GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
Andrea Monesi
1 MICHELIN Star

ItalyAndrea Monesi · Locanda di Orta - อันเดรีย โมเนซี่ - โลคันดา ดิ ออต้า

Modern Cuisine · อาหารโมเดิร์น — Via Olina, 18, 28016 Orta San Giulio NO, Italy

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลีและเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการจัด 1 Day Trip จากเมือง Milan มาในช่วงที่อากาศเป็นใจ

🎗 [THE PLACE] Locanda di Orta เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยงามและโรแมนติคที่สุดในประเทศอิตาลีอย่าง Orta San Giulio เบื้องหน้าของเราคือทัศนียภาพมุมกว้างของเกาะ Isola di San Giulio ขนาดจิ๋วรายล้อมด้วยสีน้ำเงินครามของทะเลสาบซึ่งกลายมาเป็นภาพจำของ Lago di Orta แห่งนี้ ในส่วนของตัวอาคารนั้นก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1800s ห้องรับประทานอาหารหลักจำเป็นต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนโดยมีไฮไลท์คือโต๊ะริมระเบียงซึ่งจะเปิดให้นั่งกันได้เฉพาะช่วงที่อากาศดีเท่านั้น ภายในมีแสงจากธรรมชาติเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาสะท้อนกันกับสีของเพดานไม้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Andrea Monesi เกิดในปี 1991 ณ เมือง Novara ห่างออกมาจากนคร Milan ทางทิศตะวันตกเล็กน้อยทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาหารมาจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนรู้งานครัวกับเชฟ Marta Grassi และ Matteo Vigotti ตัวเขาตัดสินใจย้ายมายังห้องอาหาร Locanda di Orta ในปี 2012 ก่อนจะเลื่อนมารับตำแหน่ง Head Chef และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาเป็นของตัวเองได้ในคู่มือปกแดงปี 2019 อาหารที่นี่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากท้องทะเลเป็นหลักประกอบกันไปกับเนื้อสัตว์ท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu คือ I CLASSICI (140 €) ที่ได้รวบรวมเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอมาจำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือ ESPLORARE (120 €) และ A MANO LIBERA (160 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูจำนวน 5 และ 7 คอร์สตามลำดับโดยแต่จานจะได้รับการคัดเลือกโดยตัวเชฟเอง สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte สำหรับใครที่ต้องการเลือกชิมกันตามใจชอบ สำหรับจานที่โดดเด่นอย่างเช่น

✨ Sea Carbonara

อาหารจานแรกคือ Carbonara di Mare ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟเปรียบเปรยให้เป็น Carbonara แห่งท้องทะเลอันประกอบไปด้วยกุ้ง Scampi เตรียมมาเป็นแผ่น Carpaccio แบนบางรองอยู่ด้านล่างควบคู่ไปกับชิ้นหอยเชลล์เพื่อให้เกิดรสชาติหวานจากธรรมชาติ ถัดมาคือชิ้น Canestrelli ขนาดจิ๋วจับคู่กับครีมสองชนิดที่เตรียมมาจากไข่แดงและสัตว์จำพวกกุ้งช่วยเสริมความมันและครีมมี่ให้กับจาน ยังมีความกรอบที่ได้จาก Guanciale และ Sea Asparagus (หรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อของ Salicornia) เชฟเรียกความสดชื่นโดยการใส่ Olive Oil Powder สีขาวลงไปแล้วจบด้วยการท็อป Sea Air หรือโฟมที่เตรียมมาจากน้ำทะเลไว้ที่ด้านบนนั่นเอง (17/20)

✨ Fresh tagliatelle 37 yolks, duck ragout and orange

สำหรับคอร์สพาสต้าเชฟตั้งใจนำเสนอเมสูคลาสสิคของภูมิภาค Piedmont โดยการเสิร์ฟเส้น Tagliatelle ที่เตรียมขึ้นจากไข่แดง 37 ลูกต่อแป้ง 1 กิโลกรัมจับคู่มากับ Ragout ของเป็ดให้รสชาติที่เข้มข้นโดยไม่มีกลิ่นสาบปนมาด้วยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังมีความขมและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของส้มช่วยเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับจานเพิ่มขึ้นไปอีกเช่นกัน ด้านบนคือ Foie Gras Sauce ให้ความครีมมี่มาช่วยเบรครสชาติของ Ragout ไม่ได้แสดงออกโดดเด่นจนเกินไป (16/20)

