหารบางคอร์สเช่นขนมปัง Brioche นุ่มฟูและ Pre-dessert ที่มีกิมมิคคือการแตกระเบิดออกในปาก ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงแต่เทียบกับจำนวนที่มากถึง 15 คอร์สยังไม่รวมจานเรียกน้ำย่อยและขนมหวานปิดท้ายถือว่าพอรับได้ อย่าลืมโทรหรือคลิกจองล่วงหน้าผ่านเวปไซต์เพราะทางร้านมีที่นั่งค่อนข้างจำกัด รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ประทับใจของเพื่อน ๆ ทุกคนอย่างแน่นอน

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 52 รูป

🇹🇭 Cadence by Dan Bark - เคเดนซ์ บาย แดน บาร์ค 🍴 Innovative - อาหารเชิงนวัตกรรม
รูปที่ 1
🇹🇭 Cadence by Dan Bark - เคเดนซ์ บาย แดน บาร์ค 🍴 Innovative - อาหารเชิงนวัตกรรม
⭐️ 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน
รูปที่ 2
⭐️ 1 Michelin Star - 1 ดาวมิชลิน
ย้อนกลับไปในปี 2018 ณ ห้องอาหาร Upstairs at Mikkeller เราได้พบกับหนึ่งในมื้ออาหารที่น่าประทับใจที่สุดในปีนั้น เชฟ Dan Bark และลูกทีมใช้เทคนิคชั้นสูงในการนำเสนออาหารสไตล์ Progressive American ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง อย่างไรก็ตามหลังจากที่เราได้เดินสายรีวิวห้องอาหารต่างประเทศทำให้ช่วง 2-3 ปีมานี้เรายังไม่มีโอกาสแวะกลับไปชิมอาหารที่เดิมอีกเลยจนกระทั่งเชฟได้ย้ายมาเปิดห้องอาหารใหม่ที่มีชื่อว่า Cadence by Dan Bark
รูปที่ 3
ย้อนกลับไปในปี 2018 ณ ห้องอาหาร Upstairs at Mikkeller เราได้พบกับหนึ่งในมื้ออาหารที่น่าประทับใจที่สุดในปีนั้น เชฟ Dan Bark และลูกทีมใช้เทคนิคชั้นสูงในการนำเสนออาหารสไตล์ Progressive American ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง อย่างไรก็ตามหลังจากที่เราได้เดินสายรีวิวห้องอาหารต่างประเทศทำให้ช่วง 2-3 ปีมานี้เรายังไม่มีโอกาสแวะกลับไปชิมอาหารที่เดิมอีกเลยจนกระทั่งเชฟได้ย้ายมาเปิดห้องอาหารใหม่ที่มีชื่อว่า Cadence by Dan Bark
WELCOME DRINK ก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะทุกคนจะได้รับเวลคัมดริ๊งก์คนละ 1 แก้ว
รูปที่ 4
WELCOME DRINK ก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะทุกคนจะได้รับเวลคัมดริ๊งก์คนละ 1 แก้ว
คำว่า Cadence แปลตรงตัวได้ว่าจังหวะและลำดับของการกระทำ ทางร้านนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวซึ่งจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและไม่จำกัดสัญชาติ นั่นหมายความว่าในขณะที่อาหารบางคอร์สอาจดูคล้ายเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ในจานถัดไปลูกค้าอาจได้ลิ้มลองเมนูสไตล์ญี่ปุ่น เกาหลี หรือกระทั่งจานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาโดยไม่ซ้ำกับใครเลยก็ได้
รูปที่ 5
คำว่า Cadence แปลตรงตัวได้ว่าจังหวะและลำดับของการกระทำ ทางร้านนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวซึ่งจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและไม่จำกัดสัญชาติ นั่นหมายความว่าในขณะที่อาหารบางคอร์สอาจดูคล้ายเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ในจานถัดไปลูกค้าอาจได้ลิ้มลองเมนูสไตล์ญี่ปุ่น เกาหลี หรือกระทั่งจานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาโดยไม่ซ้ำกับใครเลยก็ได้
วันนี้เราได้ชิม SPRING TASTING MENU (4,800++/p) จำนวนมากถึง 15 คอร์สโดยเชฟแดนมีแรงบันดาลใจมาจากฤดูใบไม้ผลิทำให้อาหารหลายคอร์สจะเน้นไปที่การชูกลิ่นหอมและความสดชื่นเป็นหลัก
รูปที่ 6
วันนี้เราได้ชิม SPRING TASTING MENU (4,800++/p) จำนวนมากถึง 15 คอร์สโดยเชฟแดนมีแรงบันดาลใจมาจากฤดูใบไม้ผลิทำให้อาหารหลายคอร์สจะเน้นไปที่การชูกลิ่นหอมและความสดชื่นเป็นหลัก
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade ก่อนเข้าสู่คอร์ส Tasting Menu พนักงานจะนำเสิร์ฟ “แฮมหมูดำอิเบอริโก้” นำเข้าจากคาบสมุทรไอบีเรียแห่งประเทศสเปน ข้างกันคือ Homemade baguette, olive oil jam และ Bacon marmalade (14/20)
รูปที่ 7
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade ก่อนเข้าสู่คอร์ส Tasting Menu พนักงานจะนำเสิร์ฟ “แฮมหมูดำอิเบอริโก้” นำเข้าจากคาบสมุทรไอบีเรียแห่งประเทศสเปน ข้างกันคือ Homemade baguette, olive oil jam และ Bacon marmalade (14/20)
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade Jamón ibérico ที่เสิร์ฟนี้ผ่านการหมักมานานถึง 48 เดือนจนมีรสชาติเค็มอุมามิ เนื้อสัมผัสหนึบ สู้ฟัน และมีกลิ่นคล้ายถั่วอันเป็นเอกลักษณ์ (14/20)
รูปที่ 8
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade Jamón ibérico ที่เสิร์ฟนี้ผ่านการหมักมานานถึง 48 เดือนจนมีรสชาติเค็มอุมามิ เนื้อสัมผัสหนึบ สู้ฟัน และมีกลิ่นคล้ายถั่วอันเป็นเอกลักษณ์ (14/20)
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade นอกจากทานเปล่า ๆ แล้วลูกค้ายังสามารถเลือกนำมาทานกับขนมปังบาเก็ตโฮมเมดกรอบ ๆ ให้มีความแตกต่างทางเนื้อสัมผัสก็ได้ (14/20)
รูปที่ 9
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade นอกจากทานเปล่า ๆ แล้วลูกค้ายังสามารถเลือกนำมาทานกับขนมปังบาเก็ตโฮมเมดกรอบ ๆ ให้มีความแตกต่างทางเนื้อสัมผัสก็ได้ (14/20)
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade แนะนำให้ลองทาแยมน้ำมันมะกอกหรือมามาเลดที่ได้มาจากการ Slow cooked เบคอนพร้อมกับเครื่องเทศหลายชนิดจนมีทั้งรสหวานและเค็มเข้ากันกับแฮมได้เป็นอย่างดี (14/20)
