GASTRONOME THAILAND by ตามล่า Fine Dining
(2022) Signature Bangkok
1 MICHELIN Star

Thailand(2022) Signature Bangkok · ซิกเนเจอร์ แบงค็อก

French · อาหารฝรั่งเศส — 117, 39-40 Phayathai Rd, Ratchathewi, Bangkok THAILAND

🎗 [INTRO] กรุงเทพ ฯ ในปัจจุบันเต็มไปด้วยห้องอาหารยุโรปมากมายตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ สไตล์ Brasserie ไปจนถึงห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine อย่างไรก็ตามในรอบปีที่ผ่านมามีห้องอาหารอยู่หนึ่งแห่งที่เรามีโอกาสแวะไปชิม Set Menu ตั้งแต่รอบแรกที่ร้านเปิดทำการทั้งยังสามารถสร้างความประทับใจให้กับเราได้อย่างไม่รู้ลืม นั่นก็คือ Signature Bangkok ห้องอาหารที่ตั้งอยู่ ณ โรงแรม VIE Hotel Bangkok ในย่านราชเทวีนั่นเอง

🎗 [THE PLACE] ลูกค้าสามารถเดินทางมายัง Signature Bangkok โดยรถส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า BTS สถานีราชเทวี เมื่อกดลิฟต์มายังชั้น 11 จะพบกับพนักงานคอยต้อนรับและตรวจสอบการจอง มื้ออาหารจะเริ่มต้นด้วยการนำเสิร์ฟ Canapés Potager และ Welcome Drink กันบริเวณเลาจน์ที่ตกแต่งออกมาในสไตล์ Art Deco จากนั้นพนักงานจะเชิญลูกค้าไปที่โต๊ะรับประทานอาหารหลัก อย่าลืมเลือกจองที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมทัศนียภาพมุมสูงช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ารวมไปถึงแสงสียามค่ำคืนของตึกสูงและห้างสรรพสินค้าในย่านราชเทวี อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะติดผ้าม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มซึ่งจะเปิดออกเมื่อถึงเวลาที่กำหนดเผยให้เห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ที่แอบซ่อนอยู่หลังฉากราวกับเป็นเวทีการแสดงทางอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจ ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลาจากด้านหน้าหรือเดินไปรอบห้องครัวเพื่อชมการจัดแสดงวัตถุดิบ, การเตรียมอาหาร ไปจนถึงขั้นตอนการจัดแต่งจานโดยมีพนักงานในชุดกระโปรงลายดอกไม้คอยแนะนำอย่างเป็นกันเองตลอดทั้งมื้อ

🎗 [THE CHEF] Thierry Drapeau เกิดที่เมือง Nantes ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ชีวิตในช่วงวัยรุ่นของเขาได้รับอิทธิพลทางอาหารจากคุณพ่อและมีโอกาสฝึกงานกับห้องอาหารชั้นนำอย่าง Le Central ในเมือง Guilvinec และ Le Manoir de la Comète (1 MICHELIN Star) ในเมือง Saint-Sébastien sur Loire ตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากอายุครบ 18 ปี Thierry Drapeau เริ่มต้นสายงานเชฟมืออาชีพกับห้องอาหารระดับ Haute Cuisine มากมายเช่น La Truffe Noire (1 MICHELIN Star) ในเมือง Neuilly-sur-Seine, Le Grand Véfour ห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของกรุง Paris, Le Bateau Ivre (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Le Bourget du Lac, Gill ในเมือง Rouen, Le Clos de la Violette ในเมือง Aix-en-Provence และ L'Escale (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Carry-le-Rouet หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Thierry Deapeau ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นในปี 1996 ที่เมือง Les Sables d'Olonne โดยใช้ชื่อว่า Auberge Robinson และได้รับรางวัล 😋 Bib Gourmand จาก MICHELIN Guide France แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคือการรับงานควบคุม Restaurant Thierry Drapeau à la Chabotterie ห้องอาหารในปราสาทเก่าตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ในเมือง Saint-Sulpice-le-Verdon ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2010 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2011 กระทั่งช่วงปลายปี 2020 เชฟ Thierry Drapeau ได้บรรลุข้อตกลงกับ VIE Hotel Bangkok ในการย้ายมารับตำแหน่ง Executive Chef ให้กับห้องอาหาร Signature Bangkok จนสร้างเสียงฮือฮาขึ้นทั้งในกรุงเทพและประเทศฝรั่งเศสอยู่พักใหญ่นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เชฟ Thierry Drapeau อาศัยหลักปรัชญา “Cuisine of the Soil” ในการนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพสูงรวมไปถึงรสชาติทั้งจากผืนดินและผืนทะเลให้กับลูกค้าได้สัมผัส แต่ละคอร์สใน Set Menu ล้วนมีองค์ประกอบของผัก ผลไม้ และดอกไม้รับประทานได้ภายใต้คอนเซป Floral Cuisine เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของตัวเชฟเองซึ่งใช้ชีวิตอยู่บริเวณ Loire Valley มาอย่างยาวนานโดยแบ่งออกเป็น 8 Course Flower Bouquet (4,100++/p) และ 5 Course Flower Bouquet (3,700++/p) สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านยังมี 5 Course Vegetarian Bouquet (3,200++/p) รองรับด้วยเช่นกัน ในรอบนี้เราขอยกตัวอย่างจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ La Tomate

Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower

สำหรับคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟใช้วัตถุดิบหลักคือมะเขือเทศป่า Heirloom Tomatoes จากจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านการ Marinated ด้วย Balsamic Vinegar คุณภาพสูง ด้านข้างคือองค์ประกอบของ Tomato Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นและ Tomato Pearl ที่ภายในบรรจุ Tomato Juice กัดแล้วจะแตกระเบิดออกในปาก ยังมี Tomato Chutney ช่วยเพิ่มความเปรี้ยวอุมามิ สุดท้ายคือ Tomato Emulsion ที่ตีรวมกับ Balsamic Vinegar ให้รสชาติเปรี้ยวอย่างมีมิติเมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในจาน องค์ประกอบที่ให้ความกรอบได้จาก Radish ที่บรรจุ Balsamic Vinegar Gel เอาไว้ตรงกลางช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสและยังดูสวยงามมาก ๆ อีกด้วย เชฟตั้งใจเสิร์ฟอาหารคอร์สนี้มากับขนมปัง Brioche ที่มีสีแดงสดจากมะเขือเทศและทรัฟเฟิล ลูกค้าสามารถเลือกจับคู่กับ Salted Bordier Butter หรือ Herb Smoked Butter ก็ได้เช่นกัน (17/20)