✨ Saint Honoré

Saint Honoré เป็นขนมหวานที่คิดค้นขึ้นในปี 1847 โดย Chiboust Bakery ในกรุง Paris โดยในที่นี้เชฟนำเสนอมาเป็น Pâte à Choux กลม ๆ ให้ความหวานปนขมและความกรอบเคี้ยวสนุกจากน้ำตาลคาราเมล ตรงกลางคือขนมปังเสิร์ฟมากับ Chiboust Cream รสเลิศ (15/20)

🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แต่ยังคงรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม ราคาอาหารค่อนข้างสูงไปเล็กน้อยแต่ในทางกลับกันรายการไวน์หลาย Lebels นำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม พนักงานบริการได้น่าประทับใจและสามารถอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สได้อย่างคล่องแคล่ว เราขอแนะนำให้จัดทริปเดินทางมาท่องเที่ยว Lago di Orta สัก 1-2 วันพ่วงด้วยการแวะชิมห้องอาหารแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 33 รูป

🇮🇹 Andrea Monesi - Locanda di Orta - อันเดรีย โมเนซี่ - โลคันดา ดิ ออต้า 🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Andrea Monesi - เชฟอันเดรีย โมเนซี่
รูปที่ 1
🇮🇹 Andrea Monesi - Locanda di Orta - อันเดรีย โมเนซี่ - โลคันดา ดิ ออต้า 🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน 🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น 👨🏻‍🍳 Chef Andrea Monesi - เชฟอันเดรีย โมเนซี่
Amuse-bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Moscato and Peach มีลักษณะเป็นไวท์ช็อกโกแลตกลม ๆ บรรจุน้ำ Moscato Wine ที่มีกลิ่นหอมของลูกพีชและความรู้สึกเป๊าะแป๊ะแบบ Popping Candy ช่วยเรียกความสดชื่นสำหรับคำแรก (15/20)
รูปที่ 2
Amuse-bouche เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Moscato and Peach มีลักษณะเป็นไวท์ช็อกโกแลตกลม ๆ บรรจุน้ำ Moscato Wine ที่มีกลิ่นหอมของลูกพีชและความรู้สึกเป๊าะแป๊ะแบบ Popping Candy ช่วยเรียกความสดชื่นสำหรับคำแรก (15/20)
Amuse-bouche ถัดมาคือ Caesar Salad Tartelette ภายนอกเป็นแป้งกรอบ ๆ ตรงกลางคือ Liquid Salad ที่ตะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยว (15/20)
รูปที่ 3
Amuse-bouche ถัดมาคือ Caesar Salad Tartelette ภายนอกเป็นแป้งกรอบ ๆ ตรงกลางคือ Liquid Salad ที่ตะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยว (15/20)
Amuse-bouche Gougères เป็น Salty Beignet จากฝรั่งเศสทราเชฟนำมาปรับโดยการสอดไส้ Grana Padano Fondue หอมมัน ด้านบนโรยด้วยองค์ประกอบของผงพริกสีแดงและ Basil Mayonnaise สีเขียว (15/20)
รูปที่ 4
Amuse-bouche Gougères เป็น Salty Beignet จากฝรั่งเศสทราเชฟนำมาปรับโดยการสอดไส้ Grana Padano Fondue หอมมัน ด้านบนโรยด้วยองค์ประกอบของผงพริกสีแดงและ Basil Mayonnaise สีเขียว (15/20)
Amuse-bouche Salty Meringue แป้งนุ่มที่มีรสชาติของแอปเปิ้ล ขิงและ Liver Cream ด้านใน (15/20)
รูปที่ 5
Amuse-bouche Salty Meringue แป้งนุ่มที่มีรสชาติของแอปเปิ้ล ขิงและ Liver Cream ด้านใน (15/20)
Amuse-bouche จบด้วย Cannolo กรอบ ๆ ที่มีอโรมาหอม ๆ ของ Truffle Béchamel และผงสีเขียวเตรียมมาจากผักโขม (15/20)
รูปที่ 6
Amuse-bouche จบด้วย Cannolo กรอบ ๆ ที่มีอโรมาหอม ๆ ของ Truffle Béchamel และผงสีเขียวเตรียมมาจากผักโขม (15/20)
Amuse-bouche ทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (15/20)
รูปที่ 7
Amuse-bouche ทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (15/20)
