
Auberge de l'Ill · อูแบร์จ เดอ ลีล
Classic Cuisine · อาหารคลาสสิค — 2 rue de Collonges au Mont d'Or, 68970 Illhaeusern
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของประเทศฝรั่งเศส เชฟ Marc Haeberlin สืบสานกิจการต่อจากคุณพ่อคือเชฟ Paul Haeberlin โดยดึงเอาวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มานำเสนอได้อย่างน่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้ตัวร้านยังมีทัศนียภาพอันสวยงามของต้นไม้ในสวนและโค้งแม่น้ำ Ill สร้างความประทับใจให้กับเหล่านักชิมทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม
🎗 [THE PLACE] Auberge de l'Ill เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Alsace โดยตัวร้านตังอยู่ในเมือง Illhaeusern ห่างออกมาจากเมือง Colmar ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว ๆ 17 กิโลเมตร ชื่อร้านแปลตรงตัวได้ว่า ”Houses along the Ill” อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ติดกันกับฟาร์มและมุมโค้งของแม่น้ำ Ill พอดิบพอดี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนโดยพื้นที่แรกเรียกว่า Salle à manger ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกำมะหยี่ สักหลาด และผ้าพิมพ์ลายแบรนด์ Hermès การเลือกใช้งาน Origami รูปผีเสื้อและนกฮัมมิงเบิร์ดช่วยเสริมความมีชีวิตชีวาให้ลูกค้าที่นั่งในบริเวณนี้ ถัดมาคือฝั่ง Veranda มีลักษณะเป็นพื้นที่กั้นด้วยกระจก Murano ยื่นเข้าไปในบริเวณสวนริมแม่น้ำราวกับเป็นตัวเชื่อมทุกคนเข้ากันกับธรรมชาติโดยรอบ บนเพดานตกแต่งด้วย Stainless Steel รับหน้าที่สะท้อนภาพของต้นไม้และสายน้ำอันพริ้วไหว ลึกเข้ามาเป็น Pièce Alsacienne ที่ประกอบไปด้วยภาพวาดของแลนสเคปอันสวยงาม สุดท้ายคือห้อง Pigeonier ที่ตกแต่งด้วยไม้และสีโทนอบอุ่นทั้งยังสามารถใช้เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการจัดอีเว้นต์ส่วนตัวได้อีกด้วย สำหรับใครที่มองหาห้องพักสำหรับพักผ่อนหลังจบมื้ออาหารสามารถจอง 1 ใน 18 ห้องพักของ Hôtel des Berges ที่ได้รับการขยับขยายต่อเติมออกมาจากฝั่งห้องอาหารตั้งแต่ปี 1992 พร้อมกันกับกระท่อมชาวประมงที่เรียกกันว่า Matelote นั่นเอง
🎗 [THE CHEF] ประวัติของห้องอาหาร Auberge de l'Ill ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Frédéric ผู้ประกอบอาชีพเป็นชาวนาและคุณ Frédérique ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวโดยทั้งคู่ได้ซื้อต่อโรงแรมและคาเฟ่เล็ก ๆ ในปี 1882 ใช้ชื่อว่า L’Arbre Vert หรือแปลตรงตัวได้ว่า The Green Inn นำเสนออาหารอย่างง่ายจำพวก Fried Fish, Chantilly Meringue และ Fruit Tart และกลับมีรสชาติอร่อยจนเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนท้องถิ่นรวมไปถึงหนึ่งในลูกค้าประจำอย่างคุณ Peugeot เจ้าของบริษัทรถยนต์ชื่อดังของฝรั่งเศส อีกด้วย กิจการส่งต่อมาให้ลูกชายคือคุณ Frédéric (หรือ Fritz ตั้งชื่อตามบิดา) และภรรยาคือคุณ Marthe Oberlin ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวอาหารหวาน ทั้งคู้ให้กำเนิดบุตรชายคนโตนามว่า Jean-Pierre Haeberlin ประกอบอาชีพเป็นศิลปินและบุตรชายคนเล็กนามว่า Paul Haeberlin ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส Paul Haeberlin ในวัย 14 ปีได้เริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟโดยการเข้าฝึกงานที่ Hôtel de la Pépinière ในเมือง Ribeauvillé โดยมีอาจารย์คนสำคัญคือเชฟ Edouard Weber ผู้เคยเป็นเชฟในราชสำนักรัสเซีย จากนั้นเขาเดินทางมายังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Rôtisserie Périgourdine ของพี่น้อง Rouzier และห้องอาหาร Poccardi ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเชฟ Paul Harberlin ได้เข้าร่วมกองทัพภายใต้การนำของนายพล Charles de Gaulle และมีความจำเป็นต้องวางมือไปจากวงการอาหารอยู่พักใหญ่ ทั้งนี้ผลพวงจากสมครามเป็นเหตุให้โรงแรม L’Arbre Vert ได้ถูกทำลายลงในปี 1945 ก่อนจะถูกสร้างขึ้นใหม่และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Auberge de l'Ill นั่นเอง