GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Atelier Moessmer Norbert Niederkofler
3 MICHELIN Stars

ItalyAtelier Moessmer Norbert Niederkofler · อาเตอลิเยร์ เมิสเมอร์ นอร์แบร์ท นีเดอร์โคฟเลอร์

Creative, Alpine · อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารถิ่นเทือกเขาแอลป์ — via Walther Von der Vogelweide 17, Brunico, 39031, Italy

🎗️ [INTRO] ท่ามกลางธรรมชาติแถบเทือกเขาแอลป์ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี “Atelier Moessmer Norbert Niederkofler” คือห้องอาหารที่ร้อยเรียงวัตถุดิบและรสชาติของอาหารท้องถิ่นผ่านเทคนิคเฉพาะตัวของเชฟ Norbert Niederkofler จนสามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars และ MICHELIN Green Star มาครองได้ทันทีในปีแรกที่เปิดทำการ ห้องอาหารแห่งนี้สามารถมอบประสบการณ์ที่เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อย่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร

🎗️ [THE PLACE] Atelier Moessmer Norbert Niederkofler เป็นห้องอาหารระดับสูงที่เปิดทำการอยู่ในวิลล่ายุคปลายศตวรรษที่ 19 ตัวอาคารหลักเคยถูกใช้งานเป็นที่พักอาศัยของผู้บริหาร Moessmer Woolen Mill โรงงานผ้าที่ก่อตั้งเมื่อปี 1894 และมีบทบาทในการผลิตผ้าวูลคุณภาพสูงส่งออกให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel, Gucci และ Prada ลูกค้าทุกคนที่มาถึงต้องเดินมากดกริ่งหน้าบ้านโดยจะมีทีมพนักงานพาเดินแนะนำพื้นที่รอบ ๆ ตัวอาคารโดยละเอียด ทีมออกแบบภายใน 2 คนคือคุณ Walter Angonese และคุณ Klaus Hellweger ตั้งใจออกแบบโดยเน้นการผสมผสานความเก่าและใหม่เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนโดยปรับโครงสร้างอาคารดั้งเดิมให้น้อยที่สุด มื้ออาหารมักจะเริ่มต้นขึ้นบริเวณ Terrace - Garden พื้นที่กลางแจ้งนอกวิลล่าที่มอบบรรยากาศอันแสนสบายและปลอดโปร่งในวันที่อากาศเป็นใจ ถัดไปเป็น Aperitif & Dessert Room ที่ทางร้านใช้จัดเสิร์ฟเครื่องดื่มก่อนเข้าสู่มื้ออาหารและวนกลับมาเสิร์ฟของหวานหลังจบมื้อ ห้อง Salon จับคู่เก้าอี้หนังสีน้ำตาลอ่อนเข้ากับโต๊ะสีดำไร้ซึ่งผ้าปู ห้อง Veranda โดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวพร้อมกับมีโต๊ะขนาดใหญ่สำหรับรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม ห้อง LIbrary จัดรวบรวมหนังสือเก่ารวมไปถึงคอลเลคชั่นผ้าปัจจุบันของแบรนด์ Moessmer อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นอาคารเก่าทำให้ห้องครัวจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ผ่านการเจาะหน้าต่างให้กลายเป็นทางเดินออกไปสู่ห้องครัว Open Kitchen ที่ซึ่งลูกค้าทุกคนจะได้เกาะติดขอบครัวและรับชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารกันตลอดทั้งมื้อ ผนังโดยรอบกั้นด้วยกระจกใสช่วยให้บรรยากาศมีความโปร่งและรู้สึกเชื่อมต่อได้กับธรรมชาติโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีห้อง Wine Cellar ที่ได้รวบรวมไวน์คุณภาพดีจากหลากหลายแหล่งมาเก็บเรียบเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบอีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Norbert Niederkofler เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1961 ในหมู่บ้าน Lutago/Luttach ใจกลางหุบเขา Dolomites ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพเป็นเจ้าของโรงแรมต้อนรับนักท่องเที่ยว นักปีนเขา และนักเล่นสกี หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมที่เมือง Tegernsee ในประเทศเยอรมนีเขาได้ออกเดินทางไปฝึกงานที่ London, Zurich, Milan รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ห้องอาหาร Aubergine (3 MICHELIN Stars) ในนคร Munich นานถึง 7 ปี ถัดมาเป็นช่วงที่เขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ David Bouley ในนคร New York และเริ่มต้นพัฒนารูปแบบอาหารขึ้นมาเป็นของตัวเอง ในปี 1993 เขาเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีและร่วมงานกับ Castel Colz เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 1 ปีก่อนจะได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปร่วมงานกับ Hotel Rosa Alpina ในปี 1994 และค่อย ๆ ปรับปรุงร้านพิซซ่าดั้งเดิมของโรงแรมให้กลายเป็นห้องอาหาร Fine Dining ในปี 1996 ภายใต้ชื่อ St. Hubertus ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2000 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2017 ถึงแม้ว่าเขาจะย้ายร้านจากตำแหน่งเดิมมาเปิดใหม่โดยใช้ชื่อว่า Atelier Moessmer Norbert Niederkofler แต่เขายังคงได้รับรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่ห้องอาหารแห่งใหม่ในปีเดียวกันกับที่เปิดทำการพ่วงด้วย 🍀 MICHELIN Green Star อีกหนึ่งรางวัล นอกจากนี้ยังมีห้องอาหาร Horto (🌟 1 MICHELIN Star, 🍀 MICHELIN Green Star) ที่เขาเป็นผู้ควบคุมและคอยมอบคำแนะนำกับเชฟประจำร้านอย่าง Alberto Toè อีกด้วย