Homemade bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังโฮมเมดมาคู่กับเนยจากแคว้น Brittany ประเทศฝรั่งเศสทั้งในรูปแบบเนยปกติและเนยเค็ม ยังมีขนมปังกรอบรูปใบไม้ที่เตรียมมาจากชีส Toma del Mottarone อีกด้วย
รูปที่ 8
Homemade bread จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังโฮมเมดมาคู่กับเนยจากแคว้น Brittany ประเทศฝรั่งเศสทั้งในรูปแบบเนยปกติและเนยเค็ม ยังมีขนมปังกรอบรูปใบไม้ที่เตรียมมาจากชีส Toma del Mottarone อีกด้วย
Sea Carbonara อาหารจานแรกคือ Carbonara di Mare ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟเปรียบเปรยให้เป็น Carbonara แห่งท้องทะเลอันประกอบไปด้วยกุ้ง Scampi เตรียมมาเป็นแผ่น Carpaccio แบนบางรองอยู่ด้านล่างควบคู่ไปกับชิ้นหอยเชลล์เพื่อให้เกิดรสชาติหวานจากธรรมชาติ ถัดมาคือชิ้น Canestrelli ขนาดจิ๋วจับคู่กับครีมสองชนิดที่เตรียมมาจากไข่แดงและสัตว์จำพวกกุ้งช่วยเสริมความมันและครีมมี่ให้กับจาน (17/20)
รูปที่ 9
Sea Carbonara อาหารจานแรกคือ Carbonara di Mare ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟเปรียบเปรยให้เป็น Carbonara แห่งท้องทะเลอันประกอบไปด้วยกุ้ง Scampi เตรียมมาเป็นแผ่น Carpaccio แบนบางรองอยู่ด้านล่างควบคู่ไปกับชิ้นหอยเชลล์เพื่อให้เกิดรสชาติหวานจากธรรมชาติ ถัดมาคือชิ้น Canestrelli ขนาดจิ๋วจับคู่กับครีมสองชนิดที่เตรียมมาจากไข่แดงและสัตว์จำพวกกุ้งช่วยเสริมความมันและครีมมี่ให้กับจาน (17/20)
Sea Carbonara ยังมีความกรอบที่ได้จาก Guanciale และ Sea Asparagus (หรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อของ Salicornia) เชฟเรียกความสดชื่นโดยการใส่ Olive Oil Powder สีขาวลงไปแล้วจบด้วยการท็อป Sea Air หรือโฟมที่เตรียมมาจากน้ำทะเลไว้ที่ด้านบนนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 10
Sea Carbonara ยังมีความกรอบที่ได้จาก Guanciale และ Sea Asparagus (หรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อของ Salicornia) เชฟเรียกความสดชื่นโดยการใส่ Olive Oil Powder สีขาวลงไปแล้วจบด้วยการท็อป Sea Air หรือโฟมที่เตรียมมาจากน้ำทะเลไว้ที่ด้านบนนั่นเอง (17/20)
The scallop that wanted to be “au gratin” ถัดมาคือหอยเชลล์เตรียมมาเป็นแผ่น Veil แบนบางและมีรสชาติหวานที่พอเหมาะ ด้านล่างคือองค์ประกอยของ Gratin ช่วยให้ความครีมมี่ จากนั้นจบด้วยการเพิ่มความหอมของหมึกดำลงไปนั่นเอง (15/20)
รูปที่ 11
The scallop that wanted to be “au gratin” ถัดมาคือหอยเชลล์เตรียมมาเป็นแผ่น Veil แบนบางและมีรสชาติหวานที่พอเหมาะ ด้านล่างคือองค์ประกอยของ Gratin ช่วยให้ความครีมมี่ จากนั้นจบด้วยการเพิ่มความหอมของหมึกดำลงไปนั่นเอง (15/20)
Homage to Fabergé เมนูนี้เชฟตั้งใจนำเสนอ Poached Egg ในรูปแบบเป็นกึ่งสุกกึ่งดิบรองด้านล่างด้วยครีมเห็ดเนื้อเนียนละมุน รอบ ๆ คือ Milk Air เบาบางช่วยเสริมความหอมให้กับจาน ผิวด้านนอกได้สีดำจากองค์ประกอบของผักต่าง ๆ จบด้วยการตกแต่งด้วยทองคำเปลวที่รอบนอกเพื่อสื่อถึง Fabergé Egg หรืองานตกแต่งอัญมณีรูปไข่ที่สร้างโดยห้องงานอัญมณีฟาแบร์เชในนคร Saint Petersburg นั่นเอง (14/20)
รูปที่ 12
Homage to Fabergé เมนูนี้เชฟตั้งใจนำเสนอ Poached Egg ในรูปแบบเป็นกึ่งสุกกึ่งดิบรองด้านล่างด้วยครีมเห็ดเนื้อเนียนละมุน รอบ ๆ คือ Milk Air เบาบางช่วยเสริมความหอมให้กับจาน ผิวด้านนอกได้สีดำจากองค์ประกอบของผักต่าง ๆ จบด้วยการตกแต่งด้วยทองคำเปลวที่รอบนอกเพื่อสื่อถึง Fabergé Egg หรืองานตกแต่งอัญมณีรูปไข่ที่สร้างโดยห้องงานอัญมณีฟาแบร์เชในนคร Saint Petersburg นั่นเอง (14/20)