รูปที่ 10
AMUSE BOUCHE jamón ibérico | homemade baguette | bacon marmalade แนะนำให้ลองทาแยมน้ำมันมะกอกหรือมามาเลดที่ได้มาจากการ Slow cooked เบคอนพร้อมกับเครื่องเทศหลายชนิดจนมีทั้งรสหวานและเค็มเข้ากันกับแฮมได้เป็นอย่างดี (14/20)
SCALLOP blueberry | lavender | guava จานแรกในคอร์สหลักเริ่มต้นด้วย “หอยเชลล์โฮตาเตะ” นำเข้าจากเกาะฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่นเสิร์ฟมาแบบเย็นและดิบ ด้านล่างรองด้วยฝรั่งดองช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ข้างกันคือโฟมลาเวนเดอร์สีขาวช่วยเพิ่มอโรม่าตามคอนเซปเซ็ตเมนูแห่งฤดูใบไม้ผลิ ซ้ายมือคือบลูเบอร์รี่ฝานเป็นชิ้น ๆ สุดท้ายคือการวางดอกไทม์เอาไว้ที่ด้านบน ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วตักทานช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีมาก ๆ (14/20)
รูปที่ 11
SCALLOP blueberry | lavender | guava จานแรกในคอร์สหลักเริ่มต้นด้วย “หอยเชลล์โฮตาเตะ” นำเข้าจากเกาะฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่นเสิร์ฟมาแบบเย็นและดิบ ด้านล่างรองด้วยฝรั่งดองช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ข้างกันคือโฟมลาเวนเดอร์สีขาวช่วยเพิ่มอโรม่าตามคอนเซปเซ็ตเมนูแห่งฤดูใบไม้ผลิ ซ้ายมือคือบลูเบอร์รี่ฝานเป็นชิ้น ๆ สุดท้ายคือการวางดอกไทม์เอาไว้ที่ด้านบน ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วตักทานช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีมาก ๆ (14/20)
BIRTH dashi | kelp | ikura คอร์สที่สองเชฟตั้งชื่อว่า “กำเนิด” โดยมีคอนเซปคือฤดูใบไม้ผลิซึ่งเปรียบได้กับการกำเนิดและความสดชื่นของธรรมชาติ องค์ประกอบทรงกลมตรงกลางทำมาจากน้ำดาชิ ด้านในบรรจุ Ikura หรือไข่ปลาแซลมอนเอาไว้ด้วย ด้านนอกเป็นเจลพอนซึ จบด้วยการทอปด้านบนด้วยสาหร่าย เมื่อกัดแล้วไข่ปลาจะแตกออกในปากผสานกับรสอมเปรี้ยวของพอนซึ อย่างไรก็ตามเมื่อเคี้ยวไปจะพบกับกลิ่นอายของความเป็นทะเลค่อนข้างสูงจนบางคนอาจรู้สึกว่ามากเกินไปนิด (14/20)
รูปที่ 12
BIRTH dashi | kelp | ikura คอร์สที่สองเชฟตั้งชื่อว่า “กำเนิด” โดยมีคอนเซปคือฤดูใบไม้ผลิซึ่งเปรียบได้กับการกำเนิดและความสดชื่นของธรรมชาติ องค์ประกอบทรงกลมตรงกลางทำมาจากน้ำดาชิ ด้านในบรรจุ Ikura หรือไข่ปลาแซลมอนเอาไว้ด้วย ด้านนอกเป็นเจลพอนซึ จบด้วยการทอปด้านบนด้วยสาหร่าย เมื่อกัดแล้วไข่ปลาจะแตกออกในปากผสานกับรสอมเปรี้ยวของพอนซึ อย่างไรก็ตามเมื่อเคี้ยวไปจะพบกับกลิ่นอายของความเป็นทะเลค่อนข้างสูงจนบางคนอาจรู้สึกว่ามากเกินไปนิด (14/20)
CHIPS prawn butter | potato | finger lime ถัดมาคือ “มันฝรั่งทอด” ทำออกมาเป็นรูปใบไม้ เชฟ Dan เสิร์ฟมาคู่กับเนยที่มีส่วนผสมของมันจากหัวกุ้งให้กลิ่นหอมและความมันที่พอเหมาะ ด้านบนทอปด้วยมะนาวนิ้วมือเพื่อช่วยตัดความมันไม่ให้โดดจนเกินไป วิธีทานให้ใช้มันฝรั่งตัดเนยแล้วทานได้เลย อย่างไรก็ตามแผ่นมันฝรั่งมักจะแตกค่อนข้างง่ายทำให้การตักเนยทำได้ค่อนข้างยากอยู่บ้าง (14/20)
รูปที่ 13
CHIPS prawn butter | potato | finger lime ถัดมาคือ “มันฝรั่งทอด” ทำออกมาเป็นรูปใบไม้ เชฟ Dan เสิร์ฟมาคู่กับเนยที่มีส่วนผสมของมันจากหัวกุ้งให้กลิ่นหอมและความมันที่พอเหมาะ ด้านบนทอปด้วยมะนาวนิ้วมือเพื่อช่วยตัดความมันไม่ให้โดดจนเกินไป วิธีทานให้ใช้มันฝรั่งตัดเนยแล้วทานได้เลย อย่างไรก็ตามแผ่นมันฝรั่งมักจะแตกค่อนข้างง่ายทำให้การตักเนยทำได้ค่อนข้างยากอยู่บ้าง (14/20)
SPRING SLUSH tomato | celery | aloe vera “สปริง สลัช” เป็นเมนูที่เชฟแดนตั้งใจอธิบายถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูหนาวมาสู่ฤดูใบไม้ผลิ องค์ประกอบสีขาวเป็นโฟมทำมาจากมะเขือเทศ ด้านบนทอปด้วย Celery ice ที่เชฟเปรียบเทียบกับฤดูหนาวช่วยเรียกความสดชื่น ด้านล่างรองด้วย Semi dehydrated tomato โดยมีจุดเด่นคือผิวด้านนอกที่ค่อนข้างแห้งแต่ตรงกลางยังคงนุ่มเต็มฉ่ำ ทั้งยังเต็มไปด้วยความเปรี้ยวและอุมามิ องค์ประกอบนี้เองทำหน้าที่เป็นรสชาติหลักของจาน ยังมีว่านหางจระเข้นุ่ม ๆ และ Candied cashew หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์กรอบ ๆ ช่วยให้มีความแตกต่างของเนื้อสัมผัสในแต่ละคำที่ตักทานอีกด้วย (15/20)
รูปที่ 14
SPRING SLUSH tomato | celery | aloe vera “สปริง สลัช” เป็นเมนูที่เชฟแดนตั้งใจอธิบายถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูหนาวมาสู่ฤดูใบไม้ผลิ องค์ประกอบสีขาวเป็นโฟมทำมาจากมะเขือเทศ ด้านบนทอปด้วย Celery ice ที่เชฟเปรียบเทียบกับฤดูหนาวช่วยเรียกความสดชื่น ด้านล่างรองด้วย Semi dehydrated tomato โดยมีจุดเด่นคือผิวด้านนอกที่ค่อนข้างแห้งแต่ตรงกลางยังคงนุ่มเต็มฉ่ำ ทั้งยังเต็มไปด้วยความเปรี้ยวและอุมามิ องค์ประกอบนี้เองทำหน้าที่เป็นรสชาติหลักของจาน ยังมีว่านหางจระเข้นุ่ม ๆ และ Candied cashew หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์กรอบ ๆ ช่วยให้มีความแตกต่างของเนื้อสัมผัสในแต่ละคำที่ตักทานอีกด้วย (15/20)
BLUE MUSSLES greek yogurt | gazpacho | bread rock หลังจากนี้คอร์สก่อนหน้านี้ส่วนมากจะเต็มไปด้วยความสดชื่นและมีรสชาติไม่โดดเด่นมากนัก ในที่สุดก็มาถึงคอร์ส “หอยแมลงภู่” ที่เชฟนำเข้ามาจากประเทศสเปนนั่นเอง (16/20)
รูปที่ 15