ตัวร้านได้รัยรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1952 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1957 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 1967 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2019 สำหรับมุมชีวิตส่วนตัวนของเชฟ Paul Haeberlin นั้นเขามีบุตรสองคนคือ Marc และ Danièle Haeberlin โดยตัวเขาได้ส่งมอบกิจการให้กับ Marc ผู้รับหน้าที่เป็นเชฟและ Danièle ผู้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา สำหรับเชฟ Marc Haeberlin เขาจบการศึกษาจาก l’École Hôtelière หรือโรงเรียนการโรงแรมในนคร Strasbourg ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Jean และ Pierre Troisgros, René Lasserre, Gaston Lenôtre, Helmut Gietz รวมไปถึง Paul Bocuse อีกด้วย
🎗 [THE FOOD] เชฟ Marc Haeberlin ร่วมงานกับเชฟ Paul Haeberlin มาตั้งแต่ปี 1976 เขานำเสนออาหารในสไตล์ Classic โดยมีทั้งจาน Signature Dish ที่สืบทอดมาจากคุณพ่อและจานที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มาครั้งแรกเราขอแนะนำอย่างมากให้เลือกจองในช่วงเวลากลางวันพุธ-อาทิตย์เพื่อลิ้มลอง Menu Tradition (177 €) ซึ่งประกอบไปด้วยสุดยอดเมนูสุดคลาสสิคของภูมิภาค Alsace อย่าง Goose Foie Gras Terrine และเมนูที่กลายมาเป็นตำนานของวงการของอาหารฝรั่งเศสอย่าง Salmon Soufflé « Auberge de l'Ill » ให้เหล่านักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันทั้งสิ้น 4 คอร์ส นอกจากนี้ผู้ร่วมโต๊ะแต่ละคนสามารถเลือกจานที่แตกต่างกันได้อีกด้วย ส่วนใครที่อยากสัมผัสเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ล่าสุดสามารถเลือกสั่ง Menu Haeberlin (240 €) นำเสนออาหารมาจำนวน 6 คอร์สโดยมีวัตถุดิบพรีเมี่ยมอย่างเช่น Kaviari Caviar, Breton Lobster และ Venison รวมอยู่ด้วย ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Menu dégustation Végétal (215 €) จำนวน 6 คอร์ส ส่วนลูกค้าคนใดที่มีอายุไม่เกิน 35 ปีและไม่อยากเลือกคอร์สที่มีราคาสูงทางร้านยังมี Menu Formule Jeunes (145 €) ประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 4 คอร์สให้นักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันในราคาสมเหตุสมผล สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่ได้รวบรวมเมนูเด็ดมากมายเช่น Le lievre à la royale "Paul Haeberlin" รวมไปถึงเมนูระดับตำนานอย่างเช่น La truffe sous la cendre ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟ Paul Bocuse ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนูซุปก้องโลกอย่าง Soupe aux truffes noires VGE Valéry Giscard d’Estaing ให้ได้ลองชิมกันอีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ที่ราคาสมเหตุสมผล ทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะของไวน์แต่ละชนิดได้อย่างละเอียด ตัวอย่างอาหารที่เราชื่นชอบในวันนี้คือ
✨ La terrine de foie gras d'oie servie à la cuillère, confit aux fruits de saison et Langhopf toasté
Foie Gras Terrine เป็นเมนูยอดนิยมประจำภูมิภาค Alsace ทั้งยังเป็นเมนูคลาสสิคดั้งเดิมของห้องอาหาร Auberge de l'Ill อีกด้วย เชฟเสิร์ฟมาเป็นเทอร์รีนตับห่านเนื้อเนียนละมุนในปริมาณถึง 2 ช้อนให้ความครีมมี่ หอม มัน ไร้ซึ่งกลิ่นคาวแม้แต่น้อยตัดกันกับความกรอบนอกนุ่มในของขนมปัง Langhopf ได้อย่างลงตัว ข้าง ๆ กันคือ Seasonal Compote คล้ายกันกับ Berawecka หรือเค้กผลไม้ท้องถิ่นโดยเชฟได้เตรียมมาจากผลไม้แห้งอย่างเช่นแอปริคอตให้รสเปรี้ยวหวานตัดกัน นอกจากนี้ยังมีขนมปังย่างมาให้ผิวกรอบด้านนอกเพียงเล็กน้อย (17/20)
✨ Le saumon soufflé « Auberge de l'Ill »