Homage to Fabergé เมื่อผ่านออกมาจะพบกับไข่แดงไหลเยิ้มเป็นลาวา (14/20)
รูปที่ 13
Homage to Fabergé เมื่อผ่านออกมาจะพบกับไข่แดงไหลเยิ้มเป็นลาวา (14/20)
Fresh tagliatelle 37 yolks, duck ragout and orange สำหรับคอร์สพาสต้าเชฟตั้งใจนำเสนอเมสูคลาสสิคของภูมิภาค Piedmont โดยการเสิร์ฟเส้น Tagliatelle ที่เตรียมขึ้นจากไข่แดง 37 ลูกต่อแป้ง 1 กิโลกรัมจับคู่มากับ Ragout ของเป็ดให้รสชาติที่เข้มข้นโดยไม่มีกลิ่นสาบปนมาด้วยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังมีความขมและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของส้มช่วยเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับจานเพิ่มขึ้นไปอีกเช่นกัน ด้านบนคือ Foie Gras Sauce ให้ความครีมมี่มาช่วยเบรครสชาติของ Ragout ไม่ได้แสดงออกโดดเด่นจนเกินไป (16/20)
รูปที่ 14
Fresh tagliatelle 37 yolks, duck ragout and orange สำหรับคอร์สพาสต้าเชฟตั้งใจนำเสนอเมสูคลาสสิคของภูมิภาค Piedmont โดยการเสิร์ฟเส้น Tagliatelle ที่เตรียมขึ้นจากไข่แดง 37 ลูกต่อแป้ง 1 กิโลกรัมจับคู่มากับ Ragout ของเป็ดให้รสชาติที่เข้มข้นโดยไม่มีกลิ่นสาบปนมาด้วยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังมีความขมและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของส้มช่วยเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับจานเพิ่มขึ้นไปอีกเช่นกัน ด้านบนคือ Foie Gras Sauce ให้ความครีมมี่มาช่วยเบรครสชาติของ Ragout ไม่ได้แสดงออกโดดเด่นจนเกินไป (16/20)
Veal dry aged 40 days, beets and caramelized onions เนื้อลูกวัวที่ผ่านกระบวนการบ่ม Dry Aging นานกว่า 40 วันเสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Medium ราดด้วยซอส Jus เข้มข้น ข้างกันคือองค์ประกอบของ Caramelized Onion ผัดมาอย่างดีรสชาติหวานกลมกล่อมและชิ้นบีทรูทรมควันจนหอมกรอบและให้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้ากันกับตัวเนื้อได้ดี (15/20)
รูปที่ 15
Veal dry aged 40 days, beets and caramelized onions เนื้อลูกวัวที่ผ่านกระบวนการบ่ม Dry Aging นานกว่า 40 วันเสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Medium ราดด้วยซอส Jus เข้มข้น ข้างกันคือองค์ประกอบของ Caramelized Onion ผัดมาอย่างดีรสชาติหวานกลมกล่อมและชิ้นบีทรูทรมควันจนหอมกรอบและให้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้ากันกับตัวเนื้อได้ดี (15/20)
Pre-dessert ล้างปากก่อนเข้าสู่อาหารหวานด้วยกรานิต้าเตรียมมาจากชามะลิจับคู่กับมูสโยเกิร์ตและผงสีแดงที่เตรียมมาจากดอก Hibiscus ในตระกูลชบานั่นเอง (14/20)
รูปที่ 16
Pre-dessert ล้างปากก่อนเข้าสู่อาหารหวานด้วยกรานิต้าเตรียมมาจากชามะลิจับคู่กับมูสโยเกิร์ตและผงสีแดงที่เตรียมมาจากดอก Hibiscus ในตระกูลชบานั่นเอง (14/20)
50 shades of chocolate ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันโดยทุกองค์ประกอบล้วนเตรียมมาได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
รูปที่ 17
50 shades of chocolate ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันโดยทุกองค์ประกอบล้วนเตรียมมาได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
Saint Honoré (25 €) Saint Honoré เป็นขนมหวานที่คิดค้นขึ้นในปี 1847 โดย Chiboust Bakery ในกรุง Paris โดยในที่นี้เชฟนำเสนอมาเป็น Pâte à Choux กลม ๆ ให้ความหวานปนขมและความกรอบเคี้ยวสนุกจากน้ำตาลคาราเมล ตรงกลางคือขนมปังเสิร์ฟมากับ Chiboust Cream รสเลิศ (15/20)
รูปที่ 18