BLUE MUSSLES greek yogurt | gazpacho | bread rock หลังจากนี้คอร์สก่อนหน้านี้ส่วนมากจะเต็มไปด้วยความสดชื่นและมีรสชาติไม่โดดเด่นมากนัก ในที่สุดก็มาถึงคอร์ส “หอยแมลงภู่” ที่เชฟนำเข้ามาจากประเทศสเปนนั่นเอง (16/20)
BLUE MUSSLES greek yogurt | gazpacho | bread rock แรงบันดาลใจของคอร์สนี้พนักงานเล่าว่าเชฟ Dan ตั้งใจอ้างอิงถึงทริปท่องเที่ยวประเทศสเปนเมื่อ 2-3 ปีก่อน พนักงานเล่าว่าเชฟนั่งอยู่บนเนินเขาและมองลงไปเห็นทะเลอันกว้างใหญ่ จึงอยากอธิบายความรู้สึก ณ ตอนนั้นออกมาเป็นอาหารในคอร์สนี้ (16/20)
รูปที่ 16
BLUE MUSSLES greek yogurt | gazpacho | bread rock แรงบันดาลใจของคอร์สนี้พนักงานเล่าว่าเชฟ Dan ตั้งใจอ้างอิงถึงทริปท่องเที่ยวประเทศสเปนเมื่อ 2-3 ปีก่อน พนักงานเล่าว่าเชฟนั่งอยู่บนเนินเขาและมองลงไปเห็นทะเลอันกว้างใหญ่ จึงอยากอธิบายความรู้สึก ณ ตอนนั้นออกมาเป็นอาหารในคอร์สนี้ (16/20)
BLUE MUSSLES greek yogurt | gazpacho | bread rock เชฟใช้หอยแมลงภู่นำเข้าจากประเทศสเปนมานึ่งแล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ไม่มีกลิ่นคาว เสิร์ฟมาคู่กับกรีกโยเกิร์ต ด้านบนคือ Kiwi, ลูก Cucamelon (Melothria scabra), ใบ Finger grass และดอก Bulrush flower ฝั่งขวามือคือ Bread rock หรือขนมปังกรอบปรุงรสด้วยกระเทียม หอมใหญ่ หอมแดงช่วยเพิ่มกลิ่นและอโรม่าให้กับจาน ที่โต๊ะพนักงานจะเทกัซปาโช่หรือซุปเย็นสไตล์สเปนลงไปช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับจานได้ดีมาก ๆ (16/20)
รูปที่ 17
BLUE MUSSLES greek yogurt | gazpacho | bread rock เชฟใช้หอยแมลงภู่นำเข้าจากประเทศสเปนมานึ่งแล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ไม่มีกลิ่นคาว เสิร์ฟมาคู่กับกรีกโยเกิร์ต ด้านบนคือ Kiwi, ลูก Cucamelon (Melothria scabra), ใบ Finger grass และดอก Bulrush flower ฝั่งขวามือคือ Bread rock หรือขนมปังกรอบปรุงรสด้วยกระเทียม หอมใหญ่ หอมแดงช่วยเพิ่มกลิ่นและอโรม่าให้กับจาน ที่โต๊ะพนักงานจะเทกัซปาโช่หรือซุปเย็นสไตล์สเปนลงไปช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับจานได้ดีมาก ๆ (16/20)
CAVIAR sunchoke | leek | hazelnut มาถึงคอร์สที่เราจะได้สัมผัสวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง “ออสซีตร้าคาเวียร์” นำเข้าจากประเทศอิตาลี (15/20)
รูปที่ 18
CAVIAR sunchoke | leek | hazelnut มาถึงคอร์สที่เราจะได้สัมผัสวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง “ออสซีตร้าคาเวียร์” นำเข้าจากประเทศอิตาลี (15/20)
CAVIAR sunchoke | leek | hazelnut เชฟแดนเลือกใช้ Jerusalem artichoke มาทำเป็นโฟม ด้านล่างประกอบไปด้วย Meat marmalade ซาวครีม ยังมีถั่วฮาเซลนัทคั่วและ Extravirgin hazelnut oil ที่ผ่านกระบวนการ Cold press เพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติและอโรม่าให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น และจบด้วยการตัก Oscietra caviar วางไว้ที่ด้านบน (15/20)
รูปที่ 19
CAVIAR sunchoke | leek | hazelnut เชฟแดนเลือกใช้ Jerusalem artichoke มาทำเป็นโฟม ด้านล่างประกอบไปด้วย Meat marmalade ซาวครีม ยังมีถั่วฮาเซลนัทคั่วและ Extravirgin hazelnut oil ที่ผ่านกระบวนการ Cold press เพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติและอโรม่าให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น และจบด้วยการตัก Oscietra caviar วางไว้ที่ด้านบน (15/20)
CAVIAR sunchoke | leek | hazelnut แน่นอนว่าเมื่อนำองค์ประกอบคลาสสิคมารวมกันรสชาติต้องออกมาดีอย่างแน่นอน ทั้งความนุ่มละมุนของโฟม Sunchoke มีรสหวานนำและแฝงด้วยความ Earthy เบา ๆ ยังมีความหวานและกรอบจากองค์ประกอบต่าง ๆ ของถั่วฮาเซลนัท รสชาติอันเข้มข้นของ Marmalade อย่างไรก็ตามเรารู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่กลิ่นและรสชาติของ Oscietra caviar โดนองค์ประกอบอื่น ๆ โดยเฉพาะรสหวานจาก Sunchoke และ Hazelnut กลบไปพอสมควร หมายความว่ารสชาติโดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดีมาก แต่คาเวียร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบราคาสูงอาจยังแสดงตัวตนออกมาได้ไม่โดดเด่นเท่าที่เราคาดหวังนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 20
CAVIAR sunchoke | leek | hazelnut แน่นอนว่าเมื่อนำองค์ประกอบคลาสสิคมารวมกันรสชาติต้องออกมาดีอย่างแน่นอน ทั้งความนุ่มละมุนของโฟม Sunchoke มีรสหวานนำและแฝงด้วยความ Earthy เบา ๆ ยังมีความหวานและกรอบจากองค์ประกอบต่าง ๆ ของถั่วฮาเซลนัท รสชาติอันเข้มข้นของ Marmalade อย่างไรก็ตามเรารู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่กลิ่นและรสชาติของ Oscietra caviar โดนองค์ประกอบอื่น ๆ โดยเฉพาะรสหวานจาก Sunchoke และ Hazelnut กลบไปพอสมควร หมายความว่ารสชาติโดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดีมาก แต่คาเวียร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบราคาสูงอาจยังแสดงตัวตนออกมาได้ไม่โดดเด่นเท่าที่เราคาดหวังนั่นเอง (15/20)