Salmon Soufflé « Auberge de l'Ill » เป็นเมนูระดับตำนานของเชฟ Paul Harberlin เชฟเสิร์ฟฟิเลท์ของปลาแซลมอนมา รอบ ๆ คือ Mousseline ที่มีส่วนผสมของเนื้อปลาและไข่ขาวให้เรื้อสัมผัสที่นุ่ม ฟู ละมุนลิ้น ทั้งนี้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างของทั้งคู่สามารถสร้างมิติที่ละเอียดอ่อนและมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ จากนั้นราดด้วยซอสครีมที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำสต๊อกปลา, จันทน์เทศ (Nutmeg) และไวน์ขาว Reisling แห่งแคว้น Alsace ให้ความหอมมันและเปรี้ยวเบา ๆ จากเลมอน อีกฝั่งหนึ่งคือมะเขือเทศสับหยาบช่วยเติมแต่งรสชาติเปรี้ยวตัดกันอย่างลงตัว ข้างกันยังมี Fleurons มีลักษณะเป็นพัฟแพสทรี่เสิร์ฟมาเป็นรูปใบไม้สวยงาม ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่า 60 ปีแต่เมนู Salmon Soufflé จานนี้ยังคงโดดเด่นและหาใครเทียบเคียงได้ยากไปอีกนานเท่านาน (19/20)
✨ Le chocolat Macaé du Brésil en textures, noisettes du Piémont en praliné à l'ancienne
เชฟอาหารหวาน Pascal Haingue ได้ออกแบบของหวานโดยใช้ Macaé Chocolate จากประเทศบราซิลเสิร์ฟมาในหลากหลายเนื้อสัมผัสให้ทั้งความละมุนและกรุบกรอบควบคู่ไปกับถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmont ประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาในลักษณะของพราลีนดั้งเดิม (18/20)
🎗 [WHY GO] Auberge de l'Ill โดดเด่นด้วยเมนูอาหารสไตล์คลาสสิคควบคู่ไปกับทัศนียภาพอันสวยงาม ทีมบริการให้การบริการลูกค้าทุกคนได้อย่างไร้ที่ติและยิ้มแย้มทำให้ประสบการณ์ตลอดมื้ออาหารไม่รู็สึกเกร็งจนเกินไป รายการไวน์มีให้เลือกจากหลากหลายพื้นที่ ราคาจัดว่าคุ้มค่าและจับต้องได้จากลูกค้าทุกกลุ่ม เราขอปักหมุด Auberge de l'Ill ให้เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่เหล่านักชิมที่มีใจรักในอาหารฝรั่งเศสควรเดินทางมาลิ้มลองให้ได้สักครั้งในชีวิต
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 42 รูป

![🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของประเทศฝรั่งเศส เชฟ Marc Haeberlin สืบสานกิจการต่อจากคุณพ่อคือเชฟ Paul Haeberlin โดยดึงเอาวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มานำเสนอได้อย่างน่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้ตัวร้านยังมีทัศนียภาพอันสวยงามของต้นไม้ในสวนและโค้งแม่น้ำ Ill สร้างความประทับใจให้กับเหล่านักชิมทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/03/432155469_950153310101556_2747447969555319301_n.webp)


















![🎗 [THE CHEF] ประวัติของห้องอาหาร Auberge de l'Ill ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Frédéric ผู้ประกอบอาชีพเป็นชาวนาและคุณ Frédérique ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวโดยทั้งคู่ได้ซื้อต่อโรงแรมและคาเฟ่เล็ก ๆ ในปี 1882 ใช้ชื่อว่า L’Arbre Vert หรือแปลตรงตัวได้ว่า The Green Inn นำเสนออาหารอย่างง่ายจำพวก Fried Fish, Chantilly Meringue และ Fruit Tart และกลับมีรสชาติอร่อยจนเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนท้องถิ่นรวมไปถึงหนึ่งในลูกค้าประจำอย่างคุณ Peugeot เจ้าของบริษัทรถยนต์ชื่อดังของฝรั่งเศส อีกด้วย กิจการส่งต่อมาให้ลูกชายคือคุณ Frédéric (หรือ Fritz ตั้งชื่อตามบิดา) และภรรยาคือคุณ Marthe Oberlin ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวอาหารหวาน ทั้งคู้ให้กำเนิดบุตรชายคนโตนามว่า Jean-Pierre Haeberlin ประกอบอาชีพเป็นศิลปินและบุตรชายคนเล็กนามว่า Paul Haeberlin ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส Paul Haeberlin ในวัย 14 ปีได้เริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟโดยการเข้าฝึกงานที่ Hôtel de la Pépinière ในเมือง Ribeauvillé โดยมีอาจารย์คนสำคัญคือเชฟ Edouard Weber ผู้เคยเป็นเชฟในราชสำนักรัสเซีย จากนั้นเขาเดินทางมายังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Rôtisserie Périgourdine ของพี่น้อง Rouzier และห้องอาหาร Poccardi ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเชฟ Paul Harberlin ได้เข้าร่วมกองทัพภายใต้การนำของนายพล Charles de Gaulle และมีความจำเป็นต้องวางมือไปจากวงการอาหารอยู่พักใหญ่ ทั้งนี้ผลพวงจากสมครามเป็นเหตุให้โรงแรม L’Arbre Vert ได้ถูกทำลายลงในปี 1945 ก่อนจะถูกสร้างขึ้นใหม่และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Auberge de