✨ White Asparagus - Bergamot - Tagette

คอร์สที่สองเป็นจานที่ใช้วัตถุดิบหลักอย่าง White Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งขาวจากลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Loire Valley) ที่เชฟนำไปแพนเซียจนสุกได้ระดับ ผิวด้านนอกกรอบแต่ด้านในยังคงมีความฉ่ำนุ่ม ด้านบนคือ Fresh White Asparagus หั่นมาเป็นชิ้นบาง ๆ ข้างกันคือ White Asparagus Pie ทรงครึ่งวงกลมให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน รสชาติหวานเบา ๆ พอเหมาะ ยังมีองค์ประกอบของ White Asparagus Mousse และ Bergamot Sabayon ให้รสชาติเปรี้ยวแบ่งออกเป็น 2 ระดับที่แตกต่างกันทั้งยังช่วยเสริมอโรมาโดยรวมของจานให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Blancmang Bergamot มีลักษณะเป็น Marshmallow ที่มีรสเปรี้ยวหวาน องค์ประกอบสีเขียวด้านบนคือ Asparagus Gel ล้อมรอบด้วย White Asparagus Velouté ดูสวยงามและน่าลิ้มลองมาก ๆ ยังมี White Asparagus Paper กรอบ ๆ ให้รสชาติหวาน เค็ม และเปรี้ยวด้วยผิวเลมอน สุดท้ายคือขนมปังที่มีรสเปรี้ยวของ Fingerlime มีเนื้อสัมผัสนุ่มฟู และมีกลิ่นหอมของ Bergamot โรยด้านบนด้วยผิว Bergamot และใบ Bergamot ช่วยแต่งอยู่ฝั่งหนึ่งของขนมปังเพื่อบ่งบอกองค์ประกอบหลักให้กับผู้ชิมได้ทราบนั่นเอง (17/20)

✨ L’huître

Oyster – Beef Cheeks – Beetroot - Bourrache

จานนี้มีวัตถุดิบหลักคือ North Atlantic Oyster เชฟนำมาซูวีเพื่อให้ได้ความสุกตามที่ต้องการ ด้านล่างเป็นซอสครีมหอยนางรม ด้านหน้าคือดอก Borage สีม่วง และใบ Oyster Leaf ที่เติบโตบนพื้นดินและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวเหมือนหอยนางรมช่วยเสริมอโรมาของจานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้านบนคือราวิโอลีบีทรูทที่บรรจุเนื้อแก้มวัวตุ๋นอยู่ด้านในช่วยให้จานนี้เข้ากับคอนเซป Land and Sea โดยเป็นการการพบเจอกันของวัตถุดิบจากท้องทะเลและผืนดิน ยังมี Beetroot Emulsion และ Tapioca หรือเมล็ดสาคูที่ Infused ด้วยบีทรูทลงไปจนให้สีแดงทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน อีกฝั่งหนึ่งคือ Crispy Tapioca หรือสาคูกรอบที่บรรจุครีมหอยนางรมและดอกไม้รับประทานได้ตัดเนื้อสัมผัสกันกับองค์ประกอบส่วนแรกได้อย่างพอเหมาะ (17/20)

🎗 [WHY GO] องค์ประกอบที่หลากหลายและเทคนิคการปรุงอันซับซ้อนของเชฟ Thierry Drapeau สามารถสร้างความประทับใจให้กับเราไล่เรียงตั้งแต่คอร์สแรกไปจนถึงคอร์สสุดท้าย พนักงานทุกคนให้บริการแบบเรียบง่ายและเป็นกันเองแตกต่างจากห้องอาหารฝรั่งเศสทั่วไป ราคาอาหารเทียบกับบรรยากาศถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จากที่กล่าวมาทำให้ Signature Bangkok ถือเป็นห้องอาหารระดับ Haute Cuisine ที่เราตั้งใจชักชวนให้เพื่อน ๆ ให้ตามไปลิ้มลองกันมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของกรุงเทพกันเลยทีเดียว

ภาพของร้านอาหาร

ทั้งหมด 44 รูป

🇹🇭 Signature Bangkok - ซิกเนเจอร์ แบงค็อก 🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 French - อาหารฝรั่งเศส 👨🏻‍🍳 Chef Thierry Drapeau - เชฟเทียร์รี่ ดราโป
รูปที่ 1
🇹🇭 Signature Bangkok - ซิกเนเจอร์ แบงค็อก 🍽 Selected by MICHELIN Guide - ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์ 🍴 French - อาหารฝรั่งเศส 👨🏻‍🍳 Chef Thierry Drapeau - เชฟเทียร์รี่ ดราโป
Canapés Potager เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “Canapés Potager” เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 4 อย่าง ในที่นี้คือ Carrot Cones ผิวบางกรอบเสียบมาในแครอทชิ้นใหญ่ ด้านในบรรจุมูสแครอทและบัลซามิคให้รสชาติเปรี้ยวและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนคือ Herring Caviar และดอก Tagette ตกแต่งให้คำนี้ดูน่ารับประทานมากขึ้น (16/20)
รูปที่ 2
Canapés Potager เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “Canapés Potager” เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 4 อย่าง ในที่นี้คือ Carrot Cones ผิวบางกรอบเสียบมาในแครอทชิ้นใหญ่ ด้านในบรรจุมูสแครอทและบัลซามิคให้รสชาติเปรี้ยวและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนคือ Herring Caviar และดอก Tagette ตกแต่งให้คำนี้ดูน่ารับประทานมากขึ้น (16/20)
Canapés Potager ถัดมาคือ Smoked Macaron ชิ้นบางเบาโรยด้วยผงกะหล่ำปลีที่สามารถให้ความกรอบเมื่อแรกกัดแต่จะค่อย ๆ ละลายหายไปในปากในเวลาต่อมา ตรงกลางคือองค์ประกอบของ Smoked Cream หรือครีมรมควันและ Iberico Ham ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (16/20)
รูปที่ 3
Canapés Potager ถัดมาคือ Smoked Macaron ชิ้นบางเบาโรยด้วยผงกะหล่ำปลีที่สามารถให้ความกรอบเมื่อแรกกัดแต่จะค่อย ๆ ละลายหายไปในปากในเวลาต่อมา ตรงกลางคือองค์ประกอบของ Smoked Cream หรือครีมรมควันและ Iberico Ham ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (16/20)
Canapés Potager แผ่น Black Radish Paper กรอบ ๆ ด้านในมีเนื้อปลาแมคเคอเรลรมควันนุ่ม ๆ เสริมด้วยความกรอบและรสเปรี้ยวของ Pickled Radish ยังมีความเผ็ดฉุนเบา ๆ ของ Wasabi Mayo ตามมาทีหลัง ตกแต่งให้สวยงามด้วยดอก Capucines รับประทานได้ (16/20)
รูปที่ 4
Canapés Potager แผ่น Black Radish Paper กรอบ ๆ ด้านในมีเนื้อปลาแมคเคอเรลรมควันนุ่ม ๆ เสริมด้วยความกรอบและรสเปรี้ยวของ Pickled Radish ยังมีความเผ็ดฉุนเบา ๆ ของ Wasabi Mayo ตามมาทีหลัง ตกแต่งให้สวยงามด้วยดอก Capucines รับประทานได้ (16/20)
Canapés Potager ปิดท้ายด้วย Welcome Drink โดยพนักงานจะเสิร์ฟแก้วใสขนาดจิ๋วที่บรรจุ Pink Pepper และ Coriander Flower รับประทานได้อยู่ด้านใน (15/20)
รูปที่ 5
Canapés Potager ปิดท้ายด้วย Welcome Drink โดยพนักงานจะเสิร์ฟแก้วใสขนาดจิ๋วที่บรรจุ Pink Pepper และ Coriander Flower รับประทานได้อยู่ด้านใน (15/20)
Canapés Potager จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำสีแดงสดใสทำมาจากมะเขือเทศป่า Heirloom Tomatoes จากจังหวัดเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยรสเปรี้ยวอุมามิเสริมด้วยกลิ่นเฉพาะตัวจาก Pink Pepper ช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (15/20)
รูปที่ 6
Canapés Potager จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำสีแดงสดใสทำมาจากมะเขือเทศป่า Heirloom Tomatoes จากจังหวัดเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยรสเปรี้ยวอุมามิเสริมด้วยกลิ่นเฉพาะตัวจาก Pink Pepper ช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (15/20)
Canapés Potager “Canapés Potager” ถูกจัดเสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 4 อย่างในถาดไม้ทรงสี่เหลี่ยมตกแต่งด้วยพืชผักในสวนเพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของภูมิภาค Pays de la Loire ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Thierry Drapeau ได้เป็นอย่างดี
รูปที่ 7
Canapés Potager “Canapés Potager” ถูกจัดเสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 4 อย่างในถาดไม้ทรงสี่เหลี่ยมตกแต่งด้วยพืชผักในสวนเพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของภูมิภาค Pays de la Loire ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Thierry Drapeau ได้เป็นอย่างดี
จากนั้นพนักงานจะพาเรามายังโต๊ะรับประทานอาหารหลัก
รูปที่ 8
จากนั้นพนักงานจะพาเรามายังโต๊ะรับประทานอาหารหลัก
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower สำหรับคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟใช้วัตถุดิบหลักคือมะเขือเทศป่า Heirloom Tomatoes จากจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านการ Marinated ด้วย Balsamic Vinegar คุณภาพสูงเพื่อให้ได้รสชาติที่ต่อเนื่องกันจากคอร์สก่อนหน้า เมื่อจัดเสิร์ฟมาที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Tomato Emulsion ลงไปในจาน (17/20)
รูปที่ 9