TRUFFLE red shrimp | parmesan | balsamic หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “ทรัฟเฟิล” เชฟแดนเลือกใช้กุ้งแดงนำเข้ามาจากประเทศอาเจนติน่า เนื้อสัมผัสกุ้งทำออกมาได้ดีมาก ๆ โดดเด่นกว่าห้องอาหารอื่น ๆ ในกรุงเทพที่ใช้วัตถุดิบเดียวกันอย่างชัดเจน เนื้อกุ้งนุ่มใช้ลิ้นดันเบา ๆ ก็เกือบจะละลายในปาก มีรสชาติหวานเด่นชัดจนเกือบเทียบได้กับกุ้งแดงสด ๆ เลยทีเดียว นำมาจับคู่กับพาเมซานเสิร์ฟมาหลายรูปแบบคือ Parmesan cheese แบบปกติ และ Parmesan milk ซึ่งให้กลิ่นหอม มัน และรสเค็มเบา ๆ มาช่วยชูรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดมากขึ้น ยังมีแผ่นกรอบ Parmesan chips ทำมาจากชีสผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ส่วนองค์ประกอบสีดำขนาดเล็กคือบัลซามิคที่ทำออกมาเป็นเพิร์ลขนาดจิ๋วช่วยบาลานซ์โทนรสชาติโดยรวมของจาน มีเมล็ดสาคูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนเป็นใบร็อคเก็ต ทรัฟเฟิลพูเร และทรัฟเฟิลสไลด์ เชฟเลือกที่จะเสริม Truffle essence มาด้วยอาจเพราะทรัฟเฟิลตอนนี้เป็น Summer truffle จึงต้องมีตัวช่วยมาชูกลิ่นให้เด่นชัดมากขึ้นกว่าปกติ ถือเป็นจานที่มีความหลากหลายทางเนื้อสัมผัสและยังบาลานซ์รสชาติออกมาได้ดีมากจริง ๆ (16/20)
รูปที่ 21
TRUFFLE red shrimp | parmesan | balsamic หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “ทรัฟเฟิล” เชฟแดนเลือกใช้กุ้งแดงนำเข้ามาจากประเทศอาเจนติน่า เนื้อสัมผัสกุ้งทำออกมาได้ดีมาก ๆ โดดเด่นกว่าห้องอาหารอื่น ๆ ในกรุงเทพที่ใช้วัตถุดิบเดียวกันอย่างชัดเจน เนื้อกุ้งนุ่มใช้ลิ้นดันเบา ๆ ก็เกือบจะละลายในปาก มีรสชาติหวานเด่นชัดจนเกือบเทียบได้กับกุ้งแดงสด ๆ เลยทีเดียว นำมาจับคู่กับพาเมซานเสิร์ฟมาหลายรูปแบบคือ Parmesan cheese แบบปกติ และ Parmesan milk ซึ่งให้กลิ่นหอม มัน และรสเค็มเบา ๆ มาช่วยชูรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดมากขึ้น ยังมีแผ่นกรอบ Parmesan chips ทำมาจากชีสผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ส่วนองค์ประกอบสีดำขนาดเล็กคือบัลซามิคที่ทำออกมาเป็นเพิร์ลขนาดจิ๋วช่วยบาลานซ์โทนรสชาติโดยรวมของจาน มีเมล็ดสาคูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนเป็นใบร็อคเก็ต ทรัฟเฟิลพูเร และทรัฟเฟิลสไลด์ เชฟเลือกที่จะเสริม Truffle essence มาด้วยอาจเพราะทรัฟเฟิลตอนนี้เป็น Summer truffle จึงต้องมีตัวช่วยมาชูกลิ่นให้เด่นชัดมากขึ้นกว่าปกติ ถือเป็นจานที่มีความหลากหลายทางเนื้อสัมผัสและยังบาลานซ์รสชาติออกมาได้ดีมากจริง ๆ (16/20)
TASMANIAN SALMON beet root | asparagus | apple พระเอกของจานนี้คือ “ปลาแซลมอน” นำเข้าจากหมู่เกาะ Tasmania ประเทศออสเตรเลียแล่ออกมาเป็นฟิเลท์แล้วไปหมักกับขิง บีทรูท และตะไคร้ จากนั้นนำไปซูวีที่อุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้เนื้อปลาสุกแต่ยังคงความฉ่ำจากไขมันเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน องค์ประกอบข้างกันคือพูเรบีทรูทสีชมพู ชิ้นบีทรูท และบีทรูทชิปส์ ยังมีหน่อไม้ฝรั่ง สลัดควินัว และ Terragon gel ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Apple cream สีขาวลงไปตรงกลางจาน จานข้าง ๆ เป็นขนมปังบริยอชอันเลื่องชื่อที่เชฟแดนจัดเสิร์ฟมาตั้งแต่ร้านเดิมที่ Upstairs at Mikkeller แต่เปลี่ยนองค์ประกอบเคียงต่าง ๆ ให้หมุนเวียนไปไม่ซ้ำกัน (16/20)
รูปที่ 22
TASMANIAN SALMON beet root | asparagus | apple พระเอกของจานนี้คือ “ปลาแซลมอน” นำเข้าจากหมู่เกาะ Tasmania ประเทศออสเตรเลียแล่ออกมาเป็นฟิเลท์แล้วไปหมักกับขิง บีทรูท และตะไคร้ จากนั้นนำไปซูวีที่อุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้เนื้อปลาสุกแต่ยังคงความฉ่ำจากไขมันเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน องค์ประกอบข้างกันคือพูเรบีทรูทสีชมพู ชิ้นบีทรูท และบีทรูทชิปส์ ยังมีหน่อไม้ฝรั่ง สลัดควินัว และ Terragon gel ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Apple cream สีขาวลงไปตรงกลางจาน จานข้าง ๆ เป็นขนมปังบริยอชอันเลื่องชื่อที่เชฟแดนจัดเสิร์ฟมาตั้งแต่ร้านเดิมที่ Upstairs at Mikkeller แต่เปลี่ยนองค์ประกอบเคียงต่าง ๆ ให้หมุนเวียนไปไม่ซ้ำกัน (16/20)
TASMANIAN SALMON beet root | asparagus | apple เพียงสีส้มเข้มและเนื้อสัมผัสที่มีความแน่นหนึบเด่นชัดก็ของเนื้อปลาก็สามารถบอกได้ทันทีว่านี่คือปลา Wild caught salmon ไม่ใช่ปลาเลี้ยง องค์ประกอบต่าง ๆ ของบีทรูทช่วยเพิ่มความ Earthiness ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสอันหลากหลายประกอบกับแอปเปิ้ลครีมที่มีรสหวานแทรกด้วยความเปรี้ยวเพียงเล็กน้อยช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (16/20)
รูปที่ 23
TASMANIAN SALMON beet root | asparagus | apple เพียงสีส้มเข้มและเนื้อสัมผัสที่มีความแน่นหนึบเด่นชัดก็ของเนื้อปลาก็สามารถบอกได้ทันทีว่านี่คือปลา Wild caught salmon ไม่ใช่ปลาเลี้ยง องค์ประกอบต่าง ๆ ของบีทรูทช่วยเพิ่มความ Earthiness ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสอันหลากหลายประกอบกับแอปเปิ้ลครีมที่มีรสหวานแทรกด้วยความเปรี้ยวเพียงเล็กน้อยช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (16/20)
TASMANIAN SALMON beet root | asparagus | apple หลังจากทานแซลมอนเสร็จก็ถึงคิวของขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ ทานคู่กับเนยสีเหลืองนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์และ Seaweed butter ซึ่งมีกลิ่นอายของทะเลอยู่เต็มเปี่ยม (16/20)
รูปที่ 24