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Norbert Niederkofler อาศัยปรัชญา Cook The Mountain ในการนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นในรัศมีภูเขาอย่างเช่นสมุนไพร, ผัก, เห็ดป่า, เบอร์รี่, เนื้อสัตว์ภูเขา และวัตถุดิบอื่น ๆ ตามฤดูกาล นอกจากนี้เขายังทำการหมักหรือดองอาหารจากส่วนเหลือทิ้งในครัวและจัดเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบอย่างเช่น Welcome Drink และ Alcohol Pairing การเตรียมวัตถุดิบที่นี่จะเน้นใช้ไฟจริง ๆ เป็นหลักและไม่พึ่งกรรมวิธีจำพวกการ Sous-vide แม้แต่น้อย ตัวร้านนำเสนอ Tasting Menu รูปแบบเดียวจัดเสิร์ฟมาจำนวน 8 คอร์สภายใต้ราคา 320 € นอกจากนี้ยังมี Our Big Classics ซึ่งเป็นเมนูที่สร้างชื่อให้กับเชฟสำหรับสั่งมาลองชิมเพิ่มได้อีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกมากมายพอประมาณโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นจากทางตอนเหนือของอิตาลีรบมไปถึงไวน์จากประเทศเยอรมนีและออสเตรีย ตัวอย่างจานที่โดดเด่นในมื้อนี้คือ

✨ Catfish

ปลาดุกจากฟาร์มท้องถิ่นขนาดเล็กในเมือง Bressanone หรือ Brixen เนื้อสัมผัสของชิ้นปลานุ่มละมุน ด้านบนคือหัวใจของสัตว์ที่ทางร้านได้มาแต่ละวันซึ่งในที่นี้คือหัวใจหมูที่ผ่านการหมักกับไวน์แดงท้องถิ่นรวมไปถึงสมุนไพรภูเขานาน 2 วันช่วยรังสรรค์รสชาติที่เข้มข้น ด้านล่างรองด้วยโยเกิร์ตครีมและ Aromatic Oil บาง ๆ ช่วยตัดรสชาติอันเข้มข้นของปลา ข้าง ๆ กันยังมี Kohlrabi เสิร์ฟมาแบบเย็นให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจับคู่กับอโรมาของ Elderflower ที่เชฟดองมาตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว (20/20)

✨ Beetroot Gnocchi (35 €)

ขอแนะนำให้ลองสั่ง Signature Dish ประจำร้านมาลองชิมกันดู ไฮไลท์คือ Gnoccho ชิ้นโตที่เตรียมมาจากแป้งและบีทรูท ด้านในมีองค์ประกอบที่เตรียมมาจากเนยฮอร์ชแรดิชซึ่งผ่านการนำไปแช่แข็งแล้วห่อเป็น Gnoccho ก่อนจะนำไปปรุงจนได้เนื้อสัมผัสแบบของเหลวให้ความฉุนเฉพาะตัวและพร้อมจะแตกระเบิดออกในปาก ด้านล่างคือครัมเบิ้ลของขนมปัง Pane Puccia ผสมกับเถ้าผักให้สีดำและเนื้อสัมผัสกรอบ ข้าง ๆ กันคือครีม Daikon ให้รสหวานเบา ๆ มาช่วยบาลานซ์ความฉุนของ Ghoccho และกลิ่นดินของบีทรูทได้อย่างพอเหมาะ (19/20)

✨ Passatelli

Passatelli เป็นพาสต้าจากแคว้น Emilia-Romagna ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มตัดกันกับความหนึบของชิ้นหอยทากที่แอบซ่อนอยู่ด้านล่าง ไฮไลท์คืออโรมาของซอส Saffron และชีส Zoncolan ซึ่งใส่มาแทนที่ Parmigiano Reggiano แบบดั้งเดิม เชฟยังใส่ผักภูเขาท้องถิ่นมา 2 ชนิดและดอกไม้ 2 ชนิดคือดอก Dandelion และดอก Lion's Tail ลงไปด้วย จากนั้นจบด้วยรสชาติเปรี้ยวของ Yogurt Reduction ช่วยรังสรรค์มิติทางรสชาติที่ซับซ้อนได้อย่างน่าประทับใจ (19/20)

🎗️ [WHY GO] สำหรับผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับวัตถุดิบท้องถิ่น ฤดูกาล และภูมิประเทศ Atelier Moessmer Norbert Niederkofler คือจุดหมายที่ไม่ควรมองข้าม ที่นี่ไม่มีวัตถุดิบจากแดนไกล ไม่มีเทคนิคล้ำยุค ไม่มีความการตกแต่งที่วูบวาบหรือฉาบฉวย แต่มีความแก่นของวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นงานศิลป์บนจานได้ราวกับมีเวทย์มนต์ อาหารทุกจานสะท้อนปรัชญาความยั่งยืนและการเคารพในวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง การตกแต่งภายในเชื่อมโยงนักชิมเข้ากันกับธรรมชาติและบรรยากาศของครัว Open Kitchen อย่างใกล้ชิดจนเกิดเป็นประสบการณ์ที่ควรมาลองสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 49 รูป