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower สำหรับคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟใช้วัตถุดิบหลักคือมะเขือเทศป่า Heirloom Tomatoes จากจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านการ Marinated ด้วย Balsamic Vinegar คุณภาพสูงเพื่อให้ได้รสชาติที่ต่อเนื่องกันจากคอร์สก่อนหน้า เมื่อจัดเสิร์ฟมาที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Tomato Emulsion ลงไปในจาน (17/20)
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower ด้านข้างคือองค์ประกอบของ Tomato Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นและ Tomato Pearl ภายในบรรจุ Tomato Juice ที่กัดแล้วจะแตกระเบิดออกในปาก ยังมี Tomato Chutney ช่วยเพิ่มความเปรี้ยวอุมามิ สุดท้ายคือ Tomato Emulsion ที่ตีรวมกับ Balsamic Vinegar ให้รสชาติเปรี้ยวอย่างมีมิติเมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในจาน องค์ประกอบที่ให้ความกรอบได้จาก Radish ที่บรรจุ Balsamic Vinegar Gel เอาไว้ตรงกลางช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสและดูสวยงามมาก ๆ อีกด้วย (17/20)
รูปที่ 10
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower ด้านข้างคือองค์ประกอบของ Tomato Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นและ Tomato Pearl ภายในบรรจุ Tomato Juice ที่กัดแล้วจะแตกระเบิดออกในปาก ยังมี Tomato Chutney ช่วยเพิ่มความเปรี้ยวอุมามิ สุดท้ายคือ Tomato Emulsion ที่ตีรวมกับ Balsamic Vinegar ให้รสชาติเปรี้ยวอย่างมีมิติเมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในจาน องค์ประกอบที่ให้ความกรอบได้จาก Radish ที่บรรจุ Balsamic Vinegar Gel เอาไว้ตรงกลางช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสและดูสวยงามมาก ๆ อีกด้วย (17/20)
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower Aceto Balsamico Di Modena IGP ที่เชฟนำมาผสมผสานเป็นวัตถุดิบสำคัญในจานนี้ (17/20)
รูปที่ 11
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower Aceto Balsamico Di Modena IGP ที่เชฟนำมาผสมผสานเป็นวัตถุดิบสำคัญในจานนี้ (17/20)
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower เชฟตั้งใจเสิร์ฟคอร์สนี้มากับขนมปัง Brioche ที่มีสีแดงสดจากมะเขือเทศและทรัฟเฟิล ลูกค้าสามารถเลือกจับคู่กับ Salted Bordier Butter หรือ Herb Smoked Butter ก็ได้เช่นกัน (17/20)
รูปที่ 12
La Tomate Tomato - Black Olive - Radish - Coriander Flower เชฟตั้งใจเสิร์ฟคอร์สนี้มากับขนมปัง Brioche ที่มีสีแดงสดจากมะเขือเทศและทรัฟเฟิล ลูกค้าสามารถเลือกจับคู่กับ Salted Bordier Butter หรือ Herb Smoked Butter ก็ได้เช่นกัน (17/20)
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette คอร์สที่สองเป็นจานที่ใช้วัตถุดิบหลักอย่าง White Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งขาวจากลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Loire Valley) ที่เชฟนำไปแพนเซียจนสุกได้ระดับ ผิวด้านนอกกรอบแต่ด้านในยังคงมีความฉ่ำนุ่ม ด้านบนคือ Fresh White Asparagus หั่นมาเป็นชิ้นบาง ๆ ข้างกันคือ White Asparagus Pie ทรงครึ่งวงกลมให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน รสชาติหวานเบา ๆ พอเหมาะ ยังมีองค์ประกอบของ White Asparagus Mousse และ Bergamot Sabayon ให้รสชาติเปรี้ยวแบ่งออกเป็น 2 ระดับที่แตกต่างกันทั้งยังช่วยเสริมอโรมาโดยรวมของจานให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (17/20)
รูปที่ 13
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette คอร์สที่สองเป็นจานที่ใช้วัตถุดิบหลักอย่าง White Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งขาวจากลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Loire Valley) ที่เชฟนำไปแพนเซียจนสุกได้ระดับ ผิวด้านนอกกรอบแต่ด้านในยังคงมีความฉ่ำนุ่ม ด้านบนคือ Fresh White Asparagus หั่นมาเป็นชิ้นบาง ๆ ข้างกันคือ White Asparagus Pie ทรงครึ่งวงกลมให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน รสชาติหวานเบา ๆ พอเหมาะ ยังมีองค์ประกอบของ White Asparagus Mousse และ Bergamot Sabayon ให้รสชาติเปรี้ยวแบ่งออกเป็น 2 ระดับที่แตกต่างกันทั้งยังช่วยเสริมอโรมาโดยรวมของจานให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (17/20)
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Blancmang Bergamot มีลักษณะเป็น Marshmallow ที่มีรสเปรี้ยวหวาน องค์ประกอบสีเขียวด้านบนคือ Asparagus Gel ล้อมรอบด้วย White Asparagus Velouté ดูสวยงามและน่าลิ้มลองมาก ๆ (17/20)
รูปที่ 14
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Blancmang Bergamot มีลักษณะเป็น Marshmallow ที่มีรสเปรี้ยวหวาน องค์ประกอบสีเขียวด้านบนคือ Asparagus Gel ล้อมรอบด้วย White Asparagus Velouté ดูสวยงามและน่าลิ้มลองมาก ๆ (17/20)
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette ถัดมาคือ White Asparagus Paper กรอบ ๆ ให้รสชาติหวาน เค็ม และเปรี้ยวด้วยผิวเลมอน (17/20)
รูปที่ 15
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette ถัดมาคือ White Asparagus Paper กรอบ ๆ ให้รสชาติหวาน เค็ม และเปรี้ยวด้วยผิวเลมอน (17/20)
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette สุดท้ายคือขนมปังที่มีรสเปรี้ยวของ Fingerlime มีเนื้อสัมผัสนุ่มฟู และมีกลิ่นหอมของ Bergamot โรยด้านบนด้วยผิว Bergamot และใบ Bergamot ช่วยแต่งอยู่ฝั่งหนึ่งของขนมปังเพื่อบ่งบอกองค์ประกอบหลักให้กับผู้ชิมได้ทราบนั่นเอง (17/20)