Saint Honoré (25 €) Saint Honoré เป็นขนมหวานที่คิดค้นขึ้นในปี 1847 โดย Chiboust Bakery ในกรุง Paris โดยในที่นี้เชฟนำเสนอมาเป็น Pâte à Choux กลม ๆ ให้ความหวานปนขมและความกรอบเคี้ยวสนุกจากน้ำตาลคาราเมล ตรงกลางคือขนมปังเสิร์ฟมากับ Chiboust Cream รสเลิศ (15/20)
Mignardises ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วเซ็ตใหญ่คือ Madeleine, Strawberry Macarons, Beignet with Coffee Cream, Pavlona with Mango; Pineapple and Passionfruit, Tiramisu และขนมปัง Panettone ซึ่งนิยมรับประทานกันในช่วงเวลานี้นั่นเอง
รูปที่ 19
Mignardises ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วเซ็ตใหญ่คือ Madeleine, Strawberry Macarons, Beignet with Coffee Cream, Pavlona with Mango; Pineapple and Passionfruit, Tiramisu และขนมปัง Panettone ซึ่งนิยมรับประทานกันในช่วงเวลานี้นั่นเอง
มื้อนี้จับคู่กับ Burgundy ได้ดีมาก ๆ
รูปที่ 20
มื้อนี้จับคู่กับ Burgundy ได้ดีมาก ๆ
💰 ราคา 390 €
รูปที่ 21
💰 ราคา 390 €
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลีและเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการจัด 1 Day Trip จากเมือง Milan มาในช่วงที่อากาศเป็นใจ
รูปที่ 22
🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลีและเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการจัด 1 Day Trip จากเมือง Milan มาในช่วงที่อากาศเป็นใจ
🎗 [THE PLACE] Locanda di Orta เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยงามและโรแมนติคที่สุดในประเทศอิตาลีอย่าง Orta San Giulio เบื้องหน้าของเราคือทัศนียภาพมุมกว้างของเกาะ Isola di San Giulio ขนาดจิ๋วรายล้อมด้วยสีน้ำเงินครามของทะเลสาบซึ่งกลายมาเป็นภาพจำของ Lago di Orta แห่งนี้
รูปที่ 23
🎗 [THE PLACE] Locanda di Orta เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยงามและโรแมนติคที่สุดในประเทศอิตาลีอย่าง Orta San Giulio เบื้องหน้าของเราคือทัศนียภาพมุมกว้างของเกาะ Isola di San Giulio ขนาดจิ๋วรายล้อมด้วยสีน้ำเงินครามของทะเลสาบซึ่งกลายมาเป็นภาพจำของ Lago di Orta แห่งนี้
ภายในมีแสงจากธรรมชาติเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาสะท้อนกันกับสีของเพดานไม้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
รูปที่ 24
ภายในมีแสงจากธรรมชาติเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาสะท้อนกันกับสีของเพดานไม้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
🎗 [THE CHEF] Andrea Monesi เกิดในปี 1991 ณ เมือง Novara ห่างออกมาจากนคร Milan ทางทิศตะวันตกเล็กน้อยทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาหารมาจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนรู้งานครัวกับเชฟ Marta Grassi และ Matteo Vigotti ตัวเขาตัดสินใจย้ายมายังห้องอาหาร Locanda di Orta ในปี 2012 ก่อนจะเลื่อนมารับตำแหน่ง Head Chef และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาเป็นของตัวเองได้ในคู่มือปกแดงปี 2019
รูปที่ 25
🎗 [THE CHEF] Andrea Monesi เกิดในปี 1991 ณ เมือง Novara ห่างออกมาจากนคร Milan ทางทิศตะวันตกเล็กน้อยทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาหารมาจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนรู้งานครัวกับเชฟ Marta Grassi และ Matteo Vigotti ตัวเขาตัดสินใจย้ายมายังห้องอาหาร Locanda di Orta ในปี 2012 ก่อนจะเลื่อนมารับตำแหน่ง Head Chef และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาเป็นของตัวเองได้ในคู่มือปกแดงปี 2019