🇮🇹 Atelier Moessmer Norbert Niederkofler - อาเตอลิเยร์ เมิสเมอร์ นอร์แบร์ท นีเดอร์โคฟเลอร์🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Creative, Alpine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารถิ่นเทือกเขาแอลป์👨🏻‍🍳 Chef Norbert Niederkofler - เชฟนอร์แบร์ท นีเดอร์โคฟเลอร์
รูปที่ 1
🇮🇹 Atelier Moessmer Norbert Niederkofler - อาเตอลิเยร์ เมิสเมอร์ นอร์แบร์ท นีเดอร์โคฟเลอร์🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars - 3 ดาวมิชลิน🍀 MICHELIN Green Star - ดาวมิชลินรักษ์โลก🍴 Creative, Alpine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารถิ่นเทือกเขาแอลป์👨🏻‍🍳 Chef Norbert Niederkofler - เชฟนอร์แบร์ท นีเดอร์โคฟเลอร์
🎗️ [INTRO] ท่ามกลางธรรมชาติแถบเทือกเขาแอลป์ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี “Atelier Moessmer Norbert Niederkofler” คือห้องอาหารที่ร้อยเรียงวัตถุดิบและรสชาติของอาหารท้องถิ่นผ่านเทคนิคเฉพาะตัวของเชฟ Norbert Niederkofler จนสามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars และ MICHELIN Green Star มาครองได้ทันทีในปีแรกที่เปิดทำการ ห้องอาหารแห่งนี้สามารถมอบประสบการณ์ที่เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อย่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร
รูปที่ 2
🎗️ [INTRO] ท่ามกลางธรรมชาติแถบเทือกเขาแอลป์ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี “Atelier Moessmer Norbert Niederkofler” คือห้องอาหารที่ร้อยเรียงวัตถุดิบและรสชาติของอาหารท้องถิ่นผ่านเทคนิคเฉพาะตัวของเชฟ Norbert Niederkofler จนสามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars และ MICHELIN Green Star มาครองได้ทันทีในปีแรกที่เปิดทำการ ห้องอาหารแห่งนี้สามารถมอบประสบการณ์ที่เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อย่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร
Half Tarteletteเชฟตั้งใจสื่อถึงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิผ่านขนมปังท้องถิ่นชื่อว่า Pane Puccia ด้านบนคือเห็ดรวมไปถึงผักและใบไม้ภูเขาหลายชนิด (19/20)
รูปที่ 3
Half Tarteletteเชฟตั้งใจสื่อถึงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิผ่านขนมปังท้องถิ่นชื่อว่า Pane Puccia ด้านบนคือเห็ดรวมไปถึงผักและใบไม้ภูเขาหลายชนิด (19/20)
Barkเชฟนำเสนอ Cannolo ทรงกระบอกที่มีส่วนประกอบของเปลือกไม้ ด้านในคือเนื้อกะบังลมที่ผ่านการหมักใน Sangria หรือไวน์ผลไม้สเปนที่ใช้แค่ผลไม้และไวน์ท้องถิ่นแทนที่สูตรเดิม (19/20)
รูปที่ 4
Barkเชฟนำเสนอ Cannolo ทรงกระบอกที่มีส่วนประกอบของเปลือกไม้ ด้านในคือเนื้อกะบังลมที่ผ่านการหมักใน Sangria หรือไวน์ผลไม้สเปนที่ใช้แค่ผลไม้และไวน์ท้องถิ่นแทนที่สูตรเดิม (19/20)
Salty Macaronมาการองครึ่งชิ้น ด้านล่างคือครีมชีสนมแพะ ด้านบนคือชีสท้องถิ่นและผงหัวหอมใหญ่ (19/20)
รูปที่ 5
Salty Macaronมาการองครึ่งชิ้น ด้านล่างคือครีมชีสนมแพะ ด้านบนคือชีสท้องถิ่นและผงหัวหอมใหญ่ (19/20)
Fish ”Kaminwurz“ปิดท้ายด้วย Kaminwurz ซึ่งปกติจะเป็นไส้กรอกท้องถิ่นที่ทำมาจากเนื้อวัวหรือเนื้อหมู อย่างไรก็ตามเชฟเปลี่ยนมาใช้ปลาเนื้อขาวและปลาเทร้าต์รมควันใน Kamin แทน ด้านบนคือไข่ปลาเทร้าต์ ด้านล่างคือเบคอนและ Crème Fraîche (19/20)
รูปที่ 6
Fish ”Kaminwurz“ปิดท้ายด้วย Kaminwurz ซึ่งปกติจะเป็นไส้กรอกท้องถิ่นที่ทำมาจากเนื้อวัวหรือเนื้อหมู อย่างไรก็ตามเชฟเปลี่ยนมาใช้ปลาเนื้อขาวและปลาเทร้าต์รมควันใน Kamin แทน ด้านบนคือไข่ปลาเทร้าต์ ด้านล่างคือเบคอนและ Crème Fraîche (19/20)
Total Springที่โต๊ะพนักงานจะเสิร์ฟ Welcome Drink เป็นน้ำหมัก Toral Spring
รูปที่ 7
Total Springที่โต๊ะพนักงานจะเสิร์ฟ Welcome Drink เป็นน้ำหมัก Toral Spring
Spring Saladคอร์สแรกในห้องอาหารหลักคือสลัดฤดูใบไม้ผลิประกอบด้วยผักและสมุนไพรที่ทีมเชฟไปเก็บมาด้วยตัวเองไม่ไกลกันกับร้านโดยเฉพาะจากบนภูเขาแถบเมือง Brunico ตรงกลางประกอบไปด้วยส่วนเมล็ดและส่วนรากช่วยเพิ่มความกรอบ ด้านล่างมีผักอีกหลายชนิด จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Choron ที่เตรียมมาจากเนยท้องถิ่นและผงมะเขือเทศหมัก (18/20)
รูปที่ 8
Spring Saladคอร์สแรกในห้องอาหารหลักคือสลัดฤดูใบไม้ผลิประกอบด้วยผักและสมุนไพรที่ทีมเชฟไปเก็บมาด้วยตัวเองไม่ไกลกันกับร้านโดยเฉพาะจากบนภูเขาแถบเมือง Brunico ตรงกลางประกอบไปด้วยส่วนเมล็ดและส่วนรากช่วยเพิ่มความกรอบ ด้านล่างมีผักอีกหลายชนิด จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Choron ที่เตรียมมาจากเนยท้องถิ่นและผงมะเขือเทศหมัก (18/20)