TASMANIAN SALMON beet root | asparagus | apple หลังจากทานแซลมอนเสร็จก็ถึงคิวของขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ ทานคู่กับเนยสีเหลืองนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์และ Seaweed butter ซึ่งมีกลิ่นอายของทะเลอยู่เต็มเปี่ยม (16/20)
ENGLISH PEA melon | proscuitto | lemon “ถั่ว” เสิร์ฟมาตรงกลางในรูปแบบพูเรคู่กับยอดอ่อน เพิ่มความกรอบด้วย Snow pea ที่เชฟหั่นเป็นชิ้นวางมารอบ ๆ จาน คู่กับเลมอนเจลสีเหลืองกระจายอยู่รอบ ๆ ส่วนพระรองของจานคือ Proscuitto อายุ 16 เดือนนำเข้าจากประเทศอิตาลีให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ ชิ้นบาง ๆ ตรงกลางคือ Compressed melon ที่เชฟบีบอัดกับน้ำเมลอนอีกทีจนได้เป็นแผ่นบาง ๆ รสชาติเข้มข้น จบด้วยการราดซอส Melon vinaigrette สีครีมลงไปรอบ ๆ จาน (15/20)
รูปที่ 25
ENGLISH PEA melon | proscuitto | lemon “ถั่ว” เสิร์ฟมาตรงกลางในรูปแบบพูเรคู่กับยอดอ่อน เพิ่มความกรอบด้วย Snow pea ที่เชฟหั่นเป็นชิ้นวางมารอบ ๆ จาน คู่กับเลมอนเจลสีเหลืองกระจายอยู่รอบ ๆ ส่วนพระรองของจานคือ Proscuitto อายุ 16 เดือนนำเข้าจากประเทศอิตาลีให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ ชิ้นบาง ๆ ตรงกลางคือ Compressed melon ที่เชฟบีบอัดกับน้ำเมลอนอีกทีจนได้เป็นแผ่นบาง ๆ รสชาติเข้มข้น จบด้วยการราดซอส Melon vinaigrette สีครีมลงไปรอบ ๆ จาน (15/20)
DUCK A L'ORANGE foie gras | red cabbage | fennel จานนี้เชฟแดนได้นำเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคอย่าง “เป็ดซอสส้ม” มาดัดแปลงให้ออกมาในรูปแบบของตัวเองโดยการนำเนื้อเป็ดไปกงฟีแล้ววางอยู่ที่ด้านล่างสุด ข้างกันคือส้มที่หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ ตรงกลางคือกะหล่ำปลีดองสีแดงที่เชฟตั้งใจเพิ่มตัวตนความเป็นเกาหลีลงไป ด้านบนเป็นแผ่นกรอบสีแดงเข้มทำมาจากกะหล่ำปลีแดงเช่นกัน ขนาบข้างด้วยแผ่นสีส้มอ่อนทำมาจากฟัวกราส์ให้เนื้อสัมผัสคล้ายเมอแรงก์แล้วทอปด้วยเจลสีเขียวทำมาจากเฟนเนล ดอกเฟนเนล และเฟนเนลซอยมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้านข้างคือ Puffed riceberry ช่วยเพิ่มความกรอบ จบด้วยการเทซอสมัสตาร์ดลงไปในจาน (16/20)
รูปที่ 26
DUCK A L'ORANGE foie gras | red cabbage | fennel จานนี้เชฟแดนได้นำเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคอย่าง “เป็ดซอสส้ม” มาดัดแปลงให้ออกมาในรูปแบบของตัวเองโดยการนำเนื้อเป็ดไปกงฟีแล้ววางอยู่ที่ด้านล่างสุด ข้างกันคือส้มที่หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ ตรงกลางคือกะหล่ำปลีดองสีแดงที่เชฟตั้งใจเพิ่มตัวตนความเป็นเกาหลีลงไป ด้านบนเป็นแผ่นกรอบสีแดงเข้มทำมาจากกะหล่ำปลีแดงเช่นกัน ขนาบข้างด้วยแผ่นสีส้มอ่อนทำมาจากฟัวกราส์ให้เนื้อสัมผัสคล้ายเมอแรงก์แล้วทอปด้วยเจลสีเขียวทำมาจากเฟนเนล ดอกเฟนเนล และเฟนเนลซอยมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้านข้างคือ Puffed riceberry ช่วยเพิ่มความกรอบ จบด้วยการเทซอสมัสตาร์ดลงไปในจาน (16/20)
DUCK A L'ORANGE foie gras | red cabbage | fennel เนื้อเป็ดถูกตุ๋นมาอย่างดี นุ่มมาก ๆ มีกลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อเป็ดที่พอดีไม่มากจนเกินไป เสริมด้วยกลิ่นหอมของฟัวกราส์ที่ทำออกมาให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายเมอแรงก์ ตัดรสชาติและเนื้อสัมผัสด้วยความเปรี้ยวและความกรอบจากกะหล่ำปลีแดงและชิ้นส้ม ซอสมัสตาร์ดทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ถือเป็นจานที่แฝงตัวตนความเป็นเชื้อสายเกาหลีของเชฟแดนเข้าไปในเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคได้อย่างดีเยี่ยม (16/20)
รูปที่ 27
DUCK A L'ORANGE foie gras | red cabbage | fennel เนื้อเป็ดถูกตุ๋นมาอย่างดี นุ่มมาก ๆ มีกลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อเป็ดที่พอดีไม่มากจนเกินไป เสริมด้วยกลิ่นหอมของฟัวกราส์ที่ทำออกมาให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายเมอแรงก์ ตัดรสชาติและเนื้อสัมผัสด้วยความเปรี้ยวและความกรอบจากกะหล่ำปลีแดงและชิ้นส้ม ซอสมัสตาร์ดทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ถือเป็นจานที่แฝงตัวตนความเป็นเชื้อสายเกาหลีของเชฟแดนเข้าไปในเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคได้อย่างดีเยี่ยม (16/20)
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi หลังจากได้สัมผัสจานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนมาหลายคอร์สเชฟแดนเลือกที่จะคั่นกลางด้วยเมนูที่ดูง่าย ๆ แต่ชวนนึกถึง “วัยเด็ก” ของเชฟโดยมีพระเอกคือหมูสามชั้น ซอสซัมจัง และซุปกิมจิ (14/20)
รูปที่ 28
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi หลังจากได้สัมผัสจานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนมาหลายคอร์สเชฟแดนเลือกที่จะคั่นกลางด้วยเมนูที่ดูง่าย ๆ แต่ชวนนึกถึง “วัยเด็ก” ของเชฟโดยมีพระเอกคือหมูสามชั้น ซอสซัมจัง และซุปกิมจิ (14/20)
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi องค์ประกอบแรกคือส่วนท้องของหมูหรือสามชั้นเสิร์ฟมาบนเตาสไตล์เกาหลีที่เชฟแดนใช้เวลาเตรียมนานถึง 96 ชั่วโมงโดยเริ่มจากการหมักนาน 48 ชั่วโมงและตุ๋นอีก 24 ชั่วโมงตามลำดับ (14/20)
รูปที่ 29