l'Ill นั่นเอง ตัวร้านได้รัยรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1952 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1957 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 1967 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2019 สำหรับมุมชีวิตส่วนตัวนของเชฟ Paul Haeberlin นั้นเขามีบุตรสองคนคือ Marc และ Danièle Haeberlin โดยตัวเขาได้ส่งมอบกิจการให้กับ Marc ผู้รับหน้าที่เป็นเชฟและ Danièle ผู้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/03/432269874_950153726768181_8350065453932749650_n.webp)

![🎗 [THE FOOD] เชฟ Marc Haeberlin ร่วมงานกับเชฟ Paul Haeberlin มาตั้งแต่ปี 1976 เขานำเสนออาหารในสไตล์ Classic โดยมีทั้งจาน Signature Dish ที่สืบทอดมาจากคุณพ่อและจานที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มาครั้งแรกเราขอแนะนำอย่างมากให้เลือกจองในช่วงเวลากลางวันพุธ-อาทิตย์เพื่อลิ้มลอง Menu Tradition (177 €) ซึ่งประกอบไปด้วยสุดยอดเมนูสุดคลาสสิคของภูมิภาค Alsace อย่าง Goose Foie Gras Terrine และเมนูที่กลายมาเป็นตำนานของวงการของอาหารฝรั่งเศสอย่าง Salmon Soufflé « Auberge de l'Ill » ให้เหล่านักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันทั้งสิ้น 4 คอร์ส นอกจากนี้ผู้ร่วมโต๊ะแต่ละคนสามารถเลือกจานที่แตกต่างกันได้อีกด้วย ส่วนใครที่อยากสัมผัสเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ล่าสุดสามารถเลือกสั่ง Menu Haeberlin (240 €) นำเสนออาหารมาจำนวน 6 คอร์สโดยมีวัตถุดิบพรีเมี่ยมอย่างเช่น Kaviari Caviar, Breton Lobster และ Venison รวมอยู่ด้วย ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Menu dégustation Végétal (215 €) จำนวน 6 คอร์ส ส่วนลูกค้าคนใดที่มีอายุไม่เกิน 35 ปีและไม่อยากเลือกคอร์สที่มีราคาสูงทางร้านยังมี Menu Formule Jeunes (145 €) ประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 4 คอร์สให้นักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันในราคาสมเหตุสมผล สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่ได้รวบรวมเมนูเด็ดมากมายเช่น Le lievre à la royale "Paul Haeberlin" รวมไปถึงเมนูระดับตำนานอย่างเช่น La truffe sous la cendre ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟ Paul Bocuse ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนูซุปก้องโลกอย่าง Soupe aux truffes noires VGE Valéry Giscard d’Estaing ให้ได้ลองชิมกันอีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ที่ราคาสมเหตุสมผล ทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะของไวน์แต่ละชนิดได้อย่างละเอียด](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/03/432326252_950153473434873_9019422071616652619_n.webp)


![🎗 [THE PLACE] Auberge de l'Ill เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Alsace โดยตัวร้านตังอยู่ในเมือง Illhaeusern ห่างออกมาจากเมือง Colmar ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว ๆ 17 กิโลเมตร ชื่อร้านแปลตรงตัวได้ว่า ”Houses along the Ill” อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ติดกันกับฟาร์มและมุมโค้งของแม่น้ำ Ill พอดิบพอดี](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/03/432284030_950154000101487_6032363828606417993_n.webp)














![🎗 [WHY GO] Auberge de l'Ill โดดเด่นด้วยเมนูอาหารสไตล์คลาสสิคควบคู่ไปกับทัศนียภาพอันสวยงาม ทีมบริการให้การบริการลูกค้าทุกคนได้อย่างไร้ที่ติและยิ้มแย้มทำให้ประสบการณ์ตลอดมื้ออาหารไม่รู็สึกเกร็งจนเกินไป รายการไวน์มีให้เลือกจากหลากหลายพื้นที่ ราคาจัดว่าคุ้มค่าและจับต้องได้จากลูกค้าทุกกลุ่ม เราขอปักหมุด Auberge de l'Ill ให้เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่เหล่านักชิมที่มีใจรักในอาหารฝรั่งเศสควรเดินทางมาลิ้มลองให้ได้สักครั้งในชีวิต](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2024/03/432276813_950153676768186_6543752940983776933_n.webp)