Spring Saladองค์ประกอบในจาน (18/20)
รูปที่ 9
Spring Saladองค์ประกอบในจาน (18/20)
Spring Saladนอกจากนี้ยังมีแผ่นแครกเกอร์ที่เตรียมมาจากเมล็ดธัญพืช ตรงกลางคือครีมสีม่วงที่เตรียมมาจากราสเบอร์รี่และเมล็ดทานตะวัน (18/20)
รูปที่ 10
Spring Saladนอกจากนี้ยังมีแผ่นแครกเกอร์ที่เตรียมมาจากเมล็ดธัญพืช ตรงกลางคือครีมสีม่วงที่เตรียมมาจากราสเบอร์รี่และเมล็ดทานตะวัน (18/20)
Catfishปลาดุกจากฟาร์มท้องถิ่นขนาดเล็กในเมือง Bressanone หรือ Brixen เนื้อสัมผัสของชิ้นปลานุ่มละมุน (20/20)
รูปที่ 11
Catfishปลาดุกจากฟาร์มท้องถิ่นขนาดเล็กในเมือง Bressanone หรือ Brixen เนื้อสัมผัสของชิ้นปลานุ่มละมุน (20/20)
Catfishด้านบนคือหัวใจของสัตว์ที่ทางร้านได้มาแต่ละวันซึ่งในที่นี้คือหัวใจหมูที่ผ่านการหมักกับไวน์แดงท้องถิ่นรวมไปถึงสมุนไพรภูเขานาน 2 วันช่วยรังสรรค์รสชาติที่เข้มข้น ด้านล่างรองด้วยโยเกิร์ตครีมและ Aromatic Oil บาง ๆ ช่วยตัดรสชาติอันเข้มข้นของปลา (20/20)
รูปที่ 12
Catfishด้านบนคือหัวใจของสัตว์ที่ทางร้านได้มาแต่ละวันซึ่งในที่นี้คือหัวใจหมูที่ผ่านการหมักกับไวน์แดงท้องถิ่นรวมไปถึงสมุนไพรภูเขานาน 2 วันช่วยรังสรรค์รสชาติที่เข้มข้น ด้านล่างรองด้วยโยเกิร์ตครีมและ Aromatic Oil บาง ๆ ช่วยตัดรสชาติอันเข้มข้นของปลา (20/20)
Catfishข้าง ๆ กันยังมี Kohlrabi เสิร์ฟมาแบบเย็นให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจับคู่กับอโรมาของ Elderflower ที่เชฟดองมาตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว (20/20)
รูปที่ 13
Catfishข้าง ๆ กันยังมี Kohlrabi เสิร์ฟมาแบบเย็นให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจับคู่กับอโรมาของ Elderflower ที่เชฟดองมาตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว (20/20)
Loaf with Spring Pestoชุดขนมปังเตรียมขึ้นโดยทีมเชฟอาหารหวาน ขนมปังสอดไส้ Pesto หอม ๆ ที่เตรียมขึ้นจากสมุนไพรอโรมาติคท้องถิ่นที่เชฟหามาๆด้ในแต่ละวัน จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กันกับเนยท้องถิ่น 2 อย่างคือ Pollen Butter ให้รสชาติหวานเบา ๆ และ Aromatic Herb Butter ให้รสขมและความครีมมี่ที่พอเหมาะ
รูปที่ 14
Loaf with Spring Pestoชุดขนมปังเตรียมขึ้นโดยทีมเชฟอาหารหวาน ขนมปังสอดไส้ Pesto หอม ๆ ที่เตรียมขึ้นจากสมุนไพรอโรมาติคท้องถิ่นที่เชฟหามาๆด้ในแต่ละวัน จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กันกับเนยท้องถิ่น 2 อย่างคือ Pollen Butter ให้รสชาติหวานเบา ๆ และ Aromatic Herb Butter ให้รสขมและความครีมมี่ที่พอเหมาะ
Beetroot Gnocchi (35 €)ขอแนะนำให้ลองสั่ง Signature Dish ประจำร้านมาลองชิมกันดู ไฮไลท์คือ Gnoccho ชิ้นโตที่เตรียมมาจากแป้งและบีทรูท ด้านในมีองค์ประกอบที่เตรียมมาจากเนยฮอร์ชแรดิชซึ่งผ่านการนำไปแช่แข็งแล้วห่อเป็น Gnoccho ก่อนจะนำไปปรุงจนได้เนื้อสัมผัสแบบของเหลวให้ความฉุนเฉพาะตัวและพร้อมจะแตกระเบิดออกในปาก ด้านล่างคือครัมเบิ้ลของขนมปัง Pane Puccia ผสมกับเถ้าผักให้สีดำและเนื้อสัมผัสกรอบ ข้าง ๆ กันคือครีม Daikon ให้รสหวานเบา ๆ มาช่วยบาลานซ์ความฉุนของ Ghoccho และกลิ่นดินของบีทรูทได้อย่างพอเหมาะ (19/20)
รูปที่ 15
Beetroot Gnocchi (35 €)ขอแนะนำให้ลองสั่ง Signature Dish ประจำร้านมาลองชิมกันดู ไฮไลท์คือ Gnoccho ชิ้นโตที่เตรียมมาจากแป้งและบีทรูท ด้านในมีองค์ประกอบที่เตรียมมาจากเนยฮอร์ชแรดิชซึ่งผ่านการนำไปแช่แข็งแล้วห่อเป็น Gnoccho ก่อนจะนำไปปรุงจนได้เนื้อสัมผัสแบบของเหลวให้ความฉุนเฉพาะตัวและพร้อมจะแตกระเบิดออกในปาก ด้านล่างคือครัมเบิ้ลของขนมปัง Pane Puccia ผสมกับเถ้าผักให้สีดำและเนื้อสัมผัสกรอบ ข้าง ๆ กันคือครีม Daikon ให้รสหวานเบา ๆ มาช่วยบาลานซ์ความฉุนของ Ghoccho และกลิ่นดินของบีทรูทได้อย่างพอเหมาะ (19/20)
PassatelliPassatelli เป็นพาสต้าจากแคว้น Emilia-Romagna ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มตัดกันกับความหนึบของชิ้นหอยทากที่แอบซ่อนอยู่ด้านล่าง ไฮไลท์คืออโรมาของซอส Saffron และชีส Zoncolan ซึ่งใส่มาแทนที่ Parmigiano Reggiano แบบดั้งเดิม เชฟยังใส่ผักภูเขาท้องถิ่นมา 2 ชนิดและดอกไม้ 2 ชนิดคือดอก Dandelion และดอก Lion's Tail ลงไปด้วย จากนั้นจบด้วยรสชาติเปรี้ยวของ Yogurt Reduction ช่วยรังสรรค์มิติทางรสชาติที่ซับซ้อนได้อย่างน่าประทับใจ (19/20)