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi องค์ประกอบแรกคือส่วนท้องของหมูหรือสามชั้นเสิร์ฟมาบนเตาสไตล์เกาหลีที่เชฟแดนใช้เวลาเตรียมนานถึง 96 ชั่วโมงโดยเริ่มจากการหมักนาน 48 ชั่วโมงและตุ๋นอีก 24 ชั่วโมงตามลำดับ (14/20)
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi องค์ประกอบถัดมาคือ Perilla leaf หรือใบชิโสะทอปด้วยซอสซัมจังทำเอง มะละกอดิบของไทย และชิปส์กระเทียมกรอบ (14/20)
รูปที่ 30
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi องค์ประกอบถัดมาคือ Perilla leaf หรือใบชิโสะทอปด้วยซอสซัมจังทำเอง มะละกอดิบของไทย และชิปส์กระเทียมกรอบ (14/20)
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi วิธีทานให้ใช้ตะเกียบคีบหมูมาวางลงบนใบชิโสะ ห่อแล้วทานทั้งคำ เนื้อหมูนุ่มจนแทบละลายในปาก ซอสซัมจังทำออกมาเค็มพอดี เสริมด้วยความกรอบขององค์ประกอบอื่น ๆ ที่แตกต่างกันออกไป (14/20)
รูปที่ 31
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi วิธีทานให้ใช้ตะเกียบคีบหมูมาวางลงบนใบชิโสะ ห่อแล้วทานทั้งคำ เนื้อหมูนุ่มจนแทบละลายในปาก ซอสซัมจังทำออกมาเค็มพอดี เสริมด้วยความกรอบขององค์ประกอบอื่น ๆ ที่แตกต่างกันออกไป (14/20)
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi ถัดมาคือกิมจิที่ได้จาก Brussles sprout หรือกะหล่ำดาวและเห็ดชิเมจิรมควันวางมาคู่กับกับ Preserved egg yolk หรือไข่แดงดอง ที่โต๊ะพนักวานจะเทซุปกิมจิร้อน ๆ ลงไปให้รสชาติออกเปรี้ยวล้างความมันจากเนื้อหมูสามชั้นไปได้อย่างหมดจด (14/20)
รูปที่ 32
CHILDHOOD pork belly | saamjang sauce | kimchi ถัดมาคือกิมจิที่ได้จาก Brussles sprout หรือกะหล่ำดาวและเห็ดชิเมจิรมควันวางมาคู่กับกับ Preserved egg yolk หรือไข่แดงดอง ที่โต๊ะพนักวานจะเทซุปกิมจิร้อน ๆ ลงไปให้รสชาติออกเปรี้ยวล้างความมันจากเนื้อหมูสามชั้นไปได้อย่างหมดจด (14/20)
KAGOSHIMA WAGYU coconut | black sesame | yuzu ก่อนเข้าสู่จานสุดท้ายของเมนคอร์สพนักงานจะนำกล่องสีดำที่ภายในบรรจุมีดหั่นเนื้อหลายชนิดมาให้เราเลือก สามอันแรกเชฟแดนได้มาจาก Munich, Milan และ Florence ตามลำดับ ส่วนสองอันหลังเป็น Hunting knife ที่มีด้ามจับอันสวยงาม ส่วนใบมีดหุ้มอยู่ในฝักมิดชิด
รูปที่ 33
KAGOSHIMA WAGYU coconut | black sesame | yuzu ก่อนเข้าสู่จานสุดท้ายของเมนคอร์สพนักงานจะนำกล่องสีดำที่ภายในบรรจุมีดหั่นเนื้อหลายชนิดมาให้เราเลือก สามอันแรกเชฟแดนได้มาจาก Munich, Milan และ Florence ตามลำดับ ส่วนสองอันหลังเป็น Hunting knife ที่มีด้ามจับอันสวยงาม ส่วนใบมีดหุ้มอยู่ในฝักมิดชิด
KAGOSHIMA WAGYU coconut | black sesame | yuzu จานนี้เชฟแดนได้เนื้อวัว “คาโกชิมะ วากิว” มาจากประเทศญี่ปุ่นเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์พร้อมกับ Yuzu vinaigrette และ Yuzu purée ให้รสชาติออกเปรี้ยวตัดด้วยความหวานและกลิ่นจากการรมควันของของ Smoked coconut purée ส่วนผักเคียงมีหลายชนิดเริ่มจากผักโขมที่เชฟ Sauteed ในน้ำมันกระเทียมจนหอมและนุ่ม ยังมีแรดิชเสิร์ฟมาทั้งแบบสดและดอง ส่วน Mashed potato เชฟ Dan ทำออกมาให้มีความกรอบเพื่อให้ตัดกันกับความนุ่มละมุนของเนื้อวากิวนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 34
KAGOSHIMA WAGYU coconut | black sesame | yuzu จานนี้เชฟแดนได้เนื้อวัว “คาโกชิมะ วากิว” มาจากประเทศญี่ปุ่นเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์พร้อมกับ Yuzu vinaigrette และ Yuzu purée ให้รสชาติออกเปรี้ยวตัดด้วยความหวานและกลิ่นจากการรมควันของของ Smoked coconut purée ส่วนผักเคียงมีหลายชนิดเริ่มจากผักโขมที่เชฟ Sauteed ในน้ำมันกระเทียมจนหอมและนุ่ม ยังมีแรดิชเสิร์ฟมาทั้งแบบสดและดอง ส่วน Mashed potato เชฟ Dan ทำออกมาให้มีความกรอบเพื่อให้ตัดกันกับความนุ่มละมุนของเนื้อวากิวนั่นเอง (15/20)
SPLASH ก่อนถึงของหวานพนักงานจะนำเสิร์ฟคอร์สที่เปรียบได้กับ Pre-dessert อย่าง “สแปลช” ฟิงเกอร์ฟู้ดทรงกลม ภายในบรรจุน้ำสับปะรดทอปด้านบนด้วย Lime purée เมื่อกัดแล้วน้ำรสเปรี้ยวจะระเบิดออกมาในปากช่วยดับความมันจากคอร์สเนื้อก่อนหน้าไปจนหมด คอร์สนี้เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่เคยผ่านร้านอาหารเดิมของเชฟ Dan ที่ Upstairs at Mikkeller คงจะคุ้นตากันมาอยู่บ้างแน่ ๆ (15/20)
รูปที่ 35
SPLASH ก่อนถึงของหวานพนักงานจะนำเสิร์ฟคอร์สที่เปรียบได้กับ Pre-dessert อย่าง “สแปลช” ฟิงเกอร์ฟู้ดทรงกลม ภายในบรรจุน้ำสับปะรดทอปด้านบนด้วย Lime purée เมื่อกัดแล้วน้ำรสเปรี้ยวจะระเบิดออกมาในปากช่วยดับความมันจากคอร์สเนื้อก่อนหน้าไปจนหมด คอร์สนี้เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่เคยผ่านร้านอาหารเดิมของเชฟ Dan ที่ Upstairs at Mikkeller คงจะคุ้นตากันมาอยู่บ้างแน่ ๆ (15/20)
STRAWBERRY mochi | nasturtium | toasted rice ของหวานจานแรกคือ “สตรอว์เบอร์รี่” ทำออกมาเป็นไอศกรีมสีแดงจับคู่กับไอศกรีมทำมาจากแนสเทอเทียมท้องถิ่นมีสีเขียว มีรสและกลิ่นเฉพาะตัว ข้างกันคือโมจิข้าวเคลือบด้วยผงงาเคี้ยวหนึบ ผลสตรอว์เบอร์รี่ ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือแผ่นตูยกรอบ ทานทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อสัมผัสทั้งกลิ่นและรสชาติที่ถูกบรรจงรังสรรค์ขึ้นมาอย่างดี (16/20)
รูปที่ 36