รูปที่ 16
L’asperge White Asparagus - Bergamot - Tagette สุดท้ายคือขนมปังที่มีรสเปรี้ยวของ Fingerlime มีเนื้อสัมผัสนุ่มฟู และมีกลิ่นหอมของ Bergamot โรยด้านบนด้วยผิว Bergamot และใบ Bergamot ช่วยแต่งอยู่ฝั่งหนึ่งของขนมปังเพื่อบ่งบอกองค์ประกอบหลักให้กับผู้ชิมได้ทราบนั่นเอง (17/20)
L’huître Oyster – Beef Cheeks – Beetroot - Bourrache จานนี้มีวัตถุดิบหลักคือ North Atlantic Oyster เชฟนำมาซูวีเพื่อให้ได้ความสุกตามที่ต้องการ ด้านล่างเป็นซอสครีมหอยนางรม ด้านหน้าคือดอก Borage สีม่วง และใบ Oyster Leaf ที่เติบโตบนพื้นดินและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวเหมือนหอยนางรมช่วยเสริมอโรมาของจานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้านบนคือราวิโอลีบีทรูทที่บรรจุเนื้อแก้มวัวตุ๋นอยู่ด้านในช่วยให้จานนี้เข้ากับคอนเซป Land and Sea โดยเป็นการการพบเจอกันของวัตถุดิบจากท้องทะเลและผืนดิน ยังมี Beetroot Emulsion และ Tapioca หรือเมล็ดสาคูที่ Infused ด้วยบีทรูทลงไปจนให้สีแดงทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (17/20)
รูปที่ 17
L’huître Oyster – Beef Cheeks – Beetroot - Bourrache จานนี้มีวัตถุดิบหลักคือ North Atlantic Oyster เชฟนำมาซูวีเพื่อให้ได้ความสุกตามที่ต้องการ ด้านล่างเป็นซอสครีมหอยนางรม ด้านหน้าคือดอก Borage สีม่วง และใบ Oyster Leaf ที่เติบโตบนพื้นดินและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวเหมือนหอยนางรมช่วยเสริมอโรมาของจานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้านบนคือราวิโอลีบีทรูทที่บรรจุเนื้อแก้มวัวตุ๋นอยู่ด้านในช่วยให้จานนี้เข้ากับคอนเซป Land and Sea โดยเป็นการการพบเจอกันของวัตถุดิบจากท้องทะเลและผืนดิน ยังมี Beetroot Emulsion และ Tapioca หรือเมล็ดสาคูที่ Infused ด้วยบีทรูทลงไปจนให้สีแดงทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (17/20)
L’huître Oyster – Beef Cheeks – Beetroot - Bourrache อีกฝั่งหนึ่งคือ Crispy Tapioca หรือสาคูกรอบที่บรรจุครีมหอยนางรมและดอกไม้รับประทานได้ตัดเนื้อสัมผัสกันกับองค์ประกอบส่วนแรกได้อย่างพอเหมาะ (17/20)
รูปที่ 18
L’huître Oyster – Beef Cheeks – Beetroot - Bourrache อีกฝั่งหนึ่งคือ Crispy Tapioca หรือสาคูกรอบที่บรรจุครีมหอยนางรมและดอกไม้รับประทานได้ตัดเนื้อสัมผัสกันกับองค์ประกอบส่วนแรกได้อย่างพอเหมาะ (17/20)
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower จานนี้เชฟนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพสูงที่หาโอกาสชิมได้ยากในเมืองไทยนั่นก็คือเนื้อลูกแกะเลี้ยงด้วยน้ำนมเลี้ยงแบบปล่อยจากเทือกเขา Pyrenees ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อของประเทศสเปน-ฝรั่งเศส เชฟนำเสนอมาเป็น Lamb Saddle ชิ้นโตดูน่ารับประทานสุด ๆ ก่อนที่จะนำกลับเข้าไปจัดลงจานในครัวอีกทีหนึ่ง (15/20)
รูปที่ 19
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower จานนี้เชฟนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพสูงที่หาโอกาสชิมได้ยากในเมืองไทยนั่นก็คือเนื้อลูกแกะเลี้ยงด้วยน้ำนมเลี้ยงแบบปล่อยจากเทือกเขา Pyrenees ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อของประเทศสเปน-ฝรั่งเศส เชฟนำเสนอมาเป็น Lamb Saddle ชิ้นโตดูน่ารับประทานสุด ๆ ก่อนที่จะนำกลับเข้าไปจัดลงจานในครัวอีกทีหนึ่ง (15/20)
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower เริ่มต้นด้วย Skewers เป็นเครื่องในแกะเสียบไม้โดยจะมีทั้งตับและไตที่เชฟพันด้วยเบคอน มีองค์ประกอบของเซเลอรี่ นำไปย่างและรมควันฟางต่อจนสุกได้ที่ เนื้อสัมผัสนุ่มในระดับที่แตกต่างกันออกไปโดยเฉพาะไตซึ่งเป็นวัตถุดิบปราบเซียนผ่านการเตรียมมาอย่างดีไม่มีกลิ่นคาวปนมาแม้แต่น้อย ส่วนชิ้นตับไม่มีกลิ่นเหล็กปนมาเช่นกัน (15/20)
รูปที่ 20
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower เริ่มต้นด้วย Skewers เป็นเครื่องในแกะเสียบไม้โดยจะมีทั้งตับและไตที่เชฟพันด้วยเบคอน มีองค์ประกอบของเซเลอรี่ นำไปย่างและรมควันฟางต่อจนสุกได้ที่ เนื้อสัมผัสนุ่มในระดับที่แตกต่างกันออกไปโดยเฉพาะไตซึ่งเป็นวัตถุดิบปราบเซียนผ่านการเตรียมมาอย่างดีไม่มีกลิ่นคาวปนมาแม้แต่น้อย ส่วนชิ้นตับไม่มีกลิ่นเหล็กปนมาเช่นกัน (15/20)
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower ส่วนที่เป็น Saddle ถูกหั่นมาเป็นชิ้น ด้วยความที่เป็นเนื้อลูกแกะเลี้ยงด้วยน้ำนมเท่านั้นทำให้เนื้อมีความนุ่ม หอมกลิ่นนม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ ลดทอนความหนักด้วยอโรมาของ Celery และ Mint รอบ ๆ มีองค์ประกอบของงาดำ ตรงกลางคือเครื่องในโดยเฉพาะตับและไตที่ปั่นรวมกันแล้วยัดไส้ทำให้มีความแตกต่างของเนื้อสัมผัสกับเนื้อรอบ ๆ (15/20)
รูปที่ 21
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower ส่วนที่เป็น Saddle ถูกหั่นมาเป็นชิ้น ด้วยความที่เป็นเนื้อลูกแกะเลี้ยงด้วยน้ำนมเท่านั้นทำให้เนื้อมีความนุ่ม หอมกลิ่นนม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ ลดทอนความหนักด้วยอโรมาของ Celery และ Mint รอบ ๆ มีองค์ประกอบของงาดำ ตรงกลางคือเครื่องในโดยเฉพาะตับและไตที่ปั่นรวมกันแล้วยัดไส้ทำให้มีความแตกต่างของเนื้อสัมผัสกับเนื้อรอบ ๆ (15/20)
