
ARIA · อาเรีย
Contemporary, Modern Cuisine · อาหารร่วมสมัย, อาหารโมเดิร์น — via Loggia dei Pisani 2, Naples, 80121, Italy
🎗 [INTRO] Naples เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของวัตถุดิบชั้นยอดและความเป็นต้นตำรับอาหารอิตาลีสไตล์ Neapolitan โดยเฉพาะเมนูพื้นบ้านสูตรคุณยายที่อร่อยชนิดหาใครเทียบได้ยาก อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ บรรดาเชฟรุ่นใหม่ได้เริ่มหยิบอาหารพื้นบ้านเหล่านี้มาดัดแปลงโดยใช้เทคนิคและใส่ลายเซ็นต์ของตัวเองลงไปให้มีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าของตัวอาหารเดิม หนึ่งในนั้นคือห้องอาหาร ARIA ที่เพิ่งคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้ไม่นานนี้นั่นเอง
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร ARIA ตั้งอยู่ใจกลางนคร Naples ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Castel Nuovo ออกมาเพียง 650 เมตรหรือใครที่เดินทางมาโดยรถไฟฟ้าใต้ดินสามารถลงที่สถานี Università ก็ได้เช่นกัน เมื่อถึงจุดหมายจะพบกับซอยเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Via Loggia dei Pisani โดยตัวร้านจะตั้งอยู่หัวมุมถนนพอดิบพอดีแต่มีประตูทางเข้าขยับเข้าไปอยู่ในซอยเล็กน้อย ผนังไม้สีน้ำตาลช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความ Minimalism ยังมีโคมไฟขนาดใหญ่ส่องสว่างลงมายังกลางโต๊ะเพื่อสร้างความโดดเด่นกับอาหารแต่ละจานที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาอย่างปราณีตอีกด้วย
🎗 [THE CHEF] บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของห้องอาหาร ARIA คือเชฟ Paolo Barrale ผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาใน Cefalù เมืองเล็ก ๆ บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำโรงงานพาสต้า หลังจากจบการศึกษาจาก Istituto Professionale Alberghiero Di Stato ในเมือง Cefalù บ้านเกิดเขาจึงเริ่มออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นนำมากมายอย่าง La Pergola (3 MICHELIN Stars) ในกรุง Rome ในตำแหน่งของ Chef de Partie Entremetier และ Patissier และห้องอาหาร Torre del Saracino (2 MICHELIN Stars) เป็นระยะเวลาสั้น ๆ อีกด้วย หลังจากนั้นในปี 2005 เขาตัดสินใจรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Marennà ซึ่งตั้งอยู่ในไร่ไวน์ชื่อดังของภูมิภาค Campania อย่าง Feudi di San Gregorio Winery และเริ่มต้นผสมผสานเทคนิคการเตรียมอาหารยุคใหม่เข้ากับอาหารคลาสสิคทั้งยังคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2021 เชฟ Paolo Barrale ได้รับงานควบคุม ARIA ห้องอาหารเปิดใหม่ใจกลางนคร Naples ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปี 2022 นับเป็นระยะเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้นซึ่งจัดว่ารวดเร็วมากสำหรับห้องอาหารในแถบยุโรป
🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร ARIA มีจุดเด่นคือการหยิบยกเมนูพื้นบ้านที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาผสมผสานกับเทคนิคการปรุงระดับสูงจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความแปบกใหม่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ARIA DI CASA (120 €) จำนวน 5 คอร์สพร้อมกับ Wine Paring ในราคา 50 € ซึ่งเป็นเซ็ตที่เราได้ชิมกันในวันนี้โดยเชฟตั้งใจหยิบยกเมนูพื้นบ้านมานำเสนอในรูปแบบโมเดิร์นชวนให้ลูกค้าย้อนรำลึกไปถึงประสบการณ์ในวัยเด็กตามคอนเซปที่แปลตรงตัวได้ว่า Feel of Home ถัดมาคือ BOCCATA D’ARIA (150 €) นำเสนอมาจำนวน 7 คอร์สนำเสนออาหารที่คิดค้นขึ้นมาจากรากเหง้าของตัวเชฟเอง สุดท้ายคือ CAMPATO IN ARIA (120 €) ที่ลูกค้าสามารถเลือกอาหารจำนวน 3 คอร์สได้จากรายการ À LA CARTE ได้ตามใจชอบโดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ
✨ BOTTONI ALLA PIROZZI
eggplant, tomato, parmigiano cheese, smoked buttermilk
เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Parmigiana di Melanzane (Eggplant Parmigiana) ซึ่งเป็นเมนูท้องถิ่นยอดนิยมในพื้นที่แถบ Campania และ Sicily เชฟนำเสนออกมาเป็นพาสต้าเส้นสดโฮมเมดทรงเกี๊ยวทรงเกี๊ยว ภายในสอดไส้มะเขือ มะเขือเทศ และชีส Parmigiano รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำสต๊อกมะเขือผสมผสานกับมะเขือเทศและชีส Parmigiano อีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีความหอมของฟักทองน้ำเต้ารมควันผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม (15/20)
✨ ROYALE ALL’ISCHITANA
rabbit, tomato, savory, rabbit liver pate, mashed potato
องค์ประกอบแรกคือเนื้อกระต่ายเสิร์ฟมาในรูปแบบ Royale โดยเชฟปรุงสุกในอุณหภูมิต่ำจับคู่กับความฉ่ำ เปรี้ยว อุมามิของ Concassé มะเขือเทศ ด้านบนมีอโรมาหอม ๆ ของใบเบซิลและใบพาสลีย์ ข้างกันคือ Mashed Potato และ Pate ตับกระต่ายที่เตรียมมาอย่างดีให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน เชฟแนะนำให้รับประทานคู่กับ Pan Brioche นุ่ม ๆ ที่มีรสหวานกลมกล่อมของน้ำผึ้ง (15/20)
✨ PORK, BLACK MOLE SAUCE, ENDIVE, ORANGE
เนื้อส่วนซี่โครงหมูย่างเสิร์ฟมากับซอสรสชาติเข้มข้น องค์ประกอบข้างกันคือ Endive องค์ประกอบด้านบนคือครีมที่มีกลิ่นหอมของกาแฟและมะกอกดำผสมผสานกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีอีกคอร์สย่อยที่เสิร์ฟมาคู่กับ Taco สไตล์เม็กซิกัน ตรงกลางบรรจุหมูสามชั้น พริกหวาน และหัวหอมแดง (15/20)
🎗 [WHY GO] ARIA เป็นห้องอาหารที่นำเสนอเมนูพื้นบ้านออกมาในสไตล์โมเดิร์นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติที่คุ้นเคยในรูปแบบที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตามจากการที่เราเลือกจับคู่อาหารกับ Wine Pairing พบว่าทางร้านตั้งใจเสิร์ฟไวน์ชนิดเดียวกันในอาหาร 2 คอร์สและนับเป็น 2 แก้ว ส่วนไวน์หวานที่ควรจะจับคู่กับอาหารหวานและมีอยู่ในรายการไวน์นั้นกลับไม่ได้นำเสิร์ฟแต่อย่างใด ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบริบทของตัวร้านแต่ก็แลกมาด้วยทำเลใจกลางนครหลวงแห่งภูมิภาคนี้นั่นเอง
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 44 รูป




































![🎗 [INTRO] Naples เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของวัตถุดิบชั้นยอดและความเป็นต้นตำรับอาหารอิตาลีสไตล์ Neapolitan โดยเฉพาะเมนูพื้นบ้านสูตรคุณยายที่อร่อยชนิดหาใครเทียบได้ยาก อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ บรรดาเชฟรุ่นใหม่ได้เริ่มหยิบอาหารพื้นบ้านเหล่านี้มาดัดแปลงโดยใช้เทคนิคและใส่ลายเซ็นต์ของตัวเองลงไปให้มีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าของตัวอาหารเดิม หนึ่งในนั้นคือห้องอาหาร ARIA ที่เพิ่งคว้างรางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้ไม่นานนี้นั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/323873577_3025583811082458_822980806398911626_n.webp)
![🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร ARIA ตั้งอยู่ใจกลางนคร Naples ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Castel Nuovo ออกมาเพียง 650 เมตร](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/323635333_566339394968450_6639715358277821850_n.webp)


![🎗 [THE CHEF] บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของห้องอาหาร ARIA คือเชฟ Paolo Barrale ผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาใน Cefalù เมืองเล็ก ๆ บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำโรงงานพาสต้า หลังจากจบการศึกษาจาก Istituto Professionale Alberghiero Di Stato ในเมือง Cefalù บ้านเกิดเขาจึงเริ่มออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นนำมากมายอย่าง La Pergola (3 MICHELIN Stars) ในกรุง Rome ในตำแหน่งของ Chef de Partie Entremetier และ Patissier และห้องอาหาร Torre del Saracino (2 MICHELIN Stars) เป็นระยะเวลาสั้น ๆ อีกด้วย หลังจากนั้นในปี 2005 เขาตัดสินใจรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Marennà ซึ่งตั้งอยู่ในไร่ไวน์ชื่อดังของภูมิภาค Campania อย่าง Feudi di San Gregorio Winery และเริ่มต้นผสมผสานเทคนิคการเตรียมอาหารยุคใหม่เข้ากับอาหารคลาสสิคทั้งยังคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2021 เชฟ Paolo Barrale ได้รับงานควบคุม ARIA ห้องอาหารเปิดใหม่ใจกลางนคร Naples ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปี 2022 นับเป็นระยะเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้นซึ่งจัดว่ารวดเร็วมากสำหรับห้องอาหารในแถบยุโรป](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/323459482_907087923637429_7693475468791823472_n.webp)
![🎗 [WHY GO] ARIA เป็นห้องอาหารที่นำเสนอเมนูพื้นบ้านออกมาในสไตล์โมเดิร์นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติที่คุ้นเคยในรูปแบบที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตามจากการที่เราเลือกจับคู่อาหารกับ Wine Pairing พบว่าทางร้านตั้งใจเสิร์ฟไวน์ชนิดเดียวกันในอาหาร 2 คอร์สและนับเป็น 2 แก้ว ส่วนไวน์หวานที่ควรจะจับคู่กับอาหารหวานและมีอยู่ในรายการไวน์นั้นกลับไม่ได้นำเสิร์ฟแต่อย่างใด ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบริบทของตัวร้านแต่ก็แลกมาด้วยทำเลใจกลางนครหลวงแห่งภูมิภาคนี้นั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/324243711_727984791860558_4010186512924436418_n.webp)
![🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร ARIA มีจุดเด่นคือการหยิบยกเมนูพื้นบ้านที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาผสมผสานกับเทคนิคการปรุงระดับสูงจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความแปบกใหม่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ARIA DI CASA (120 €) จำนวน 5 คอร์สพร้อมกับ Wine Paring ในราคา 50 € ซึ่งเป็นเซ็ตที่เราได้ชิมกันในวันนี้โดยเชฟตั้งใจหยิบยกเมนูพื้นบ้านมานำเสนอในรูปแบบโมเดิร์นชวนให้ลูกค้าย้อนรำลึกไปถึงประสบการณ์ในวัยเด็กตามคอนเซปที่แปลตรงตัวได้ว่า Feel of Home ถัดมาคือ BOCCATA D’ARIA (150 €) นำเสนอมาจำนวน 7 คอร์สนำเสนออาหารที่คิดค้นขึ้นมาจากรากเหง้าของตัวเชฟเอง สุดท้ายคือ CAMPATO IN ARIA (120 €) ที่ลูกค้าสามารถเลือกอาหารจำนวน 3 คอร์สได้จากรายการ À LA CARTE ได้ตามใจชอบ](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2023/01/323772926_576175270505597_412403134972759822_n.webp)

แกลเลอรี