รูปที่ 16
PassatelliPassatelli เป็นพาสต้าจากแคว้น Emilia-Romagna ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มตัดกันกับความหนึบของชิ้นหอยทากที่แอบซ่อนอยู่ด้านล่าง ไฮไลท์คืออโรมาของซอส Saffron และชีส Zoncolan ซึ่งใส่มาแทนที่ Parmigiano Reggiano แบบดั้งเดิม เชฟยังใส่ผักภูเขาท้องถิ่นมา 2 ชนิดและดอกไม้ 2 ชนิดคือดอก Dandelion และดอก Lion's Tail ลงไปด้วย จากนั้นจบด้วยรสชาติเปรี้ยวของ Yogurt Reduction ช่วยรังสรรค์มิติทางรสชาติที่ซับซ้อนได้อย่างน่าประทับใจ (19/20)
Tongueคอร์สนี้เชฟใช้ชื่อว่า Mountain Sashimi นำเสนอมาเป็นส่วนลิ้นบาง ๆ วางสลับมากับชิ้นบีทรูตขาวเพื่อรังสรรค์มิติทางเนื้อสัมผัสให้แตกต่างกัน ด้านในของทั้ง 2 องค์ประกอบคือ Chicory Pesto ด้านบนคือผลไม้หมัก นอกจากนี้ยังมีซอสเปรี้ยวหวานที่เตรียมมาจาก Pine หรือพืชตระกูลสนรอบ ๆ ร้าน (17/20)
รูปที่ 17
Tongueคอร์สนี้เชฟใช้ชื่อว่า Mountain Sashimi นำเสนอมาเป็นส่วนลิ้นบาง ๆ วางสลับมากับชิ้นบีทรูตขาวเพื่อรังสรรค์มิติทางเนื้อสัมผัสให้แตกต่างกัน ด้านในของทั้ง 2 องค์ประกอบคือ Chicory Pesto ด้านบนคือผลไม้หมัก นอกจากนี้ยังมีซอสเปรี้ยวหวานที่เตรียมมาจาก Pine หรือพืชตระกูลสนรอบ ๆ ร้าน (17/20)
มีดสำหรับเมนคอร์า
รูปที่ 18
มีดสำหรับเมนคอร์า
Alpine PorkAlpine Pork หรือหมูภูเขาธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในวันนี้ เชฟค่อย ๆ ทำการย่างบนเตาถ่านด้วยไฟอ่อน ๆ ตั้งแต่ช่วงแรกที่ร้านเปิดเพื่อให้เนื้อหมูสุกและยังคงไว้ซึ่งความนุ่มฉ่ำ ตัวซอสให้รสชาติเข้มข้นพอเหมาะโดยเชฟเตรียมมาจากส่วนที่เหลือของหมูอย่างเช่นคอขาเป็นต้น ด้านล่างมีกิมจิให้รสชาติเปรี้ยวหวาน ด้านบนคือสมุนไพรภูเขาให้อโรมาเฉพาะตัว (17/20)
รูปที่ 19
Alpine PorkAlpine Pork หรือหมูภูเขาธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในวันนี้ เชฟค่อย ๆ ทำการย่างบนเตาถ่านด้วยไฟอ่อน ๆ ตั้งแต่ช่วงแรกที่ร้านเปิดเพื่อให้เนื้อหมูสุกและยังคงไว้ซึ่งความนุ่มฉ่ำ ตัวซอสให้รสชาติเข้มข้นพอเหมาะโดยเชฟเตรียมมาจากส่วนที่เหลือของหมูอย่างเช่นคอขาเป็นต้น ด้านล่างมีกิมจิให้รสชาติเปรี้ยวหวาน ด้านบนคือสมุนไพรภูเขาให้อโรมาเฉพาะตัว (17/20)
Alpine Porkเกี๊ยวแป้งนุ่มที่เชฟเตรียมมาจากแป้งท้องถิ่นผสมกับน้ำและเกลือ ด้านในคือซุปร้อน ๆ รสชาติกลมกบ่อมที่ละมุนจะเกือบละลายในปากชวนนึกถึงเสี่ยวหลงเปาได้เช่นกัน (17/20)
รูปที่ 20
Alpine Porkเกี๊ยวแป้งนุ่มที่เชฟเตรียมมาจากแป้งท้องถิ่นผสมกับน้ำและเกลือ ด้านในคือซุปร้อน ๆ รสชาติกลมกบ่อมที่ละมุนจะเกือบละลายในปากชวนนึกถึงเสี่ยวหลงเปาได้เช่นกัน (17/20)
Berry Saladในเมื่อมื้ออาหารนี้เริ่มต้นด้วย Spring Salad เชฟจึงตั้งใจเริ่มเข้าของหวานด้วย Berry Salad เช่นกัน สลัดเบอร์รี่หลากหลายชนิดให้รสชาติโทนเปรี้ยวและสดชื่น ด้านล่างรองด้วยครีม Cassis จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีแดงที่เตรียมมาจาก Mountain Strawberry หรือสตรอว์เบอร์รี่ภูเขารสเปรี้ยวลงไปด้วย (17/20)
รูปที่ 21
Berry Saladในเมื่อมื้ออาหารนี้เริ่มต้นด้วย Spring Salad เชฟจึงตั้งใจเริ่มเข้าของหวานด้วย Berry Salad เช่นกัน สลัดเบอร์รี่หลากหลายชนิดให้รสชาติโทนเปรี้ยวและสดชื่น ด้านล่างรองด้วยครีม Cassis จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีแดงที่เตรียมมาจาก Mountain Strawberry หรือสตรอว์เบอร์รี่ภูเขารสเปรี้ยวลงไปด้วย (17/20)
Mountain Cheesecakeปิดท้ายด้วยขนมหวานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Basque Cheesecake โดยเชฟของหวานเปลี่ยนมานำเสนอ Mountain Cheesecake แทน เนื้อสัมผัสของชีสเค้กมีความครีมมี่ เชฟจับคู่กับรูบาร์บในหลากหลายเนื้อสัมผัสและอุณหภูมิ ด้านบนคือซอร์เบท์รูบาร์บ ข้าง ๆ คือรูบาร์บป๊อบคอร์นเช่นกัน (18/20)
รูปที่ 22
Mountain Cheesecakeปิดท้ายด้วยขนมหวานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Basque Cheesecake โดยเชฟของหวานเปลี่ยนมานำเสนอ Mountain Cheesecake แทน เนื้อสัมผัสของชีสเค้กมีความครีมมี่ เชฟจับคู่กับรูบาร์บในหลากหลายเนื้อสัมผัสและอุณหภูมิ ด้านบนคือซอร์เบท์รูบาร์บ ข้าง ๆ คือรูบาร์บป๊อบคอร์นเช่นกัน (18/20)
ของหวานพิเศษสำหรับผู้ที่มาเฉลิมฉลองกันที่ร้าน
รูปที่ 23
ของหวานพิเศษสำหรับผู้ที่มาเฉลิมฉลองกันที่ร้าน
Meringue and Cream / Cherry BlossomsBuckwheat / Cherry and Chestnutยังมีขนมจิ๋วอีก 4 อย่างคือ Meringue and Cream, Cherry Blossoms, Buckwheat และ Cherry and Chestnut
รูปที่ 24
Meringue and Cream / Cherry BlossomsBuckwheat / Cherry and Chestnutยังมีขนมจิ๋วอีก 4 อย่างคือ Meringue and Cream, Cherry Blossoms, Buckwheat และ Cherry and Chestnut
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รูปที่ 25
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
💰 ราคา 1,855 €/4 คน
รูปที่ 26
💰 ราคา 1,855 €/4 คน
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Norbert Niederkofler อาศัยปรัชญา Cook The Mountain ในการนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นในรัศมีภูเขาอย่างเช่นสมุนไพร, ผัก, เห็ดป่า, เบอร์รี่, เนื้อสัตว์ภูเขา และวัตถุดิบอื่น ๆ ตามฤดูกาล นอกจากนี้เขายังทำการหมักหรือดองอาหารจากส่วนเหลือทิ้งในครัวและจัดเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบอย่างเช่น Welcome Drink และ Alcohol Pairing การเตรียมวัตถุดิบที่นี่จะเน้นใช้ไฟจริง ๆ เป็นหลักและไม่พึ่งกรรมวิธีจำพวกการ Sous-vide แม้แต่น้อย
รูปที่ 27
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Norbert Niederkofler อาศัยปรัชญา Cook The Mountain ในการนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นในรัศมีภูเขาอย่างเช่นสมุนไพร, ผัก, เห็ดป่า, เบอร์รี่, เนื้อสัตว์ภูเขา และวัตถุดิบอื่น ๆ ตามฤดูกาล นอกจากนี้เขายังทำการหมักหรือดองอาหารจากส่วนเหลือทิ้งในครัวและจัดเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบอย่างเช่น Welcome Drink และ Alcohol Pairing การเตรียมวัตถุดิบที่นี่จะเน้นใช้ไฟจริง ๆ เป็นหลักและไม่พึ่งกรรมวิธีจำพวกการ Sous-vide แม้แต่น้อย
ตัวร้านนำเสนอ Tasting Menu รูปแบบเดียวจัดเสิร์ฟมาจำนวน 8 คอร์สภายใต้ราคา 320 € นอกจากนี้ยังมี Our Big Classics ซึ่งเป็นเมนูที่สร้างชื่อให้กับเชฟสำหรับสั่งมาลองชิมเพิ่มได้อีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกมากมายพอประมาณโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นจากทางตอนเหนือของอิตาลีรบมไปถึงไวน์จากประเทศเยอรมนีและออสเตรีย
รูปที่ 28
ตัวร้านนำเสนอ Tasting Menu รูปแบบเดียวจัดเสิร์ฟมาจำนวน 8 คอร์สภายใต้ราคา 320 € นอกจากนี้ยังมี Our Big Classics ซึ่งเป็นเมนูที่สร้างชื่อให้กับเชฟสำหรับสั่งมาลองชิมเพิ่มได้อีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกมากมายพอประมาณโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นจากทางตอนเหนือของอิตาลีรบมไปถึงไวน์จากประเทศเยอรมนีและออสเตรีย
🎗️ [THE PLACE] Atelier Moessmer Norbert Niederkofler เป็นห้องอาหารระดับสูงที่เปิดทำการอยู่ในวิลล่ายุคปลายศตวรรษที่ 19 ตัวอาคารหลักเคยถูกใช้งานเป็นที่พักอาศัยของผู้บริหาร Moessmer Woolen Mill โรงงานผ้าที่ก่อตั้งเมื่อปี 1894 และมีบทบาทในการผลิตผ้าวูลคุณภาพสูงส่งออกให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel, Gucci และ Prada ลูกค้าทุกคนที่มาถึงต้องเดินมากดกริ่งหน้าบ้านโดยจะมีทีมพนักงานพาเดินแนะนำพื้นที่รอบ ๆ ตัวอาคารโดยละเอียด
รูปที่ 29
🎗️ [THE PLACE] Atelier Moessmer Norbert Niederkofler เป็นห้องอาหารระดับสูงที่เปิดทำการอยู่ในวิลล่ายุคปลายศตวรรษที่ 19 ตัวอาคารหลักเคยถูกใช้งานเป็นที่พักอาศัยของผู้บริหาร Moessmer Woolen Mill โรงงานผ้าที่ก่อตั้งเมื่อปี 1894 และมีบทบาทในการผลิตผ้าวูลคุณภาพสูงส่งออกให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel, Gucci และ Prada ลูกค้าทุกคนที่มาถึงต้องเดินมากดกริ่งหน้าบ้านโดยจะมีทีมพนักงานพาเดินแนะนำพื้นที่รอบ ๆ ตัวอาคารโดยละเอียด
ทีมออกแบบภายใน 2 คนคือคุณ Walter Angonese และคุณ Klaus Hellweger ตั้งใจออกแบบโดยเน้นการผสมผสานความเก่าและใหม่เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนโดยปรับโครงสร้างอาคารดั้งเดิมให้น้อยที่สุด
รูปที่ 30
ทีมออกแบบภายใน 2 คนคือคุณ Walter Angonese และคุณ Klaus Hellweger ตั้งใจออกแบบโดยเน้นการผสมผสานความเก่าและใหม่เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนโดยปรับโครงสร้างอาคารดั้งเดิมให้น้อยที่สุด
ภาวในห้องอาหาร
รูปที่ 31
ภาวในห้องอาหาร
ห้อง Veranda โดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวพร้อมกับมีโต๊ะขนาดใหญ่สำหรับรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม
รูปที่ 32
ห้อง Veranda โดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวพร้อมกับมีโต๊ะขนาดใหญ่สำหรับรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 33
ภายในห้องอาหาร
ห้อง Salon จับคู่เก้าอี้หนังสีน้ำตาลอ่อนเข้ากับโต๊ะสีดำไร้ซึ่งผ้าปู
รูปที่ 34
ห้อง Salon จับคู่เก้าอี้หนังสีน้ำตาลอ่อนเข้ากับโต๊ะสีดำไร้ซึ่งผ้าปู
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 35
ภายในห้องอาหาร
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 36
ภายในห้องอาหาร
เพดานของอาคารเดิม
รูปที่ 37
เพดานของอาคารเดิม
ด้วยความที่เป็นอาคารเก่าทำให้ห้องครัวจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ผ่านการเจาะหน้าต่างให้กลายเป็นทางเดินออกไปสู่ห้องครัว Open Kitchen ที่ซึ่งลูกค้าทุกคนจะได้เกาะติดขอบครัวและรับชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารกันตลอดทั้งมื้อ ผนังโดยรอบกั้นด้วยกระจกใสช่วยให้บรรยากาศมีความโปร่งและรู้สึกเชื่อมต่อได้กับธรรมชาติโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีห้อง Wine Cellar ที่ได้รวบรวมไวน์คุณภาพดีจากหลากหลายแหล่งมาเก็บเรียบเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบอีกด้วย
รูปที่ 38
ด้วยความที่เป็นอาคารเก่าทำให้ห้องครัวจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ผ่านการเจาะหน้าต่างให้กลายเป็นทางเดินออกไปสู่ห้องครัว Open Kitchen ที่ซึ่งลูกค้าทุกคนจะได้เกาะติดขอบครัวและรับชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารกันตลอดทั้งมื้อ ผนังโดยรอบกั้นด้วยกระจกใสช่วยให้บรรยากาศมีความโปร่งและรู้สึกเชื่อมต่อได้กับธรรมชาติโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีห้อง Wine Cellar ที่ได้รวบรวมไวน์คุณภาพดีจากหลากหลายแหล่งมาเก็บเรียบเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบอีกด้วย
ห้อง LIbrary จัดรวบรวมหนังสือเก่ารวมไปถึงคอลเลคชั่นผ้าปัจจุบันของแบรนด์ Moessmer
รูปที่ 39
ห้อง LIbrary จัดรวบรวมหนังสือเก่ารวมไปถึงคอลเลคชั่นผ้าปัจจุบันของแบรนด์ Moessmer
รายการเมนู
รูปที่ 40
รายการเมนู
ถัดไปเป็น Aperitif & Dessert Room ที่ทางร้านใช้จัดเสิร์ฟเครื่องดื่มก่อนเข้าสู่มื้ออาหารและวนกลับมาเสิร์ฟของหวานหลังจบมื้อ
รูปที่ 41
ถัดไปเป็น Aperitif & Dessert Room ที่ทางร้านใช้จัดเสิร์ฟเครื่องดื่มก่อนเข้าสู่มื้ออาหารและวนกลับมาเสิร์ฟของหวานหลังจบมื้อ
เคาน์เตอร์จัดเตรียมเครื่องดื่ม
รูปที่ 42
เคาน์เตอร์จัดเตรียมเครื่องดื่ม
🎗️ [THE CHEF] Norbert Niederkofler เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1961 ในหมู่บ้าน Lutago/Luttach ใจกลางหุบเขา Dolomites ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพเป็นเจ้าของโรงแรมต้อนรับนักท่องเที่ยว นักปีนเขา และนักเล่นสกี หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมที่เมือง Tegernsee ในประเทศเยอรมนีเขาได้ออกเดินทางไปฝึกงานที่ London, Zurich, Milan รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ห้องอาหาร Aubergine (3 MICHELIN Stars) ในนคร Munich นานถึง 7 ปี ถัดมาเป็นช่วงที่เขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ David Bouley ในนคร New York และเริ่มต้นพัฒนารูปแบบอาหารขึ้นมาเป็นของตัวเอง ในปี 1993 เขาเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีและร่วมงานกับ Castel Colz เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 1 ปีก่อนจะได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปร่วมงานกับ Hotel Rosa Alpina ในปี 1994 และค่อย ๆ ปรับปรุงร้านพิซซ่าดั้งเดิมของโรงแรมให้กลายเป็นห้องอาหาร Fine Dining ในปี 1996 ภายใต้ชื่อ St. Hubertus ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2000 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2017 ถึงแม้ว่าเขาจะย้ายร้านจากตำแหน่งเดิมมาเปิดใหม่โดยใช้ชื่อว่า Atelier Moessmer Norbert Niederkofler แต่เขายังคงได้รับรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่ห้องอาหารแห่งใหม่ในปีเดียวกันกับที่เปิดทำการพ่วงด้วย 🍀 MICHELIN Green Star อีกหนึ่งรางวัล นอกจากนี้ยังมีห้องอาหาร Horto (🌟 1 MICHELIN Star, 🍀 MICHELIN Green Star) ที่เขาเป็นผู้ควบคุมและคอยมอบคำแนะนำกับเชฟประจำร้านอย่าง Alberto Toè อีกด้วย