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower เมื่อยกมาเสิร์ฟพนักงานจะเทราด Lamb Jus ลงไปรอบ ๆ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติ องค์ประกอบฝั่งซ้ายมือคือ Celery Jota รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ด้านบนท็อปด้วยองค์ประกอบของถั่วพิสตาชิโอ้ ยังมีแตงกวาเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันมีทั้ง Pickled และ Pearl และดอกแตงกวานั่นเอง (15/20)
รูปที่ 22
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower เมื่อยกมาเสิร์ฟพนักงานจะเทราด Lamb Jus ลงไปรอบ ๆ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติ องค์ประกอบฝั่งซ้ายมือคือ Celery Jota รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ด้านบนท็อปด้วยองค์ประกอบของถั่วพิสตาชิโอ้ ยังมีแตงกวาเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันมีทั้ง Pickled และ Pearl และดอกแตงกวานั่นเอง (15/20)
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower คอร์สเนื้อแกะเสิร์ฟมาคู่กับขนมปัง Levain ที่เชฟหมักแป้งยีสต์เองโดยใช้สูตรเดียวกันกับที่ใช้จัดเสิร์ฟในห้องอาหารประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว ผิวสัมผัสจะมีความกรอบและแข็งเล็กน้อย ด้านในฟูหนึบตามแบบฉบับของ Sourdough ชั้นดี (15/20)
รูปที่ 23
Selle d'Agneau Pyrenees - Celery - Pistachio - Cucumber Flower คอร์สเนื้อแกะเสิร์ฟมาคู่กับขนมปัง Levain ที่เชฟหมักแป้งยีสต์เองโดยใช้สูตรเดียวกันกับที่ใช้จัดเสิร์ฟในห้องอาหารประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว ผิวสัมผัสจะมีความกรอบและแข็งเล็กน้อย ด้านในฟูหนึบตามแบบฉบับของ Sourdough ชั้นดี (15/20)
Plaisirs Sucré Red & White Strawberry - Ginger - Oxalis สำหรับของหวานเชฟ Thierry Drapeau ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบหลักอย่างสตรอว์เบอร์รี่โดยใช้ทั้งสตรอว์เบอร์รี่แดงและขาวนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นผ่าครึ่งมาให้เคี้ยวง่าย ตรงกลางคือ Strawberry Pearl ที่กัดแล้วจะแตกระเบิดออกในปาก (16/20)
รูปที่ 24
Plaisirs Sucré Red & White Strawberry - Ginger - Oxalis สำหรับของหวานเชฟ Thierry Drapeau ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบหลักอย่างสตรอว์เบอร์รี่โดยใช้ทั้งสตรอว์เบอร์รี่แดงและขาวนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นผ่าครึ่งมาให้เคี้ยวง่าย ตรงกลางคือ Strawberry Pearl ที่กัดแล้วจะแตกระเบิดออกในปาก (16/20)
Plaisirs Sucré Red & White Strawberry - Ginger - Oxalis จากนั้นพนักงานจะเทราด Strawberry Sauce สีแดงสดใสลงไปในจาน ตักรับประทานจะได้ความหวานอมเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รี่สดรวมไปถึงเนื้อสัมผัสอันหลายและกลิ่นหอมอันโดดเด่นที่ผ่านการบาลานซ์มาเป็นอย่างดี (16/20)
รูปที่ 25
Plaisirs Sucré Red & White Strawberry - Ginger - Oxalis จากนั้นพนักงานจะเทราด Strawberry Sauce สีแดงสดใสลงไปในจาน ตักรับประทานจะได้ความหวานอมเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รี่สดรวมไปถึงเนื้อสัมผัสอันหลายและกลิ่นหอมอันโดดเด่นที่ผ่านการบาลานซ์มาเป็นอย่างดี (16/20)
Plaisirs Sucré Red & White Strawberry - Ginger - Oxalis อีกฝั่งหนึ่งเป็นองค์ประกอบของสตรอว์เบอร์รี่ที่ทำออกมาคล้าย Tapioca ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบท็อปด้านบนด้วย Mint Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่น เสิร์ฟมาคู่กับ Orange Cake เนื้อละมุนที่มีกลิ่นขิงใส่มาเล็กน้อยเพิ่มมิติความกรอบด้วย Strawberry Paper ขนาบข้างอยู่ทั้งสองฝั่ง (16/20)
รูปที่ 26
Plaisirs Sucré Red & White Strawberry - Ginger - Oxalis อีกฝั่งหนึ่งเป็นองค์ประกอบของสตรอว์เบอร์รี่ที่ทำออกมาคล้าย Tapioca ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบท็อปด้านบนด้วย Mint Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่น เสิร์ฟมาคู่กับ Orange Cake เนื้อละมุนที่มีกลิ่นขิงใส่มาเล็กน้อยเพิ่มมิติความกรอบด้วย Strawberry Paper ขนาบข้างอยู่ทั้งสองฝั่ง (16/20)
Surprise du Vergers ปิดท้ายด้วยเซอไพรส์ เมนูของหวานที่จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามแต่ที่เชฟจะเลือกเสิร์ฟ พนักงานจะแนะนำให้เริ่มต้นที่ชิ้นกลมสีเขียวฝั่งขวามือ เปลือกด้านนอกทำมาจาก White Chocolate เมื่อกัดแล้วจะมีน้ำแอปเปิ้ลเขียวและเซเลอรี่ที่จะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยวช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีมาก ๆ (15/20)
รูปที่ 27
Surprise du Vergers ปิดท้ายด้วยเซอไพรส์ เมนูของหวานที่จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามแต่ที่เชฟจะเลือกเสิร์ฟ พนักงานจะแนะนำให้เริ่มต้นที่ชิ้นกลมสีเขียวฝั่งขวามือ เปลือกด้านนอกทำมาจาก White Chocolate เมื่อกัดแล้วจะมีน้ำแอปเปิ้ลเขียวและเซเลอรี่ที่จะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยวช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีมาก ๆ (15/20)
Surprise du Vergers ต่อด้วย Surprise Egg ไข่ช็อกโกแลตทรงกลม เมื่อปล่อยจากที่สูงลงมาจะแตกออกเผยให้เห็นองค์ประกอบด้านในคือ Marshmallow, Coffee และ Chocolate Praline ทั้งนี้เปลือกไข่ช็อกโกแลตก็อร่อยชนิดละลายในปากเช่นกัน (15/20)