อาหารที่นี่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากท้องทะเลเป็นหลักประกอบกันไปกับเนื้อสัตว์ท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont
รูปที่ 26
อาหารที่นี่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากท้องทะเลเป็นหลักประกอบกันไปกับเนื้อสัตว์ท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont
ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu คือ I CLASSICI (140 €) ที่ได้รวบรวมเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอมาจำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือ ESPLORARE (120 €) และ A MANO LIBERA (160 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูจำนวน 5 และ 7 คอร์สตามลำดับโดยแต่จานจะได้รับการคัดเลือกโดยตัวเชฟเอง สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte สำหรับใครที่ต้องการเลือกชิมกันตามใจชอบ
รูปที่ 27
ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu คือ I CLASSICI (140 €) ที่ได้รวบรวมเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอมาจำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือ ESPLORARE (120 €) และ A MANO LIBERA (160 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูจำนวน 5 และ 7 คอร์สตามลำดับโดยแต่จานจะได้รับการคัดเลือกโดยตัวเชฟเอง สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte สำหรับใครที่ต้องการเลือกชิมกันตามใจชอบ
ห้องรับประทานอาหารหลักจำเป็นต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน
รูปที่ 28
ห้องรับประทานอาหารหลักจำเป็นต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน
ไฮไลท์คือโต๊ะริมระเบียงซึ่งจะเปิดให้นั่งกันได้เฉพาะช่วงที่อากาศดีเท่านั้น
รูปที่ 29
ไฮไลท์คือโต๊ะริมระเบียงซึ่งจะเปิดให้นั่งกันได้เฉพาะช่วงที่อากาศดีเท่านั้น
ในส่วนของตัวอาคารนั้นก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1800s
รูปที่ 30
ในส่วนของตัวอาคารนั้นก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1800s
🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน
รูปที่ 31
🌟 1 MICHELIN Star - 1 ดาวมิชลิน
🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แต่ยังคงรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม ราคาอาหารค่อนข้างสูงไปเล็กน้อยแต่ในทางกลับกันรายการไวน์หลาย Lebels นำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม
รูปที่ 32
🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แต่ยังคงรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม ราคาอาหารค่อนข้างสูงไปเล็กน้อยแต่ในทางกลับกันรายการไวน์หลาย Lebels นำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม
พนักงานบริการได้น่าประทับใจและสามารถอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สได้อย่างคล่องแคล่ว เราขอแนะนำให้จัดทริปเดินทางมาท่องเที่ยว Lago di Orta สัก 1-2 วันพ่วงด้วยการแวะชิมห้องอาหารแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย
รูปที่ 33
พนักงานบริการได้น่าประทับใจและสามารถอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สได้อย่างคล่องแคล่ว เราขอแนะนำให้จัดทริปเดินทางมาท่องเที่ยว Lago di Orta สัก 1-2 วันพ่วงด้วยการแวะชิมห้องอาหารแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย

แกลเลอรี