รูปที่ 43
🎗️ [THE CHEF] Norbert Niederkofler เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1961 ในหมู่บ้าน Lutago/Luttach ใจกลางหุบเขา Dolomites ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพเป็นเจ้าของโรงแรมต้อนรับนักท่องเที่ยว นักปีนเขา และนักเล่นสกี หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมที่เมือง Tegernsee ในประเทศเยอรมนีเขาได้ออกเดินทางไปฝึกงานที่ London, Zurich, Milan รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ห้องอาหาร Aubergine (3 MICHELIN Stars) ในนคร Munich นานถึง 7 ปี ถัดมาเป็นช่วงที่เขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ David Bouley ในนคร New York และเริ่มต้นพัฒนารูปแบบอาหารขึ้นมาเป็นของตัวเอง ในปี 1993 เขาเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีและร่วมงานกับ Castel Colz เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 1 ปีก่อนจะได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปร่วมงานกับ Hotel Rosa Alpina ในปี 1994 และค่อย ๆ ปรับปรุงร้านพิซซ่าดั้งเดิมของโรงแรมให้กลายเป็นห้องอาหาร Fine Dining ในปี 1996 ภายใต้ชื่อ St. Hubertus ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2000 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 และ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2017 ถึงแม้ว่าเขาจะย้ายร้านจากตำแหน่งเดิมมาเปิดใหม่โดยใช้ชื่อว่า Atelier Moessmer Norbert Niederkofler แต่เขายังคงได้รับรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่ห้องอาหารแห่งใหม่ในปีเดียวกันกับที่เปิดทำการพ่วงด้วย 🍀 MICHELIN Green Star อีกหนึ่งรางวัล นอกจากนี้ยังมีห้องอาหาร Horto (🌟 1 MICHELIN Star, 🍀 MICHELIN Green Star) ที่เขาเป็นผู้ควบคุมและคอยมอบคำแนะนำกับเชฟประจำร้านอย่าง Alberto Toè อีกด้วย
ภาพแขวน
รูปที่ 44
ภาพแขวน
มื้ออาหารมักจะเริ่มต้นขึ้นบริเวณ Terrace - Garden พื้นที่กลางแจ้งนอกวิลล่าที่มอบบรรยากาศอันแสนสบายและปลอดโปร่งในวันที่อากาศเป็นใจ
รูปที่ 45
มื้ออาหารมักจะเริ่มต้นขึ้นบริเวณ Terrace - Garden พื้นที่กลางแจ้งนอกวิลล่าที่มอบบรรยากาศอันแสนสบายและปลอดโปร่งในวันที่อากาศเป็นใจ
บริเวณรอบตัวอาคาร
รูปที่ 46
บริเวณรอบตัวอาคาร
ภายนอกอาคาร
รูปที่ 47
ภายนอกอาคาร
🎗️ [WHY GO] สำหรับผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับวัตถุดิบท้องถิ่น ฤดูกาล และภูมิประเทศ Atelier Moessmer Norbert Niederkofler คือจุดหมายที่ไม่ควรมองข้าม ที่นี่ไม่มีวัตถุดิบจากแดนไกล ไม่มีเทคนิคล้ำยุค ไม่มีความการตกแต่งที่วูบวาบหรือฉาบฉวย แต่มีความแก่นของวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นงานศิลป์บนจานได้ราวกับมีเวทย์มนต์ อาหารทุกจานสะท้อนปรัชญาความยั่งยืนและการเคารพในวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง การตกแต่งภายในเชื่อมโยงนักชิมเข้ากันกับธรรมชาติและบรรยากาศของครัว Open Kitchen อย่างใกล้ชิดจนเกิดเป็นประสบการณ์ที่ควรมาลองสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต
รูปที่ 48
🎗️ [WHY GO] สำหรับผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับวัตถุดิบท้องถิ่น ฤดูกาล และภูมิประเทศ Atelier Moessmer Norbert Niederkofler คือจุดหมายที่ไม่ควรมองข้าม ที่นี่ไม่มีวัตถุดิบจากแดนไกล ไม่มีเทคนิคล้ำยุค ไม่มีความการตกแต่งที่วูบวาบหรือฉาบฉวย แต่มีความแก่นของวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นงานศิลป์บนจานได้ราวกับมีเวทย์มนต์ อาหารทุกจานสะท้อนปรัชญาความยั่งยืนและการเคารพในวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง การตกแต่งภายในเชื่อมโยงนักชิมเข้ากันกับธรรมชาติและบรรยากาศของครัว Open Kitchen อย่างใกล้ชิดจนเกิดเป็นประสบการณ์ที่ควรมาลองสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต
Moessmer Woolen Mill คือโรงงานผ้าที่ก่อตั้งเมื่อปี 1894 และมีบทบาทในการผลิตผ้าวูลคุณภาพสูงส่งออกให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel, Gucci และ Prada
รูปที่ 49
Moessmer Woolen Mill คือโรงงานผ้าที่ก่อตั้งเมื่อปี 1894 และมีบทบาทในการผลิตผ้าวูลคุณภาพสูงส่งออกให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel, Gucci และ Prada