รูปที่ 28
Surprise du Vergers ต่อด้วย Surprise Egg ไข่ช็อกโกแลตทรงกลม เมื่อปล่อยจากที่สูงลงมาจะแตกออกเผยให้เห็นองค์ประกอบด้านในคือ Marshmallow, Coffee และ Chocolate Praline ทั้งนี้เปลือกไข่ช็อกโกแลตก็อร่อยชนิดละลายในปากเช่นกัน (15/20)
Surprise du Vergers ถัดมาเป็นกระถางต้นไม้ เมื่อดึงรากขึ้นมาจะพบกับ Chocolate Truffle สอดไส้ถั่วขนาดพอดีคำล้อมรอบไปด้วยดินที่เปรียบเสมือนครัมเบิ้ลกรอบ (15/20)
รูปที่ 29
Surprise du Vergers ถัดมาเป็นกระถางต้นไม้ เมื่อดึงรากขึ้นมาจะพบกับ Chocolate Truffle สอดไส้ถั่วขนาดพอดีคำล้อมรอบไปด้วยดินที่เปรียบเสมือนครัมเบิ้ลกรอบ (15/20)
Surprise du Vergers ก่อนกลับบ้านพนักงานจะพาเรามาแวะเลือกขนมกันคนละ 2 อย่าง มีทั้ง Marshmallow, White Chocolate Cake, Chocolate Cake, Financier, Pistachio Madeleine และ Apple Jelly นั่นเอง (15/20)
รูปที่ 30
Surprise du Vergers ก่อนกลับบ้านพนักงานจะพาเรามาแวะเลือกขนมกันคนละ 2 อย่าง มีทั้ง Marshmallow, White Chocolate Cake, Chocolate Cake, Financier, Pistachio Madeleine และ Apple Jelly นั่นเอง (15/20)
Cocktails
รูปที่ 31
Cocktails
🎗 [THE CHEF] Thierry Drapeau เกิดที่เมือง Nantes ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ชีวิตในช่วงวัยรุ่นของเขาได้รับอิทธิพลทางอาหารจากคุณพ่อและมีโอกาสฝึกงานกับห้องอาหารชั้นนำอย่าง Le Central ในเมือง Guilvinec และ Le Manoir de la Comète (1 MICHELIN Star) ในเมือง Saint-Sébastien sur Loire ตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากอายุครบ 18 ปี Thierry Drapeau เริ่มต้นสายงานเชฟมืออาชีพกับห้องอาหารระดับ Haute Cuisine มากมายเช่น La Truffe Noire (1 MICHELIN Star) ในเมือง Neuilly-sur-Seine, Le Grand Véfour ห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของกรุง Paris, Le Bateau Ivre (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Le Bourget du Lac, Gill ในเมือง Rouen, Le Clos de la Violette ในเมือง Aix-en-Provence และ L'Escale (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Carry-le-Rouet หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Thierry Deapeau ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นในปี 1996 ที่เมือง Les Sables d'Olonne โดยใช้ชื่อว่า Auberge Robinson และได้รับรางวัล 😋 Bib Gourmand จาก MICHELIN Guide France แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคือการรับงานควบคุม Restaurant Thierry Drapeau à la Chabotterie ห้องอาหารในปราสาทเก่าตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ในเมือง Saint-Sulpice-le-Verdon ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2010 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2011 กระทั่งช่วงปลายปี 2020 เชฟ Thierry Drapeau ได้บรรลุข้อตกลงกับ VIE Hotel Bangkok ในการย้ายมารับตำแหน่ง Executive Chef ให้กับห้องอาหาร Signature Bangkok จนสร้างเสียงฮือฮาขึ้นทั้งในกรุงเทพและประเทศฝรั่งเศสอยู่พักใหญ่นั่นเอง
รูปที่ 32
🎗 [THE CHEF] Thierry Drapeau เกิดที่เมือง Nantes ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ชีวิตในช่วงวัยรุ่นของเขาได้รับอิทธิพลทางอาหารจากคุณพ่อและมีโอกาสฝึกงานกับห้องอาหารชั้นนำอย่าง Le Central ในเมือง Guilvinec และ Le Manoir de la Comète (1 MICHELIN Star) ในเมือง Saint-Sébastien sur Loire ตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากอายุครบ 18 ปี Thierry Drapeau เริ่มต้นสายงานเชฟมืออาชีพกับห้องอาหารระดับ Haute Cuisine มากมายเช่น La Truffe Noire (1 MICHELIN Star) ในเมือง Neuilly-sur-Seine, Le Grand Véfour ห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของกรุง Paris, Le Bateau Ivre (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Le Bourget du Lac, Gill ในเมือง Rouen, Le Clos de la Violette ในเมือง Aix-en-Provence และ L'Escale (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Carry-le-Rouet หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Thierry Deapeau ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นในปี 1996 ที่เมือง Les Sables d'Olonne โดยใช้ชื่อว่า Auberge Robinson และได้รับรางวัล 😋 Bib Gourmand จาก MICHELIN Guide France แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคือการรับงานควบคุม Restaurant Thierry Drapeau à la Chabotterie ห้องอาหารในปราสาทเก่าตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ในเมือง Saint-Sulpice-le-Verdon ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2010 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2011 กระทั่งช่วงปลายปี 2020 เชฟ Thierry Drapeau ได้บรรลุข้อตกลงกับ VIE Hotel Bangkok ในการย้ายมารับตำแหน่ง Executive Chef ให้กับห้องอาหาร Signature Bangkok จนสร้างเสียงฮือฮาขึ้นทั้งในกรุงเทพและประเทศฝรั่งเศสอยู่พักใหญ่นั่นเอง
เชฟ Thierry Drapeau อาศัยหลักปรัชญา “Cuisine of the Soil” ในการนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพสูงรวมไปถึงรสชาติทั้งจากผืนดินและผืนทะเลให้กับลูกค้าได้สัมผัส