STRAWBERRY mochi | nasturtium | toasted rice ของหวานจานแรกคือ “สตรอว์เบอร์รี่” ทำออกมาเป็นไอศกรีมสีแดงจับคู่กับไอศกรีมทำมาจากแนสเทอเทียมท้องถิ่นมีสีเขียว มีรสและกลิ่นเฉพาะตัว ข้างกันคือโมจิข้าวเคลือบด้วยผงงาเคี้ยวหนึบ ผลสตรอว์เบอร์รี่ ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือแผ่นตูยกรอบ ทานทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อสัมผัสทั้งกลิ่นและรสชาติที่ถูกบรรจงรังสรรค์ขึ้นมาอย่างดี (16/20)
DARK CHOCOLATE carrot | cardamom | passion fruit จานนี้คือ “ดาร์คช็อกโกแลต” 72% ทำออกมาเป็นกานาชเสิร์ฟมาคู่กับช็อกโกแลตครัมเบิ้ลกรอบข้างกัน สีขาวด้านล่างคือเมอแรงก์ที่มีส่วนผสมของกระวานมีรสหวานและกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันดีกับกลิ่นของช็อกโกแลต ยังมีแครอทที่ทำเป็น Chips กรอบ ๆ และแครอทที่ Candied แล้วอบจนนุ่มและมีรสหวาน เจลสีเหลืองทำมาจากเสาวรสให้รสเปรี้ยว หากสังเกตดี ๆ จะพบกับเมล็ดเสาวรส, ผิวมะนาว ใบ Red veined sorrel และดอก Lemon verbena สีชมพูใส่มาด้วย (15/20)
รูปที่ 37
DARK CHOCOLATE carrot | cardamom | passion fruit จานนี้คือ “ดาร์คช็อกโกแลต” 72% ทำออกมาเป็นกานาชเสิร์ฟมาคู่กับช็อกโกแลตครัมเบิ้ลกรอบข้างกัน สีขาวด้านล่างคือเมอแรงก์ที่มีส่วนผสมของกระวานมีรสหวานและกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันดีกับกลิ่นของช็อกโกแลต ยังมีแครอทที่ทำเป็น Chips กรอบ ๆ และแครอทที่ Candied แล้วอบจนนุ่มและมีรสหวาน เจลสีเหลืองทำมาจากเสาวรสให้รสเปรี้ยว หากสังเกตดี ๆ จะพบกับเมล็ดเสาวรส, ผิวมะนาว ใบ Red veined sorrel และดอก Lemon verbena สีชมพูใส่มาด้วย (15/20)
COMPLIMENTARY DISH mango mousse สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญทางร้านมีมูสมะม่วงเคลือบด้วยช็อกโกแลตมอบให้ด้วย ด้านบนมีแผ่นช็อกโกแลตชิปและเทียนเล่มจิ๋วปักไว้
รูปที่ 38
COMPLIMENTARY DISH mango mousse สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญทางร้านมีมูสมะม่วงเคลือบด้วยช็อกโกแลตมอบให้ด้วย ด้านบนมีแผ่นช็อกโกแลตชิปและเทียนเล่มจิ๋วปักไว้
PETIT FOURS calamansi coconut bonbon | salted caramel bonbon | cherry pâte de fruits ปิดท้ายด้วย “เปอตี โฟว์” ปิดท้ายมื้ออาหารจำนวน 3 อย่างคือ Calamansi coconut bonbon, Salted caramel bonbon และ Cherry pâte de fruits (14/20)
รูปที่ 39
PETIT FOURS calamansi coconut bonbon | salted caramel bonbon | cherry pâte de fruits ปิดท้ายด้วย “เปอตี โฟว์” ปิดท้ายมื้ออาหารจำนวน 3 อย่างคือ Calamansi coconut bonbon, Salted caramel bonbon และ Cherry pâte de fruits (14/20)
PETIT FOURS calamansi coconut bonbon | salted caramel bonbon | cherry pâte de fruits สำหรับ Calamansi coconut bonbon จะมีรสชาติออกหวานเทียบกับ Salted caramel bonbon ที่จะมีรสชาติเค็มมากกว่า สุดท้ายคือ pâte de fruits ทำมาจากเชอร์รี่ให้รสออกเปรี้ยวปิดท้ายมื้ออาหารอย่างสมบูรณ์ (14/20)
รูปที่ 40
PETIT FOURS calamansi coconut bonbon | salted caramel bonbon | cherry pâte de fruits สำหรับ Calamansi coconut bonbon จะมีรสชาติออกหวานเทียบกับ Salted caramel bonbon ที่จะมีรสชาติเค็มมากกว่า สุดท้ายคือ pâte de fruits ทำมาจากเชอร์รี่ให้รสออกเปรี้ยวปิดท้ายมื้ออาหารอย่างสมบูรณ์ (14/20)
SPECIAL MOCKTAIL ตอนนี้ทางร้านมีโปรโมชั่นพิเศษฟรีม็อกเทลคนละ 1 แก้วสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิต CITI อีกด้วย
รูปที่ 41
SPECIAL MOCKTAIL ตอนนี้ทางร้านมีโปรโมชั่นพิเศษฟรีม็อกเทลคนละ 1 แก้วสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิต CITI อีกด้วย
💰 ราคา 11,723 บาท
รูปที่ 42
💰 ราคา 11,723 บาท
เชฟเจ้าของร้าน Dan Bark เป็นลูกครึ่งเกาหลีใต้-อเมริกัน ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำระดับโลกของเชฟ Curtis Duffy อย่าง Avenues แห่งโรงแรม The Peninsula (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars) และไต่อันดับขึ้นไปถึงตำแหน่ง Sous chef ที่ห้องอาหาร Grace (3 Michelin Stars) ต่อมาในปี 2014 เชฟ Dan และคุณเฟย์ ธัญจิรา ตระกูลวงษ์ ภรรยาชาวไทยได้ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเทพและเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ เป็นของตัวเองในชื่อ Upstairs at Mikkeller ที่ชั้นสองของ Mikkeller Bangkok แม้จะเป็นห้องอาหารขนาดเล็กแต่ด้วยการจัดเสิร์ฟอาหารสไตล์ Chef's Table ซึ่งพบได้ไม่มากในช่วงเวลานั้นทำให้ตัวร้านมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วรวมไปถึงการคว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาเป็นของตัวเองใน Michelin Guide Bangkok 2018 ถึง 2020 ก่อนที่จะย้ายมาเปิดห้องอาหาร Caper และ Cadence by Dan Bark อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้
รูปที่ 43
เชฟเจ้าของร้าน Dan Bark เป็นลูกครึ่งเกาหลีใต้-อเมริกัน ทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำระดับโลกของเชฟ Curtis Duffy อย่าง Avenues แห่งโรงแรม The Peninsula (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars) และไต่อันดับขึ้นไปถึงตำแหน่ง Sous chef ที่ห้องอาหาร Grace (3 Michelin Stars) ต่อมาในปี 2014 เชฟ Dan และคุณเฟย์ ธัญจิรา ตระกูลวงษ์ ภรรยาชาวไทยได้ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเทพและเปิดห้องอาหารเล็ก ๆ เป็นของตัวเองในชื่อ Upstairs at Mikkeller ที่ชั้นสองของ Mikkeller Bangkok แม้จะเป็นห้องอาหารขนาดเล็กแต่ด้วยการจัดเสิร์ฟอาหารสไตล์ Chef's Table ซึ่งพบได้ไม่มากในช่วงเวลานั้นทำให้ตัวร้านมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วรวมไปถึงการคว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาเป็นของตัวเองใน Michelin Guide Bangkok 2018 ถึง 2020 ก่อนที่จะย้ายมาเปิดห้องอาหาร Caper และ Cadence by Dan Bark อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้
เชฟ Dan Bark ได้เช่าพื้นที่อาคารขนาดใหญ่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 เพื่อแบ่งห้องอาหารออกเป็น 2 ฝั่ง
รูปที่ 44
เชฟ Dan Bark ได้เช่าพื้นที่อาคารขนาดใหญ่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 เพื่อแบ่งห้องอาหารออกเป็น 2 ฝั่ง
ฝั่ง Cadence by Dan Bark ออกแบบให้เป็นห้องอาหาร Fine Dining เรือธงที่นำเสนอเซ็ตเมนูขนาดใหญ่และใช้เวลาระหว่างมื้ออาหารค่อนข้างมากเหมาะกับการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ หลังจากเช็คการจองเรียบร้อยพนักงานต้อนรับจะพาลูกค้าเดินผ่านห้องมืดที่มีกระจก 4 ด้านและเสิร์ฟ Welcome Drink กันในนี้
รูปที่ 45
ฝั่ง Cadence by Dan Bark ออกแบบให้เป็นห้องอาหาร Fine Dining เรือธงที่นำเสนอเซ็ตเมนูขนาดใหญ่และใช้เวลาระหว่างมื้ออาหารค่อนข้างมากเหมาะกับการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ หลังจากเช็คการจองเรียบร้อยพนักงานต้อนรับจะพาลูกค้าเดินผ่านห้องมืดที่มีกระจก 4 ด้านและเสิร์ฟ Welcome Drink กันในนี้
ห้องอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราด้วยสีน้ำเงิน-ทอง โต๊ะอาหารแต่ละตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่พร้อมด้วยโซฟารับไปกับกับรูปทรงของโต๊ะ
รูปที่ 46
ห้องอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราด้วยสีน้ำเงิน-ทอง โต๊ะอาหารแต่ละตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่พร้อมด้วยโซฟารับไปกับกับรูปทรงของโต๊ะ
ลูกค้ายังสามารถมองเห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ซึ่งมีทีมเชฟคอยจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลาและด้วยความยอดเยี่ยมของอาหารทำให้ Cadence by Dan Bark ได้รับรางวัล ⭐️ 1 Michelin Star ทันทีภายในปีแรกที่เปิดทำการ
รูปที่ 47
ลูกค้ายังสามารถมองเห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ซึ่งมีทีมเชฟคอยจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลาและด้วยความยอดเยี่ยมของอาหารทำให้ Cadence by Dan Bark ได้รับรางวัล ⭐️ 1 Michelin Star ทันทีภายในปีแรกที่เปิดทำการ
อาหารแต่ละคอร์สถูกรังสรรค์โดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของเชฟทั้งยังมีความซับซ้อนทั้งในแง่ขององค์ประกอบหลักคือรสชาติรวมไปถึงองค์ประกอบเสริมคือกลิ่นและอโรม่าทำให้ Cadence by Dan Bark สามารถนำเสนอ Tasting Menu ที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร
รูปที่ 48
อาหารแต่ละคอร์สถูกรังสรรค์โดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของเชฟทั้งยังมีความซับซ้อนทั้งในแง่ขององค์ประกอบหลักคือรสชาติรวมไปถึงองค์ประกอบเสริมคือกลิ่นและอโรม่าทำให้ Cadence by Dan Bark สามารถนำเสนอ Tasting Menu ที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร
เพื่อน ๆ ที่เคยลิ้มลองอาหารที่ Upstairs at Mikkeller ยังสามารถสัมผัสกลิ่นอายของร้านเดิมที่หลงเหลือมาในอาหารบางคอร์สเช่นขนมปัง Brioche นุ่มฟูและ Pre-dessert ที่มีกิมมิคคือการแตกระเบิดออกในปาก
รูปที่ 49
เพื่อน ๆ ที่เคยลิ้มลองอาหารที่ Upstairs at Mikkeller ยังสามารถสัมผัสกลิ่นอายของร้านเดิมที่หลงเหลือมาในอาหารบางคอร์สเช่นขนมปัง Brioche นุ่มฟูและ Pre-dessert ที่มีกิมมิคคือการแตกระเบิดออกในปาก
อีกฝั่งเป็นบาร์สำหรับชงเครื่องดื่มและห้องอาหาร Caper by Dan Bark
รูปที่ 50
อีกฝั่งเป็นบาร์สำหรับชงเครื่องดื่มและห้องอาหาร Caper by Dan Bark
Caper by Dan Bark เป็นห้องอาหารกึ่งบาร์สไตล์ Casual Dining เหมาะกับการนัดพบเพื่อน ๆ มาสังสรรค์กันหลังเลิกงานโดยมีอาหารสไตล์ Comfort Food ที่ถูกยกระดับเป็นตัวชูโรงและมีราคาไม่สูงมากนัก
รูปที่ 51
Caper by Dan Bark เป็นห้องอาหารกึ่งบาร์สไตล์ Casual Dining เหมาะกับการนัดพบเพื่อน ๆ มาสังสรรค์กันหลังเลิกงานโดยมีอาหารสไตล์ Comfort Food ที่ถูกยกระดับเป็นตัวชูโรงและมีราคาไม่สูงมากนัก
ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงแต่เทียบกับจำนวนที่มากถึง 15 คอร์สยังไม่รวมจานเรียกน้ำย่อยและขนมหวานปิดท้ายถือว่าพอรับได้ อย่าลืมโทรหรือคลิกจองล่วงหน้าผ่านเวปไซต์เพราะทางร้านมีที่นั่งค่อนข้างจำกัด รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ประทับใจของเพื่อน ๆ ทุกคนอย่างแน่นอน
รูปที่ 52
ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงแต่เทียบกับจำนวนที่มากถึง 15 คอร์สยังไม่รวมจานเรียกน้ำย่อยและขนมหวานปิดท้ายถือว่าพอรับได้ อย่าลืมโทรหรือคลิกจองล่วงหน้าผ่านเวปไซต์เพราะทางร้านมีที่นั่งค่อนข้างจำกัด รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ประทับใจของเพื่อน ๆ ทุกคนอย่างแน่นอน

แกลเลอรี