
Andrea Aprea · อันเดรีย อาเพรีย
Italian Contemporary, Creative · อาหารอิตาลีร่วมสมัย, อาหารเชิงสร้างสรรค์ — corso Venezia 52, Milan, 20122, Italy
🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟ Andrea Aprea ผู้เดินทางไกลจากนคร Naples มายัง Milan พร้อมกับเปิดห้องอาหารที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของตัวเองออกมาได้อย่างเด่นชัด
🎗️ [THE PLACE] Fondazione Luigi Rovati เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ใจกลางนคร Milan ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี นอกจากการจัดแสดงงานศิลปะชั้นยอดแล้วพื้นที่บนชั้น 3 ยังถูกแบ่งให้กับหนึ่งในห้องอาหารที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในย่านนี้อย่าง Ristorante Andrea Aprea อีกด้วย หลังจากตรวจสอบการจองพนักงานจะลูกค้าเดินผ่านห้องเก็บไวน์และทางเดินยาวที่ตกแต่งด้วยภาพของศิลปิน Mimmo Jodice ห้องรับประทานอาหารหลักออกแบบในสไตล์ร่วมสมัยโดยมี Flaviano Capriotti Architetti Studio เป็นผู้รับผิดชอบโครงการณ์ ตรงกลางคือห้องครัวแบบ Open Kitchen ที่มีกระจกใสบานใหญ่กั้นอยู่ครึ่งหนึ่งสร้างความไดนามิคให้กับบรรยากาศโดยรวม ผนังร้านสร้างขึ้นจากเซรามิกสีดำแบบบัคเคโรซึ่งเคยถูกชาว Etruscans ใช้เป็นวัสดุสำหรับทำแจกัน แชนเดอเลียร์ที่ประกอบขึ้นจากคริสตัล Murano และทองคำเปลวห้อยลงมาจากเพดานเป็นจุดกำเนิดแสงและสร้างบรรยากาศอันสุดแสนโรแมนติค ในทางกลับกันผู้ที่นั่งบริเวณริมหน้าต่างสามารถมองออกไปเห็นสวน Porta Venezia และตึกระฟ้าของนคร Milan ในยามค่ำคืน
🎗️ [THE CHEF] Andrea Aprea เป็นหนึ่งในเชฟชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียงในระดับโลก เขาเกิดในปี 1973 ที่เมือง Naples แคว้น Campania ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีทำให้เทคนิคการจัดเตรียมอาหารแบะการใส่ชาติของอาหารอิตาลีสไตล์กัมปาเนียหยั่งรากลึกอยู่ในอาหารทุกจาน เขาเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงมาแล้วทั่วโลกทั้ง Grand Hotel et De Milan ในนคร Milan, Grand Hotel Villa Cortina ในเมือง Sirmione, กรุง Kuala Lumpur, Villa San Michele ในนคร Florence, Bulgari ในนคร Milan, Palazzo Sasso ใน Ravello ทั้งยังเคยออกเปิดทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ห้องอาหาร Waterside Inn (3 MICHELIN Stars) และ Fat Duck (3 MICHELIN Stars) อีกด้วย หมุดหมายสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร Vun Andrea Aprea ในโรงแรม Park Hyatt Milan พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2012 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2017 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2022 เชฟ Andrea Aprea ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองพร้อมกับคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2024 นั่นเอง
🎗️ [THE FOOD] เชฟ Andrea Aprea อาศัยเทคนิคการเตรียมอาหารแบบร่วมสมัยพร้อมกับใส่ตัวตนความเป็น Neapolitan ลงไปในอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าทึ่งสมกับคำที่เชฟได้กล่าวเอาไว้ในหน้าปกเมนูว่า ”My contemporary cuisine looks to the future, but never forgets its origins“ เราสามารถสัมผัสได้ถึงวัตถุดิบที่เป็นรากฐานของอาหารอิตาลีสไตล์กัมปาเนียมากมายอย่างเช่นพาสต้าแบบแห้ง มะเขือเทศ อาหารทะเล และของหวานอย่าง Caprese Cake ลูดค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Contemporaneity (200 €) นำเสนออาหารในรูปแบบร่วมสมัยมาทั้งสิ้น 4 คอร์ส ถัดมาคือ Neapolitan (230 €) ซึ่งเป็นคอร์สที่บ่งบอกถึงตัวตนและรากเหง้าของเชฟ Andrea Aprea นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือ Signature (250 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่รวบรวม Signature Dish จำนวน 8 คอร์สที่เชฟรังสรรค์ขึ้นในปีต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่ค่อนข้างสูง ตัวอย่างจานที่น่าสนใจในวันนี้ได้แก่
✨ Sweet & Salty Caprese
ชีสมอซซาเรลล่านำเสนอมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปโดยผิวชั้นนอกคือ Blown Sugar ให้ความบางกรอบ เมื่อใช้ช้อนเคาะจะพบกับโฟมชีสมอซซาเรลล่านมควายไหลเยิ้มออกมาเข้ากันดีกับมะเขือเทศรสเปรี้ยวอุมามิรวมไปถึงใบเบซิลที่รองอยู่ด้านล่าง (16/20)
✨ Sub-Marine Risotto
(2018)
สุดยอดเมนู Signature Dish ประจำตัวของเชฟ Andrea Aprea คือ Ri-sotto Marino หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Sub-Marine Risotto โดยเชฟเลือกใช้ข้าว Carnaroli ปรุงให้สุกใน Seafood Broth ในจานยังมีหอยแมลงภู่ หมึก และกุ้ง ด้านบนท็อปด้วยผงสาหร่ายและดีหมึกเป็นอันพร้อมชิม (17/20)
✨ Rhubarb
White Chocolate, Peanuts, Evo
(2016)
รูบาร์บเสิร์ฟมากับความครีมมี่ของไวท์ช็อกโกแลตและอโรมาของน้ำมันมะกอก Evo เชฟยังใส่ถั่วลิสงคั่วลงไปเพื่อเพิ่มความกรอบอีกด้วย (17/20)
🎗️ [WHY GO] เชฟ Andrea Aprea สามารถหยิบยกวัตถุดิบและรสชาติของอาหารอิตาลีสไตล์กัมปาเนียมารังสรรค์เป็นเมนูใหม่ได้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตามราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงแต่ก็และมาด้วยรสมือที่ดีและการให้บริการอย่างมืออาชีพ สำหรับผู้ที่ไปครั้งแรกเราขอแนะนำให้ลอง Signature Menu เพื่อจะสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเชฟ Andrea Aprea ได้อย่างเต็มที่
ภาพของร้านอาหาร
ทั้งหมด 39 รูป

![🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟ Andrea Aprea ผู้เดินทางไกลจากนคร Naples มายัง Milan พร้อมกับเปิดห้องอาหารที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของตัวเองออกมาได้อย่างเด่นชัด](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/06/504857250_1261765785606972_5222602322651557592_n.webp)

























![🎗️ [THE CHEF] Andrea Aprea เป็นหนึ่งในเชฟชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียงในระดับโลก เขาเกิดในปี 1973 ที่เมือง Naples แคว้น Campania ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีทำให้เทคนิคการจัดเตรียมอาหารแบะการใส่ชาติของอาหารอิตาลีสไตล์กัมปาเนียหยั่งรากลึกอยู่ในอาหารทุกจาน เขาเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงมาแล้วทั่วโลกทั้ง Grand Hotel et De Milan ในนคร Milan, Grand Hotel Villa Cortina ในเมือง Sirmione, กรุง Kuala Lumpur, Villa San Michele ในนคร Florence, Bulgari ในนคร Milan, Palazzo Sasso ใน Ravello ทั้งยังเคยออกเปิดทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ห้องอาหาร Waterside Inn (3 MICHELIN Stars) และ Fat Duck (3 MICHELIN Stars) อีกด้วย หมุดหมายสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร Vun Andrea Aprea ในโรงแรม Park Hyatt Milan พร้อมกับคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2012 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2017 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2022 เชฟ Andrea Aprea ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองพร้อมกับคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2024 นั่นเอง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/06/504849831_1261765712273646_6069350482145562232_n.webp)
![🎗️ [THE FOOD] เชฟ Andrea Aprea อาศัยเทคนิคการเตรียมอาหารแบบร่วมสมัยพร้อมกับใส่ตัวตนความเป็น Neapolitan ลงไปในอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าทึ่งสมกับคำที่เชฟได้กล่าวเอาไว้ในหน้าปกเมนุว่า ”My contemporary cuisine looks to the future, but never forgets its origins“ เราสามารถสัมผัสได้ถึงวัตถุดิบที่เป็นรากฐานของอาหารอิตาบีสไตล์กัมปาเนียมากมายอย่างเช่นพาสต้าแบบแห้ง มะเขือเทศ อาหารทะเล และของหวานอย่าง Caprese Cake ลูดค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Contemporaneity (200 €) นำเสนออาหารในรูปแบบร่วมสมัยมาทั้งสิ้น 4 คอร์ส ถัดมาคือ Neapolitan (230 €) ซึ่งเป็นคอร์สที่บ่งบอกถึงตัวตนและรากเหง้าของเชฟ Andrea Aprea นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือ Signature (250 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่รวบรวม Signature Dish จำนวน 8 คอร์สที่เชฟรังสรรค์ขึ้นในปีต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่ค่อนข้างสูง](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/06/504565518_1261765448940339_7639182731814594412_n.webp)
![🎗️ [THE PLACE] Fondazione Luigi Rovati เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ใจกลางนคร Milan ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี นอกจากการจัดแสดงงานศิลปะชั้นยอดแล้วพื้นที่บนชั้น 3 ยังถูกแบ่งให้กับหนึ่งในห้องอาหารที่ได้รัยความนิยมสูงที่สุดในย่านนี้อย่าง Ristorante Andrea Aprea อีกด้วย](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/06/504778272_1261765818940302_2629272831796777148_n.webp)








![🎗️ [WHY GO] เชฟ Andrea Aprea สามารถหยิบยกวัตถุดิบและรสชาติของอาหารอิตาลีสไตล์กัมปาเนียมารังสรรค์เป็นเมนูใหม่ได้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตามราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงแต่ก็และมาด้วยรสมือที่ดีและการให้บริการอย่างมืออาชีพ สำหรับผู้ที่ไปครั้งแรกเราขอแนะนำให้ลอง Signature Menu เพื่อจะสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเชฟ Andrea Aprea ได้อย่างเต็มที่](https://img.gastronomethailand.com/uploads/2025/06/504675356_1261765365607014_7827351465288992979_n.webp)