รูปที่ 33
เชฟ Thierry Drapeau อาศัยหลักปรัชญา “Cuisine of the Soil” ในการนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพสูงรวมไปถึงรสชาติทั้งจากผืนดินและผืนทะเลให้กับลูกค้าได้สัมผัส
ทุกคอร์สใน Set Menu ล้วนมีองค์ประกอบของผัก ผลไม้ และดอกไม้รับประทานได้ภายใต้คอนเซป Floral Cuisine เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของตัวเชฟเองซึ่งใช้ชีวิตอยู่บริเวณ Loire Valley มาอย่างยาวนานโดยแบ่งออกเป็น 8 Course Flower Bouquet (4,100++/p) และ 5 Course Flower Bouquet (3,700++/p) สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านยังมี 5 Course Vegetarian Bouquet (3,200++/p) รองรับด้วยเช่นกัน
รูปที่ 34
ทุกคอร์สใน Set Menu ล้วนมีองค์ประกอบของผัก ผลไม้ และดอกไม้รับประทานได้ภายใต้คอนเซป Floral Cuisine เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของตัวเชฟเองซึ่งใช้ชีวิตอยู่บริเวณ Loire Valley มาอย่างยาวนานโดยแบ่งออกเป็น 8 Course Flower Bouquet (4,100++/p) และ 5 Course Flower Bouquet (3,700++/p) สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านยังมี 5 Course Vegetarian Bouquet (3,200++/p) รองรับด้วยเช่นกัน
มื้ออาหารจะเริ่มต้นด้วยการนำเสิร์ฟ Canapés Potager และ Welcome Drink กันบริเวณเลาจน์ที่ตกแต่งออกมาในสไตล์ Art Deco
รูปที่ 35
มื้ออาหารจะเริ่มต้นด้วยการนำเสิร์ฟ Canapés Potager และ Welcome Drink กันบริเวณเลาจน์ที่ตกแต่งออกมาในสไตล์ Art Deco
อย่าลืมเลือกจองที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมทัศนียภาพมุมสูงช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ารวมไปถึงแสงสียามค่ำคืนของตึกสูงและห้างสรรพสินค้าในย่านราชเทวี
รูปที่ 36
อย่าลืมเลือกจองที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมทัศนียภาพมุมสูงช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ารวมไปถึงแสงสียามค่ำคืนของตึกสูงและห้างสรรพสินค้าในย่านราชเทวี
ทางร้านมีโต๊ะยาวสำหรับรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่
รูปที่ 37
ทางร้านมีโต๊ะยาวสำหรับรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่
ภายในห้องอาหาร
รูปที่ 38
ภายในห้องอาหาร
อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะติดผ้าม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มซึ่งจะเปิดออกเมื่อถึงเวลาที่กำหนดเผยให้เห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ที่แอบซ่อนอยู่หลังฉากราวกับเป็นเวทีการแสดงทางอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจ
รูปที่ 39
อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะติดผ้าม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มซึ่งจะเปิดออกเมื่อถึงเวลาที่กำหนดเผยให้เห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ที่แอบซ่อนอยู่หลังฉากราวกับเป็นเวทีการแสดงทางอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจ
ลูกค้าสามารถเดินทางมายัง Signature Bangkok โดยรถส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า BTS สถานีราชเทวี
รูปที่ 40
ลูกค้าสามารถเดินทางมายัง Signature Bangkok โดยรถส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า BTS สถานีราชเทวี
เมื่อกดลิฟต์มายังชั้น 11 จะพบกับพนักงานคอยต้อนรับและตรวจสอบการจอง
รูปที่ 41
เมื่อกดลิฟต์มายังชั้น 11 จะพบกับพนักงานคอยต้อนรับและตรวจสอบการจอง
ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลาจากด้านหน้าหรือเดินไปรอบห้องครัวเพื่อชมการจัดแสดงวัตถุดิบ, การเตรียมอาหาร ไปจนถึงขั้นตอนการจัดแต่งจานโดยมีพนักงานในชุดกระโปรงลายดอกไม้คอยแนะนำอย่างเป็นกันเองตลอดทั้งมื้อ
รูปที่ 42
ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลาจากด้านหน้าหรือเดินไปรอบห้องครัวเพื่อชมการจัดแสดงวัตถุดิบ, การเตรียมอาหาร ไปจนถึงขั้นตอนการจัดแต่งจานโดยมีพนักงานในชุดกระโปรงลายดอกไม้คอยแนะนำอย่างเป็นกันเองตลอดทั้งมื้อ
บริเวณครัวอาหารหวาน
รูปที่ 43
บริเวณครัวอาหารหวาน
🎗 [WHY GO] องค์ประกอบที่หลากหลายและเทคนิคการปรุงอันซับซ้อนของเชฟ Thierry Drapeau สามารถสร้างความประทับใจให้กับเราไล่เรียงตั้งแต่คอร์สแรกไปจนถึงคอร์สสุดท้าย พนักงานทุกคนให้บริการแบบเรียบง่ายและเป็นกันเองแตกต่างจากห้องอาหารฝรั่งเศสทั่วไป ราคาอาหารเทียบกับบรรยากาศถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จากที่กล่าวมาทำให้ Signature Bangkok ถือเป็นห้องอาหารระดับ Haute Cuisine ที่เราตั้งใจชักชวนให้เพื่อน ๆ ให้ตามไปลิ้มลองกันมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของกรุงเทพกันเลยทีเดียว
รูปที่ 44
🎗 [WHY GO] องค์ประกอบที่หลากหลายและเทคนิคการปรุงอันซับซ้อนของเชฟ Thierry Drapeau สามารถสร้างความประทับใจให้กับเราไล่เรียงตั้งแต่คอร์สแรกไปจนถึงคอร์สสุดท้าย พนักงานทุกคนให้บริการแบบเรียบง่ายและเป็นกันเองแตกต่างจากห้องอาหารฝรั่งเศสทั่วไป ราคาอาหารเทียบกับบรรยากาศถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จากที่กล่าวมาทำให้ Signature Bangkok ถือเป็นห้องอาหารระดับ Haute Cuisine ที่เราตั้งใจชักชวนให้เพื่อน ๆ ให้ตามไปลิ้มลองกันมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของกรุงเทพกันเลยทีเดียว